บทที่ 10 ราชวงศ์ที่ถูกวงศ์วานราชวงศ์ิกลืนกินจนหมดเนื้อหมดหนัง
“นโยบายอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์!” เมื่อได้ยินคำของฮองเฮาหม่า จูซู่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ‘อยู่ดี ๆ ท่านแม่จะถามคำถามเช่นนี้ได้อย่างไร?’
‘หรือว่า! นางตรวจพบอะไรบางอย่างหรือไม่’ จูซู่รู้สึกสงสัยในใจ
‘ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านแม่ทำไมถึงถามคำถามเช่นนี้ออกมาได้ล่ะ?’
จูซู่สามารถมองเห็นแววตาของฮองเฮาหม่าในยามที่เอ่ยถามเช่นนี้ มีความกังวลและสงสัยปนอยู่ ‘ดูเหมือนว่านางจะสังเกตเห็นบางอย่างเข้าจริง ๆ’
เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านแม่ เหตุใดจึงทรงถามเช่นนี้”
“เฮ้อ!”
ฮองเฮาหม่าถอนหายใจ ก่อนจะตรัสว่า “เดิมทีข้าก็ไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอันใด แต่ไม่รู้เหตุใด ยามที่ข้าพิจารณานโยบายอุปถัมป์เชื้อพระวงศ์ที่ทานพ่อทรงกำหนดไว้ ข้ากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ปัญหานี้ มิได้เกิดขึ้นในตอนนี้ หากแต่จะเกิดขึ้นในอีกหลายสิบปีข้างหน้า”
“ข้าไปเอง!”
ครั้นได้ยินคำของมารดาเช่นนั้น จูซู่ก็สะดุ้งในใจมิใช่น้อย ‘สมแล้วที่เป็ฮองเฮาหม่า เป็พระมารดาแห่งแผ่นดินที่ทรงปัญญายิ่งนัก หาใช่เพียงฮองเฮาทั่วไปไม่ ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาอันเกิดจากการส่งเสบียงหล่อเลี้ยงเชื้อพระวงศ์’
‘เอาเถิด! ในเมื่อบัดนี้ ข้า จูซู่ได้มาอยู่ ณ ดินแดนต้าิ ได้เป็ถึงองค์ชายแห่งต้าิ ก็สมควรมีส่วนช่วยเหลือบ้านเมืองบ้าง’
ครั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จูซู่จึงกล่าวว่า “ท่านแม่ จะว่าอย่างไรดีเล่า เื่ที่องค์ฮ่องเต้ทรงกำหนดให้ส่งเสบียงหล่อเลี้ยงเชื้อพระวงศ์นั้น นับว่าเป็ปัญหาใหญ่หลวงนัก หากไม่รีบจัดการแก้ไข อาจนำพาความวิบัติมาสู่บ้านเมืองได้”
“อันใดนะ!”
ฮองเฮาหม่าสะดุ้ง กล่าวถามด้วยใบหน้าที่แฝงความตื่นตระหนก “ลูกห้า จริง… จริงหรือ นโยบายพระราชทานทรัพย์สินแก่เชื้อพระวงศ์ที่พระบิดาของเ้าทรงตราขึ้น จะเป็ภัยถึงขั้นสิ้นชาติเช่นนั้นรึ เ้าจงรีบแจงแก่แม่ ปัญหาอยู่ที่ใดกัน”
“แท้จริงแล้ว เื่นี้ช่างง่ายดายยิ่งนัก ท่านแม่ พวกเรามาลองเล่นเกมกระดานกันเถิด บัดนี้ เบื้องหน้าของท่านมีกระดานอยู่ ท่านเพียงแค่วางเมล็ดข้าวลงในช่องแรกช่องเดียว ช่องที่สองวางสองเมล็ด และช่องที่สามวางสี่เมล็ด ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนเป็สองเท่าไปเรื่อย ๆ
ท่านคิดว่า ในช่องที่สิบเอ็ด ช่องที่ยี่สิบ และช่องที่สามสิบ ควรจะต้องวางเมล็ดข้าวสักเท่าใด”
“อันใดหรือ” ฮองเฮาหม่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามว่า “ลูกห้า การอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์เกี่ยวข้องอันใดกับการแจกจ่ายข้าวสารเล่า”
“ย่อมต้องเกี่ยวข้องกันขอรับ ท่านแม่ โปรดคำนวณดูเถิด เพียงเท่านี้ท่านก็จะเข้าใจเอง” จูซู่กล่าวพลางคิดในใจว่า ‘หากมองจากมุมมองของคนรุ่นหลังเช่นข้าย่อมมองออกอย่างชัดเจน’
“อันใดหรือ” นางขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยมิได้ตรึกตรองอันใด ก่อนจะเริ่มคำนวณในทันที
เพียงแต่... ฮองเฮาหม่ามิได้ผ่านการศึกษาภาคบังคับเก้าปีเช่นผู้คนยุคหลัง การคำนวณตัวเลขเช่นนี้ แม้แรกเริ่มจะสามารถคิดคำนวณได้ แต่หากเกินหนึ่งพันไปแล้ว ก็ยากจะนับต่อไปได้
ยิ่งมิต้องกล่าวถึงตอนท้าย หลายหมื่น หลายแสน ยิ่งทำให้นางนิ่งงันไป
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยว่า “ลูกห้า แม่นับต่อไม่ไหวแล้ว แม่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าเื่นี้เกี่ยวข้องอันใดกับเื่เบี้ยหวัดเชื้อพระวงศ์”
“ท่านแม่ มิต้องรีบร้อน ข้าค่อย ๆ อธิบายให้ท่านฟังเอง”
จากนั้น จูซู่ก็เอ่ยขึ้นว่า “ท่านรู้สึกหรือไม่ว่า ตัวเลขเมล็ดข้าวในกระดานนี้ เกี่ยวข้องกับจำนวนวงศ์ตระกูลแห่งราชวงศ์ิของพวกเราอยู่บ้าง”
“ลองแทนค่าอย่างง่าย ๆ ดูสิ ช่องแรกคือท่านพ่อและท่านแม่ พวกท่านสองคน”
“ช่องที่สอง กลายเป็พี่ใหญ่ พี่รอง พี่ลุงสาม พี่สี่ และข้า รวมเป็ห้าคน
แล้วช่องที่สามล่ะ ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด พี่ใหญ่ในฐานะองค์รัชทายาท อย่างน้อยต้องมีบุตรห้าคน มีสักสิบคนก็ถือว่าปกติ พี่รองล่ะ ก็ต้องมีบุตรบ้างสิ! พี่สาม พี่สี่เองก็เช่นกัน หากแต่ละคนมีบุตรห้าคน รุ่นลูกรุ่นหลานก็ปาไปยี่สิบห้าคนแล้ว
แล้วรุ่นต่อ ๆ ไปเล่า จำนวนวงศ์ตระกูลก็คงทะลุร้อยสองร้อยคนแล้วกระมัง! แล้วเช่นนั้น ลูกหลานรุ่นต่อไปของพวกเขาเล่า? ก็กลายเป็สี่ร้อยห้าร้อยคนไปแล้ว หากเป็เช่นนี้สืบต่อกันไป ผ่านไปแปดเก้าชั่วคน พวกเราราชวงศ์ต้าิจะมีผู้คนมากมายสักเท่าใด? แม้มิถึงหนึ่งล้าน ก็คงมีสักหนึ่งแสนคนกระมัง!
หากบังเอิญพบกับลูกหลานที่แปลกประหลาดสักรุ่น วัน ๆ ไม่ทำสิ่งใด นอกจากให้กำเนิดบุตร เหมือนดังพระเ้าเหวินแห่งราชวงศ์โจว ที่ให้กำเนิดบุตรได้กว่าร้อยคน หากเป็เช่นนี้สืบต่อกันไป จำนวนของราชวงศ์จะมีมากสักเพียงใดเล่า?
ยังไม่ต้องพูดถึงหนึ่งล้านคน หากสมาชิกของราชวงศ์ต้าิมีจำนวนถึงหนึ่งแสนคน ท้องพระคลังจะต้องแบ่งทรัพย์สินมาเลี้ยงดูสมาชิกราชวงศ์เหล่านี้มากสักเท่าใด?”
“อึก!” ได้ยินดังนั้น ฮองเฮาหม่าก็อดกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตระหนกกับคำกล่าวของจูซู่ไม่ได้
บัดนี้ นางก็ตระหนักแล้วว่า นโยบายอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ที่พระเ้าจูหยวนจางตราขึ้นมานั้นช่างน่าหวั่นเกรงเพียงใด ดังที่จูซู่กล่าวไว้ นี่มันนโยบายทำลายชาติชัด ๆ
เพราะองค์ฮ่องเต้หงอู่เองเคยลำบากมาก่อน จึงไม่ปรารถนาให้ลูกหลานต้องลำบากเช่นพระองค์
แม้พวกเขาเ่าั้จะมิได้ทำสิ่งใด ชนชั้นเชื้อพระวงศ์ก็ยังคงเลี้ยงดูพวกเขาอยู่วันยังค่ำ
มีมากเท่าใดก็เลี้ยงดูเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาเบี้ยหวัดที่มอบให้แก่เชื้อสายราชวงศ์จูของพวกเขานั้น นับว่าอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก
ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่นใด เพียงแค่กล่าวถึงข้าวสารนี้
ฉินอ๋อง*[2]สามารถรับได้ถึงหมื่นสือ จวิ้นอ๋อง*[3]สองพันสือ เจิ้นกั๋วเจียงจวิน*[4]หนึ่งพันสือ ฝู่กั๋วเจียงจวิน*[5]แปดร้อยสือ แม้แต่เฟิ่งกั๋วจงเว่ย*[6]ที่มีศักดิ์ต่ำสุดก็ยังคงได้รับสองร้อยสือ
ฮองเฮาหม่าถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ มิใช่ว่าพระนางทรงคำนวณไม่ถูกต้องดอก เพียงแต่ตัวเลขตรงหน้ามันมหาศาลยิ่งนัก เรียกได้ว่าเป็จำนวนมหาศาลจนเกินกว่าจะจินตนาการได้
หากไม่นับพวกอ๋องทั้งหลาย ก็ให้นับเพียงตำแหน่ง ‘เฟิงกั๋วจงเว่ย’ ซึ่งเป็ขุนนางขั้นผู้น้อยที่สุดในบรรดาเชื้อพระวงศ์ หลังจากสืบเชื้อสายไปได้แปดเก้าชั่วอายุคน จำนวนขุนนางตำแหน่ง ‘เฟิงกั๋วจงเว่ย’ ในราชวงศ์ิก็คงจะมีมากถึงหนึ่งหมื่นคน
ดังนั้น ในหนึ่งปี จะต้องจ่ายเบี้ยหวัดเป็ข้าวถึงสิบสองล้านสือ
ยังไม่รวมถึงเบี้ยหวัดของเชื้อพระวงศ์คนอื่น ๆ อีก หนึ่งปีคงต้องใช้เงินมากกว่าหนึ่งร้อยล้านตำลึงเป็แน่ ด้วยจำนวนที่มหาศาลขนาดนี้ ท้องพระคลังของราชวงศ์ิคงไม่อาจแบกรับไหว
“เฮือก!”
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หายใจของฮองเฮาหม่าไทเฮาก็หนักอึ้งขึ้น
ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
ลองคิดดูเถิด เมื่อถึงเวลานั้น จะเกิดอะไรขึ้น ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์แห่งต้าิจะมีเสบียงอาหารมากมายมาอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์เหล่านี้ได้อย่างไร
เมื่อมาถึงขั้นนี้ ก็คงมีเพียงจุดจบเดียว
ก่อฏ!
“ชาวประชาทั่วหล้า จงร่วมมือร่วมใจกัน หากแม้แต่ละคนต่างยื่นมือออกมาราวกับครั้งโค่นล้มราชวงศ์หยวน พวกเราย่อมโค่นล้มราชวงศ์ิที่พวกเขาอุตส่าห์สร้างมาได้
เหตุใดท่านพ่อจึงได้ก่อฏ เหตุผลก็มิพ้นเพราะอดอยากปากแห้งมิใช่หรือ ดังนั้น ท่านพ่อย่อมเข้าใจเป็อย่างดี หากวันใดประชาชนอดอยากยากแค้น พวกเขาย่อมกล้าทำทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งเื่ถล่มฟ้า
การก่อฏ มิใช่เื่ที่คิดจะทำก็ทำได้ ชาวประชาหาใช่คนโง่เขลา พวกเราราชวงศ์ิอย่าได้หวังว่าผู้คนทั่วแผ่นดินจะยอมเลี้ยงดูพวกเรา
นโยบายอันนำพาสู่ความล่มสลายแห่งแคว้น! การที่ต้องคอยถวายภักดีแก่เชื้อพระวงศ์เช่นนี้ เป็นโยบายที่ชักนำสู่ความพินาศโดยแท้! ท่านแม่ บอกได้คำเดียวว่า สิ่งที่ท่านรู้สึกนั้นแม่นยำยิ่งนัก”
จูซู่กล่าวเสริมว่า “นโยบายที่องค์ฮ่องเต้ทรงกำหนดไว้เกี่ยวกับการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์นั้น มีปัญหามากมายพ่วงมาด้วย เพียงแต่ว่า องค์ฮ่องเต้เองก็คงมิได้คาดการณ์ถึงเื่นี้เช่นกัน ใครเล่าจะไปคาดคิดได้ไกลขนาดนั้น? โดยปกติแล้ว หากสามารถวางแผนไปถึงรุ่นหลาน รุ่นเหลนได้ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ห้าหกชั่วรุ่น แปดเก้าชั่วรุ่นจากนี้ ไกลเกินกว่าจะคาดเดาได้ ใครเล่าจะไปคาดคิดได้”
“โชคดีนัก โชคดีนัก!”
ฮองเฮาหม่าตรัสขึ้นทันใด “ลูกห้า เ้าช่างเฉียบแหลมที่มองเห็นปัญหานี้ มิเช่นนั้น ผลลัพธ์คงมิอาจคาดคิด พวกเราตระกูลจูคงต้องกลายเป็ทรราชแห่งราชวงศ์ิ”
“เช่นนั้น ลูกห้า ในเมื่อเ้ามองเห็นปัญหานี้แล้ว เ้ามีวิธีแก้ไขหรือไม่”
[1] สือ (石) เป็หน่วยวัดข้าวของจีนในยุคโบราณ โดยทั่วไป 1 สือ เท่ากับ 75 กิโลกรัม
[2] เหอซั่วชินหวัง (和碩親王) รู้จักกันในชื่อตำแหน่ง ‘ชินอ๋อง’ ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งชินอ๋องส่วนมากเป็พระโอรส พระเชษฐา หรือพระอนุชาในองค์จักรพรรดิ เป็ตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่ 1 และเป็ตำแหน่งสูงสุดที่องค์ชายสามารถมีได้ รองจากหวงไท่จื่อ หากองค์ชายที่ดำรงตำแหน่งชินอ๋องนี้ เป็ ‘เถี่ยเม่าจื่อหวัง’ (鐵帽子王) แปลตรงตัวได้ว่า ‘อ๋องหมวกเหล็ก’ หมายถึงได้รับอนุญาตให้สืบทอดตำแหน่งต่อได้โดยไม่ต้องลดตำแหน่งลงหนึ่งขั้น ชินหวังซื่อจื่อ (親王世子) หรือพระโอรสในชินอ๋องที่เป็ผู้สืบทอดก็จะได้ตำแหน่งเป็ชินอ๋องต่อจากบิดา ชินอ๋องเป็ตำแหน่งที่มีอำนาจและความสำคัญสูงกว่า มักจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็ผู้ปกครองในดินแดนสำคัญ และมีบทบาททางการเมืองที่โดดเด่น
[3] ตัวหลัวจวิ้นหวัง (多羅郡王) รู้จักกันในชื่อตำแหน่ง ‘จวิ้นอ๋อง’ เป็ตำแหน่งรองจากชินอ๋อง ตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่ 2 หากองค์ชายที่ดำรงตำแหน่งจวิ้นอ๋องนี้เป็อ๋องหมวกเหล็ก จวิ้นหวังจ๋างจื่อ (郡王長子) หรือพระโอรสในจวิ้นอ๋องที่เป็ผู้สืบทอดก็จะได้ตำแหน่งเป็จวิ้นอ๋องต่อจากบิดา (พระโอรสผู้สืบทอดในชินอ๋องที่ไม่ได้เป็อ๋องหมวกเหล็ก ก็จะได้ตำแหน่งเป็จวิ้นอ๋องเช่นกัน) จวิ้นอ๋องเป็ตำแหน่งที่ต่ำกว่าชินอ๋อง มักจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็ผู้ปกครองในดินแดนขนาดเล็ก และมีบทบาททางการเมืองน้อยกว่า
[4] เจิ้นกั๋วเจียงจวิน (鎮國將軍) ขั้น 1 ชั้นรอง ตำแหน่งสำหรับพระปนัดดาในจักรพรรดิ ซึ่งเป็พระโอรสในชินหวังซื่อจื่อหรือจวิ้นอ๋องที่ไม่ได้เป็ผู้สืบทอด นายพลระดับหัวเมือง มีหน้าที่ปกป้องอาณาเขต
[5] ฝู่กั๋วเจียงจวิน (輔國將軍) ขั้น 2 ชั้นรอง ตำแหน่งสำหรับพระโอรสในจิ้งเจียงอ๋องที่ไม่ใช่ผู้สืบทอด โอรสในจวิ้นหวังจ๋างจื่อและเจิ้นกั๋วเจียงจวินทุกคน เป็นายพลชั้นรอง มีหน้าที่ช่วยเหลือปกป้องอาณาเขต
[6] เฟิ่งกั๋วจงเว่ย (奉國中尉) ขั้น 6 ชั้นรอง ตำแหน่งสำหรับโอรสในฝู่กั๋วจงเว่ย รวมถึงลูกหลานของเฟิ่งกั๋วจงเว่ยทุกคน ไม่มีการลดลำดับขั้นลงอีก ตำแหน่งขุนนางต่ำที่สุดในบรรดาเชื้อพระวงศ์ เป็นายพลชั้นกลาง มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพื้นที่