“อพยพไปจากที่นี่ซะ ไปทางเหนือ อย่าหยุด!” นี่คือข้อความสุดท้ายจากวิทยุสื่อสาร ก่อนที่ปลายสายจะไม่มีเสียงใดตอบกลับมาอีกเลย
สามชั่วโมงแล้วสินะสามชั่วโมงเต็มเต็มกับเื่บ้าบ้านี่ ผมสับสน หวาดกลัว ผมไม่รู้ว่าเกิดเื่บ้าบ้านี่ขึ้นได้อย่างไร ใครพาพวกมันมา? พวกมันไม่เหมือนในหนังที่เราเคยดูหรือเกมที่เราเคยเล่นเลย ผมยิงปืนไม่เป็ด้วยซ้ำ ไม่สิ แม้แต่จะฆ่ามันผมยังไม่กล้าพอ สิ่งเดียวที่พวกเราทำได้คือภาวนา ภาวนาให้มันไม่เห็นเราอะไรก็ตามที่กำลังจะผ่านประตูนั่นมา เพราะมันพร้อมจะฉีกเราเป็ชิ้นชิ้นทุกเมื่อ
08.30น.มันช่างเป็เวลาที่น่ารำคาญจริงจริง เสียงปลุกจากผู้ประกาศข่าวในทีวีที่แสนน่ารำคาญ มันรบกวนเวลานอนผมชะมัด
“ตื่นได้แล้ว จะนอนอมขี้ฟันไปถึงไหนย่ะ!” เสียงมีอาปลุกผม
ตอนนี้แฟนสาวขี้บ่นของผมเธอเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว แต่ผมยังไม่ตื่น เธอเลยโมโหสุดขีด
“ครับผม” ผมพูดเป็แค่ประโยคเดียวเท่านั้นเวลาเธอโมโห
สายอีกแล้ว เข้างานสายทุกวัน ผมชินกับการนอนอยู่หอ เข้าเรียนสายๆ แต่ตอนนี้ผมฝึกงานแล้ว ผมจะทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว นี้แหละ่เวลาแห่งความสุขมันผ่านไปเร็วจริงจริง09.30น.ผมคิดว่าผมทำทุกอย่างเร็วแล้วนะ แต่ก็ไม่พ้นคำว่าสายอยู่ดี
“ไคล์! นายมาสายอีกแล้ว” เสียงเข้มขึงนั่นมัน บอส! ผมโดนด่าอีกแล้ว โดนด่าทั้งหน้าบริษัทและโดนเรียกไปด่าอีกในห้องบอส น่าอายชะมัด
“มาสายอีกแล้วเหรอ ฮ่าฮ่า วันเกิดนี้ฉันจะซื้อนาฬิกาปลุกให้นายละกันฮ่าฮ่า” นอช เพื่อนที่ดีที่สุดของผมมักจะแซวผมด้วยมุกนี้ประจำ
นอชคือเพื่อนที่ผมสนิทมาั้แ่ตอนเรียนมัธยม มหาลัยก็เรียนด้วยกัน ฝึกงานก็ยังมาฝึกด้วยกันอีก นอชเป็คนที่น่าสงสาร เขาเลิกกับแฟนที่คบกันมาสิบกว่าปีเพราะพ่อแม่กีดกัน แต่เขาก็ยังยิ้มได้นะ น่าแปลกจริงจริง หลังจากโดนบ่นโดนแซวมาชุดใหญ่แล้ว ผมก็ได้ทำงานสักที ผมนั่งลงตรงโต๊ะข้างข้างนอช วันนี้นอชดูสีหน้าไม่ค่อยดีเหมือนทุกวัน พนักงานในบริษัทก็ด้วย ไม่เว้นแม้แต่บอส ที่ทุกวันไม่เคยโมโหด่าผมขนาดนี้มาก่อน
“มีเื่อะไรกันนะวันนี้? ทำหน้าเครียดเป็ตูดลิงกันเชียว บริษัทจะเจ๊งเหรอ ฮ่าฮ่า” ผมถามนอชปนมุกฝืดๆ
“ใช่!” นอชตอบ ผมคิดว่าเขาพูดเล่น แต่ไม่เลย หน้าตานอชไม่แสดงท่าทีว่าเป็มุกแต่อย่างใด
“ทำไมล่ะ?” ผมถามเปลี่ยนน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น
“นายได้ยินเกี่ยวกับข่าวลือโรคประหลาดรึเปล่า?” นอชถามผมด้วยน้ำเสียงที่ตึงเครียด
“ได้ยิน” ผมตอบ
ผมไม่เข้าใจทำไมคนเราถึงกลัวอะไรกับข่าวลือนักหนานะ ไม้เว้นแม้แต่มีอา หรือพ่อแม่ผม ทุกคนเครียด หวาดระแวงกับข่าวนี้มากมาก
“ตอนนี้ผู้คนในเมืองวิลลาซ อพยพกันไปเยอะแล้ว ทำให้รายได้บริษัทตกน่ะสิ บริษัทเล็กแบบนี้ประคองตัวเองไม่ไหวหรอก” นอชตอบน้ำเสียงจริงจังมากขึ้น
เพราะข่าวลือทำให้เกิดปัญหาขนาดนี้เลยเหรอ วิลลาซคือเมืองเล็กเล็ก แต่มีประชากรอยู่เยอะ จึงเป็เมืองที่มีการแข่งขันสูง มีอุตสาหกรรมส่งออกเป็ของตัวเอง เมื่อก่อนตอนผมเด็กเด็ก พ่อแม่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ มองไปทางไหนมีแต่ป่าทั้งนั้น แต่ดูตอนนี้สิ วิลลาซกลายเป็เมืองที่คนพูดถึงที่สุด แต่เวลานี้ผู้คนกำลังหวาดกลัว และทิ้งเมืองที่ตัวเองรัก เมืองที่ตัวเองสร้างมากับมือ
“อร้าย! ช่วยด้วย!” เสียงของแม่บ้านหญิงร่างใหญ่เพรส กำลังร้องขอความช่วยเหลือสุดชีวิต
ทุกคนหันไปดูด้วยความใ ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำเอาคนทั้งแผนกช็อก บอส! ผมยืนขาสั่นมองบอสที่กำลังรับประทานแม่บ้านสาวอย่างเอร็ดอร่อย เขาค่อยๆ ฉีกหัวใจของเธอออกมา เธอร้องจนหมดลมเพราะความเ็ปอย่างถึงที่สุด ไม่มีใครช่วยเธอ ทุกคนต่างวิ่งหนีตายกันอย่างสุดชีวิต ผมยังปลอบใจตัวเอง ภาพที่เห็นตรงหน้าอาจเป็การแกล้ง แกล้งเพื่อให้ทุกคนหายเครียด ใช่! มันเป็การแกล้งแน่แน่ ตามตัวของบอสที่มีเส้นเืสีม่วงขึ้นเต็มตัว ตาที่ขาวขุ่น ปากที่มีเืและเศษเนื้อติดอยู่ ส่วนแม่บ้านเพรส เธอก็เล่นสวมบทบาทดีนะ ไส้ที่ม้วนอยู่นั้น ก้อนไขมันที่เอ่อออกมา เืที่เต็มพื้นนั่น แกล้งกับผีน่ะสิ! นอชชกหน้าผมเข้าอย่างจัง
“ขอโทษนะเพื่อน เราต้องไปกันแล้ว ถ้านายยังยืนบื้ออยู่แบบนี้ พวกแผนกไอทีคงมากินนายแน่!” นอชรีบชักคอเสื้อผมขึ้นและประคองผมวิ่งออกไปทางประตูหนีไฟ
คนในแผนกไอทีกำลังวิ่งไล่กัดกินกันอยู่อย่างกับฝันร้าย ภาพที่เห็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ประตูบันไดหนีไฟจะปิด นรกปิด เหลือแต่ความมืดมิด กับแสงริบหรี่ของทางบันไดหนีไฟ นอชล็อกประตูจากด้านใน ด้วยกุญแจที่ห้อยอยู่กลางโถงใหญ่ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขาหยิบมาตอนไหน
“เฮ้! เพื่อน เราต้องไปแล้ว ประตูนี่ตรึงพวกมันไว้ได้ไม่นานหรอกนะ” นอชพูดขึ้น
พวกมันเหรอ? ทั้งบอส ทั้งเพรส ทั้งคนในแผนก นอชเรียกเขาว่าพวกมัน ผมไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย ผมไม่อยากจะเอ่ยคำนั้นออกมา แต่สมองช้ากว่าปากเสมอ
“ซอมบี้เหรอ? นาย้าพูดอะไรกันแน่? มันมีแต่ในหนังนะ! ” ผมตวาดใส่นอช
เขานิ่งไปสักครู่ก่อนจะเอ่ย
“ตอนนี้มันเป็แบบนั้นไปแล้ว ฉันรู้ั้แ่เมื่อวานแล้ว แต่คิดว่ารัฐบาล ตำรวจ ทหาร หรือใครสักคนจะหยุดมันได้ ไม่ใช่แค่วิลลาซที่เกิดเื่นี้ขึ้น มันลามไปหลายเมืองแล้ว เผลอๆ อาจจะเกิดขึ้นทั้งประเทศ ทวีป หรือทั่วโลกแล้วด้วยซ้ำ มันมีใครรู้เลยว่าเชื้อบ้านั่นมันมาจากไหน เราเพียงแค่รอให้มันเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีคู่มือบอกแบบในเกมหรือมีบทบอกแบบในหนังหรอกนะ ถ้าอยากรอด ต้องสู้เท่านั้น ไปกันเถอะไคล์ ไปลุยกับนรกนี้กัน” นอชพูดเสร็จก็รีบประคองพาผมลงบันไดไปทันที
เราลงมาจนถึงชั้นล่างสุด มีแต่เศษเืเนื้อ และซากศพที่เละจนจำแทบไม่ได้ พวกมันไปแล้ว แต่จะเดินอย่างประมาทไม่ได้
“นายจะไปไหนต่อ!” นอชถามผม
“ไม่รู้เลย ไม่รู้จริงจริง” ผมตอบอย่างสิ้นหวัง
นอชบอกผมว่าเขาจะไปหาพ่อแม่ และไปหาเรย์ยา เขากังวลมาก นอชถามผมว่าจะไปด้วยมั้ย แต่ผมปฏิเสธไป เพราะผมก็ต้องไปหาครอบครัวผมเช่นกัน เราสองคนแยกกันตรงลานจอดรถ ผมกังวลและเครียดมาก ผมเป็ห่วงทั้งครอบครัวผม ทั้งมีอา และแม่ของเธอด้วย อืดๆ! อืดๆ! เสียงโทรศัพท์ของผมสั่นขึ้น ดีแล้วที่ผมไม่ชอบเปิดเสียงไว้ ไม่งั้นพวกผีดิบคงมาเป็โขยงแน่ ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างมีความหวัง มีอาโทรมา เธอบอกว่า ตอนนี้เธออยู่กับวาเนสซาและดรอย วาเนสซาคือเพื่อนของมีอา ส่วนดรอยเป็แฟนของวาเนสซา สองคนนี้เข้ากันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ พวกเขาเป็คนบ้าดีเดือด ผมเชื่อว่าพวกเขาจะปกป้องมีอาตอนที่ผมไม่อยู่ได้แน่ มีอาร้องไห้จนผมฟังไม่ค่อยรู้เื่ จนวาเนสซาต้องมาคอยเป็ล่ามให้ มีอาดีใจและมีแรงที่อยากจะใช้ชีวิตขึ้นมา เพราะตอนนี้เธอเหลือผมคนเดียว แม่ของเธอไม่อยู่แล้ว เพราะตอนเกิดเื่เธอไปหาแม่ของเธอมา แต่...แม่ของเธอได้ถูกพวกมันฆ่าไปแล้ว ผมปลอบใจเธอผ่านทางโทรศัพท์ และสัญญาว่าจะไปหาเธอให้เร็วที่สุด ผมวางสายจากเธอเสร็จ ผมก็ติดต่อหาพ่อแม่ผมทันที แต่ผิดคาด ไม่มีคนรับสายเลย ถึงผมจะสบายใจเื่มีอาแล้ว แต่ผมก็กังวลกับครอบครัวผมมากอยู่ดี ผมจะไปหาพ่อแม่ก่อน แล้วค่อยไปหามีอา ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงวันแล้ว ผมหิวข้าวมาก แต่ไม่ใช่เวลามาคิดเื่นั้น ผมค่อยค่อยเดินอย่างระวัง ใกล้ถึงทางออกจากชั้นใต้ดินแล้ว ผมค่อยค่อยเปิดประตูสู่โลกภายนอก ประตูเปิดโลกเปลี่ยน