แม้สิ้นกองทัพของอารีเซียคอยหนุนหลังมหันต์ก็ยังไม่ยอมแพ้ อาศัยจังหวะที่กองเรือรบของสหรัฐอโรมา เดินทางมาถึงน่านน้ำโซวันน่าแล้ว เขาจึงให้หลี่จิงจิง และเนเลม่าปลอมตนเป็พวกเสรีโซวาเนียนเข้าไปต้อนรับกองเรือนั้นแล้วทำการยึดเรือพร้อมอาวุธเ่าั้เสียบรรดาทหารนาวิกโยธินของสหรัฐก็ถูกเนเลม่าใช้ไสยเวทครอบงำจนกลายเป็สมุนของมันไปหมดแล้วยกพลขึ้นบกไปต่อสู้กับพวกเสรีโซวาเนียน เรือบางส่วนก็ลอยลำอยู่กลางทะเลเตรียมพร้อมทำศึกใหญ่
เมื่อพวกดร.บุญดีไปถึงตำหนักใหญ่วังหลวง ก็ทราบจากจดหมายของบุหงาที่ฝากคนรับใช้ไว้ว่ามหันต์พาเธอและเด็กหญิงมะเหมี่ยวหลบหนีไปยังฐานปฏิบัติการลับที่หน้าผาสิงโตชายทะเลตะวันตก จึงติดตามไปแต่ได้เห็นกองทัพเรือสหรัฐกลับกลายเป็พวกของมหันต์เช่นนี้ จะตัดใจฆ่าก็ทำมิลงด้วยเป็มิตรประเทศกัน ก็ละล้าละลัง สู้พลางถอยพลางกลับไปรวมพลกันที่พระราชวังอกานันดออีกคำรบหนึ่ง
มหันต์ก็มอบหมายให้หลี่จิงจิงคุมกองทัพสหรัฐที่โดนมนต์สะกดนั้นตรึงกำลังไว้รอบพระนครมิให้พวกเสรีโซวาเนียนเคลื่อนไหวออกไปได้
ในขณะเดียวกันมหันต์ก็รวบรวมเงินที่พอจะหอบหนีได้มุ่งไปยังหน้าผาสิงโตเพื่อเตรียมลงเรือหนีไปต่างประเทศ
ส่วนเนเลม่านั้นออกไปติดตามแก้มัดพลพรรคผีดิบของตนในหัวเมืองต่างๆ แล้วพามายังหน้าผาสิงโตเพื่อคุ้มกันมหันต์ไว้จากพวกเสรีโซวาเนียน
เมื่อมะลังคะและลูกเมียเดินทางมาถึงพระนครเห็นทหารฝรั่งชาวสหรัฐวางกำลังรายล้อมอยู่เช่นนั้นจึงร่ายเวทกำบังตนมิให้ใครเห็นแล้วเข้าไปในพระราชวังอกานันดอเพื่อสมทบกับพวกดร.บุญดี จากนั้นพวกเสรีโซวาเนียนก็ประชุมปรึกษากันว่าจะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร มะลังคะว่าต้องหาทางคลายมนต์สะกดของเนเลม่าเสียก่อนแต่ตัวเขายังไม่มีวิชาที่ใช้กับคนหมู่มากได้ถึงเพียงนั้น นาคินมณีจึงเสนอว่าจะลองกลับไปขอให้ฤาษีในถ้ำช่วยดู เผื่อจะมีทางแก้ ทุกคนก็เห็นดีด้วยนาคินมณีจึงให้กระจงแปลงเป็นพสีห์พาเหาะไปยังถ้ำฤาษีที่หุบเขาปีศาจนั้นทันที
เมื่อได้ทราบเื่ราวที่นาคินมณีเล่าให้ฟังแล้วฤาษีลึกลับนั้นก็มอบน้ำมนต์มาให้ขวดหนึ่ง บอกว่าจงนำไปราดรดใส่ทหารฝรั่งพวกนั้นก็จะคลายจากมนต์สะกด แต่นาคินมณีแย้งว่า ขวดเล็กนิดเดียวแค่นี้จะพอใช้กับทหารตั้งเรือนหมื่นเชียวหรือ ฤาษีก็บอกว่า เอาไปใช้ดูเถอะน่า จะเห็นเองว่าเพียงพอแล้วนาคินมณีก็ลากลับมา เมื่อเหาะมาถึงพระนครเจมทาวน์ก็เปิดขวดน้ำมนต์นั้นเทลงมาจากกลางอากาศก็บังเกิดเป็กลุ่มเมฆดำทะมึนกว้างใหญ่ครอบคลุมพระนครแห่งนั้นและปรากฏลมพายุฟ้าผ่าฟ้าร้องกลายเป็สายฝนสาดซัดไปทั่วเมืองเหล่าทหารชาวสหรัฐเมื่อได้ััน้ำฝนแล้วก็พากันคืนสติหลุดพ้นจากมนต์สะกดของเนเลม่าจนหมดสิ้นทุกนายไป
ถึงแม้จะช่วยทหารให้ฟื้นคืนสติได้แล้วแต่ทหารเรือบางส่วนยังถูกพวกหลี่จิงจิงควบคุมไว้กลางทะเลนาคินมณีจึงต้องให้นพสีห์กลายร่างเป็งูจงอางั์ตัวดำเมี่ยมขดตัวกวาดเอาเรือเ่าั้มากองรวมกันที่กลางอ่าวแล้วนาคินมณีก็บุกขึ้นเรือเข้าฟาดฟัดกับหลี่จิงจิงด้วยคทาวิเศษนักฆ่าสาวใช้วิทยายุทธของตนสิ้นไปกว่าร้อยกระบวนท่าก็ยังมิอาจกำจัดทารกน้อยนี้ได้จึงซัดอาวุธลับเข้าใส่ แล้วกระโจนลงทะเลหนีไปนาคินมณีก็ให้งูั์ลากกองเรือเ่าั้เข้าเกยฝั่งแล้วควบคุมทหารเ่าั้ไปรวมพลกันอยู่ที่พระราชวังอกานันดอ
เมื่อเห็นว่ากองทัพสหรัฐหลุดพ้นจากเวทมนต์แล้วพวกไมตรีจึงรีบตามมหันต์ไปที่หน้าผาสิงโตแต่เมื่อไปถึงก็ต้องเผชิญกับพวกฝูงผีดิบร่วม 500 ร่าง เดินเรียงรายห้อมล้อมเข้ามาจะทำร้ายพวกดร.บุญดีใข้ปืนยิงเข้าใส่ แต่ร่างผีดิบนั้นหาสะทกสะท้านไม่แม้ไมตรีจะใช้พลังฝ่ามือนรสิงห์ก็เพียงแค่ผลักดันผีดิบให้กระเด็นไปไม่กี่ร่างเท่านั้นโสมสุดาใช้พลังดูดิญญาก็ไม่ได้ผล เพราะพวกนี้ไร้พลังชีวิต มีสภาพไม่ต่างจากตอไม้เดินได้เธอจึงใช้อาวุธรูปนกนางแอ่นขว้างไปตัดหัวพวกผีดิบได้จำนวนหนึ่งเท่านั้นจางไห่จูก็ใช้แส้ฟาดพวกผีจนคอขาดหลายสิบศพ แต่ผีดิบก็ยังไม่หมดพวกเสรีโซวาเนียนถูกล้อมเช่นนั้นจวนเจียนจะย่ำแย่ ก็พอดีนาคินมณีติดตามมาทันจึงอาสาเข้าต่อสู้กับพวกผีดิบโดยให้นพสีห์แปลงร่างเป็นกหัสดีลึงค์ตัวใหญ่เท่าูเาพ่นไฟไปเผาพวกผีดิบเ่าั้จนมอดไหม้หมด แล้วพวกไมตรีก็บุกเข้าไปยังฐานลับ ได้พบบุหงากับเด็กหญิงมะเหมี่ยวถูกจับขังไว้ในกรงขังเขาพยายามจะช่วย แต่ต้องเผชิญกับลูกสมุนของมหันต์นับร้อยนายที่เข้าขัดขวางมะลังคะก็เสกหุ่นพยนต์เข้าต่อสู้จนสมุนเ่าั้ล้มตายหมดก็ถึงคราวที่ต้องประมือกับหลี่จิงจิง และเนเลม่าไมตรีจึงบอกให้นาคินมณีและดร.บุญดีไปช่วยบุหงากับเด็กหญิงมะเหมี่ยวออกไปก่อนตัวเขาและมะลังคะ จะสู้กับเนเลม่า ส่วมโสมสุดากับจางไห่จู จะต่อสู้กับหลี่จิงจิง
เนเลม่าใช้วิชาไสยเวทของชนเผ่าปาปัวนิวกินีเสกภูติพรายนับร้อยออกมาต่อสู้ มะลังคะจึงเสกหุ่นพยนต์ออกต่อสู้เช่นกันกับคราวก่อนไมตรีจึงใช้วิชาฝ่ามือนรสิงห์เข้าต่อสู้กับเนเลม่าแต่มนุษย์กินคนผู้นี้ก็ใช้อาคมถอดกายเป็หลายร่างจนแยกไม่ออกว่าตัวไหนเป็ตัวจริงมะลังคะเห็นดังนั้น จึงถอดสร้อยปะคำที่ลูกให้มาออกแล้วร่ายคาถาแล้วขว้างเข้าใส่เนเลม่า สร้อยนั้นก็ขยายขนาดเป็วงกว้างใหญ่เข้ารัดตัวเนเลม่าตัวจริงไว้ ร่างจำแลงก็พลันหายวับไป ไมตรีเห็นได้ทีก็ซัดพลังฝ่ามือนรสิงห์เข้าใส่เนเลม่าจนร่างแหลกเหลวตายคาที่ บรรดาภูติพรายของมันก็พลอยหายไปด้วย
ทางฝ่ายโสมสุดา กับ จางไห่จูประมือกับหลี่จิงจิง โดยผลัดกันเข้าสู่โจมทั้งด้านหน้าและด้านหลังหลี่จิงจิงก็รับมือได้อย่างคล่องแคล่ว นักฆ่าแซ่หลี่ใช้ดาบซามูไรเป็อาวุธโสมสุดาใช้โซ่ติดปลายมีด จางไห่จูใช้แส้หางกระเบน ต่างก็เข้าฟาดฟันกันอยู่นานจนหลี่จิงจิงพลาดท่า ถูกอาวุธของสองสาวร้อยรัดทำให้ดาบหลุดมือ จึงสู้ด้วยมือเปล่าและใช้วิชาพิษสลายกระดูกเข้าปะทะกับวิชาพลังดูดิญญาของโสมสุดาพิษนั้นก็ซึมซาบเข้าสู่ร่างของลูกสาวหมอหลงทันทีสร้างความปวดร้าวในกระดูกแขนจนยกแขนขวาไม่ขึ้นหล่อนจึงใช้มือซ้ายซัดอาวุธลับรูปนกนางแอ่นเข้าใส่หลี่จิงจิงแต่หลี่จิงจิงก็เลี่ยงหลบ จางไห่จูอาศัยจังหวะนี้สะบัดแส้หางกระเบนเข้ารัดคอหลี่จิงจิงแล้วชักมีดอ่อนที่อยู่ภายในแส้ออกเสียบร่างของสาวแซ่หลี่ทันทีพิษที่เคลือบมีดอ่อนไว้ก็ซึมเข้าสู่กระแสเืของหลี่จิงจิงจนเป็อัมพาตครึ่งซีกไปในทันใด
จางไห่จูก็จี้สกัดจุดชีพจรของโสมสุดาไว้ไม่ให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจโสมสุดาก็เข้าไปประคองร่างของหลี่จิงจิงซึ่งกำลังนอนอ้าปากพะงาบ ๆแล้วถามว่าเป็อย่างไรบ้างเพื่อนรัก ทำไมเธอจึงมาเป็สมุนของมหันต์ได้หลี่จิงจิงบอกว่า ที่เธอต้องมาเป็องครักษ์ของมหันต์นี้ เพราะเดิมทีแม่ของเธอป่วยหนักและไม่มีเงินรักษา จนมหันต์ได้ยื่นมือมาช่วยเหลือให้เงินไปรักษาจนหายเธอจึงต้องตอบแทนบุญคุณด้วยการเป็เมียและเป็นักฆ่ารับใช้มหันต์ไปในตัวขอฝากให้โสมสุดาดูแลแม่ของเธอด้วยหลี่จิงจิงล้วงเอากระดาษจดที่อยู่ของแม่หล่อนออกมาให้โสมสุดา แล้วก็สิ้นใจตายโสมสุดาซึ่งาเ็อยู่ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น นั่งกอดศพหลี่จิงจิงอยู่เช่นนั้นปล่อยให้คนอื่นเข้าไปค้นหาตัวมหันต์ต่อไป
เมื่อสิ้นองครักษ์คุ้มกันแล้วมหันต์จึงปรากฏตัวออกมา และชักปืนกระหน่ำยิงใส่ผู้บุกรุกทุกคนอย่างไม่ยั้งมะลังคะต้องเสกม่านแก้วเข้าบดบังะุปืนให้พวกไมตรีแล้วพุ่งหอกสัตตโลหะเข้าใส่มหันต์ แต่คมหอกหาได้ระคายผิวของจอมวายร้ายไม่ด้วยเขาก็มีวิชาคงกระพันติดตัว ทั้งยังพุ่งหอกอันเดิมคืนกลับมาให้มะลังคะจนหลบแทนไม่ทันไมตรีและจางไห่จูก็ฟาดฟันอาวุธเข้าใส่มหันต์แต่ก็ถูกตอบโต้กลับด้วยพลังปราณปีศาจของมหันต์จนล้มคว่ำคะมำหงายมหันต์ก็หัวเราะคล้ายดั่งคนเสียสติ บอกว่าพวกแกมากันครบก็ดีแล้วเรามาตายเสียพร้อมกันที่นี่แหละ เมื่อข้ากดปุ่มะเิเมื่อใดฐานลับแห่งนี้ก็จะแหลกสลายเป็ฝุ่นธุลีในทันที
ในขณะที่เขากำลังเอื้อมมือไปยังปุ่มบังคับะเิบนเครื่องควบคุมนั้นก็พลันมีเสียงปืนดังขึ้น
ปัง ปัง !!!
ะุหนึ่งเจาะเข้าที่แขนของเขาอีกนัดหนึ่งเจาะเข้าที่ขา มหันต์เหลียวมามองที่มาของะุเป็บุหงาที่ยืนเล็งปืนมาที่เขา คนที่เขาบอกว่ารักที่สุดในชีวิตเื้ับุหงายังมีดร.บุญดีที่ยืนอุ้มเด็กหญิงมะเหมี่ยวเอาไว้มหันต์แปลกใจว่าทำไมะุจึงเจาะเข้าร่างกายเขาได้ ทั้งที่มีวิชาคงกระพันฉับพลันนั้น มหันต์ก็เห็น
ิญญาของโรสและลูกเมียของเขาที่ตายไปแล้วมายืนอยู่หน้าบุหงาโรสซึ่งเข้าสิงร่างบุหงาอยู่ก็พูดว่า
“แกไม่ต้องแปลกใจไปหรอกะุนี้เคลือบย้อมไว้ด้วยน้ำประจำเดือนของบุหงามันจึงทำลายอาคมของแกให้เสื่อมลงได้เช่นนี้ ไปอยู่เมืองนรกกับฉันเถิด ที่รัก”
แล้วโรสก็อาศัยร่างบุหงายิงปืนเข้าใส่หัวใจและหน้าผากของมหันต์อีกแห่งละหนึ่งนัดจบชีวิตของมหันต์ด้วยน้ำมือคนที่เขารักนั่นเอง
หลังจากมหันต์ตายแล้วบุหงาก็ได้รับการตัดสินจากคำพิพากษาของศาล ให้รอลงอาญา 2 ปีเมื่อพ้นกำหนดแล้ว เธอก็ไปบวชเป็แม่ชีตลอดชีวิต
กองทัพของสหรัฐอโรมาก็เดินทางกลับสู่ประเทศของตนไป
พลพรรคของมะลังคะ ก็ขอลากลับไปยังโลกในยุคดั้งเดิมของเขาผ่านทางประตูมิติที่ปราสาทศิขรินทร์เช่นเดียวกับครั้งที่ออกมา ส่วนมะลังคะไม่กลับไปยังดินแดนชาวลัวะแต่ขออยู่กับลูกเมียที่หุบเขาปีศาจตลอดไป
หนึ่งเดือนต่อมา
ไมตรีพาโสมสุดาไปล่องเรือเล่นที่อ่าวสีมานทีเพื่อรำลึกถึงความหลังเมื่อคบหากันใหม่ๆ เขาถามโสมสุดาว่าไปรู้จักหลี่จิงจิงได้อย่างไร เธอก็เล่าว่า
“ หลี่จิงจิงเป็เพื่อนเก่าสมัยเรียนคอนแวนต์ที่ปีนังและเป็น้องสาวของหลี่หงหมิน คนรักเก่าของฉัน ซึ่งเคยคบหากันตอนเรียนมัธยมปลายจนกระทั่งฉันไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ ฉันกับจิงจิงก็เรียนด้วยกันส่วนพี่ชายเขาเป็รุ่นพี่สองปี เรารักกันมาก กว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคจนทางบ้านของเขายอมรับฉันได้เราตกลงแต่งงานกัน แต่ก็ไม่ได้แต่ง เพราะว่า... เอ้ะ นี่เรามาล่องเรือเที่ยวนะมาคุยกันเื่เศร้า เสียบรรยากาศหมด แต่จะว่าไปแล้ว คุณไม่สังเกตหรือทำไมฉันถึงไม่ค่อยสวีทกับคุณเท่าไหร่เลย เป็ด้วยฉันเคยเจ็บมามากยังไงล่ะ ไว้ว่างๆ จะเล่าให้ละเอียดกว่านี้ “
ไมตรีฟังเื่ที่โสมสุดาเล่าแล้วก็นิ่งอยู่
หล่อนจึงเกาะแขนของไมตรีแล้วเอียงคอถามด้วยใบหน้ายั่วเย้าว่า
“ ได้ฟังแล้วหึงหรือเปล่า“
ไมตรีก็ว่า “ฮึ ไม่หรอก หึงทำไม นั่นเป็เื่อดีตซึ่งผมไม่มีสิทธิยุ่งผมขอเพียงแค่ ณ วันนี้ คุณรักผมคนเดียวก็พอ “
“ ค่ะ แหมแค่นี้น้อยใจไปได้ คุณน่ะ อยู่ในใจฉันคนเดียวเท่านั้นนะคะ “
“ แต่งงานกับผมนะครับ“ ไมตรีหยิบแหวนออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วเตรียมจะสวมให้ที่นิ้วนางของหล่อน
“ ยังค่ะฉันยังไม่สบายใจพอที่จะแต่งงาน จนกว่าจะรู้ว่าพ่อของฉันอยู่ที่ไหนเป็ตายร้ายดีอย่างไร ขอเวลาให้ฉันได้ไหมคะ“
“ ได้สิครับผมจะช่วยคุณตามหาพ่อด้วยอีกแรงหนึ่ง “
“ ขอบคุณนะคะ “
เธอมองไมตรีด้วยสายตาแห่งความรักแล้วไมตรีก็บรรจงจูบโสมสุดาที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างดูดดื่ม
ณ พระราชวังอกานันดอ
เ้าค้ำฟ้าทรงประทานบรรดาศักดิ์ให้ผู้มีความดีความชอบทั้งหลายคือ
ชบา หรือในชื่อจริงว่า นายสมเดช เกิดกลางกรุง กะเทยแปลงเพศ ผู้สละชีวิตในการแฝงตัวเข้าไปเป็อนุภรรยาของจอมพลสดมภ์ ได้เป็ เ้าพระยาราชภักดีและให้สร้างอนุสาวรีย์สำหรับเป็ที่สักการะของอนุชนต่อไปพร้อมทั้งมอบเงินเบี้ยหวัดเลี้ยงดูครอบครัวทางบ้านของเขาเป็เวลา 50 ปี ด้วย
ไมตรี ได้เป็จอมพลเทพ์
จางไห่จู เป็ท้าวสมุทรนารี
โสมสุดา เป็ท้าวศรีนครา
ดร.บุญดี เป็องคมนตรี
ขุนหลวงมะลังคะ เป็สมเด็จเ้าพระยาพิทักษ์ภูผา
นาคินมณี เป็แม่ทัพปราบโลกันต์
และปูนบำเหน็จเงินเดือนให้แก่สมาชิกเสรีโซวาเนียนทุกคน
พร้อมกันนั้น ดร.บุญดีก็เปิดเผยความจริงให้ทุกคนรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วเขาก็คือขุนพิทักษ์ทวยหาญ หรือหมอหลงพ่อของโสมสุดาที่หายตัวไปจากคุกเมื่อ 20 กว่าปีก่อนนั่นเองเขาได้รับการช่วยเหลือจากยายมะกับลูกน้องของเ้าสัวเติ้ง พ่อของหมอหลงที่วางเพลิงขณะเข้าไปส่งเนื้อสัตว์ในคุกเขาได้รับาเ็ที่ใบหน้าเนื่องจากไฟไหม้คุกขณะหลบหนีจีงไปทำศัลยกรรมใบหน้าที่ประเทศเกาหลี ก่อนจะหนีไปยังอเมริกา เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามใหม่เป็บุญดีแล้ว ไปเรียนวิชาการต่อสู้กับพวกนินจาที่ญี่ปุ่นเรียนปริญญาโทด้านการปฏิวัติที่เมืองจีน เรียนจบปริญญาเอกด้านามวลชนที่สหรัฐอโรมาเข้าทำงานให้สำนักข่าวกรองสหรัฐจนกระทั่งมาเป็หัวหน้าขบวนการเสรีโซวาเนียนดังกล่าว
โสมสุดายังไม่ค่อยเชื่อว่าเป็พ่อของตนจริงบุญดีจึงร้องเพลง “เ้านางแอ่นน้อย “ เนื้อร้องนั้นมีอยู่ว่า
โอ้เ้านางแอ่นน้อยเ้าล่องลอยมาจากหนใด
เ้าบินบินไปจะแสนไกลเ้าไม่เคยบ่น
รังเ้าเขาเอาไป แต่จิตใจเ้ายังยอมทน
รักแต่คู่ของตน ออกหากินก็ตรงเวลา
บินตลอดเวลา จากรังมาไม่หลงไปไกล
อิ่มเอมยามใดกลับรังไปป้อนให้ลูกกิน
โอ้เ้านางแอ่นน้อยเ้าล่องลอยมาจากหนใด
เ้าบินบินไปด้วยหัวใจเ้ายังสู้ทน
นี่เป็เพลงที่เขาเคยร้องให้ลูกสาวฟังตอนเด็กๆ โสมสุดาจำได้ จึงโผเข้ากอดพ่อด้วยความตื้นตันใจ แต่เมื่อนึกถึงแม่เธอก็ตัดพ้อว่าเหตุใดพ่อจึงทิ้งแม่ไปไม่เหลียวแลไม่ส่งข่าวมาบ้างเลย หมอหลงก็ว่าเนื่องด้วยตอนนั้นาเ็จนถูกส่งไปรักษาที่เกาหลีแล้วยังไปอเมริกา ซึ่งในขณะนั้นอเมริกาได้ประกาศากับเยอรมนีในกรณีเรือลูซิทาเนียถูกเรืออูยิงล่มในปี 1915 ทำให้การติดต่อสื่อสารทางไปรษณีย์ที่ขนส่งมากับเรือเป็ไปอย่างยากลำบากเพราะเม็กซิโกซึ่งเข้าร่วมเป็พันธมิตรกับเยอรมนีคอยขัดขวางเรือทุกลำของอเมริกาที่ผ่านน่านน้ำแปซิฟิค ส่วนทางแอตแลนติคนั้นไม่ต้องพูดถึงมันเต็มไปด้วยเรือดำน้ำของเยอรมนีอยู่แล้ว กว่าาโลกจะสงบก็ปลายปี 1918แล้ว โสมสุดาได้ฟังแล้วก็เข้าใจในความยากลำบากของพ่อ และก็แซวพ่อว่าไปทำศัลยกรรมใบหน้าที่เกาหลีแล้วดูหล่อกว่าเดิมอีกนะพ่อ ฮ่าฮ่าฮ่า
ขณะอยู่ในวังหลวงนั้นโสมสุดาขอให้จางไห่จูวางมือจากอาชีพโจรสลัดแล้วจะยกกิจการสะพานปลาและเรือประมงที่กันตังให้ดูแล จางไห่จูยิ้มก่อนจะกล่าวว่า
“วิสัยของฉันชอบอิสระร่อนเร่พเนจรมาั้แ่เด็ก อีกประการหนึ่ง ศัตรูเก่าของฉันก็มีมากคงทำมาหากินอย่างสงบสุขมิได้หรอก หากพวกนั้นรู้ว่าฉันปักหลักอยู่ที่ไหนมันคงมาตามเอาคืน น้ำใจของเธอนั้น ฉันซาบซึ้งยิ่งขอให้เธอกับไมตรีครองคู่กันอย่างมีความสุขสมหวังเถิด ฉันขออำลา” นางโจรกอดโสมสุดาแล้วกุมมือหล่อนเบา ๆ ก่อนจะเดินจากไปจนลับตา
และแล้วเ้าค้ำฟ้าก็ให้จัดงานแต่งงานของไมตรีและโสมสุดาอย่างสมเกียรติ
จากนั้นทุกคนก็วางมือจากเื่การเมือง
หมอหลง ไปเปิดร้านขายยาศรีตรังโอสถ
ไมตรีกับโสมสุดากลับไปเมืองกันตังตั้งโรงงานผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรนามว่า ผงหอมศรีตรังสูตรของหมอหลงขายดิบขายดีจนร่ำรวย
ยายมะก็กลับไปขายข้าวแกงกับมะเหมี่ยว
เ้าค้ำฟ้าได้คืนสู่บัลลังก์อีกครั้งและไปเชิญกาวิต้ากลับจากปีนังได้ร่วมอภิเษกสมรสและแต่งตั้งให้กาวิต้าเป็พระราชินีแห่งSouvanna ( โซวันน่า) เ้าค้ำฟ้าทรงนำประสบการณ์เมื่อครั้งลี้ภัยไปชนบทมาปรับปรุงการบริหารประเทศเสียใหม่ โดยให้ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบธัมมิกสังคมนิยมไม่ให้นายทุนผูกขาดกิจการอันเป็การเอารัดเอาเปรียบต่อผู้ใช้แรงงานและผู้บริโภคทางด้านการพัฒนาสังคมก็ให้เป็รัฐสวัสดิการแบบอังกฤษมีระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป มีสภาผู้แทนราษฏรที่มาจากเสียงของประชาชนและส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพเลี้ยงตนเองได้ทุกฤดูกาลส่งเสริมการทอผ้าและทรงให้ราชินีกาวิต้ารับซื้อผ้าไปขายต่อให้ต่างประเทศทรงมีโครงการตามพระราชดำริออกมาอีกมากมาย ชาวประชาก็มีกินมีใช้ ไม่เป็หนี้ไม่ติดอบายมุขอย่างแต่ก่อน บ้านเมืองก็สงบร่มเย็นสมกับเป็โซวาเนียนไปตราบนานแสนนาน
หลายปีต่อมา…
ที่คฤหาสน์ตระกูลเติ้ง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ประเทศสยาม
ต้นศรีตรังต้นใหญ่กลางสนามหญ้ากำลังออกดอกสีม่วงบานสะพรั่ง
ไมตรี และโสมสุดา นั่งมองบรรดาลูกหลานวิ่งเล่นอย่างมีความสุข
ทันใดนั้นพวกเขาก็เห็นอะไรบางอย่าง เป็ลำแสงสว่างวาบ พุ่งลงมาจากฟากฟ้าทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนจะหายลับไป
“อะไรน่ะ” ไมตรีถาม
“ ไม่รู้เหมือนกันค่ะอาจจะเป็อุกกาบาต หรือที่คนโบราณเรียกว่าผีพุ่งไต้ “ โสมสุดาตอบ
ข้ามท้องฟ้าไปยังดินแดนราชอาณาจักรล้านช้างประเทศลาว
บุรุษชุดขาวคนหนึ่งพร้อมนารีอีกนาง เหาะจากนภากาศลงมายังปากถ้ำแห่งหนึ่ง ในมือถือวัตถุบางอย่างมีรูปร่างคล้ายเทวรูป เขาเงยหน้ามองบริเวณหน้าผาปากถ้ำแห่งนั้น
“ที่นี่เรียกว่าถ้ำผีเจิดข้าน้อยเคยมารับเครื่องเซ่นผีฟ้าของพวกชาวบ้าน” สตรีสวยสะคราญกล่าวกับชายที่งามราวเทพบุตรคนนั้น เขาพยักหน้ารับรู้ก่อนจะย่างกรายเข้าไปในถ้ำ
“เราพักอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่งก่อนเถิด แล้วจำแลงกายเป็พ่อค้ากุลาค้าขายในแถบนี้รอเวลาที่จะรวบรวมเทวรูปให้ครบ 6 องค์ เมื่อนั้น ข้าจะแก้แค้นพวกเทพ์ให้สาสม”
จบบริบูรณ์
( โปรดติดตามภาคต่อไปเื่สายลับเทพ์ และภาคแยกพิเศษ จางไห่จู ราชินีโจรสลัด )