บทที่ 30 โทสะที่ไร้ที่มา
ดูแล้วทั้งบ้านนี้ คงมีเพียงหนิงเซวียนเท่านั้นที่ยังมีความเป็พี่ชายอยู่บ้าง หนิงลั่วนึกถึงเื่ที่อีกฝ่ายเคยช่วยนางไว้ก่อนหน้านี้ จึงเชิญเขาเข้ามานั่ง “ในห้องค่อนข้างรก ข้ากำลังทำอาหารอยู่ หากท่านไม่รังเกียจ ก็นั่งตามสบายเถิด”
“ไม่รังเกียจหรอก ข้ากลับรู้สึกว่าสถานที่เช่นนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่น เหมือนเป็บ้านจริงๆ” หนิงเซวียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ลึกๆ ในใจเขาอดคิดไม่ได้ว่าหากหนิงลั่วเป็น้องสาวแท้ๆ ของตนเองก็คงดี แต่ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา
“จริงหรือ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น” หนิงลั่วเอ่ย
เนื้อหมูในกระทะถูกเคี่ยวจนได้ที่ ถึงเวลาต้องเติมเครื่องปรุงแล้ว หนิงลั่วรีบหยิบเกาลัดที่ลอกเปลือกแล้วลงไป
“ว่าแต่ วันนี้เหตุใดท่านถึงกลับบ้านล่ะ” ขณะที่ถามหนิงลั่วก็เหลือบมองลูกพี่ลูกน้องคนนี้ไปด้วย
“อืม ใกล้จะสอบแล้ว ที่สำนักศึกษาไม่มีการเรียนการสอนมากนัก อาจารย์จึงให้พวกเราจัดเวลาเองได้ตามสะดวก” หนิงเซวียนตอบ
ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ หนิงลั่วพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นก็ถามไถ่ถึงเนื้อหาวิชาที่พวกเขาศึกษากัน หนิงเซวียนก็ตอบไปตามตรง
หนิงเซวียนเข้าใจไปว่าหนิงลั่วกำลังใส่ใจเื่การศึกษาของเขา หัวใจพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จึงอดไม่ได้ที่จะหาเื่สนทนาต่อ “ข้าได้ยินมาว่าเ้าก็อ่านหนังสือที่บ้าน เรียนรู้ตัวอักษร หากมีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจ ข้าผู้นี้อาจไม่ได้เก่งกาจนัก แต่ก็พอจะแนะนำเ้าได้บ้าง”
“พี่เซวียนล้อเล่นแล้ว ข้ามิได้คิดจะสอบเป็บัณฑิตหญิงเสียหน่อย จะเรียนรู้ไปทำไมกัน อย่างมากก็แค่รู้ตัวอักษรเพิ่มขึ้นไม่กี่ตัวเท่านั้น” หนิงลั่วเอ่ย
“น้องลั่ว เ้าพูดผิดไปแล้ว คำกล่าวที่ว่าสตรีไร้ความสามารถนับว่าดีนั้นผิด อาจารย์ที่สำนักศึกษาสอนพวกเราเช่นนั้น ในหมู่สตรีก็มีวีรสตรีผู้กล้าหาญไม่น้อย เช่น จักรพรรดินีบูเช็กเทียน นางไม่มีทั้งอำนาจหนุนหลัง ไม่มีเส้นสาย ทว่าทุกย่างก้าวที่ก้าวเดินกลับสามารถเดินได้อย่างมั่นคง จนกระทั่งขึ้นครองบัลลังก์เป็จักรพรรดินีได้ จะไม่เรียกว่านางมีสติปัญญาเป็เลิศได้อย่างไร หรืออย่างโต้วไทเฮาผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมและสติปัญญา จากสตรีบ้านยากจนคนหนึ่ง นางมีชีวิตอยู่ถึงห้าแผ่นดิน และยังสามารถช่วยเหลือฮ่องเต้ฮั่นอู่ให้ปกครองใต้หล้า รวมแผ่นดินเป็ปึกแผ่น นับเป็แบบอย่างของวีรสตรีอย่างแท้จริง...”
หนิงลั่วไม่คิดว่าหนิงเซวียนจะกล่าวไปไกลถึงเพียงนี้ จึงอดหัวเราะไม่ได้ “ฮ่าๆ! พี่เซวียน ท่านชมข้าเกินไปแล้ว ข้าเป็เพียงเด็กสาวจากครอบครัวชาวนา จะกล้าไปเทียบกับผู้ยิ่งใหญ่เ่าั้ได้อย่างไร ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดี ดูแลพี่สาวและน้องชายไม่ให้พวกนางต้องทนหนาวทนหิว แค่นั้นข้าก็พอใจแล้ว”
ที่ถามถึงเื่การเรียนของหนิงเซวียน แท้จริงแล้วก็เพียงอยากรู้ว่าตนจะสามารถช่วยเหลือเขาได้หรือไม่ เพราะเมื่อสองวันก่อน เขาก็เพิ่งช่วยเหลือนางไว้ นางเป็คนรู้คุณคน ไม่อยากติดค้างบุญคุณใคร
“เอาละ เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ต้องพูดเื่นี้แล้ว” หนิงเซวียนเบือนสายตาไปทางอื่น พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับกรงหนูที่อยู่ในห้อง แต่ก็ไม่ได้ใมากนัก คงเพราะเริ่มชินกับความแปลกประหลาดของหนิงลั่วแล้วกระมัง นางมักทำสิ่งที่ไม่เหมือนใคร และมักสร้างความประหลาดใจให้ผู้คนเสมอ เขาจึงเพียงยิ้ม เอ่ยถามว่า “น้องลั่ว ทำไมถึงมีหนูอยู่ในนี้ล่ะ ยังขังไว้ในกรงเช่นนี้อีกด้วย มีความหมายพิเศษอะไรหรือไม่”
“นี่คือตัวอ้น ข้าเลี้ยงไว้กินเอง” หนิงลั่วตอบ
“หืม?! ตัวอ้นพวกนี้กินได้ด้วยหรือ” แม้ว่าหนิงเซวียนจะเป็คนที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีเยี่ยม แต่ครั้นเมื่อได้ยินคำพูดของหนิงลั่ว เขาก็อดแสดงอาการใออกมาไม่ได้
“ใช่แล้ว พี่เซวียน ตอนกลางวันท่านอยากจะลองชิมดูสักหน่อยหรือไม่” หนิงลั่วถาม
หนิงเซวียนได้ยินว่าต้องกินตัวอ้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่ายังคงตอบกลับอย่างสุภาพ “ตัวอ้น...ข้าคงไม่กล้าลอง แต่อาหารอย่างอื่นที่เ้าทำ ข้ากลับอยากลองชิมดูสักหน่อย”
หนิงเซวียนมาที่นี่ได้สักพักแล้ว เห็นหนิงลั่วยุ่งวุ่นวายไม่ต่างจากผีเสื้อที่บินวนไปมา และยังเห็นว่ามีอาหารอื่นๆ อยู่ไม่น้อย อีกทั้งกลิ่นหอมหวนของอาหารเ่าั้ก็ยั่วน้ำลายเป็อย่างยิ่ง จึงอดไม่ได้ที่จะอยากอยู่กินข้าวที่นี่สักมื้อ
“ได้สิ แต่ท่านต้องรอสักครู่ ข้ายังมีอีกหลายอย่างที่ยังเตรียมไม่เสร็จ” หนิงลั่วเอ่ย
“เช่นนั้นข้าจะช่วยดูไฟให้” หนิงเซวียนกล่าว
หนิงลั่วไม่คิดว่าหนิงเซวียนจะเสนอตัวช่วย นางหัวเราะพลางกล่าว “ดูไฟ? ไม่ต้องหรอก ท่านนั่งรอเฉยๆ ก็พอ ข้าไม่กล้ารบกวนหรอก หากเผลอทำชุดใหม่ของท่านเปื้อนเข้า มารดาท่านคงไม่ปล่อยข้าไว้แน่”
ตอนที่หนิงลั่วปฏิเสธ สายตาของหนิงเซวียนดูหม่นหมองลงเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมา สีหน้าของเขาก็กลับมายินดีอีกครั้ง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏที่มุมปาก ชายหนุ่มในชุดยาวสีน้ำเงินยิ่งดูสง่างามและสุภาพเรียบร้อย “ได้สิ เห็นเ้าทำอาหาร ข้าว่าจะต้องอร่อยแน่ น่าเสียดายที่วันนี้ไม่มีวาสนาได้ลิ้มลอง”
หลังจากส่งหนิงเซวียนกลับไปแล้ว หนิงลั่วก็เดินกลับเข้าไปในครัวเล็ก แต่ทันทีที่เห็นสีหน้าของพี่รอง นางก็รู้สึกแปลกใจ เพราะสีหน้าของหนิงเวยขมวดมุ่นจนดูคล้ายเมฆครึ้มพร้อมจะเกิดพายุ จึงยิ่งสงสัย พี่รองของนางไม่เคยแสดงท่าทีเช่นนี้แม้แต่กับย่าหนิงและเฉินซื่อ เหตุใดจึงทำสีหน้าเช่นนี้กับหนิงเซวียน
“พี่รอง ท่านเป็อะไรไป พี่เซวียนกับคนพวกนั้นแตกต่างกัน เขาเคยช่วยข้าไว้ ทั้งยังช่วยพูดแทนพวกเราอีก วันนี้พอรู้ว่าพวกเราแยกบ้านแล้ว เขาก็รีบมาถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง” หนิงลั่วเอ่ยกับพี่สาว
“เ้าคิดว่าเขาเป็คนดีหรือ หรือว่าเ้าเริ่มรู้สึกชอบเขาแล้ว” หนิงเวยมองลึกเข้าไปในดวงตาของน้องสาว ั์ตาของนางเริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ
“พี่รอง ท่านพูดอะไรเช่นนั้น! เขาเป็พี่ชายของพวกเรา แค่นั้นก็พอแล้ว” หนิงลั่วเอ่ย
“พอเถอะ อย่าพูดเื่นี้อีกเลย คิดเสียว่าพวกเราไม่เคยพบเขาในวันนี้ก็แล้วกัน จากนี้ไปอย่าได้ติดต่อกับเขาอีก” หนิงเวยกล่าว
“พี่รอง ท่านเป็อะไรกันแน่” หนิงลั่วไม่เข้าใจ
“ข้ารู้สึกเหนื่อย ขอกลับไปพักผ่อนสักครู่” หนิงเวยกล่าวจบ ก็ไม่อยู่ในครัวต่อ นางรีบเดินกลับเข้าห้องไปทันที
เดิมทีหนิงเวยอารมณ์ดีไม่น้อย อาสะใภ้หวังเอ่ยชมลวดลายปักที่หนิงลั่วเป็คนวาดไม่หยุด บอกว่าจะนำไปให้เ้านายดู หากได้รับความเห็นชอบ ครั้งหน้าจะใช้ลวดลายนี้ในการปักผ้า แต่ใครจะคาดคิดว่า พอกลับมาถึงบ้าน กลับเห็นหนิงเซวียนอยู่ที่นี่ ซ้ำน้องสาวยังดูสนิทสนมกับเขามากด้วย
เมื่อนึกถึงเื่ที่พี่ใหญ่ถูกขายไปเป็สาวใช้ ก็เพราะเฉินซื่อยุยงย่าหนิง หากไม่ใช่เพราะต้องจ่ายเงินค่าเล่าเรียนของหนิงเซวียนในแต่ละเดือน พี่ใหญ่ก็คงไม่ต้องมีชะตากรรมเช่นนั้น เมื่อคิดว่าพวกตนแยกบ้านออกมาแล้ว แม้จะรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง แต่พี่ใหญ่ยังคงต้องทนทุกข์ทรมาน หัวใจของหนิงเวยก็พลันอึดอัดยากจะระบาย
ยิ่งเห็นท่าทีของหนิงลั่วที่มีต่อหนิงเซวียน หนิงเวยเองก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใด ไฟโทสะพลันปะทุขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุม
“พี่ใหญ่ ตอนนี้ท่านเป็อย่างไรบ้าง” หนิงเวยอยากไปดูพี่ใหญ่ที่ตัวเมือง แต่เงินติดตัวพวกนางมีเพียงยี่สิบกว่าเหวินเท่านั้น อีกทั้งหากแสดงท่าทีผิดปกติออกไป อาจทำให้หนิงลั่วสงสัยได้ ด้วยเหตุนี้ นางจึงทำได้เพียงเก็บความคับข้องใจไว้ในใจ ปิดประตูขังตัวเองอยู่ในห้องเพียงลำพัง
เหมือนว่าเสียงทะเลาะกันของสองพี่สาวจะปลุกหนิงเสี่ยงเสี่ยงตื่นแล้ว เขายังคงมีท่าทีงัวเงีย ดวงตากลมโตใสซื่อกะพริบมองไปมาระหว่างพี่สาวทั้งสอง เขามองสลับจากหนิงลั่วไปยังหนิงเวย และจากหนิงเวยกลับมาที่หนิงลั่วอีกครั้ง “พี่รอง พี่สาม พวกเ้าเป็อะไรไปกันแน่ ไม่ใช่ว่าหลังจากแยกบ้านแล้ว พวกเราจะเป็ครอบครัวเดียวกัน และจะไม่ทะเลาะกันอีกหรือ แล้วเหตุใดจึงเป็เช่นนี้ล่ะ”
“ขอโทษนะเสี่ยงเสี่ยง น้องสาม นี่เป็ความผิดของข้าเอง ข้าจะไปสงบสติอารมณ์สักหน่อย พวกเ้าไปกันก่อนเถิด” หนิงเวยกล่าว
เมื่อหนิงเวยเข้าห้องไปและปิดประตูแน่น หนิงลั่วยังคงยืนงุนงง นางคิดไม่ตกว่าหนิงเซวียนทำสิ่งใดที่ให้อภัยไม่ได้กันแน่ ถึงทำให้พี่รองแสดงออกเช่นนี้
แต่หากเป็เื่ที่คิดไม่ออก หนิงลั่วก็ไม่คิดจะเสียเวลาให้เปลืองสมอง นางไม่อยากปวดหัวโดยใช่เหตุ จึงตัดสินใจหันไปตั้งใจทำอาหารแทน
ตอนนี้ยังไม่ได้กินเยื่อไผ่ที่เก็บมา แต่ก็เก็บรักษาไว้อย่างดี
อาหารจานเด่นของวันนี้คือหมูเกาลัด หัวใจและปอดหมู รวมถึงตัวอ้น ส่วนขนม วันนี้ไม่ได้ใช้ผักป่าเหมือนเช่นทุกวัน แต่ใช้ซานเย่าแทน
หมูเกาลัดที่เคี่ยวจนได้ที่แล้ว อีกสักครู่ก็นำไปวางในหม้อแล้วนึ่งต่ออีกครั้ง เพื่อให้เกาลัดและเนื้อเปื่อยยุ่ยได้ที่ หากเคี่ยวได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพียงกัดเข้าไปคำเดียว เนื้อหมูอบจะติดฟันเล็กน้อย นั่นจึงจะเรียกได้ว่าเป็รสััที่ยอดเยี่ยมที่สุด
การปรุงหัวใจและปอดหมูนั้นไม่ใช่เื่ยาก แต่ส่วนสำคัญของขั้นตอนการปรุงอยู่ที่การทำความสะอาด เพราะภายในหัวใจและปอดเต็มไปด้วยเส้นเื ซึ่งในเส้นเืเหล่านี้มักมีเืคั่งหลงเหลืออยู่ เืที่คั่งอยู่นี้ต้องกำจัดออกให้หมด และต้องล้างให้สะอาดอย่างพิถีพิถัน
หากไม่ทำความสะอาดให้ดี นอกจากจะส่งผลต่อรสชาติแล้ว ยังทำให้รูปลักษณ์ของอาหารไม่น่ากินอีกด้วย หาก้าทำอาหารให้อร่อย มิใช่เพียงแค่รสชาติเท่านั้น แต่ต้องให้ครบทั้งสีสัน กลิ่นหอม และรสชาติ จึงจะเรียกได้ว่าเป็อาหารของยอดฝีมือ
เมื่อทำความสะอาดหัวใจและปอดหมูจนสะอาดหมดจดแล้ว ต้องแน่ใจว่าไม่มีเืตกค้าง จากนั้นจึงนำมาหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปลวกน้ำร้อนเพื่อกำจัดกลิ่นสาบ
เมื่อกลิ่นสาบถูกขจัดออกไป ก็เติมน้ำ ใส่ต้นหอม ขิง กระเทียม และเครื่องปรุงต่างๆ แล้วเริ่มเคี่ยวได้ เมื่อน้ำในหม้อเดือด จะเกิดฟองสีขาวลอยขึ้นมา ต้องคอยช้อนฟองออก จากนั้นเติมน้ำสะอาดลงไปแล้วเคี่ยวต่อ จนกระทั่งน้ำเดือดอีกครั้ง จึงใส่สุราหมักและเกลือลงไป
หากไม่ชอบเผ็ดก็ไม่ต้องใส่พริก แต่หากเป็ผู้ที่ชอบรสจัด อาจเติมพริกแห้งลงไปเคี่ยวพร้อมกับหัวใจและปอดหมู เคี่ยวด้วยไฟอ่อนอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลิ่นหอมของเนื้อแพร่กระจายไปทั่ว จากนั้นจึงใส่ต้นกระเทียมเพิ่มเข้าไป หรือหาก้ารสอร่อยกลมกล่อมก็สามารถเติมผงชูรสลงไปได้
แต่ที่นี่ไม่มีผงชูรส หนิงลั่วจึงใช้เพียงน้ำมันหมูที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จใหม่ๆ แทน
เนื้อหมูแท้จริงแล้วมิใช่เพียงแค่ไขมัน แต่ยังเป็ตัวช่วยชูรสอีกด้วย ตัวอย่างเช่น หากใส่น้ำมันหมูลงไปครึ่งช้อนก่อนตักอาหารออกจากกระทะ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความหอมของอาหาร ยังช่วยให้สีสันและรสััของอาหารดีขึ้นอีกด้วย
เมื่อเติมน้ำมันหมูลงไปแล้วให้เคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อน จนกระทั่งเนื้อเปื่อยจนสามารถใช้ตะเกียบจิ้มแล้วทะลุได้ง่าย นั่นแสดงว่าเนื้อเปื่อยได้ที่แล้ว สามารถปิดไฟได้ หรือจะใช้ไฟอ่อนเคี่ยวต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะนำอาหารขึ้นโต๊ะ
การรักษาอุณหภูมิของอาหารให้ร้อนอยู่เสมอ จะช่วยคงความสดใหม่ของอาหารและกระตุ้นความอยากอาหารของผู้คน หากไม่สามารถเคี่ยวต่อได้ตลอดเวลา อาจตักใส่หม้อพักไว้ข้างเตา แล้วนำกลับไปอุ่นใหม่เมื่อใกล้ถึงเวลากินข้าว