พูดคุยกันต่อสักพักฮูหยินทั้งสองจึงขอตัวไปทำมื้อเย็นช่วยหลัวผู่เยว่ อี้หย่งหยางเฉินกลับไปสะสางงานต่อ ม่อหวังฟันจ้าวหย่าหวังพูดคุยถามอาการเล็กน้อยก็ขอตัวไปสะสางภาระกิจต่อเช่นกันพร้อมกับลากหลัวเจี้ยนฮ่าวที่กลายเป็เด็กฝึกในสำนักหยางจิ่วไปแล้วไปช่วยงานด้วย ในห้องจึงเหลือเพียงคุณชายใหญ่ตะกูลอี้หย่ง เจิ้งเหยียน เลี่ยงชิง และคนบนเตียง
“พวกเ้ามีอะไรกับข้าอีก?”อันจื่อเทาถามขึ้นเมื่อทุกคนต่างทะยอยออกไปแต่สองคนนี้ยังยืนนิ่งเป็รูปปั้นอยู่ที่เดิม
หลัวเจิ้งเหยียนก้าวเดินไปหาคนบนเตียงเว้นระยะห่างเล็กน้อยพอสื่อสารกันสะดวกในขณะที่อี้หย่งหยางเจี๋ยยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง"สีหน้าเรียบนิ่งไม่ต่างจากเดิมทว่าน้ำเสียงที่ใช้กลับนุ่มทุ้มขึ้นหลายส่วน อันจื่อเทาเลิกคิ้วแปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้
“ปกติดีทุกอย่างแล้ว”แผลแค่นี้ไม่นับเป็อะไร ศีรษะไม่ปวดแล้วจะว่าหายแล้วก็ไม่ผิด
“อืม”…
ต่างคนต่างเงียบเกิดเป็บรรยากาศชวนกระอักกระอวนขึ้นมา อันจื่อเทาไม่คิดใส่ใจเมื่ออีกคนไม่พูดอะไรอีกจึงค่อยๆล้มตัวนอน คิดว่าจะงีบสักหน่อยระหว่างรอกินข้าว
“เอ่อ…”เสียงไม่มั่นใจดังขึ้น อันจื่อเทายกแขนรองศีรษะร้องอืมเบาๆ คนผู้นั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ“ข้ามาขอบคุณเ้าที่ช่วยเหลือครอบครัวข้า แลขออภัยที่ก่อนหน้าข้าเข้าใจเ้าผิด”
“ก่อนหน้าหรือ…”หวนนึกกลับไปนอกจากชวนให้รำคาญก็ไม่ได้ทำให้เขาลำบากอะไรจึงพยักหน้าส่งๆอย่างไม่ถือสา
เจิ้งเหยียนก้าวขึ้นหน้าอีกก้าวเอ่ยขึ้นเบาๆไม่เต็มเสียงเท่าใดนัก“หากเ้าไม่รังเกียจ….”
“หือ?”
“มาทำความรู้จักกันใหม่ เ้าว่าเป็อย่างไร?”
ดวงตาคู่งามหรี่ลง กังขาอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับปิดกั้น ในเมื่อฝ่ายนั้นยื่นไมตรีให้ก่อนก็ไม่มีเหตุผลต้องตัดรอน อย่างไรยังต้องอยู่ไปอีกนานมีมิตรดีกว่ามีศัตรู
“ไม่นับว่าแย่”
“อืม”เจิ้งเหยียนเผยรอยยิ้มบางเบาออกมาก่อนปรายตาไปมองคนที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “หยางเจี๋ย”
เ้าของชื่อมีท่าทีไม่สบอารมณ์เดินมาข้างเตียงแล้วยื่นกล่องเล็กใบหนึ่งให้ “รับไปสิ แต่ข้าไม่ขอโทษเ้าหรอกนะ”
อันจื่อเทามองเลยไปยังใบหน้าบวมปูดเขียวช้ำแล้วเสสายตามองมือตัวเอง “เลี่ยงชิง”
บ่าวน้อยรู้งานรับกล่องใบนั้นมาวางไว้ข้างๆฮูหยินของตน อี้หย่งหยางเจี๋ยหลังจากส่งมอบของแล้วก็ลากสหายของตนออกไปด้วยพร้อมทิ้งคำพูดไว้อีกหนึ่งประโยค
“ใช้ด้วยล่ะจะได้ไม่ทิ้งแผลเป็”
.
.
.
มื้อเย็นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพูดคุย หัวโต๊ะจับจองโดยประมุขสกุลอี้หย่งถัดมาด้านซ้ายเป็จ้าวจินสั่ว ต่อด้วยแขกอย่างเฉินซือเยว่ และหลัวผู่เยว่ อีกฝั่งเป็อี้หย่งหยางเจี๋ย อี้หย่งเพ่ยซานและเขยอย่างหลัวเจิ้งเหยียนตามลำดับ โต๊ะอาหารใหญ่เรียงรายไปด้วยอาหารคาวหวานมากมาย ส่วนมากเป็อาหารโปรดของอี้หย่งเพ่ยซานที่แม่ครัวใหญ่ทั้งสามรังสรรกันสุดฝีมือ
“เพ่ยเอ๋อร์ ทานเยอะๆนะลูก”จ้าวจินสั่วคีบเนื้อตุ๋นสมุนไพรของโปรดลูกเลี้ยงนางให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้าม อันจื่อเทายื่นชามรับกล่าวขอบคุณแล้วยัดเนื้อตุ๋นเข้าปากตามด้วยข้าวคำใหญ่ พาให้คนทำอิ่มอกอิ่มใจไม่น้อย เพ่ยเอ๋อร์ยอมทานอาหารที่ข้าทำนับเป็เื่ดี จ้าวจินสั่วปรีดาเป็นักหนาหันไปคีบกับข้าวให้สามีบ้าง
“เพ่ยเอ๋อร์ เต้าหู้ผัดพริกของโปรดเ้า ท่านแม่ลงมือทำกับมือเลยนะ”หลัวผู่เยว่เห็นว่าอาหารจานโปรดน้องสะใภ้อยู่ไกลจึงเอ่ยขึ้นแล้วเลื่อนจานเต้าหู้ผัดพริกไปให้ อันจื่อเทาชอบเต้าหู้ผัดพริกของผู่เยว่มากไม่พลาดแน่นอน ทว่าแม้จะเลื่อนมาใกล้ขึ้นแขนก็ยังยื่นถึงได้แค่ิ่เหม่
ท่าทางทุลักทุเลชวนให้คนข้างกายนึกขันจึงคีบไปวางในชามข้าวให้ อันจื่อเทามองตามคิดว่านี่คงเป็การแสดงความจริงใจตามที่บอกกับตนไว้ก่อนหน้าจึงคีบกับข้าวใกล้มือคืนให้
ขณะกำลังจะกินข้าวในชามต่อเต้าหู้ชิ้นดังกล่าวพลันถูกฉกไปซึ่งๆหน้าด้วยฝีมือพี่ชายเ้าของร่าง“เ้าไม่กินเผ็ดไม่ใช่รึ?”
“…." กินไม่กินใช่เ้าจะมาฉวยตามใจชอบหรือ สายตาเ็าประหนึ่งออกเสียงได้ อี้หย่งหยางเจี๋ยกลืนสิ่งที่พึ่งฉกจากชามผู้อื่นลงท้องก่อนคีบเนื้อตุ๋นคืนเขาไป
อันจื่อเทาหันไปสะกิดเจิ้งเหยียนให้ยกจานเต้าหู้ผัดพริกให้หน่อย หลังจากได้มาแล้วเขาคีบแต่พริกใส่ไปในชามพี่ชาย เลื่อนจานตุ๋นแสนเลียนออกไปห่างๆวางแทนที่ด้วยจานโปรดในมือ
อี้หย่งหยางเฉินนั่งมองั้แ่ต้นจนจบหัวเราะออกมาเสียงดัง คนที่เหลือจึงปิดปากหัวเราะตามอย่างห้ามไม่อยู่
“อย่าให้เหลือนะเจี๋ยเอ๋อร์ น้องอุตส่าห์คีบให้”
คุณชายใหญ่สกุลอี้หย่งไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ได้แต่กล่ำกลืนรับคำมารดากินข้าวกับพริกต่ออย่างจำยอม
“เพ่ยเอ๋อร์ทานเผ็ดได้แล้วหรือ?”หัวเราะจนพอใจประมุขของบ้านเอ่ยถามขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าเพ่ยเอ๋อร์โปรดอาหารรสอ่อนไม่ทานรสจัดหรือ อย่าว่าแต่รสเผ็ดเลยเค็มเกินไปเ้าตัวก็ไม่กินนี่นา
“ลองทานดูพบว่าใช้ได้ทีเดียว"อันจื่อเทานิ่งเฉยไม่แตกตื่นแม้จะรู้ว่าโป๊ะไปอีกเื่แล้วก็ตาม "พี่สาวรสมือดีไม่ว่าใครได้ลิ้มลองย่อมต้องติดใจ ให้กลับไปกินรสชาติเดิมๆก็ไม่ถูกปากแล้ว”
ไม่ได้โป้ปดหรือเยินยอเกินจริง ฝีมือทำอาหารหลัวผู่เยว่แม้จะเป็เมนูบ้านๆแต่รสชาติคนละเื่ ดูจากเ้าสองหวังนั่นสิว่างเป็ไม่ได้หาเื่มากินข้าวบ้านผู้อื่นตลอด
คนถูกกล่าวถึงยิ้มเขินอาย อ้อมแอ้มบอกว่าน้องสะใภ้ชมเกินไปแล้ว เฉินซือเยว่ยิ้มจนดวงตาหยีโค้งรู้สึกมีเื่มากมายให้ได้เล่าไม่ขาดปาก หลักๆคงเป็เื่ความอยู่ง่ายกินง่ายของเพ่ยเอ๋อร์ นอกจากนี้ยังเป็กันเองช่วยครอบครัวนางสาระพัด กล่าวถึงตรงนี้เฉินซือเยว่ก็อิ่มเอมจนไม่ต้องทานอะไรแล้ว
บนโต๊ะเต็มไปด้วยความชื่นมื่นมีบทสนทาให้ได้ถกไม่ขาดปาก จ้าวจินสั่วแลเ้าบ้านตะกูลอี้หย่งฟังด้วยสีหน้าประหลาด ไม่แน่ใจเล็กน้อยที่ฟังอยู่ใช่กล่าวถึงลูกชายคนเล็กของตนแน่หรือ ทว่าก็มีความยินดีอยู่ไม่น้อย เป็ความรู้สึกที่ค่อนข้างซับซ้อน จะตอบโต้ยังไงก็รู้สึกไม่ถูกต้องไปเสียหมด
เอาเถอะลูกเป็ที่รักของผู้คนบิดามารดาย่อมยินดีและภูมิใจ
เมื่อของคาวผ่านไปของหวานก็ตาม รังนกต้มน้ำตาลชามใหญ่ทำอันจื่อเทาเบ้หน้ารู้สึกเข็ดฟันขึ้นมาทั้งที่ยังไม่ลงมือกิน
“มิชอบของหวานหรือ?”หลัวเจิ้งเหยียนเห็นท่าทีคนข้างกายแปลกไปจึงกระซิบถาม
“อือ”คนถูกถามพยักหน้ารับตามจริง ใช่ว่าจะไม่ทานซะทีเดียว เขากินง่ายก็จริงแต่รังนกชิ้นใหญ่เคลือบน้ำตาลเข้มข้นขนาดนี้เลี่ยงได้ก็ขอเลี่ยงดีกว่า
“มิใช่ของโปรดเ้าหรอกรึ”เสียงจากข้างกายอีกข้างแทรกขึ้นราวกับกลัวคนอื่นจะได้ยินไม่ชัดทุกคำ อันจื่อเทาคิ้วกระตุกเริ่มไม่ถูกชะตากับพี่ใหญ่ขึ้นมาแล้ว
อันจื่อเทาไม่สนใจพี่ใหญ่ ตักรังนกต้มน้ำตาลเข้าปากด้วยสีหน้าไม่แสดงถึงริ้วอารมณ์ใด อี้หย่งเพ่ยซานคนเดิมชอบอะไรบ้างเขาไม่รู้ จะเอ่ยมากความก็ใช่เื่รังแต่จะทำให้มีคำถามมาให้ต้องตอบไม่จบสิ้นสู้กินให้มันจบๆไปอย่าให้มีคำถามใดตามมาจะดีกว่า
แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นความหวานของรังนกทำเอากลืนไม่ลงจริงๆ อันจื่อเทาเหลือบตามองพี่ใหญ่ ตรงหน้าไม่มีของหวานเหมือนคนอื่นๆ มีแค่ชาหนึ่งกาที่เ้าตัวให้คนเอามาให้ดื่มแก้เผ็ด ความคิดหนึ่งวาบผ่านต่อมาชามรังนกต้มน้ำตาลหวานบาดจิตถูกเลื่อนไปตรงหน้าคุณชายใหญ่สกุลอี้หย่ง
“เห็นพี่ใหญ่ปากปวมอย่างกับถูกผึ้งต่อยเดาว่าคงแสบไม่น้อย กินรังนกแก้เผ็ดสักหน่อยอาจช่วยบรรเทาลงได้”
อี้หย่งหยางเจี๋ยหน้าสลับสีไปมาน่าดูชมนัก อันจื่อเทาดื่มชาล้างปากทำราวกับว่าไม่มีีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ไม่จำเป็ต้องยกของตัวเองให้พี่เ้าก็ได้ ให้คนเอามาให้ใหม่ก็ใช้ได้แล้ว”เ้าสำนักยิ้มอ่อนโยน เห็นพี่น้องกลมเกลียวคนเป็พ่อสุขใจยิ่งนัก
“นั่นสิจ้ะ เพ่ยเอ๋อร์ชอบรังนกต้มน้ำตาลมาก ให้พี่เขาไปแล้วเ้าจะกินอะไรทีนี้”
“ไม่เป็ไรขอรับ กินข้าวอิ่มเกินไปด้วยหากทานของหวานอีกคงยัดไม่ลงแล้ว”
“เป็เช่นนี้เองหรือ เอาเถอะอิ่มมากเกินจะปวดท้องเอาได้”จ้าวจินสั่วสีหน้าหมองลงเขี่ยของหวานในชามของตนไปมา “เจี๋ยเอ๋อร์ น้องอุตส่าห์ยกของโปรดให้ กินให้หมดนะอย่าให้น้องเ้าเสียน้ำใจเชียว”
อี้หย่งหยางเจี๋ยตั้งใจจะกินแค่ไม่กี่คำพอให้เห็นว่ากิน เมื่อถูกมารดาดักทางพลันมีสีหน้าไม่น่าดูยิ่งกว่าตอนกินข้าวกับพริกเสียอีก
มื้ออาหารจบลงทุกคนก็แยกย้าย หลัวเจิ้งเหยียนพร้อมด้วยครอบครัวจึงขอตัวกลับ ยามนี้ปลายยามซวีแล้วเลยเวลาที่แจ้งกับเรือนใหญ่ไปมากโข หากไปช้ากว่านี้เป็ไปได้มากที่ประตูใหญ่จะปิดก่อน เฉินซือเยว่พร้อมด้วยบุตรสาวและสะใภ้ตามติดมาด้วยบ่าวน้อยโดยสารรถม้าของตะกูลอี้หย่งมีบุตรชายทั้งสองอย่างหลัวเจิ้งเหยียนและหลัวเจี้ยนฮ่าวควบม้าขนาบข้าง
โชคดีเมื่อมาถึงหน้าจวนตะกูลหลัวประตูหน้ายังมิได้ปิดดีจึงสามารถผ่านเข้าไปได้ หลัวเจิ้งเหยียนหันไปกล่าวกับคนขับรถม้าพร้อมยื่นสินน้ำใจให้เล็กน้อยแล้วหันกลับพาครอบครัวไปยังเรือนท้ายจวน เหมือนจะเป็วันดีครอบครัวกลับมาพร้อมหน้า พูดคุยเฮฮายามเดินกลับเรือน ทว่าเมื่อมาถึงเรือนกลับพบบุคคลไม่คาดฝันนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
หลัวเหม่ยหลินฮูหยินเอกตระกูลหลัวนั่งหลังเหยียดตรงบนตั่งหน้าเรือน ข้างกันคือหลี่ซูเซียนที่มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก สาวใช้คนหนึ่งกางร่มกันหมอกอีกคนพัดไล่ยุ่ง ยังมีคุกเข่ารอคำสั่งบนพื้นกว่าสิบคน
“ข้าคงละหลวมเกินไปพวกเ้าถึงไม่เคารพกฏเกณฑ์”
********************************