ลิขิตหงสาเหนือปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 60 เสี้ยมคนให้วางยา

            เขาเอามือวางเท้าศีรษะมองดูกระดาษแผ่นนั้นอย่างครุ่นคิดการกระทำเช่นนี้ดูเหมือนว่าจะออกมาจากมือของจวินหวงจริงๆคนที่คุ้นเคยกับความสงบเยือกเย็นอย่างนางบางคราก็ไม่ชอบใช้คำพูดฟุ่มเฟือยแม้เพียงตัวอักษรเดียว

            เมื่อย่างเข้าสู่ยามราตรีหนานสวินรีบไปยังเรือนข้างของจวินหวงอย่างรวดเร็วกลับพบว่าในจวนเฉินอ๋องไม่ค่อยมีการวางยามรักษาการณ์เท่าใดนักปกติจะมีคนเฝ้าในทุกๆ จุด แต่วันนี้จู่ๆ คนก็น้อยลงไปถนัดตาหนานสวินจับสังเกตถึงความผิดปกติได้ แต่เขาก็ไม่ได้หยุดหรือชะลอลง

            เมื่อมาถึงเรือนข้างเขาสังเกตเห็นคนผู้หนึ่งที่ด้านหลังของภูเขาหินจำลองที่อยู่ไม่ไกลดวงตาพลันดำมืดลงในฉับพลัน ระหว่างที่กำลังจะเข้าไปในเรือนข้างบังเอิญเห็นจวินหวงที่รอเขาอยู่พอดี จึงค่อยวางใจลงมาได้

            แต่จวินหวงก็ขมวดคิ้วถามขึ้นทันที โดยไม่รอให้หนานสวินเอ่ยปาก"แท้จริงแล้วมีเรื่องอันใดหรือ? จวนอ๋องไม่ปลอดภัยมีเรื่องอันใดไยจึงคุยกันข้างนอกไม่ได้?"

            หนานสวินฟังแล้วก็หน้าถอดสี เขาเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างรวดเร็วก้มตัวลงมาใกล้ๆ จวินหวงแล้วกระซิบบอก "เรื่องนี้เกรงว่าจะเป็นอุบายพวกเราเข้าไปข้างในก่อน" พูดจบเขาก็ดึงจวินหวงเข้าไปในห้องนอน

            หนานกู่เยว่เห็นพวกเขาเข้าไปในห้องแล้วก็วิ่งเข้าไปที่เรือนเกาะอยู่ที่กรอบหน้าต่างด้านข้างแอบฟังคนข้างในคุยกัน

            จวินหวงยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจึงคิดจะอ้าปากถามแต่ถูกหนานสวินเอื้อมมือมาปิดปากไว้ทัน แล้วชี้ไปที่เงาดำที่หน้าต่างด้านข้างไม่กล่าวอันใดแม้แต่คำเดียว แต่จวินหวงก็พอเข้าใจคร่าวๆ ถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว

            "หวางเหย่มาที่นี่มีธุระอะไรหรือ?" จวินหวงรู้ว่าในเวลานี้พวกเขาจะเงียบไม่ได้จึงเอ่ยปากถามเบาๆ

            "ที่คุณชายได้รับบาดเจ็บเมื่อสองวันก่อน ข้ารู้สึกกังวลไม่รู้ว่าอาการดีขึ้นหรือยัง ก็เลยแวะมาเยี่ยม"หนานสวินตามอย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่ แต่สายตากลับจับอยู่ที่คนนอกหน้าต่างตลอดเวลาคอยดูท่าทีของคนผู้นั้นอยู่เงียบๆ

            และในขณะนั้นเอง จู่ๆ เสียงของเว่ยหลานอิ๋งก็ดังลอยมา "ฝ่าพระบาทข้าเห็นจริงๆ ว่ามีคนบุกเข้าไปในที่พักของคุณชายคิดอยู่ว่าหากเป็นคนมีวัตถุประสงค์ไม่ดีซ่อนเร้นก็จะแย่ จึงให้คนล้อมเรือนข้างไว้แล้วรอให้ฝ่าพระบาทมาตัดสินพระทัยอีกที"

            จวินหวง หนานสวินและหนานกู่เยว่ที่อยู่ในเรือนทั้งสามคนต่างมีท่าทางตื่นตระหนกหนานกู่เยว่ไม่คิดว่าฉีเฉินและเว่ยหลานอิ๋งจะมาเร็วขนาดนี้นางขบกรามแล้วตบเท้าเดินออกไปก่อน

            "กู่เยว่คารวะฝ่าพระบาท" หนานกู่เยว่ยอบกายเล็กน้อยรั้งพวกเขาไว้ที่ประตู

            ฉีเฉินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "กู่เยว่ ไยเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?"

            "ข้า..." ไม่รอให้หนานกู่เยว่พูดจบจวินหวงก็เปิดประตูห้องนอนออก แล้วนางกับหนานสวินค่อยๆ เดินออกมาเว่ยหลานอิ๋งเห็นดังนั้นสีหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจขึ้นมาแวบหนึ่งรอดูว่าจวินหวงถูกฉีเฉินขับออกจากจวนเฉินอ๋องอย่างไร

            ฉีเฉินยิ่งเห็นหนานสวินหัวคิ้วของเขาก็ยิ่งขึงเครียดราวกับว่าอากาศได้หยุดหมุนเวียนลงไปชั่วระยะเวลาหนึ่งอย่างนั้น

            เดิมทีคิดจะให้หนานสวินหลบซ่อนตัว แต่พวกเขาต่างรู้ดีหากไม่มีใครเห็นหนานสวิน พวกเขาก็จะให้คนมาค้นห้อง หากพบตัวหนานสวินในเวลานั้นก็จะยิ่งแก้ตัวไม่ขึ้น

            ในขณะที่จวินหวงกำลังคิดจะหาข้อแก้ตัว หนานกู่เยว่ก็หายใจลึกๆเฮือกหนึ่งแล้วยิ้มอ่อนๆ "ข้าเป็นผู้ให้คุณชายตามท่านหนานสวินอ๋องมาเองแหละ"พูดจบนางก็หลุบตาลง

            "เชิญมาทำไมหรือ?"

            "ช่วงนี้กู่เยว่รู้สึกอ่อนเพลีย กังวลว่าจะเกิดความผิดปกติอะไรกับลูกได้ยินมาว่าท่านหนานสวินอ๋องขึ้นเหนือล่องใต้เดินทางมาไม่น้อยตลอดหลายปีไม่แน่ว่าอาจจะมีวิธีการดีๆ อะไร จึงไหว้วานให้คุณชายช่วยตามท่านหนานสวินอ๋องมาที่นี่"         

            ฉีเฉินรู้ว่าตั้งแต่หลังจากที่หนานกู่เยว่ตั้งครรภ์ กลางคืนมักจะหลับยากนอนพลิกไปพลิกมาทั้งคืน ทั้งไม่กล้ากินยาส่งเดชเพราะกลัวว่าจะกระทบกระเทือนถึงบุตรในครรภ์เขาก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองหนานสวิน กล่าวว่า         

            "แล้วหวางเหย่มีแนวทางดีๆ บ้างหรือไม่?"

            "ย่อมมีแน่นอน เมื่อครู่หวางเหย่ได้บอกเทียบยากับผู้น้อยแล้วเดี๋ยวว่างๆ ผู้น้อยจะคัดลอกออกมา" จวินหวงชิงพูดขึ้นมาก่อน         

            ฉีเฉินพยักหน้า หนานกู่เยว่แสร้งทำเป็นง่วงนอน ฉีเฉินจึงไม่กล่าวอะไรอีกเพียงแค่สั่งให้องครักษ์ที่ล้อมอยู่เรือนข้างแยกย้ายกันไปแล้วประคองหนานกู่เยว่ออกไปทิ้งให้เว่ยหลานอิ๋งยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแทบอยากจะฆ่าหนานกู่เยว่ให้ตายด้วยมือของตนเอง

            หลังจากส่งหนานสวินแล้ว ตอนที่จวินหวงกลับไปเรือนข้างก็เห็นเว่ยหลานอิ๋งยืนอยู่ที่ประตู เห็นได้ชัดว่ากำลังรอนางอยู่ นางเบ้ปากรู้สึกเพียงว่าเว่ยหลานอิ๋งน่ารำคาญมากเหมือนผีร้ายที่คอยตามรังควาญไม่เลิกแต่ก็ไม่สามารถละเลยธรรมเนียม จึงต้องเข้าไปประสานมือคำนับและกล่าวทักทาย

            "ฮึ! เฟิงไป๋อวี้ เจ้าเก็บความเสแสร้งของตนเองกลับไปเสียอย่านึกว่าเรื่องนี้แค่นี้ก็จบ วันนี้นับว่าเจ้าโชคดีแต่คราวหน้าเจ้าไม่โชคดีแบบนี้แน่"

            จวินหวงได้ยินแบบนี้ก็อดถอนใจไม่ได้"จำเป็นด้วยหรือที่ฟูเหรินต้องกระทำเช่นนี้? ผู้น้อยมั่นใจว่าตนเองไม่เคยล่วงเกินฟูเหรินแล้วไยฟูเหรินจึงต้องตามรังควาญไม่ปล่อยสักที?"

            "เฮอะ! หากไม่ใช่เพราะเจ้าคนที่ฝ่าพระบาทรักใคร่เอาอกเอาใจต้องเป็นข้า ไหนเลยจะเป็นหนานกู่เยว่ไปได้? อีกอย่าง เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าใจเจ้าคิดอะไร? ทางที่ดีเจ้าอย่าให้ข้าจับผิดเจ้าได้ก็แล้วกันมิเช่นนั้นข้าจะให้เจ้าหายไปจากโลกนี้ตลอดกาล" หลังจากกล่าววาจารุนแรงจบนางก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป จวินหวงมองตามเงาหลังที่ค่อยๆห่างออกไปด้วยสีหน้าชินชา รู้สึกสลดใจอย่างบอกไม่ถูก

            พอนางหมุนกายกลับมาก็เห็นเว่ยเฉี่ยนยืนอยู่ข้างหลังนางหลายวันก่อนดูเหมือนว่าฉีเฉินจะให้นางไปทำธุระบางอย่างไม่รู้ว่ากลับมาตั้งแต่เมื่อไร

            จวินหวงเพียงแค่มองเว่ยเฉี่ยนอย่างเรียบเฉย ไม่นานก็ย้ายสายตาไปทางอื่นนางไม่อยากเสียเวลาไปกับเว่ยเฉี่ยน จึงหันกลับเข้าไปในห้องนอนปล่อยให้เว่ยเฉี่ยนยืนอยู่เพียงลำพังในสวนหย่อม

            เว่ยเฉี่ยนหรี่ตามองจวินหวงที่เดินเข้าไปในห้องเมื่อครู่นางก็คิดอยากจะถามจวินหวงว่าในเมื่อองค์หญิงหนานกู่เยว่เป็นผู้ตามให้หนานสวินมาหาที่จวนอ๋องแล้วเหตุใดจึงไม่มาอย่างเปิดเผย ต้องแอบมายังเรือนข้างด้วยแต่พอลิ้นมาถึงริมฝีปากก็ต้องกลืนกลับเข้าไปเพราะนางไม่มีคุณสมบัติที่จะถามจวินหวงขนาดฉีเฉินยังไม่ถามแล้วนางมีคุณสมบัติอันใดเล่า?

            ตลอดทางที่กลับมาหนานกู่เยว่คอยแอบสังเกตฉีเฉินอยู่ตลอดความจริงในใจนางก็รู้ดีว่าคำโกหกของนางเต็มไปด้วยช่องโหว่หากตรองดูให้ถี่ถ้วนก็จะจับผิดได้ แต่ฉีเฉินกลับไม่กล่าวอะไรสักคำทำให้นางอดรู้สึกกังวลใจไม่ได้

            ระหว่างทางต่างคนต่างคิด เมื่อเดินมาถึงห้องนอนหนานกู่เยว่ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้น"ข้าคิดว่าในใจของฝ่าพระบาทจะต้องเต็มไปด้วยความสงสัย พวกเราเป็นสามีภรรยากันข้าก็ไม่อยากโกหกท่าน เมื่อครู่ที่ข้าแก้ต่างไปนั้นก็เพื่อปกป้องเฟิงไป๋อวี้และรับมือกับเว่ยหลานอิ๋งเท่านั้น"

            ฉีเฉินเลิกคิ้วขึ้น "หือ? เพราะเหตุใดเล่า?"     

            เขาประคองหนานกู่เยว่ไปที่นั่งที่ตั่งกุ้ยเฟย 

            หนานกู่เยว่ไม่มีทางเลือก จึงต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฉีเฉินฟังบอกถึงเรื่องที่เว่ยหลานอิ๋งคิดจะกำจัดเฟิงไป๋อวี้และครั้งนี้ก็เป็นเพียงแผนการหนึ่งของเว่ยหลานอิ๋งนางแอบฟังที่หนานสวินกับเฟิงไป๋อวี้คุยกันก็ไม่มีอะไรน่าสงสัย

            หลังจากได้ฟังแล้ว สีหน้าของฉีเฉินคาดเดาได้ยากว่าเขาคิดอะไรหัวใจของหนานกู่เยว่ลอยขึ้นมาถึงคอหอยแล้วนางกลัวว่าเขาจะโกรธเคืองและพาลทะเลาะกับตนเองแต่ดูเหมือนว่าฉีเฉินจะรับรู้ถึงความกังวลของนางได้ เขายิ้มอ่อนๆยื่นมือเข้ามาตบไหล่นางเบาๆ "เฟิงไป๋อวี้เป็นคนที่วางแผนกลยุทธ์ให้ข้ามานาน สิ่งที่เขาทำทั้งหมดล้วนทำเพื่อข้าข้าย่อมไว้ใจเขาอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเว่ยหลานอิ๋ง เจ้าต้องระวังหน่อยอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับนางมากนัก"

            หนานกู่เยว่พยักหน้า แล้วซบเข้าไปที่อกของฉีเฉินสีหน้าไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องใดๆ ฉีเฉินโอบไหล่ของนางไว้แล้วค่อยๆ หลับตาลง

            ...

            จวินหวงนั่งอยู่ในห้องนอน ในมือบีบถ้วยชาอยู่ หัวคิ้วมุ่นเข้าหากันเมื่อครู่ไม่สะดวกพูดคุย แต่ดีที่หนานสวินได้เตรียมการเขียนข้อความใส่กระดาษเอาไว้ก่อนแล้ว นางเปิดอ่านข้อความก็มีเพียงไม่กี่ประโยค 

            "ชายแดนสงบเรียบร้อย ตงอู๋ไม่มีการเคลื่อนไหวทั้งยังส่งสมุนไพรล้ำค่ามาให้จำนวนหนึ่ง เหมือนว่าต้องการสมานฉันท์"

            ตอนนี้เวลาของนางมีไม่มากแล้ว แต่ตงอู๋กลับไม่คิดจะบุกมาตีเป่ยฉีทั้งสองฝ่ายดูเหมือนว่ากำลังคุมเชิงกัน แต่ก็ไม่มีใครยอมเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำสงคราม

            ตอนแรกนางคิดว่าหลังจากที่ตงอู๋ตีซีเชว่แตกแล้วจะบุกเข้ามาตีเป่ยฉีต่อแต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะสูญเสียกำลังไปมากจากการทำสงครามกับซีเชว่ตอนนี้ยังคงกำลังพักทำนุบำรุงกำลังของตนเองอยู่

            นางก็ไม่มีใจอยากจะกระตุ้นให้เกิดสงครามเพราะรู้ดีว่าผู้ที่จะได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดก็คือประชาชนแต่ถ้าอยากแก้แค้นก็จำเป็นต้องชักนำให้สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นยิ่งสถานการณ์โกลาหลมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อนางมากเท่านั้น

            จวินหวงดำดิ่งอยู่ในความเงียบสงบอยู่เนิ่นนานจนกระทั่งเมื่อสายตาเลื่อนไปจับอยู่ที่สมุนไพร รอยยิ้มถึงค่อยปรากฏที่มุมปากแผนการหนึ่งได้ปรากฏขึ้นในหัวของนางเรียบร้อยแล้ว

            ...

            บ่ายวันนั้น นางคิดหาวิธีนัดพบกับพระสนมกุ้ยเฟยแต่พระสนมอยู่แต่ในวังมานานหลายปี ตอนนี้จวินหวงก็ยังไม่มีตำแหน่งขุนนางยากมากที่จะได้พบกับพระนางได้ ดังนั้นนางจึงต้องใช้โหรวเอ๋อร์

            โหรวเอ๋อร์เป็นอนุรับใช้ของฉีเฉิน ตอนนี้หนานกู่เยว่ตั้งครรภ์บางครั้งบางคราวเขาก็จะมาหาโหรวเอ๋อร์ โหรวเอ๋อร์เป็นคนพูดน้อยทุกครั้งที่พบกันก็จะมีท่าทีสงบเสงี่ยม เพียงแค่ท่าทางในการชงชา รินน้ำชาของนางก็ทำให้คนลุ่มหลงได้แล้ว

            ฉีเฉินรู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองผิดต่อโหรวเอ๋อร์คิดอยากจะมอบสถานะให้แก่โหรวเอ๋อร์แต่ก็กลัวว่าสุดท้ายแล้วนางก็จะเปลี่ยนไปเหมือนกับเว่ยหลานอิ๋งจึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ออกไป

            โหรวเอ๋อร์รินน้ำชาให้ฉีเฉินถ้วยหนึ่ง กลิ่นชาหอมโชยขึ้นมานางช้อนตามองฉีเฉิน ริมฝีปากคลี่ยิ้มแล้วหัวเราะเบาๆ เสียงหนึ่งแล้ววางถ้วยชาที่ด้านหน้าของฉีเฉิน         

            "ฝ่าพระบาทมีอะไรในใจหรือเพคะ?" โหรวเอ๋อร์ถามเบาๆ

            ฉีเฉินส่ายหน้าแล้วถอนหายใจออกมา "ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพียงแค่มีเรื่องวุ่นวายใจนิดหน่อย ทุกครั้งพอมาที่นี่นั่งสักพักก็ดีขึ้น"

            แม้ว่าโหรวเอ๋อร์จะไม่ค่อยออกไปไหนแต่ก็ใช่ว่านางจะไม่รู้ว่านอกเรือนของตนเองเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างยิ่งตอนนี้คนที่จวินหวงเพิ่มเข้ามาใหม่ล้วนมอบให้นางเป็นผู้จัดการเรื่องหยุมหยิมสัพเพเหระย่อมมีคนมาบอกกล่าวให้รู้อยู่แล้ว

            "ในเมื่อฝ่าพระบาทกลัดกลุ้มพระทัยไยไม่เชิญพระสนมกุ้ยเฟยมาคุยปรึกษาล่ะเพคะ จะว่าไปพระสนมก็ไม่ได้มานานแล้วโหรวเอ๋อร์อยากจะปรนนิบัติพระนางบ้าง" โหรวเอ๋อร์เสนอความคิด

            ฉีเฉินฟังแล้วก็ขมวดคิ้วเริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ คำกล่าวของโหรวเอ๋อร์ก็มีเหตุผล และพระสนมกุ้ยเฟยตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่าหนานกู่เยว่ตั้งครรภ์ก็ถือโอกาสรับพระนางมาเสวยพระกระยาหารสักมื้อ ให้ช่วยอบรมเว่ยหลานอิ๋งและให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องที่สตรีมีครรภ์ควรจะต้องทราบกับหนานกู่เยว่

            เมื่อตัดสินใจได้แล้วฉีเฉินก็เข้าวังทันทีเพื่อไปรับพระสนมกุ้ยเฟยออกมาด้วยตนเอง จวินหวงยืนสังเกตการณ์ทุกอย่างอยู่ที่ระเบียงทางเดิน

            พระสนมกุ้ยเฟยออกจากห้องรับแขกมาชมบุปผาในสวน จวินหวงเดินเข้าไปอย่างช้าๆตลอดเวลาที่ผ่านมาพระสนมกุ้ยเฟยไม่ค่อยถูกชะตากับจวินหวงมากนักครั้งนี้เห็นแล้วก็ชักสีหน้าใส่เช่นเคย

            "เจ้ามาทำอะไร?" พระสนมกุ้ยเฟยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            จวินหวงค้อมกายน้อยๆ แล้วยืนขึ้นมองไปในสระบัวด้านข้างแล้วกล่าวเสียงเรียบๆ "พระสนมเคยคิดจะช่วยฝ่าพระบาทช่วงชิงราชบัลลังก์หรือไม่?"

            "เฮอะ! ตอนนี้เฉินเอ๋อร์เป็นรัชทายาทแล้ว ตำแหน่งฮ่องเต้อยู่แค่เอื้อมไยจึงต้องไปแย่งชิงอีกเล่า?" พระสนมยิ้มเย็นเยียบสีหน้าเต็มไปด้วยการเยาะหยัน

            จวินหวงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ในสระบัวมีเพียงแมลงปอสองสามตัวบินมาสัมผัสที่ผิวน้ำ เกิดเป็นระลอกคลื่นบางๆที่ผิวน้ำ 

    คล้ายกับเรื่องลิขิตหงสาเหนือปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405