บทที่ 16 ขายสมุนไพร ล่ากวางบนูเาหยางลู่
ปัง!...
ในชั่วขณะที่เขาเริ่มฝึกฝนเทคนิคการหายใจ ลมเย็นะเืพลันพัดผ่านเข้ามาในลานบ้าน พลังปราณจาก์และโลกโคจรผ่านจุดชีพจรที่เปิดออกพร้อมไหลเข้าสู่ร่างกาย
เส้นลมปราณและจุดชีพจรที่สวี่ไท่ผิงไม่เคยััมาก่อน คราวนี้กลับรับรู้ได้อย่างง่ายดาย แม้แต่กระบวนการนำพลังปราณเข้าสู่ตันเถียนเพื่อหลอมรวมก็ราบรื่นเป็อย่างยิ่ง
ในที่สุด สวี่ไท่ผิงก็ใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูปในการโคจรพลังปราณเข้าสู่ตันเถียนได้สำเร็จ
"ใช้เวลาถึงครึ่งก้านธูปเพื่อโคจรพลังปราณเพียงสายเดียว เมื่อเทียบกับอัจฉริยะที่ท่านอาจารย์จื่อหยางเคยกล่าวถึงแล้ว ช่างเทียบเคียงกันไม่ได้เลย แต่สำหรับข้า นี่ถือเป็การก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝนอย่างแท้จริง"
สวี่ไท่ผิงมิได้ท้อแท้กับความเร็วในการโคจรพลังปราณที่เชื่องช้าของตนเอง
"ท่านปู่เคยกล่าวไว้ว่า ความขยันหมั่นเพียรชดเชยความโง่เขลาได้ หากพวกเขาฝึกวันละสองชั่วยาม ข้าก็จะฝึกสี่ชั่วยาม หากพวกเขาฝึกสี่ชั่วยาม ข้าก็จะฝึกแปดชั่วยาม สักวันหนึ่งย่อมตามพวกเขาทัน!"
สวี่ไท่ผิงตัดสินใจอย่างแน่วแน่
"จริงสิ ข้ายังมีผลึกิญญาเมล็ดถั่วเหลืองอยู่ เทพธิดาหลิงเยว่เคยบอกว่าให้ถือมันไว้ขณะฝึกฝนจะทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นเป็สามเท่า"
เขานึกถึงผลึกิญญาที่เกิดขึ้นภายในผลใต้พิภพ จึงหยิบออกมาหนึ่งเม็ดแล้วเริ่มฝึกฝนอีกครั้ง
ด้วยความช่วยเหลือจากผลึกิญญาเมล็ดถั่วเหลือง ความเร็วในการโคจรพลังปราณจึงเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมสามเท่า
"เทพธิดาหลิงเยว่ไม่ได้หลอกข้าจริง ๆ ผลึกิญญานี้มีประโยชน์ต่อข้ามาก หากเป็เช่นนี้ บางทีข้าอาจจะบรรลุไปถึงขั้นปฐมภายในครึ่งปีก็ได้!"
ยามััได้ถึงความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้น สวี่ไท่ผิงพลันยินดีเป็อย่างยิ่ง
เนื่องจากความช่วยเหลือของผลึกิญญาเมล็ดถั่วเหลือง ความเร็วในการฝึกฝนของเขาเกือบจะเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนทั่วไปแล้ว
ในวันต่อมา นอกจากใช้เวลาวันละสองชั่วยามในการดูแลสวนโอสถแล้ว สวี่ไท่ผิงก็ใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดไปกับการฝึกฝน โดยไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่น้อย
...
เวลาผันผ่านเพียงพริบตา สามเดือนพลันผ่านไป
ใน่สามเดือนที่ผ่านมา สวี่ไท่ผิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังปราณในจุดตันเถียนเต็มเปี่ยมขึ้นเรื่อย ๆ เขาััได้อย่างเลือนลางว่าตนใกล้จะบรรลุระดับ ‘ก่อหยาด’ แล้ว
ที่เรียกว่าระดับก่อหยาดนั้น แท้จริงแล้วเป็คำเรียกใน ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ ซึ่งเป็การอธิบายถึงระดับความเข้มข้นของพลังปราณในตัวผู้ฝึกตนที่ยังไม่บรรลุขั้นปฐม
ใน ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ ก่อนที่จะบรรลุขั้นปฐม ระดับความเข้มข้นของพลังปราณจะแบ่งออกเป็สามระดับ ได้แก่ ก่อหยาด กลั่นน้ำค้าง และแปรพิสุทธิ์
ผู้ฝึกตนจะสามารถทะลวงไปสู่ขั้นปฐมได้ก็ต่อเมื่อระดับความเข้มข้นของพลังปราณบรรลุระดับ ‘แปรพิสุทธิ์’ แล้วเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากบรรลุระดับก่อหยาดและเข้าสู่ระดับกลั่นน้ำค้างแล้ว เมื่อผู้ฝึกตนฝึกฝน ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ พลังปราณป้องกันร่างกายอันเย็นเยียบจะปรากฏขึ้นทั่วร่าง เสมือนการสวมเกราะเหล็กกล้าชั้นเลิศ
ถึงแม้จะยังไม่บรรลุระดับก่อหยาด ทว่าเมื่อพลังปราณในจุดตันเถียนเต็มเปี่ยมแล้ว ร่างกายของสวี่ไท่ผิงก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
ยกตัวอย่างเช่น สายตาและการได้ยินของเขาดีขึ้นกว่าสามเดือนก่อนมาก
ในด้านของสายตา ยามนี้แม้แต่นกกระจอกที่อยู่บนต้นไม้ห่างออกไปหนึ่งลี้ เขาก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนในด้านการได้ยิน เขาแค่ใช้หูฟังก็สามารถแยกแยะได้ว่ามีสัตว์อะไรบ้างที่อยู่ในป่าโดยรอบภายในรัศมีหนึ่งลี้
นอกจากนี้ พละกำลังและความเร็วของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
สวี่ไท่ผิงในตอนนี้ ถึงแม้จะดูผอมบาง ทว่าการยกหินโม่หนักสองร้อยจินด้วยมือเดียวก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาอย่างแน่นอน ส่วนในด้านความเร็ว เขาเคยไล่ล่ากวางป่าบริเวณใกล้เคียงนี้ ปรากฏว่าเขาสามารถไล่ตามมันทันอย่างง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อก่อนยามที่เขาอาศัยอยู่หมู่บ้านชิงหนิว เขาเคยขึ้นเขาไปล่าสัตว์กับท่านปู่บ่อยครั้ง จึงรู้เทคนิคการใช้ธนูและทำกับดัก ดังนั้นใน่เดือนที่ผ่านมา เขาจึงสามารถกินเนื้อสัตว์ป่าได้ทุกวัน
ใบงากับเนื้อกวางย่างและเนื้อกระต่ายย่าง ไม่ว่าจะกินกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยเบื่อ
"ว่าแต่ กับดักที่ข้าวางไว้ตรงเชิงเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ถึงเวลาที่จะไปดูแล้ว บางทีข้าอาจจะจับละมั่งมากินก็ย่อมได้"
่เที่ยงวัน หลังจากที่สวี่ไท่ผิงฝึกฝนมาสามชั่วยาม เขาก็ลูบท้องแล้วลุกขึ้นจากเตียง ตั้งใจว่าจะไปดูกับดักที่วางไว้ตรงเชิงเขาด้านหลัง
เนื่องจากเขาต้องฝึกฝน จึงไม่ค่อยมีเวลาในการล่าสัตว์ ดังนั้นใน่สามเดือนที่ผ่านมา เขาจึงวางกับดักไว้ตามูเาใกล้เคียงหลายแห่ง ยามนี้เขาแค่ต้องแวะเวียนไปดูเป็ครั้งคราวก็สามารถเก็บเกี่ยวได้บ้างแล้ว
ทว่า ก่อนหน้านั้น เขายังมีเื่สำคัญกว่าที่ต้องทำ——
นั่นก็คือขายสมุนไพร
เมล็ดพันธุ์จื่อซูเก้าใบชุดแรกที่หว่านลงไปนั้นก็ผ่านมาสามเดือนแล้ว สวี่ไท่ผิงเก็บเกี่ยวรากและลำต้นได้ทั้งหมดสามร้อยกว่าจิน และเมล็ดอีกหกสิบกว่าจิน ซึ่งไม่มากไม่น้อย เป็สามเท่าของที่เก็บเกี่ยวได้จากสวนโอสถทั่วไป
"หากคิดตามน้ำหนัก จื่อซูเก้าใบแปลงนี้น่าจะขายได้อย่างน้อย 96 เหรียญแต้มสำนัก ซึ่งเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกถึงสามเท่า"
หลังจากนำสมุนไพรทั้งหมดที่จะขายไปวางไว้ที่หน้าประตูแล้ว สวี่ไท่ผิงก็หยิบขลุ่ยกระดูกที่ศาลาซีเฟิงให้มา แล้วเป่าเสียงดังลั่น
วี้ด!……
เพียงไม่นาน นกอินทรีหัวขาวที่มีปีกกว้างถึงหนึ่งจั้งก็บินมาถึงหน้าประตูบ้าน
"ท่านลุงนกอินทรี รบกวนช่วยนำสมุนไพรเหล่านี้ไปขายที่ร้านร้อยโอสถด้วย หลังจากนั้นท่านสามารถหักเอาแต้มสำนักไปสามเหรียญได้เลยขอรับ"
สวี่ไท่ผิงเอ่ยกับนกอินทรีหัวขาวที่อยู่ตรงหน้า พร้อมกับโค้งคำนับเล็กน้อย
การให้นกวิเศษไปขายสมุนไพรก็เป็วิธีที่เขาได้เรียนรู้จากตราหยกประทานวิชาเช่นกัน กล่าวกันว่าสมุนไพรทั่วไปสามารถให้นกวิเศษนำไปขายได้ เช่นนี้จะสะดวกและประหยัดเวลา เพียงแต่ต้องจ่ายแต้มสำนักสามเหรียญหลังจากเสร็จงาน
"ข้าจะนำเงินมาให้ในวันพรุ่งนี้"
นกอินทรีหัวขาวไม่พูดพล่ามทำเพลง เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย แล้วก็ใช้กรงเล็บคว้าสมุนไพรชุดนั้นทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
"รอจนถึงพรุ่งนี้ ข้าก็จะมีเงินไปซื้อตำราวรยุทธ์จากหอตำราหมื่นเล่มแล้ว"
มองเงาร่างของนกอินทรีหัวขาวที่บินจากไป สวี่ไท่ผิงประสานมือเข้าด้วยกัน แล้วบิดี้เีอย่างสบายอารมณ์
แม้ว่ายังต้องเก็บเงินซื้อเครื่องรางเพลิงบริสุทธิ์ แต่การซื้อตำราวรยุทธ์เพื่อป้องกันตัวก็เป็สิ่งจำเป็เช่นกัน ก่อนหน้านี้ยามที่ไปล่าสัตว์ในูเา เขาก็เกือบโดนหมูป่าหลายตัวรุมทำร้าย
ในยามนี้ แม้ว่าตนจะมีพลังปราณเต็มจุดตันเถียน แต่กลับไม่รู้วิธีใช้มันเลย
สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว การซื้อคาถามาฝึกฝนนั้นย่อมดีกว่า ทว่าน่าเสียดายที่เขานั้นยากจน จึงมิอาจซื้อไม่ได้ คงต้องรอเก็บเงินเพิ่มอีกสักพัก
อีกอย่าง ก่อนที่จะบรรลุขั้นปฐม แม้ว่าสวี่ไท่ผิงจะฝึกฝนคัมภีร์ฉานเสียแล้ว แต่ปริมาณพลังปราณในร่างกายก็ยังไม่เพียงพอที่จะใช้คาถาได้
"ควรเปลี่ยนธนูกับมีดล่าสัตว์บ้างแล้ว"
ตอนนี้สวี่ไท่ผิงได้นำธนูกับมีดล่าสัตว์ออกมาจากบ้านแล้ว เตรียมตัวจะออกเดินทางไปยังเชิงเขาด้านหลัง
คันธนูและมีดล่าสัตว์เหล่านี้ ล้วนเป็สิ่งที่เ้าของเรือนไผ่เขียวคนก่อนทิ้งไว้ ใบมีดล่าสัตว์นั้นเต็มไปด้วยรอยบิ่น สายธนูก็ขาดไปหนหนึ่งแล้ว สวี่ไท่ผิงต้องใช้เวลานานกว่าจะต่อมันกลับเข้าด้วยกันได้
การใช้ชีวิตอยู่บนูเาเพียงลำพัง บริเวณโดยรอบลานบ้านก็มีสัตว์ป่ามากมาย อาวุธป้องกันตัวขั้นพื้นฐานเช่นนี้จึงเป็สิ่งที่จำเป็
……
ครึ่งก้านธูปต่อมา
เชิงเขาด้านหลัง
ถึงแม้สวี่ไท่ผิงจะเรียกที่นี่ว่าเชิงเขา แต่ตามคำอธิบายแผนที่ในแผ่นหยกนั้น ูเาแห่งนี้ควรเรียกว่าูเาหยางลู่ เพราะในูเามีละมั่งและกวางป่าอาศัยอยู่เป็จำนวนมาก
ทว่าหลังจากที่สวี่ไท่ผิงเข้ามาในูเาหลายครั้ง กลับพบว่าในนี้มีละมั่งและกวางป่าไม่มากนัก แต่มีฝูงหมูป่าอยู่หลายฝูง
"หากล่าหมูป่าได้สักตัวก็คงไม่เลว อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเื่อาหารไปอีกครึ่งเดือน"
สวี่ไท่ผิงที่กำลังสำรวจในูเาอย่างระมัดระวัง พลางพึมพำกับตนเอง
แม้ว่าผู้ฝึกตนจะสามารถอดอาหารได้ แต่ต้องบรรลุขั้นปฐมเสียก่อน ปัจจุบัน สวี่ไท่ผิงไม่เพียงแต่ไม่สามารถอดอาหารได้ แต่จำต้องพึ่งพาเนื้อสัตว์ปริมาณมากเพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไประหว่างการฝึกฝน