หลังราตรีที่โอบล้อมด้วยรอยยิ้มและความสุขผ่านพ้นไปวันรุ่งขึ้นในยามซื่อ ( 09.00 – 10.59) สองพ่อลูกตระกูลจางจึงพากันออกเดินมุ่งสู่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อพบซุนถง จางอี้เทาถือกระบอกน้ำตาลผักไปสองกระบอกด้วยมันมีทั้งแบบเข้มข้นสำหรับปรุงอาหารและแบบเจือจางสำหรับใช้ดื่มแทนชา
ด้วยบ้านจางนั้นอยู่ท้ายหมู่บ้านพวกเขาจึงต้องใช้เวลามากพอสมควรกว่าจะถึงบ้านครอบครัวซุนจางอี้ิจับมือบิดามาตลอดทาง เด็กน้อยได้โอกาสมองสำรวจโน่นนี่อย่างหนำใจ
“ท่านลุงซุนถงอยู่บ้านหรือไม่ขอรับ” เมื่อมาถึงที่หมาย จางอี้เทาก็ะโเรียกอยู่สองสามครั้ง
“ใครมาโวยวายอยู่หน้าบ้านข้า”ซุนซูเย่เดินออกมาดู “อ้าวอาเทาเองหรือมีอะไรหรือเปล่า”
“ท่านพี่เย่ข้าอาเทากับิเอ๋อร์มีธุระอยากจะขอคุยกับท่านลุงถงไม่ทราบท่านหัวหน้าหมู่บ้านอยู่หรือไม่ขอรับ”
“เ้ามาหาท่านพ่อหรือเข้ามาในบ้านก่อน ท่านพ่ออยู่หลังบ้าน”
“ขอบคุณขอรับข้าไม่ได้มาหาท่านลุงถงอย่างเดียว ข้าอยากปรึกษาบางอย่างกับท่านพี่เย่ด้วยขอรับ”
“ได้ๆ งั้นพวกเราไปหาท่านพ่อกันก่อนเถอะ” ซุนซูเย่ตอบเขาเดินนำสองพ่อลูกตรงไปทางหลังบ้านที่มีซุนถงกำลังนั่งสานตะกร้าอยู่
“ท่านพ่ออาเทากับิเอ๋อร์มาหาขอรับ”
“อาเทากับิเอ๋อร์งั้นหรือ” หัวหน้าหมู่บ้านเงยหน้าขึ้นมามองดวงตาคู่นั้นดูมีเมตตาและใจดี “มีธุระอันใดกับข้าหรือมา ๆ นั่งลงก่อน”
ซุนถง ชายวันกลางคนอายุประมาณห้าสิบปีหัวหน้าหมู่บ้านหลัวถง เขาเป็คนเดียวที่รู้หนังสือในหมู่บ้านนี้เพราะชาวบ้านที่นี่ด้อยความรู้นักแม้แต่ซุนซูเย่ผู้เป็บุตรชายของเขาเองก็ยังไม่รู้หนังสือเนื่องจากว่าเกลียดการเรียนหนังสือซุนซูเย่ชอบงานในไร่มากกว่าและไม่คิดที่จะรับตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านสืบต่อจากบิดา
ซึ่งนั่นทำให้ซุนถงปวดหัวใจไปหลายปี
“ท่านลุงถงพวกข้าสองคนพ่อลูกมีเื่มาปรึกษาขอรับ นี่ก็ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้วอีกไม่ถึงสามเดือน ข้าเกรงว่าบ้านข้าจะทนสภาพอากาศหนาวเย็นและหิมะไม่ไหวข้าจึงอยากจะสร้างบ้านก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึงขอรับ” จางอี้เทาเอ่ยเข้าเื่เขานั่งลงตรงข้ามกับชายชราอย่างเรียบร้อย
“อาเทาข้าก็เห็นด้วยนะ เพราะบ้านเ้าก็เหมือนกระท่อมปลายนาที่บอบบาง ถ้าหิมะตกหลังคาคงรับไม่ไหว ทว่าการสร้างบ้านมันต้องใช้เงินเป็จำนวนมากแต่ว่า...บ้านเ้า....” ซุนถงเอ่ยเสียงขาดหายเขาไม่อยากกล่าวอะไรให้กระทบกับความรู้สึกของชายหนุ่มตรงหน้า
“ขอรับตอนนี้บ้านข้าไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียว แต่ตอนที่ข้าเป็อาจารย์อยู่ในเมืองหลวง ได้รู้วิธีการสร้างบ้านจากดินขอรับจึงไม่จำเป็ต้องไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ใด ๆ ใช้แค่ดินกับเศษฟางแห้งในการทำไม้ก็ไปตัดเอาบนูเา แต่ว่าข้าติดปัญหาเื่แรงงานที่จะมาช่วยสร้างบ้านขอรับจึงอยากจะมาปรึกษาท่านลุงถงว่าสมควรเห็นทำเช่นใดดีขอรับ”
“มันก็พูดยากนะอาเทา่นี้กำลังอยู่ใน่ฤดูเก็บเกี่ยวชาวบ้านยุ่งกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนเข้าฤดูหนาว ถึงแม้ว่าบางบ้านจะทำเสร็จแล้วแต่พวกเขาก็ต้องไปหางานทำในเมืองเพื่อหาเงินมาซื้อเสบียงตุนไว้เหมือนกันยกเว้นเ้าจะมีเงินไปจ้างแรงงานมาช่วยเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเ้าก็ไม่มีสักอีแปะ”ซุนถงถึงกับขมวดคิ้ว เขาคิดไม่ตกว่าจะช่วยครอบครัวนี้อย่างไรดี
“ท่านลุงถงข้ามีความคิดว่าจะทำการแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านขอรับข้าในฐานะที่เคยเป็อาจารย์ในเมืองหลวง ข้ายินดีสอนหนังสือให้เด็ก ๆ เป็เวลาหนึ่งปีหลังจากผ่านฤดูหนาวนี้ไปแล้วแลกกับแรงงานของบิดาเด็กที่มาช่วยข้าสร้างบ้าน ท่านลุงถงเห็นเป็เช่นใดบ้างขอรับ”
“จ่ายแรงงานด้วยการสอนหนังสือเช่นนั้นหรือเป็ความคิดที่ดีพวกเาาวบ้านแบบนี้คงไม่มีเงินเพียงพอที่จะไปเรียนหนังสือในเมืองเช่นกัน”ซุนถงเห็นด้วย แบบนี้จะมีเด็ก ๆ ในหมู่บ้านที่ได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้นนับเป็เื่ที่ดี
“ข้าคิดว่าบิดาทั้งหลายคงอยากให้บุตรหลานของตนรู้หนังสือในเมื่อข้าเคยเป็อาจารย์มาก่อน ข้าสามารถสอนหนังสือให้เด็ก ๆ เ่าั้ได้ในอนาคต หมู่บ้านของเราอาจจะมีบัณฑิตสักคนก็เป็ได้นะขอรับ” จางอี้เทายังเกลี่ยกล่อมหัวหน้าหมู่บ้านต่อ
“อาเทาเ้ามาวันนี้คงอยากให้พ่อของข้าออกหน้าไปถามเหล่าชาวบ้านให้ ใช่หรือไม่”ซุนซูเย่ที่นั่งฟังมานานเอ่ยถาม
“ใช่แล้วขอรับท่านพี่เย่ข้าอยากรบกวนท่านลุงถงออกหน้าถามชาวบ้านให้ข้า ได้หรือไม่ขอรับ”
“อาเทาข้ายินดีที่จะสอบถามให้เ้า แต่ข้าไม่รับปากนะว่าชาวบ้านจะเห็นด้วยหรือไม่”ซุนถงรับคำ
“ขอบคุณท่านลุงถงมากขอรับรบกวนท่านลุงถงแล้ว”
“ท่านพ่ออย่าลืมน้ำตาลผัก”จางอี้ิเมื่อเห็นว่าบิดาดีใจที่บรรลุวัตถุประสงค์แล้วจึงสะกิดเตือน
“โอ้จริงด้วย ท่านลุงถง ท่านพี่เย่ นี่เป็น้ำตาลผักที่บ้านข้าได้คิดค้นขึ้นมาข้านำมาให้สองกระบอก สีเข้มเอาไว้ปรุงอาหารแทนน้ำตาล ส่วนสีอ่อน เอาไว้ดื่มแทนชามันหวานอร่อยมาก ท่านลุงถงลองชิมดูได้” จางอี้เทาแย้มยิ้มเขายื่นน้ำตาลผักให้หัวหน้าหมู่บ้านไปทั้งสองกระบอก
“อาเทาเ้าว่าอย่างไรนะ” ซุนถงถึงกับชะงักชายชราลองแคะหูตัวเองเผื่อว่ามันอาจจะเพี้ยนไปแล้ว
“น้ำตาลผักเช่นนั้นหรือใช้แทนน้ำตาลได้งั้นหรือ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“ใช่แล้วขอรับน้ำตาลผัก ท่าน้าความหวานมากน้อยแค่ไหนก็ตักใส่ได้เลยขอรับ ค่อย ๆใส่ไปทีละน้อย ได้ความหวานตามที่้าแล้วก็หยุดได้ขอรับเมื่อคืนวานบ้านข้าต้มโจ๊กธัญพืชใส่น้ำตาลผัก อร่อยมากทีเดียว นี่ก็ใกล้ยามอู่ (11.00– 12.59) แล้วท่านลองให้ท่านพี่เจียวเม่ยทำดูได้ขอรับ”
จางอี้เทาแนะนำท่านหัวหน้าหมู่บ้านด้วยความคล่องแคล่วสมเป็บัณฑิตเขาไตร่ตรองไว้แล้วว่าถ้าท่านลุงถงชอบใจในน้ำตาลผัก ชาวบ้านคนอื่น ๆ ก็คงจะพึงใจไม่ต่างกัน
“อย่าลืมลองดื่มน้ำตาลผักสีอ่อนดูนะขอรับมันสามารถดื่มได้แบบนั้นเลยโดยไม่ต้องนำไปทำอันใดอีกแล้วขอรับ”
“อาเย่เอาไปให้สะใภ้ลองทำดูข้าก็อยากจะรู้นักว่าน้ำตาลผักมันจะหวานเหมือนกับที่อาเทาบอกหรือไม่” ซุนถงยื่นกระบอกไม้ไผ่ให้กับบุตรชายเพื่อส่งต่อไปให้ภรรยาของเขาทดลองทำดู
“ไหนพวกเ้าบอกว่ามีวิธีสร้างบ้านจากดินมันเป็ยังไง” ซุนถงหันมาถามจางอี้เทาอีกครั้ง
“มันเป็แบบนี้ขอรับ........”
จางอี้เทาเริ่มอธิบายถึงวิธีการทำบ้านดินโดยละเอียดก่อนที่จะมาหาซุนถง จางอี้ิได้บอกเล่าวิธีการให้เขาฟังแล้วซึ่งเขาสามารถเข้าใจได้ทั้งหมดหลังจากฟังเพียงไม่กี่ครั้งทั้งยังสามารถอธิบายแยกย่อยออกมาให้ซุนถงเข้าใจโดยง่ายสมกับเป็อาจารย์จากเมืองหลวงแต่ก็คงไม่เท่าชาว์ที่คิดค้นการสร้างบ้านแบบนี้ขึ้นมา
“ถ้าจากที่เ้าอธิบายมาวิธีการไม่ยาก ไม่น่าเชื่อว่าการทำแบบนี้แล้วจะสร้างบ้านได้ดูแล้วคงแข็งแรงและทนทานพอรับกับฤดูหนาวที่จะมาถึงวันพรุ่งนี้ข้าจะประกาศให้ชาวบ้านรู้ อีกสามวันพวกเ้าค่อยมาฟังคำตอบก็แล้วกันนะ”ซุนถงสรุปพร้อมตบบ่าเบา ๆ
เวลาผ่านไปไม่นาน ซุนซูเย่ที่หายเข้าครัวไปก็ออกมาเรียกบิดาให้ทานข้าวซุนถงเอ่ยชวนสองพ่อลูกอยู่ทานด้วยกัน ดังนั้นทั้งหมดจึงพากันย้ายมานั่งด้านในแทน
“ิิน้อยมานี่ ลุงจะแนะนำให้รู้จักกับลูก ๆ ของลุง”ซุนซูเย่กวักมือเรียกจางอี้ิให้เข้าไปหา
“นี่คือซุนซูลี่นางอายุสิบขวบ และซุนิเย่ อายุแปดขวบ รู้จักกันไว้สิต่อไปจะได้เป็เพื่อนเล่นด้วยกัน” ซุนซูเย่แนะนำ
“ลี่เอ๋อร์ เย่เอ๋อร์นี่คือจางอี้ิ บุตรชายท่านอาอี้เทา ิเอ๋อร์ อายุห้าขวบพวกเ้าอาจจะยังไม่เคยได้เจอกันเพราะ ิเอ๋อร์เพิ่งหายเจ็บไข้ต่อไปเป็เพื่อนกันดี ๆ นะ”
ซุนซูลี่ เด็กสาวที่กำลังจะเติบโตเป็หญิงสาวมีรูปร่างผอมแต่ไม่ถึงกับแห้ง ใบหน้าเรียวรูปไข่จิ้มลิ้ม ส่วนซุนิเย่เป็เด็กชายที่ตัวเล็กกว่าพี่สาวนิดหน่อยซูลี่ดูแล้วเป็คนที่มีความมั่นใจในตนเองสูง อาจจะเพราะเป็พี่คนโตส่วนิเย่ผู้เป็คนน้องกลับขี้อาย คอยแต่หลบหลังพี่สาวไม่กล้าเยี่ยมหน้าออกมามองจางอี้ิ ทั้งที่ตนเองอายุมากกว่า
“สวัสดีท่านพี่ซูลี่ท่านพี่ิเย่” จางอี้ิเอ่ยทักทายพร้อมส่งยิ้มไปให้
“สวัสดีิิน้อยต่อไปเ้ามาเป็น้องชายข้าอีกคนดีหรือไม่อาเย่คงถูกใจที่มีเพื่อนเป็เด็กชายเช่นเ้า” ซุนซูลี่กล่าวตอบพร้อมกับยิ้มให้น้องชายคนใหม่นางรู้สึกถูกชะตาเด็กคนนี้นัก
“ขอบคุณพี่ซูลี่ข้ายินดีเป็น้องชายของพี่ซูลี่และพี่ิเย่ ขอรับ”
“ดีๆ ผูกมิตรกันเอาไว้ เด็ก ๆ ไปนั่งได้แล้ว อาเทา เ้าก็มากินข้าวด้วยกันไหนลองหน่อยสิว่าน้ำตาลผักจะอร่อยตามที่เ้าบอกหรือไม่” ซุนซูเย่เอ่ยไล่เด็ก ๆไปนั่งประจำที่ รวมทั้งผลักจางอี้เทาให้ร่วมโต๊ะด้วย ถึงจะบอกว่ามันเป็โต๊ะก็เถอะแต่ความจริงแล้วมันก็คือแคร่ไม้ไผ่นี่เอง
ทุกคนนั่งล้อมวงนั่งกินข้าวด้วยกันเด็ก ๆ ทั้งสามนั่งติดกันทางฝั่งซ้ายของหัวหน้าหมู่บ้าน ทางขวามือเป็จางอี้เทาและซุนซูเย่กับสะใภ้สำหรับภรรยาของซุนถงนั้นเสียชีวิตไปได้หลายปีแล้ว เขาไม่คิดแต่งงานใหม่ให้มากความสมาชิกทั้งหมดจึงมีเพียงเท่านี้
สำหรับอาหารวันนี้ก็เป็ดั่งที่จางอี้เทาแนะนำโชคดีที่บ้านซุนมีฐานะดีกว่าจึงมีข้าวกินแม้ว่ามันจะไม่ใช่ข้าวคุณภาพดีเท่าบ้านจางในเมืองหลวงแต่ก็ดีกว่าธัญพืชหยาบเป็ไหน ๆ มื้อแรกของจางอี้ิในวันนี้จึงมีน้ำแกงเนื้อหนึ่งอย่างไว้กินกับข้าวต้มนับว่าเป็อาหารชั้นดีสำหรับชาวบ้านธรรมดา
“ท่านแม่น้ำแกงเนื้อวันนี้อร่อยมากเลยขอรับ”ซุนิเย่เอ่ยขึ้นมาเป็ครั้งแรกหลังจากที่ตักข้าวกินไปคำแรก เด็กน้อยรีบตักคำต่อๆ ไปเข้าปากตามไปติด ๆ
“แม่ก็ทำเหมือนเช่นทุกวันนะเย่เอ๋อร์แต่วันนี้แม่เติมน้ำตาลผักที่ท่านอาอี้เทาเอามาฝาก” เจียวเม่ยหันไปตอบบุตรชาย
“ข้าชอบมากขอรับท่านแม่ทำให้ข้ากินทุกวันได้หรือไม่ขอรับ”ซุนิเย่เอ่ยบอกมารดาทั้งที่ในปากยังเต็มไปด้วยข้าว
“เย่เอ๋อร์มันอร่อยมากเช่นนั้นหรือ” ซุนถงเอ่ยถามหลานชายด้วยความสนใจปกติแล้วิเย่ไม่ค่อยกินข้าว ตัวถึงเล็กกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน
“ขอรับท่านปู่มันอร่อยกว่าทุกวันเลย ข้าชอบมากขอรับ”
“ดีๆ ถ้าอร่อยเย่เอ๋อร์ต้องกินเยอะ ๆ จะได้โตไว ๆ และอ้วนขึ้นอีกนิดปู่ปวดใจเหลือเกินที่หลานผอมแห้งเช่นนี้”ซุนถงถึงกับตบมือลงไปบนเข่าตนเองฉาดใหญ่อย่างถูกใจที่หลานชายของตนกินอาหารได้เพราะครอบครัวซุนเป็กังวลเื่ที่ิเย่นั้นร่างกายเล็กเกินไปมานานแล้วถ้าเด็กชายเริ่มเจริญอาหาร เขาจะได้มีร่างกายที่แข็งแรงและเติบโตได้ตามปกติ
“อร่อยก็กินเยอะๆ แม่มีให้เย่เอ๋อร์กินอีกมาก” เจียวเม่ย มองดูลูกชายที่กินเอากินเอาแล้วก็ยิ้มเต็มใบหน้า
“ท่านพ่อลองดูขอรับ เย่เอ๋อร์บอกว่าอร่อย มันคงอร่อยจริง ๆ” ซุนซูเย่หันไปเอ่ยกับบิดาของตน
ซุนถงตักน้ำแกงพร้อมข้าวเข้าปากเขาพินิจดูไปมาอย่างใคร่สงสัยว่าน้ำแกงธรรมดาจะอร่อยขึ้นมาได้อย่างไรแต่คิดไปก็ไม่อาจรู้ ดังนั้นเขาจึงอ้าปากกว้างกินเข้าไปเสียคำโต
“อืมน้ำแกงเนื้อถ้วยนี้อร่อยขึ้นจริง ๆ ด้วย มีความหวานเพิ่มขึ้นมาเมื่อนำมาตัดกับรสเผ็ดร้อนของเครื่องเทศทำให้ข้าชอบมันไม่น้อยเชียวล่ะ” ซุนถงถึงกับเอ่ยปากชมก่อนจะหันไปชวนซุนซูเย่ชิมอาหารตรงหน้า
“อาเย่ ลองกินดู”
“ท่านปู่ถงมันอร่อยเพราะว่าบ้านท่านปู่มีเกลือขอรับ แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีเกลือแค่น้ำตาลผักนี้ก็เพียงพอแล้วขอรับ”
จางอี้ิเอ่ยอธิบายให้หัวหน้าหมู่บ้านฟังเกลือหนึ่งจิน ราคาตั้งหกสิบห้าอีแปะ เกือบจะเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำที่อยู่ที่สองร้อยอีแปะต่อวันแล้วชาวบ้านตาดำ ๆ ไม่กินแน่
“ท่านลุงถงว่าถ้าข้าทำน้ำตาลผักออกมาขาย ชาวบ้านจะชอบหรือไม่ขอรับ”จางอี้เทาลองเอ่ยถามหัวหน้าหมู่บ้านด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจมากนัก
“ทำออกมาขายเช่นนั้นหรือเป็ความคิดที่ดีนะอาเทา เพราะอย่างที่รู้ น้ำตาลราคาแพงมากชาวบ้านยากจนเกินกว่าจะซื้อน้ำตาลมากิน แต่ว่าราคาน้ำตาลผักนี้จะมีราคาแพงหรือไม่”
“ไม่แพงขอรับข้าคิดว่าจะทำออกมาแจกให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเราทดลองกินดูก่อน ถ้าผลตอบรับดีพวกข้าจะลองทำเอาไปขายในเมืองดูขอรับ”
“มันทำมาจากอะไรทำยากหรือไม่” ซุนซูเย่ถามแทรกขึ้นมาด้วยความอยากรู้
“อาเย่อย่าเสียมารยาท” ซุนถงตำหนิเบา ๆ “อาเทาข้าขอโทษแทนลูกชายข้าด้วย อาเย่คงลืมไปว่าสูตรต่าง ๆ ของแต่ละบ้านมักเป็ความลับ”
“ไม่เป็ไรขอรับท่านลุงถงครอบครัวของท่านลุงช่วยครอบครัวข้าไว้มากมาย เพียงเท่านี้ไม่นับว่าเป็อะไรเลยเพียงแต่ว่ามันยังไม่ลงตัว รอให้มันลงตัวแล้ว ข้าจะตอบแทนบ้านซุนแน่นอนขอรับ”
“อาเทาอย่าคิดมาก พวกเาาวบ้านอยู่ด้วยกันอย่างสงบ มีอะไรก็ช่วยเหลือกันเห็นคนตกทุกข์ได้ยากมา ไม่ช่วยก็ขาดคุณธรรมเกินไปแล้ว”
“ท่านพ่อขอรับพวกเรากลับไปทำน้ำตาลผักอีกเยอะ ๆวันพรุ่งนี้ที่ท่านปู่ถงเรียกชาวบ้านมาสอบถามถึงการแลกเปลี่ยนแรงงานกับการสอนหนังสือก็ให้ท่านปู่ถงมอบน้ำตาลผักให้กับชาวบ้านไปลองชิมดูด้วยเลยสิขอรับอีกสามวันเมื่อพวกเรามาฟังคำตอบ เราจะได้คำตอบทั้งสองเื่พร้อมกัน”จางอี้ิเมื่อเห็นว่าได้จังหวะจึงรีบแสดงความเห็น
“ิิน้อยช่างฉลาดเสียจริงทำเช่นนั้นก็ดียิ่ง” ซุนถงเอ่ยชม
“ขอบคุณขอรับ”จางอี้ิยิ้มรับหน้าบาน
เมื่อบรรลุความ้าแล้วจางอี้เทากับบุตรชายก็อยู่คุยกับบ้านซุนอีกไม่นานพวกเขาจึงขอตัวกลับเพราะต้องขึ้นูเาไปเก็บต้นหญ้าหวานมาทำน้ำตาลผักเพื่อส่งมอบให้ชาวบ้านในวันพรุ่งนี้อีกจำนวนมาก
เริ่มแล้วสินะ หนทางแห่งความเป็อยู่ที่ดีขึ้น