บทที่13โชคชะตามิเข้าข้าง
บุรุษผู้มาก็คืออู๋เฉาหยุน มันยืนกอดอกอย่างหนักแน่นมั่นคงราวกับว่ากลุ่มคนที่ปิดล้อมมิอยู่ในสายตา
“ข้ายังมิอาจตายได้ จนกว่าจะแก้แค้นสำเร็จ”
“แก้แค้น? ฮ่าฮ่าฮ่าเฉาหยุน เ้าไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใด จงดูรอบกายเ้ามีแต่คนของข้าทั้งนั้น แม้เ้าจะมีฝีมือที่เก่งกาจแต่คนของข้าก็เก่งกาจไม่แพ้เ้า….. อ้อ ที่แท้เงามืดที่คลุมเครือติดตามข้าก็คือเ้าสินะหมอดูหนุ่มช่างแม่นเสียกระไร มันบอกวันนี้เงามืดที่ปกคลุมตัวข้าจะสิ้นไป และมันก็กำลังจะเกิดขึ้นจริงๆและจะเกิดขึ้นในตอนนี้….. สังหารมัน!”
อู๋เฉาหยุนคลายมือจากอก คนแหงนหน้าจ้องมองพยัพเมฆที่กำลังก่อตัวมันรู้สึกว่าแม้แต่ฟ้าก็กำลังจะร่ำไห้ ร่ำไห้ให้กับความคับแค้นใจที่วันนี้กำลังจะได้ปลดปล่อยแม้มันต้องตกตายโดยมิอาจลากคนที่เป็ต้นตอแห่งความแค้นนี้ให้ตามไปด้วย แต่มันก็หวังเป็อย่างยิ่งว่าสิ่งที่มันกำลังกระทำคงเพียงพอจะถ่วงเวลาให้อวิ๋นเซ่อค้นพบหลักฐานสำคัญเอาผิดเ้าคนชั่วช้านี้และผู้ที่อยู่เื้ัมันได้
เคร้ง เคร้ง ตูมมม!
เสียงต่อสู้เปิดฉากขึ้นที่ลานหน้าประตูทิศประจิม(ทิศตะวันตก) การต่อสู้ยิ่งมายิ่งดุเดือด ยิ่งเนิ่นนานยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นแต่ขณะที่หน้าประตูเกิดการสัประยุทธ์ ภายในตึกคฤหาสน์พลันเกิดการเคลื่อนไหว อวิ๋นเซ่อลอบเข้ามาทางกำแพงฝั่งทิศบูรพาหรือทิศตะวันออกซึ่งตอนนี้ไม่มีคนของเฉินจือหานเฝ้ารักษาการณ์แม้เพียงผู้เดียว พวกมันล้วนไปต่อสู้กลุ้มรุมอู๋เฉาหยุนจนหมดสิ้น
อวิ๋นเซ่อลอบค้นหาหนังสือบันทึกตามข้อมูลที่อู๋เฉาหยุนบอกกล่าวค้นหาั้แ่ชั้นแรกจนถึงชั้นสุดท้ายก็มิอาจพบข้อมูลหรือบันทึกสำคัญใดๆ แต่สิ่งที่ทำให้มันต้องสงสัยนั่นคือลักษณะห้องเหล่านี้คล้ายถูกรื้อค้นไปแล้วก่อนหน้า อวิ๋นเซ่อขณะบังเกิดความสงสัย เสียงฝีเท้าแ่เบาพลันดังขึ้นที่เื้ัคนจึงหมุนตัวฟาดฝ่ามือออกไปทันที คล้ายถูกอสรพิษเกี้ยวพันที่ฝ่ามือ ชายหนุ่มกลับมิอาจดึงรั้งฝ่ามือให้คืนกลับได้มันจึงถูกคร่ากุมและถูกกระชากผ้าคลุมหน้าด้วยมือแลแขนอันขาวผ่องเรียบลื่นของสตรีนางหนึ่ง!
“เป็ท่าน"
อวิ๋นเซ่ออุทานออกมาเพราะสตรีเบื้องหน้าของมันกลับเป็ซินเหยียนดรุณีสะคราญโฉมนางนั้น
ซินเหยียนแย้มยิ้มพริ้งพรายให้กับชายหนุ่มแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา “หมอดูน้อย เป็เพราะเ้าถึงทำให้อะไรต่างๆง่ายดายขึ้น เช่นนั้นข้าจึงมาเพื่อให้รางวัลแก่เ้าซักครา"
กล่าวจบนางก็ส่งริมฝีปากอันอวบอิ่มประทับจูบลงบนใบหน้าของอวิ๋นเซ่อจนชายหนุ่มต้องชะงักค้างไปชั่วขณะ
“เ้าโชคดีแค่ไหน ที่ได้จูบแรกจากข้า"เสียงของนางดังมาเป็ประโยคสุดท้ายก่อนร่างของคนจะหายไป ตอนมาก็รวดเร็ว ตอนจากยิ่งรวดเร็วกว่า
“นางเป็ใครกันแน่?”
อวิ๋นเซ่อพึมพำแ่เบา ก่อนคนจะเร่งค้นหาของสำคัญอีกครั้งจนทั่วทุกซอกทุกมุมแต่สุดท้ายก็มิพบบักทึกหนังสือตามคำบอกเล่าของอู๋เฉาหยุน แล้วก็ถึงคราวที่ชายหนุ่มต้องหยุดค้นและต้องจากไป
“ข้าทำตามข้อตกลงของท่านจนเต็มที่แล้วในเมื่อมันไม่มีก็สุดปัญญาที่ข้าจะช่วยได้….. ลาแล้ว"
อวิ๋นเซ่อทะยานร่างออกจากคฤหาสน์ของเฉินจือหานคนเหลือบมองประตูด้านทิศประจิม(ทิศตะวันตก)แวบหนึ่ง ก่อนตัดสินใจพุ่งร่างหนีหายไปกับความมืดยามราตรีกาลอันมืดมิด
“ข้ามีสิ่งสำคัญที่ต้องกระทำเช่นนั้นจะให้เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นก่อนมิได้"
………………………………………….
คมกระบี่วาวโรจน์สองเล่มถูกตวัดฟันเข้าใส่อู๋เฉาหยุนหนึ่งซ้ายหนึ่งขวาฟันลงมาอย่างรวดเร็วยิ่ง อู๋เฉาหยุนมือซ้ายถือฝัก มือขวาถือดาบหัวตัดคนยกขวางต้านรับอาวุธที่ฟันเข้ามาอย่างทันท่วงที อาวุธทั้งสามคัดง้างกันกลางอากาศ พลังลมปราณก็ถูกเร่งเร้าให้หักล้างกำลังภายในกันอย่างดุเดือดอู๋เฉาหยุนแม้หนึ่งจะต้านรับสอง แต่คนก็ไม่มีทีท่าว่าจะเสียเปรียบ ทว่าพอเพิ่มมาด้วยคนที่สามก็ทำให้มันรับมือได้ยากยิ่งขึ้น บุคคลชุดดำอีกผู้สะกิดเท้าส่งให้ตัวถลาเรียบไปตามพื้นพุ่งเข้าหาอู๋เฉาหยุนพร้อมตวัดหมุนตัวใช้ฝ่ามือค้ำพื้น ส่วนฝ่าเท้าถีบเข้าใส่หน้าท้องของอู๋เฉาหยุนอย่างรุนแรงจนมันถอยกรูดกลับหลังไปไกล ลูกถีบนี้แฝงด้วยพลังลมปราณที่แกร่งกร้าวทำเอาอู๋เฉาหยุนต้องปักดาบลงยังพื้นดินสภาวะการถอยกรูดกลับหลังค่อยหยุดยั้งลงได้
อ่อก!
อู๋เฉาหยุนกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง แต่แววตาของมันยังคงปรากฏแววมุ่งมั่นไม่หวั่นเกรงแม้เพียงนิด
“อู๋เฉาหยุน วันนี้จะเป็วันตายของเ้า…..สังหารมันให้ได้!”
เฉินจือหานะโกล่าวสั่งการเสียงดัง บุรุษชุดดำนับสิบก็วิ่งทะยานร่างเข้าหาอู๋เฉาหยุนจากทั้งสี่ทิศแปดทางทันทีฝีเท้าของพวกมันล้วนแ่เบา แสดงให้เห็นถึงพลังลมปราณที่ไม่ธรรมดา
“ย่าห์!”
เสียงคำรามก้องเมื่อบุคคลชุดดำคนแรกทะยานร่างกลางอากาศฟันกระบี่ในมือเข้าใส่อู๋เฉาหยุนอู๋เฉาหยุนหมุนกายตวัดดาบฟันออกต้านรับ เสียงเคร้งก็ดังสนั่น ก่อนที่บุคคลชุดดำอีกสองจะพุ่งร่างเสือกแทงกระบี่เข้าใส่ทั้งหน้าและหลังมันอู๋เฉาหยุนสาดประกายตาคมกริบ คนทะยานหมุนกายขึ้นกลางอากาศหลบรอดคมกระบี่ทั้งสองเล่มได้อย่างฉิวเฉียดทว่าคนชุดดำที่เหลืออีกเจ็ดได้ทะยานเหยียบบ่าไหล่ของพวกพ้องตนทั้งสามที่จู่โจมก่อนหน้าหยิบยืมแรงส่งให้ร่างลอยละลิ่วกลางอากาศเหนืออู๋เฉาหยุน ก่อนตวัดฟันกระบี่อย่างพร้อมเพรียงลมปราณที่คลุ้มคลั่งอัดแน่นอยู่ในกระบี่ทั้งเจ็ดเล่มกดดันจนอู๋เฉาหยุนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากร่างของตนก็อยู่กลางอากาศมิอาจหยิบยืมสภาวะใดส่งร่างให้หลบรอดได้
แต่ทว่า เพลิงปราณสีแดงอันขุ่นมัวพลันสว่างวาบขึ้นเหนือฝ่ามือของมันส่งให้บุคคลชุดดำทั้งเจ็ดต้องเบิกตาโพลง คนกล่าววาจาเสียงดังออกมาด้วยความตื่นตระหนก
“ยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดง!”
ตูมมมม!
เสียงกระหึ่มดังสะท้านทั่วแผ่นฟ้า คลื่นความร้อนแผดเผาทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมีจนมอดไหม้ร่างของคนชุดดำทั้งเจ็ดไหม้เกรียมมิหลงเหลือสภาพเดิม ส่วนบุคคลชุดดำทั้งที่อยู่บนพื้นดินก็ติดร่างแหร่างกายลุกไหม้ติดไฟไปด้วย
อ๊ากกก!
เมื่อเห็นสภาพของบุคคลชุดดำทั้งสิบเบื้องหน้าเหล่าคนชุดดำที่เหลือและเหล่าเวรยามรักษาการณ์ต่างหน้าถอดสี พร้อมค่อยๆ ก้าวถอยหลังทีละก้าวสองก้าวด้วยความหวาดกลัวเฉินจือหานเองก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
“เ้ากลับบรรลุไปถึงระดับเพลิงปราณสีแดงแล้ว!”
อู๋เฉาหยุนสาดประกายตาที่เครียดแค้นมายังเฉินจือหาน
“นั่นต้องขอบใจเ้าที่ทำให้ข้าฝ่าปัญหาอุปสรรค์นานัปการจนมาถึงจุดนี้!”
ทุกคำกล่าว ทุกฝีเท้าดูหนักแน่นแกร่งกร้าวอู๋เฉาหยุนปากก็กล่าววาจา ขาก็ก้าวเดิน ส่วนมือก็ได้เงื้อดาบหัวตัดฟาดฟันออกไป ปรากฏคลื่นเพลิงปราณสีแดงขุ่นมัวรูปคมดาบพุ่งฝ่าอากาศตัดเฉือนเข้าหาเฉินจือหานเปลวเพลิงรูปคมดาบนี้แฝงมาด้วยความคับแค้นใจต่อการถูกให้ร้าย และถูกไล่ล่าตามรังควานจนชีวิตของครอบครัวมันต้องสูญสิ้นมันคิดจะใช้เปลวเพลิงนี้สะสางความแค้นที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้แก่ตน
“จือหานเอ๋ย ตลอดมาเ้าเอาแต่หดหัวในกระดองมิออกไปไหนทั้งกระดองนี้ช่างแข็งแกร่งนัก ผู้ใดก็ยากกล้ำกลายเ้าได้….. แต่วันนี้เ้าไร้ซึ่งกระดองแล้ว!”
แต่ทว่า ฟ้ายังมิได้กำหนดคราวตายของเฉินจือหานเมื่อบุรุษชุดคลุมดำสามผู้ที่เป็ผู้ติดตามของมันได้ก้าวเดินอย่างไม่ช้าไม่เร็วมาหยุดขวางที่เบื้องหน้าพร้อมมือขวาที่กางออก เร่งเร้าพลังลมปราณให้หมุนวนอย่างบ้าคลั่งที่กลางฝ่ามือ ก่อนเพลิงปราณสีแดงอันขุ่นมัวจะปรากฏและถูกผลักเข้าต้านรับเปลวเพลิงรูปคมดาบอย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!
เพลิงปราณสีแดงอันขุ่นมัวสองสายปะทะเข้าใส่กันอย่างถนัดถนี่จนเปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา ย้อมผืนฟ้าบริเวณนั้นให้แดงฉานราวกับขุมอเวจี คลื่นความร้อนอันระอุก็แผดเผาแผ่ลามไปทั่วนภากาศส่งให้บริเวณดังกล่าวมีแต่ความอึดอัดคับข้องใจอย่างถึงขีดสุด
“เฉาหยุน มิใช่มีแต่เ้าที่เป็ยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงแต่ผู้ติดตามทั้งสามของข้าก็คือยอดยุทธ์เพลิงปราณเช่นเดียวกัน เ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะมีเพียงกระดองแค่ชิ้นเดียวฮ่าฮ่าฮ่า”
หลังจากบุรุษชุดดำผู้แรกส่งพลังเพลิงปราณออกมาต้านรับบุรุษชุดดำอีกสองก็ทะยานเสือกแทงกระบี่ที่หุ้มด้วยเพลิงปราณสีแดงอันขุ่นมัวเข้ามาอย่างรวดเร็วการต่อสู้ของยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงเริ่มดุเดือดขึ้น เปลวเพลิงก็ลุกโหมขึ้นอย่างหนักหน่วงบริเวณประตูด้านทิศประจิมหรือทิศตะวันตกอู๋เฉาหยุนตกอยู่ในความเสียเปรียบอย่างถึงขีดสุด เพราะนอกจากจะร่ายรำเพลงดาบรับมือกับเพลงกระบี่ทั้งสองแล้วคนก็ยังถูกบุรุษชุดดำอีกผู้ปลดปล่อยพลังเพลิงปราณโจมตีระยะไกลเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนั้นร่างกายของมันจึงปรากฏแววแห่งความสาหัสออกมาให้เห็น
เคร้ง เคร้ง เคร้ง
ตูม ตูม ตูม
อู๋เฉาหยุนะโหมุนกายกลางอากาศสามตลบหลบรอดจากเปลวเพลิงที่ซัดสาดเข้ามาก่อนคนจะฟันดาบเฉียงจากล่างขึ้นบนต้านรับกระบี่ของอีกผู้ พร้อมสะบัดเท้ากลับหลังเตะเข้าใส่บุรุษชุดดำอีกผู้จนมันกระเด็นกลับไปมิทันให้อู๋เฉาหยุนได้พักหายใจ กระบี่ที่หุ้มด้วยเพลิงปราณอีกเล่มก็พุ่งฟันเข้าใส่ที่ต้นคอมันอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ดาบก็กำลังคัดง้างอยู่กับกระบี่อีกเล่มส่วนเท้าหลักก็พึ่งเตะออกไป ทำให้อู๋เฉาหยุนไม่มีสิ่งใดจะช่วยต้านทานกระบี่เล่มนี้ได้เมื่อรับทราบว่าวาระสุดท้ายของตนใกล้มาถึง มันก็ทำได้แต่กัดฟันเจ็บแค้นใจในโชคชะตาและคาดหวังว่าอวิ๋นเซ่อจะค้นพบของสำคัญเพื่อชำระความแค้นของมันไปได้บ้าง
“ตาย!”
เปรี้ยง เสียงดังสนั่นราวอัสนีบาตฟาดลงยังใจกลางบริเวณต่อสู้อู๋เฉาหยุนที่เตรียมใจรับคมกระบี่ก่อนหน้า เบิกตามองกระบองเหล็กดำที่โผล่มาต้านรับกระบี่ที่ฟันเข้าใส่ต้นคอของตนได้อย่างทันท่วงทีก่อนสายตาจะเหลือบมองไปยังเ้าของกระบองเหล็กที่ยืนอยู่ข้างกายตน เห็นมันใส่ชุดดำ พร้อมปกปิดใบหน้าอย่างมิดชิดเหลือแต่เพียงั์ตาที่โผล่พ้นออกมา คนก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าว
“เหตุใดยังไม่หนีไปอีก"
แม้เห็นแต่เพียงั์ตา แต่ั์ตาที่เด็ดเดี่ยวกระจ่างใสแลแฝงไปด้วยความแค้นเช่นนี้อู๋เฉาหยุนก็รับรู้ทันทีว่าผู้มาก็คืออวิ๋นเซ่อ
อวิ๋นเซ่อกล่าวเสียงแ่เบา“สิ่งที่ท่านให้ตามหา ข้าค้นทุกซอกทุกมุมแล้วแต่ก็ไม่พบ"
“เป็ไปไม่ได้ เฉินจือหานมิใช่คนรอบคอบมันมิน่าที่จะทำอะไรซับซ้อน"
“แต่เื่ปรากฏออกมาเช่นนั้นจริงๆ"
อู๋เฉาหยุนปรากฏแววแห่งความผิดหวังอย่างยิ่งยวดหรือ์ก็เข้าข้างคนชั่วช้าอย่างมัน ก่อนที่คนจะหันไปกล่าวกับอวิ๋นเซ่อ
“เ้าถือว่าทำตามข้อตกลงแล้ว เหตุใดจึงไม่หนีไปข้าไม่มีค่าจ้างหลงเหลือพอที่จะจ้างเ้าให้มาช่วยหรอกนะ"
“ข้าก็คิดที่จะหนีไปแล้ว แต่ขากลับมิยินยอมพาไป…..เอาเป็ว่าครั้งนี้ข้าขอตอบแทนค่าสุาามนั้นของท่านก็แล้วกัน"
กล่าวจบ อวิ๋นเซ่อพลันหมุนควงกระบองเหล็กขึ้นเหนือศีรษะคนหลับตานึกถึงรอยประทับสุดยอดเคล็ดวิชาที่บุรุษพิการถ่ายทอดให้ เคล็ดวิชานี้แฝงไว้ด้วยทั้งพลังปราณอันทรงพลังและพลังธรรมชาติที่ลึกล้ำยิ่งชายหนุ่มได้ทบทวนแลใช้ออก คนก็ยิ่งบังเกิดความเลื่อมใสในตัวของบุรุษพิการที่สามารถคิดค้นและผสานรวมพลังที่แตกต่างทั้งสองให้เป็หนึ่งได้แม้ตอนนี้อวิ๋นเซ่อจะพอทำความเข้าใจได้เพียงเศษเสี้ยว ทั้งพลังลมปราณและพลังธรรมชาติในกายก็ยังน้อยนิดแต่นี่ก็ยังพอให้มันใช้เพื่อหลบหนีได้
“ย่าห์!”
อวิ๋นเซ่อะโก้อง คนกำชับท่อนเหล็กกระแทกลงสู่พื้นอย่างรุนแรงเสียงตูมดังกึกก้อง ก่อเกิดพลังลมปราณดีดสะท้อนออกรอบข้างในรัศมีวงกลม พลังลมปราณนี้มิได้มากมายพอที่จะคุกคามบุรุษชุดดำทั้งสามให้ถอยกลับไปได้แต่ความพิสดารที่มีพลังธรรมชาติแฝงอยู่ ทำให้ทุกที่ที่พลังลมปราณของอวิ๋นเซ่อเคลื่อนออกไปพลังธรรมชาติอันน้อยนิดบนโลกแห่งนี้ก็ถูกผนวกเข้าด้วยกันจนบังเกิดสภาวะหยุดนิ่ง ฉุดรั้งให้ทุกสรรพสิ่งเคลื่อนไหวมิได้อยู่ชั่วขณะและก็เพียงพอให้อวิ๋นเซ่อได้แบกร่างของอู๋เฉาหยุนทะยานวิ่งหลบหนีอย่างรวดเร็ว แล้วร่างคนทั้งสองก็หายลับไปกับราตรีกาลอันมืดมิด
ฟุบ
เฮือก!
พลังลมปราณที่ผนวกเข้ากับพลังธรรมชาติของอวิ๋นเซ่อที่กวาดม้วนออกในรัศมีวงกลมก่อนหน้าได้ดีดสะท้อนคืนกลับส่งให้ร่างของบุรุษชุดดำทั้งสาม รวมไปถึงร่างของเฉินจือหานและคนอื่นๆ สะท้านขึ้นเฮือกพอคืนกลับสู่การเคลื่อนไหวตามปกติ บุรุษชุดดำทั้งสามซึ่งเป็ยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงต่างจ้องมองหน้ากันไปมาด้วยแววความสงสัย
“พลังพิสดารนี่มันอะไรกัน!”
“เ้าหมอนั่นเป็ใคร?”
“พวกเ้ามัวรออะไรอยู่ ยังไม่รีบตามไปสังหารมันอีก!”เฉินจือหานตะคอกสั่งการเสียงดังด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ หากเงามืดตัวฉกาจนี้มิถูกจัดการลงมันก็คงใช้ชีวิตเป็ปกติสุขดั่งเช่น่เวลาที่ผ่านมามิได้
พอเหตุการณ์วุ่นวายเริ่มกลับคืนสู่ความสงบเฉินจือหานก็ได้คิดถึงเื่ราวประการหนึ่ง คนจึงรีบกลับเข้าสู่คฤหาสน์ของตนทันที