บทที่ : 4
“...”
“...”
“...”
โต๊ะอาหารที่เงียบพอเป็พิธีก็ยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่ เพราะถึงเ้าของเสียงนั้นจะไม่ได้มายังโต๊ะแห่งนี้นานแล้ว แต่พวกเขาทุกคนต่างก็คุ้นเคยกับเสียงนี้ดี แต่ที่แตกต่างออกไปคือพวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่นางจะมาอยู่ที่นี่อีกครั้งหากไม่ได้รับคำสั่งจากบิดา
และที่สำคัญที่สุกก็คือน้ำเสียงที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง!
ซึ่งด้วยน้ำเสียงที่สดชื่นและเต็มไปด้วยชีวิตชีวานี้เองก็ไปทำให้คนบางคนรำคาญใจอย่างที่ไม่อาจจะหักห้ามได้...
“อย่ามองข้าอย่างนั้นสิเ้าคะ จะอย่างไรข้าก็เป็ลูกของท่านพ่อหนิเ้าคะ ข้ามีสิทธิ์ที่จะร่วมโต๊ะหลักมิใช่หรือ” เยว่ฮวากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างพลางมองไปที่บิดา ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าน้อยๆ เป็เชิงอนุญาต นางจึงเดินไปที่โต๊ะ ก่อนที่จะหันไปสั่งหญิงรับใช้คนสนิดของฮูหยินรอง แล้วออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป “นี่เ้าไปเอาเก้าอี้มาให้ข้าสักตัวซิ...”
“...”
แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่เห็นหัวนางสักเท่าไหร่ เพราะแต่ไหนแต่ไรหญิงสาวผู้นี้ก็ไม่เคยมีอำนาจสำหรับพวกบ่าวของฮูหยินรองอยู่แล้ว ไม่สิต้องบอกว่านอกจากหญิงรับใช้คนสนิทของนางแล้ว หญิงสาวแทบจะไม่เคยออกปากร้องขออะไรจากใครเลย นางกำนัลวัยกลางคนจึงถือตัวต่อหน้าหญิงสาว แล้วทำเป็หูทวนลม...
“เห...”
เยว่ฮวาลากเสียงยาวราวกับแปลกใจมากที่เื่ดังกล่าวเกิดขึ้น พลางมองไปทางโต๊ะอาหารที่วันนี้ทุกคนมากันครบองค์ประชุมเลยทีเดียว แต่ก็เหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ใจเื่ราวที่เกิดขึ้น เพียงแค่เหลือบมามองเล็กน้อย แล้วหันกลับไปยังโต๊ะอาหาร ราวกับเื่แบบนี้ไม่มีความสำคัญอะไรเลย
มีเพียงแค่ผู้เป็บิดาเท่านั้นที่ยังคงมองทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่ก็ไม่ได้เริ่มทานอาหารแต่อย่างใด ที่สำคัญก็คือดวงตาคู่นั้นที่มองมาที่หญิงสาวก็เป็ประกายตาที่นางคุ้นเคยเป็อย่างดี
ความคาดหวัง...
เยว่ฮวาหรือจันทร์จึงระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ‘อย่างน้อยก็เป็ไปตามที่คิด เท่ากับว่ายังพอที่จะทำอะไรได้บ้าง...’
“นี่เ้าไม่ได้ยินหรือว่าข้าบอกให้เ้าไปเอาเก้าอี้มาให้ข้าตัวนึง” หลังจากที่ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว นางก็เอ่ยปากอีกครั้งพร้อมกับเพิ่มความเข้มของเสียงขึ้นอีกเล็กน้อย จนแทบที่จะหาความแตกต่างไม่ได้ แต่สำหรับใครบางคนนั้นถึงกับเปิกตากว้างเป็ประกาย และคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือผู้นำตระกูลจากที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
“ก็ไปใช้บ่าวของคุณหนูสิเ้าคะ ข้าเป็คนสนิทของฮูหยิน มิใช่นางกำนัลของคุณหนูเสียหน่อย”
ด้วยความถือดี หญิงวัยกลางคนก็เอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ และเยาะเย้ยเด็กหญิงตรงหน้าไปตรงๆ ต่อหน้าต่อตาคนทั้งตระกูล เพราะจะอย่างไรในตระกูลนี้นอกจากเ้านายสายหลักแล้ว ขนาดตระกูลสายรองที่เป็ญาติของผู้นำจาง ยังต้องให้เกียรตินางเสียด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแบบนี้เลย...
แต่ดูเหมือนว่าวันนี้นางจะคิดผิด...
เพี๊ยะ!!
โคร้มมมม
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นลั่นห้องโถง จนทำให้ทั้งห้องที่เงียบอยู่แล้วยิ่งเงียบจนแม้แต่เสียงหายใจยังแทบจะไม่ได้ยิน ยิ่งมีเสียงใครสักคนล้มลงก็ยิ่งทำให้มันได้ยินไปทั่วอย่างชัดเจน
และที่สำคัญแม้แต่คนที่ถูกตบจนล้มลงไปกองอยู่กับพื้นเองก็ยังตื่นตะลึงจนลืมที่จะร้องเสียด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่นางเลย แม้แต่คนทั้งโถงทั้งเหล่าเ้านายและบ่าวรับใช้ที่รอคอยอยู่รอบๆ ต่างก็ตื่นใกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ใครจะคิดว่าคุณหนูเยว่ฮวาจะกล้าที่จะทำอะไรแบบนี้!
เพราะภาพท่พวกเขามองเห็นจนชินตาก็คือการที่นางถูกกลั่นแกล้งอยู่ฝ่ายเดียว อย่าว่าแต่สู้กลับแบบนี้เลย เพราะแม้กระทั่งสาวใช้บางคนที่ปฏิเสธคำของนาง นางก็ยังไม่เคยเอ่ยอะไรออกมาด้วยซ้ำ
แต่นี่ผู้หญิงผอมแห้งแรงน้อยที่เคยถูกกลั่นแกล้งมาโดยตลอด กลับตบคนสนิดของฮูหยินรองเสียจนล้มคว้ำแบบนี้!!
“จะดีจะชั่วข้าก็เป็บุตรสาวของท่านพ่อ ทั้งมารดาของข้าก็ยังมีศักดิ์เป็ฮูหยินใหญ่...” หญิงสาวกล่าวพลางเหลือบหน้าไปมองฮูหยินรองที่กำลังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ “ข้ามีสิทธิ์ที่จะสั่งบ่าวทุกคนในบ้านนี้ไม่ใช่หรือ...ท่านแม่รอง?”
“จะ...เ้า” หญิงรับใช้วัยกลางคนถึงกับปากสั่น เพราะนี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางถูกใครบางคนกระทำเช่นนี้ เพราะนางเป็คนสนิดที่รับใช้ฮูหยินรองมาั้แ่เล็ก และติดตามนางมาหลายปี ยังไม่เคยมีใครกล้าที่จะทำกับนางแบบนี้มาก่อน
“เ้าไม่คิดว่าเ้าไม่ทำเกินไปหน่อยหรือ จะอย่างไรนางก็เป็คนของแม่ เ้าน่าจะให้เกียรติแม่บ้าง...” แม้ในใจอยากที่จะฉีกอีกฝ่ายออกเป็ชิ้นๆ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสามีแล้ว นางเองก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยคำหนักออกมามากนัก เพราะจะอย่างไรนางก็รู้ดีว่าต่อให้สามีไม่ค่อยจะปกป้องนางเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ยังคงให้ความสำคัญกับนางมาก ไม่อย่างนั้นหลายปีมานี่นังผู้หญิงคนนี้คงจะตายคามือนางไปนานแล้ว!
“แล้วท่านแม่รองคิดว่าการที่สาวใช้มาต่อปากต่อคำกับผู้เป็นายแบบนี้มันถูกแล้วหรือ อีกอย่างตอนนี้ท่านพ่อกับท่านปู่ท่านย่ากำลังรอที่จะทานข้าวอยู่ การที่นางมาขัดคำสั่งของข้าในตอนนี้ก็เท่ากับว่าทำให้ผู้าุโของระกูลต้องรอ อีกทั้งท่านพ่อเป็ถึงผู้นำตระกูล ทำไมท่านต่องมารอเพราะความหยิ่งยะโสของบ่าวเพียงคนเดียวกัน”
“...!”
ราวกับถูกอะไรบางอย่างมาอุดปากเอาไว้ จางอี้ซินถึงกับเงียบไปตาเบิกกว้าง นี่เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกจนปัญญาต่อคำพูดของใครสักคนแบบนี้ภายในตระกูล ที่สำคัญคือคำพูดเหล่านี้กลับมาจากปากของนังเด็กสาระเลวนี่อีก!!
“เอาหละๆ พอแล้ว ไปหาเก้าอี้มาให้คุณหนูสักตัวสิ”
“เ้าค่ะ”
เสียงตอบรับพร้อมกับเด็กรับใช้คนหนึ่งที่นำเก้าอี้มาอีกตัวหนึ่ง ซึ่งตกแหน่งของหญิงสาวก็ออยู่ห่างออกไปจากผู้นำตระกูลมากกว่าใคร แต่เยว่ฮวาก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมามากมาย เพราะไม่อยากให้เื่มันไปไกลเกินกว่านี้
‘เอาแค่พอดีๆ จะได้ไม่ถูกเกลียดละนะ’
ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองคงไม่กลายไปเป็ที่รักของใครแน่ๆ แต่หญิงสาวก็รู้ตัวดีว่าฐานะของนางนั้นไม่ได้สูงอย่างที่พูด และที่สำคัญคือตัวตนของนางในสายตาของปู่กับย่าเองก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่แน่ๆ เพราะสำหรับคนเฒ่าคนแก่ในยุคนี้แล้ว ลูกหลานที่สามารถสืบสกุลได้ก็มีค่ามากที่สุดอยู่ดีนั่นแหละ
“สวัสดีเ้าค่ะพี่หญิง น้องยินดีด้วยนะเ้าคะที่ใกล้จะเข้าพิธีในอีกไม่กี่วันแล้ว อาจจะช้าไปบ้าง แต่ข้าขอแสดงความยินดีด้วยนะเ้าคะ”
เมื่อได้เก้าอี้มาที่ที่นางถูกจัดให้ก็คือตัวสุดท้ายติดกับพี่สาว นางจึงแสดงความยินดีกับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม แม้จะรู้ดีว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นตัวเองต้องโดนอีกฝ่ายทำอะไรมาบ้าง แต่นั่นมันสำหรับเ้าของร่างต่างหาง หาใช่กับนางเสียเมื่อไหร่...
“ข...ขอบใจเ้ามาก”
ถึงต้นเสียงจะสั่นเล็กน้อย แต่ด้วยการวางตัวที่ทำมาตลอดชีวิตก็ทำให้จางถิงถิงต้องบังคับตัวเองให้ยิ้มออกมา ยิ่งเป็ต่อหน้าบิดารวมไปถึงฮูหยินผู้เฒ่าและนายผู้เฒ่าด้วยแล้ว...
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ เอาไว้วันแต่งงานข้าจะหาของขวัญมาให้อีกทีนะเ้าคะ”
‘ใช่แล้ว...และรับรองว่าเป็ของขวัญที่พวกเ้าแม่ลูกจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต!!’
......................