ตอนที่ 7 แทบขาดใจ
เวลาประมาณ 19.00 น. ท่านหญิงพิสมัยก็เดินออกมาจากด้านหลัง เราสองคนยกมือไหว้สวัสดีทำความเคารพ ท่านหญิงพูดว่า “เชิญนั่งทำตัวตามสบายเลยจ้ะไม่ต้องเกรงใจนะฉันแต่อยากทำความรู้จักกับพวกเธอเป็การส่วนตัวเท่านั้นเอง ฉันเห็นประวัติการทำงานของเธอทั้ง 2คนแล้วน่าสนใจมากโดยเฉพาะ คุณณพฉัตร” ท่านหญิงพูดต่อ “เอาอย่างนี้นะคนแรกฉันอยากรู้จักคุณเจนจิราก่อนคุณเจนจิรานามสกุลของคุณคืออะไรนะ” ท่านถามปุ๊ “หนูชื่อ นางสาวเจนจิรา กุดคำ คะท่าน” “เธอชื่อเล่นว่า ปุ๊ ใช่ไหม” “ใช่คะ” ปุ๊ตอบ “ถ้ายังนั้นฉันจะเรียกเธอว่าปุ๊ก็แล้วกันนะ ปุ๊เธอลองเล่าประวัติของเธอให้ฉันฟังคล่าวๆซิ ว่าบ้านอยู่ที่ไหน พ่อแม่เป็ใครทำอาชีพอะไร มีพี่น้องกี่คน แล้วเธอเรียนจบจากที่ไหน เข้ามาทำงานในบริษัทฯนี้ได้ยังไง”ท่านหญิงถามยาวเลย ปุ๊ตัวสั่นบีบมือผมแน่นผมหันไปมองพยักหน้าให้ประมาณว่ามั่นใจหน่อยผมอยู่ข้างๆนี่นะ แล้วปุ๊ก็เริ่มเล่า “หนูเกิดมาในครอบครัวเกษตรกรคะมีอาชีพทำไร่ ทำสวน อยู่หมู่บ้านกุดดงคะ โดยมีพ่อกับแม่เป็เสาหลัก หนูเป็พี่สาวคนโค มีน้องสาว 1 คน น้องชายคนเล็กอีก 1 คน หนูและน้องๆก็ช่วยพ่อกับแม่ทำไร่ทำสวน มีที่พึ่งคือพ่อกับแม่ที่ส่งเสียให้หนูและน้องๆได้เรียนหนังสือ ตอนหนูเรียนอยู่วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ ปวช.3 แผนกการบัญชี พ่อของหนูก็ต้องมาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเลยขาดเสาหลักในครอบครัวจึงทำให้หนูไม่สามารถเรียนต่อได้ต้องออกมาช่วยแม่ทำไร่ทำสวนเพื่อเอาค่าใช้จ่ายส่งน้องๆให้ได้เรียนกันต่อไปอยู่ต่อมาประมาณ2 ปี บริษัทอาหารสัตว์ไทยฯ เปิดรับสมัครพนักงานทั่วไปหนูก็เลยไปสมัครโชคดีได้งานตำแหน่งเ้าหน้าที่การบัญชีประจำสาขายางตลาดคะ ซึ่งถือว่าโชคดีมากสำหรับหนูเพราะระยะทางจากสำนักงานถึงบ้านห่างกันแค่ 5 กิโลเมตรเองคะ หนูดีใจมากที่ได้ทำงานใกล้บ้านหนูพยายามตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่บางครั้งกว่าจะสรุปงานเสร็จก็ค่ำมืดปัญหามันก็คือระหว่างทางกลับบ้านกุดดงค่อนข้างเปลี่ยวเวลากลับตอนมืดๆหนูก็กลัวอันตรายคะ หนูก็เลยขออนุญาตผู้จัดการใหญ่ว่าถ้าหากวันไหนหนูเสร็จงานดึกจะขอพักที่สำนักงานได้ไหม ผู้จัดการใหญ่อนุญาตให้พักได้คะหนูดีใจมาก ตั้งใจทำงานให้ดีพยายามพัฒนาตัวมาตลอดเพื่อเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆจนหนูเริ่มรู้งานและชำนาญมากขึ้นจึงได้รับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านเอกสารทั้งหมดในสาขายางตลาดคะ”ปุ๊ตอบอย่างมั่นใจ ท่านหญิงจึงถามต่อ “แล้วเธอมีปัญหาอะไรคับข้องใจบ้างไหมในที่ทำงาน” “ก็มีอยู่คะคือว่าเกี่ยวกับความปลอดภัยของตัวหนูเอง เพราะั้แ่หนูได้รับอนุญาตให้พักที่สาขาได้ตอนแรกหนูก็ดีใจนะคะที่ไม่ต้องขี่รถกลับบ้านตอนค่ำมืดเพราะทางกลับของหนูค่อนข้างเปลี่ยวหนูกลัวอันตราย แต่แล้วหนูก็ต้องมากลัวอีกก็คือวันไหนถ้าผู้จัดการใหญ่รู้ว่าหนูพักอยู่ที่สำนักงานคนเดียวท่านจะมาหาอ้างว่าจะมาอยู่เป็เพื่อน แต่ท่านพยายามพูดจาแทะโลมเกี้ยวภาราสีหนูตลอดเวลาบางครั้งก็พยายามหนูชวนออกไปเที่ยวข้างนอกด้วยบ้างอ้างว่าไปเปิดหูเปิดตาแต่หนูไม่ยอมไปด้วยเพราะหนูกลัวคะ หนูเคยชวนพวกพี่ๆส่งเสริมการตลาดมาอยู่เป็เพื่อนด้วยก็ไม่มีใครยอมมาอ้างภาระทางครอบครัว จริงๆหนูก็ไม่อยากกลับค่ำๆมืดๆหรอกนะคะแต่สรุปงานประจำวันไม่เสร็จก็ต้องเลยตามเลยต้องนอนที่สำนักงาน หนูกังวลทุกครั้งเลยที่หนูต้องนอนเฝ้าสำนักงานคนเดียวกลัวว่าผู้จัดการใหญ่จะโผล่มาตอนไหนหนูกลัวมากคะ จนมี หนึ่ง ณพฉัตร คนนี้แหล่ะคะได้เข้ามาขออยู่ด้วยหนูถึงได้วางใจว่าหนูจะต้องปลอดภัยแน่ๆ เขาเป็คนขรึมๆ ทึ่มๆ บ๊องๆ และซื่อๆ และเป็สุภาพบุรุษมากไม่เคยล่วงเกินหนูเลยแม้แต่น้อยทั้งกายและวาจา อาจจะมีแซวกันเล่นเล็กน้อย หยอกล้อกันบ้าง แต่หนึ่งไม่เคยล่วงเกินหนูเลยแม้แต่ครั้งเดียว หนูไว้ใจเขามากคะ หนึ่งเล่นกีตาร์เก่งและร้องเพลงเพราะมาก บางทีหนึ่งก็มีมุขตลกๆให้ได้ขำตลอด ถ้ามีหนึ่งอยู่หนูรู้สึกปลอดภัยมากคะ แต่ถ้าหนึ่งย้ายไปหนูคงต้องตกอยู่ในความหวาดระแวงแบบนั้นอีกต่อไปละคะ”ผมได้ยินปุ๊พูดแล้วผมอึ้งจริงๆเธอกล้าพูดต่อหน้าเ้านายแบบไม่กลัวมีภัยเลยสักนิดสุดยอดจริงๆแฟนเรา
“ของปุ๊หมดแล้วนะ ต่อไปคุณณพฉัตร หรือจะให้เรียก หนึ่ง ดี” ท่านถาม “หนึ่งดีกว่าครับ” ผมตอบ “ถ้าอย่างนั้นหนึ่งเธอเล่าประวัติและประสบการณ์ชีวิตของเธอให้ฟังหน่อยซิ” ท่านถาม “ครับท่าน ผมชื่อ นายณพฉัตร เปาชัย บ้านเกิดอยู่ที่ จ.ลำพูน ครับ ผมคิดว่าท่านคงอยากจะฟังอย่างกระชับ..ใช่ไหมครับ...ประมาณ3 ชั่วโมงนะครับ” ผมล้อท่านเล่น “จะบ้าเหรออะไรกันตั้ง 3 ชั่วโมง” ผมยิ้มแล้วพูดว่า“ขอประทานอภัยนะครับท่านผมสังเกตท่านตอนฟังเื่ของปุ๊แล้วดูมีอาการเศร้าๆผมก็เลยอยากเล่นมุขตลกให้คลายเศร้าบ้างนะครับ..ขอได้โปรดอภัยให้ด้วยนะครับ” ผมเริ่มเื่ “พื้นฐานทางครอบครัวของผมกับปุ๊ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากเพียงแต่ว่าผมเป็ลูกชายคนเดียวของพ่อ-แม่ บางคนอาจจะคิดว่าลูกคนเดียวคงจะสบายพ่อแม่ตามใจแน่นอนซึ่งก็เป็เช่นนั้นจริงๆ ผมบอกก่อนว่าครอบครัวผมไม่ได้ร่ำรวยแค่พอมีพอกิน พ่อผมเป็ช่างพิมพ์ในโรงพิมพ์ในตัวอำเภอป่าซางจังหวัดลำพูน แม่เป็แม่บ้านและรับจ้างทั่วไปแล้วแต่เขาจะจ้าง ผมเป็ลูกคนเดียวพ่อแม่คงหาเงินส่งเสียการเรียนได้ไม่ลำบากนัก แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นพ่อแม่หาเงินได้ ผมก็ต้องทำได้ซิ ตอนอยู่ชั้นประถมมีโรงงานข้าวเกรียบกุ้งมาเปิดภายในหมู่บ้านผมก็ขอสมัครเข้าทำงานแต่ทำ่เช้าก่อนจะไปโรงเรียนได้ค่าแรงวันละ5 บาท แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับเงินไปโรงเรียนในวันนั้นแล้วโดยไม่ต้องขอแม่ โตขึ้นหน่อยอยู่มัธยมวันธรรมดาก็ไปเรียน วันหยุดก็รับจ้างทั่วไปแล้วแต่เขาจะจ้าง ตัดหญ้าในสวนบ้าง ปลูกต้นไม้บ้าง ค่าจ้างผมได้วันละ 40 บาท รวมกันวันเสาร์กับวันอาทิตย์ก็ 80 บาท ผมก็พอมีเงินเก็บบางส่วนแม่ก็ให้เอาไว้ใช้ส่วนตัวผมจึงไม่ค่อยได้รบกวนเงินของพ่อกับแม่มากนัก จนผมเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายผมสอบติดโรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ บางเขนกรุงเทพฯ แล้วมีญาติของเพื่อนผมผู้ใจดีนำผมกับเพื่อนที่สอบติดมาพร้อมกันมาฝากให้เป็ลูกศิษย์ของท่านพระครูสุพินหรือว่าหลวงพ่อสุพิน ที่วัดไผ่ตัน สะพานควาย กรุงเทพฯ ให้ผมกับเพื่อนได้คอยรับใช้หลวงพ่อออกติดตามหลวงพ่อออกบิณฑบาตทุกวัน เป็ลูกศิษย์คอยรับใช้ท่าน ถึงเวลาผมก็ไปเรียนหนังสือ จนผมเรียนจบจากโรงเรียนสัตวแพทย์ อันที่จริงแล้วนักศึกษาที่เรียนจบจากสถาบันแห่งนี้ จะต้องได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่ง สัตวแพทย์ ระดับ 2 สังกัดกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยอัตโนมัติ แต่โชคร้ายในปีที่ผมเรียนจบ กรมปศุสัตว์ไม่มีงบประมาณที่จะรับการบรรจุข้าราชการ เลยต้องให้ไปหาประสบการณ์ทำงานอื่นไปก่อนอีก 2ปี ถ้าพร้อมจะเรียกมาบรรจุเข้าเป็ข้าราชการพวกผมเสียใจกันมากพ่อแม่ต่างก็คาดหวังอยากให้เราเป็ข้าราชการแต่ก็ผิดหวัง ในกลุ่มเพื่อนๆผมบางคนก็เลือกที่จะกลับไปบ้านนอก บางคนอยู่เผชิญชีวิตในเมืองกรุงต่อ ผมก็เหมือนกันจะอยู่ต่อเพราะกลับไปบ้านก็ไม่รู้จะไปทำอาชีพอะไร ไร่นาก็ไม่มี ผมก็เลยเที่ยวสมัครงานไปเรื่อยๆ ไว้หลายที่รวมทั้งบริษัทฯนี้ด้วย ตอนแรกผมได้งานที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งทำงานในแผนก Packing ก็ทำไปเรื่อยๆพอมีรายได้พอใช้พอกิน แต่เหมือน์มาโปรดผม วันหนึ่งมีเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของห้างมาตามหาผมให้ไปรับโทรศัพท์สายด่วน ผมแปลกใจมากเพราะเบอร์โทรนี้ผมไม่ได้บอกใครนอกจากหลวงพ่อองค์เดียว ผมใมากกลัวจะเกิดอะไรขึ้นกับหลวงพ่อ พอรับโทรศัพท์เป็เสียงของหลวงพ่อท่านเอง ท่านบอกผมว่าบริษัท อาหารสัตว์ไทย (มหาชน) จำกัด เรียกตัวผมเข้าทำงานโดยให้ไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยขอนแข่นในอีก2 วันข้างหน้า หลวงพ่อท่านเป็ห่วงกลัวผมจะพลาดโอกาสจึงรีบโทรมาบอกโดยบอกให้ผมตัดสินใจให้ดีเพราะมันเป็สายงานวิชาชีพที่เรียนมาและเป็อนาคตของผมเอง ผมดีใจมากรีบลาออกจากห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นทันที ในวันเดินทางผมกราบลาหลวงพ่อผู้มีพระคุณอย่างสูงในชีวิตเพื่อจะไปเผชิญชะตาชีวิตของตัวเอง และแล้วผมก็มาถึงดินแดนอีสานจนได้ซึ่งเป็สถานที่ที่ไม่เคยรู้จัก ทั้งเื่ภาษาการพูดคุย ผมใช้ภาษากลางหรือบางทีก็ภาษากายในการสื่อสารมาตลอดทาง จนผมมาถึงม.ขอนแก่นจนได้ แล้วท่านเชื่อไหมครับคนแรกที่ผมเจอตอนมารอสัมภาษณ์งานคือพี่ทศพรได้พูดคุยทำความรู้จักกันตอนอยู่ขอนแก่น จึงทราบว่าพี่ทศพรก็มารายงานตัวในตำแหน่งผู้จัดการเหมือนกัน ยังมีการแซวกันเล่นๆว่าวันหน้าคงได้ร่วมกันนะไอ้น้อง แต่เหมือนชะตากรรมมีจริงผมกับพี่ทศก็ได้มาร่วมงานที่บริษัทฯแห่งนี้กันจริงๆเลยทำให้การทำงานง่ายขึ้นมากและแล้วผมก็มาพบสวยสาวผู้ใจดีคนนี้แหล่ะครับที่เป็ธุระเื่ที่พักให้ผมโดยที่ผมไม่ต้องออกไปเช่าอยู่ข้างนอก ในด้านการทำงานของผมคิดว่าท่านหญิงคงพอจะทราบมาบ้างแล้วจากพี่ทศพร ต่อไปผมคิดว่าท่านหญิงคงอยากจะรู้แิและวิธีคิดในการทำงานของผมใช่ไหมครับ ผมจะเริ่มต้นจากพ่อของผม คุณพ่อบุญทวี เปาชัย เป็ช่างพิมพ์ลูกจ้างโรงพิมพ์แห่งหนึ่งในตัวอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน คือตอนเด็กๆ่ปิดเทอมพ่อผมมักจะพาผมไปช่วยงานที่โรงพิมพ์ที่พ่อทำงานบ่อยๆผมเห็นพ่อทำงานแล้วทึ่ง พ่อเป็คนละเอียดงานชิ้นไหนออกมาไม่ดีในสายตาของพ่อๆจะไม่ยอมให้ผ่านพ่อจะต้องแก้ไขให้ดีที่สุดจนถึงมือลูกค้า ผมเคยถามพ่อว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ พ่อตอบผมว่าเขาจ้างเรามาทำในสิ่งที่เขา้าและต้องให้ดีเราก็ควรจะทำให้ดีที่สุดตามที่ลูกค้าเขา้าเพื่อความเชื่อมั่นในสินค้าและชื่อเสียงโรงพิมพ์ของเรา คำพูดของพ่อนี่แหล่ะครับผมจดจำมาจนทุกวันนี้ล่ะครับ อีกอย่างนะครับท่านผมขอเข้าเื่เกี่ยวกับสินค้าของเราบ้างครับท่านผมมีความคิดเห็นอยากเสนอหากท่านยินดีจะรับฟัง” ผมถามท่าน “ลองพูดมาสิฉันยินดีรับฟัง” ท่านตอบ “ท่านครับเกี่ยวกับเื่การกินอาหารของสัตว์น่ะครับ อาหารของเราถึงแม้จะได้มาตรฐานด้านโภชนาการก็จริง แต่ในการผลิตแต่ละล็อดวัตถุดิบอาจแตกต่างกันไปแล้วแต่ฤดูกาลเพราะฉะนั้นอาจทำให้รสชาติของอาหารแตกต่างกันไป เมื่อสัตว์กินเข้าไปแล้วไม้คุ้นกับรสชาติที่เคยกินก็เลยทำให้กินน้อยลงหรือไม่ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ง่ายทำให้มีลูกค้าบางรายไม่เข้าใจหาว่าอาหารของเราไม่มีคุณภาพ ผมขออนุญาตเสนอวิธีการแก้ไขนะครับ” ผมขออนุญาต “ หนึ่ง..ว่าไปเลยฉันรอฟังอยู่..เร็วซิ” ท่านเร่ง “ วิธีการง่ายมากๆเลยครับแค่ให้พนักงานขายของเราคอยติดตามการให้อาหารสัตว์ของลูกค้าของตนเองบ่อยๆ โดยการให้ผสมอาหารจากชุดเก่าและใหม่ในสูตร 3 วันหรือ 5 วัน แล้วแต่กรณีทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนชุดอาหาร สัตวบาลทุกคนรู้วิธีการนี้ดีอยู่แล้วเพียงแต่ให้หมั่นคอยติดตามเท่านั้นล่ะครับแล้วปัญหาจะบรรเทาลงไปได้ อาหารของเราก็ยังจะได้รับการยอมรับอยู่ทั้งนี้ก็สุดแท้แต่พนักงานขายคนนั้นจะขยันแค่ไหนแล้วอีกอย่างครับท่านให้เน้นสัตวบาลส่งเสริมการตลาดทุกคนให้พกกระเป๋ายาสัตว์นำติดตัวไปด้วยทุกครั้งที่ไปพบลูกค้าซึ่งถ้าเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับสัตว์ของลูกค้า จะได้เข้าทำการแก้ปัญหาได้ในอย่างทันท่วงทีซึ่งตัวผมเองนั้นจะพกกระเป๋ายาสัตว์ทุกครั้งเมื่อเข้าพบกับลูกค้าเพราะฉะนั้นปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ในส่วนของลูกค้าที่ผมรับผิดชอบจึงไม่ค่อยมีปัญหามากนัก...ผมก็มีเื่เสนอเท่านี้ครับท่าน หากท่านมีเื่จะซักถามผมและปุ๊เพิ่มเติมพวกผมยินดีตอบทุกคำถามครับใช่ไหมครับปุ๊”“คะท่าน..ปุ๊กับหนึ่งเราเหมือนลงเรือลำเดียวกันแล้วเพียงแต่รอไปให้ถึงฝั่งเท่านั้นแหล่ะค่ะท่าน”
“เอาล่ะนะเื่ราวชีวิตของเธอทั้ง2 คนก็ต่างมีที่มาที่ไปแตกต่างกันแต่ฉันชื่นชมในการเอาชีวิตรอดในแต่ละเหตุการณ์ของแต่ละคนทั้งๆที่อายุยังน้อยฉันขอชื่นชมโดยเฉพาะหนึ่งใช้ความรู้พลิกแพลงสถานการณ์ได้ดีเยี่ยมฉันคิดไม่ผิดจริงๆที่ฉันเลือกเธอไปบุกเบิกที่จังหวัดยโสธรหนะ ขอให้ใช้ความสามารถที่มีทำให้สำเร็จนะ” ท่านพูดจบ ผมกำลังจะถามต่อแต่ท่านพูดขัดขึ้นมาก่อน “ส่วนเื่ของปุ๊พรุ่งนี้รอรับคำสั่งจากฉันนะ” ท่านบอกแล้วยังพูดต่ออีกว่า“ไม่น่าเชื่อนะว่าหนุ่มสาวสมัยนี้จะยังมีความรักกันแบบตามครรลองคลองธรรมแบบพวกเธอ2 คนอยู่อีก” ท่านพูดชมเชย “ท่านครับพวกเรา 2 คนซึ้งในน้ำใจของท่านเป็อย่างมากที่ชื่นชมในความรักของเราพวกเรา พวกเราขอกราบขอบพระคุณท่านหญิงเป็อย่างสูงครับ ส่วนเื่งานที่ท่านหญิงมอบหมายให้กระผมทำ กระผมนายณพฉัตร เปาชัย จะขอสัญญาว่าจะทำจนสุดความสามารถที่มีอยู่และจะสร้างสาขาในจังหวัดยโสธรให้จงได้ครับ” ผมให้คำสัญญากับประธานกรรมการบริษัทฯ“ดีมาก..ฉันขอบใจเธอทั้ง 2 คนมากที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานให้กับบริษัทฯของเราอย่างเต็มความสามารถ พวกเธอ 2 คนจะมีอะไรให้ฉันช่วยเหลืออีกไหม”ท่านถาม ผมตอบทันควัน “มีครับท่าน...พวกเราอยากขอให้ท่านเป็เถ้าแก่และเ้าภาพในงานแต่งงานของเราสองคนในปีหน้าด้วยครับ” ท่านหัวเราะลั่น “เ้าหนึ่ง...เ้านี่มันตัวแสบจริงๆเหมือนอย่างที่ทศพรบอกเปี๊ยบเลย...เอาล่ะรอให้ถึงเวลานั้นก่อนแล้วพวกเธอจะรู้เอง” แล้วพวกเราก็หัวเราะขึ้นพร้อมกันพลอยทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลงบ้าง
“เอาล่ะ...นี่ก็ดึกมากแล้วทั้ง2 คนกลับไปพักผ่อนกันได้แล้วนะพรุ่งนี้จะต้องทำงานต่อไม่ใช่เหรอ...กลับไปพักผ่อนนะ...ราตรีสวัสดิ์นะจ้ะคู่รัก”ท่านเอ่ย พวกเราสะดุ้งคำว่าคู่รัก แล้วเราก็กราบลาท่านแล้วก็เดินออกจากห้องท่านหญิง ระหว่างทางปุ๊เดินกอดแขนผมแน่นแบบไม่ให้หลุดไปไหนเลย มาถึงด้านนอกก็เห็นพี่ทศพรยืนสูบบุหรี่อยู่ที่รถ ผมลองทักไป “ลูกพี่มารอรับสาวที่ไหนรึครับ” พี่ทศหันมาหน้าฉุน “ ไอ้สัตว์...ก็มารอรับพวกมึงนะแหล่ะโว้ย!..ไอ้เวรยุงกัดฉิบหายนี่ถ้าไม่ใช่มึงนะกูกลับไปหาเหล้าแดกสบายใจไปแล้ว” พี่ทศบ่นอุบอิบ “ ท่านพี่ครับค่ำนี้น้องชายและน้องสาวขอเป็เ้ามือเลี้ยงเหล้าพี่ชายสุดที่รักของพวกเราเพื่อเป็การตอบแทนไม่ทราบท่านพี่จะรังเกียจไหมครับ”ผมหยอก “รังเกียจห่ามึงซิ...ไปรีบไปเลยกูหิวจะแย่อยู่แล้ว”แล้วพวกเราก็หัวเราะเป็ที่สนุกสนาน ระหว่างทานอาหารเราไม่คุยเื่งานกันเลย คุยเื่สัพเพเหระ มุขตลกไปซะอย่างนั้นแต่ก็ดีทำให้บรรยากาศไม่เครียด หลังจากดื่มกินกันพอสมควรแล้วก็เช็คบิลและแยกย้ายกันกลับที่พัก พี่ทศไปส่งผมกับปุ๊ที่สำนักงานแล้วพี่ทศก็กลับที่พักของตนเอง ทำให้ในสำนักงานมีแต่ผมกับปุ๊เพียง 2 คน ผมถามปุ๊ว่าอยากฟังเพลงไหมผมจะร้องให้ฟัง เธอพยักหน้าว่าอยากฟัง ผมก็หยิบกีตาร์มาบรรเลง เราสองคนร้องด้วยกันอย่างสนุกสนาน ผมกับปุ๊เรานั่งกอดกันแน่นปุ๊ร้องไห้ตลอดเวลาเพราะอีกไม่กี่วันผมจะต้องย้ายไปยโสธรแล้ว ผมได้แต่ปลอบว่าถ้าผมไปแล้วท่านหญิงท่านรับรองความปลอดภัยให้ปุ๊อยู่แล้ว แต่ปุ๊ก็ไม่ยอมจะไปอยู่กับผมให้ได้จะตามผมไปยโสธรให้ได้ ปุ๊เมาแล้วผมจึงอุ้มเธอมาที่ห้องของเธอ ผมวางเธอบนที่นอนแล้วบอกว่านอนพักผ่อนซะก่อนนะที่รักพรุ่งนี้ต้องทำงานอีกนะ เธอกอดแขนผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ผมก็ผู้ชายนี่หว่าไม่ใช่พระอิฐพระปูนซะหน่อย มันก็เลยเป็ไปตามธรรมชาติของหญิงชาย ในที่สุดปุ๊กับผมก็ตกเป็ของกันและกัน ผมนอนกอดปุ๊จนถึงเช้าจนปุ๊ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่านอนกอดอยู่ในอ้อมแขนของผมเธอก็แกล้งหลับต่อ ผมรู้ทันจึงสะกิดให้ลุกขึ้นมาร้องบรรเลงเพลงรักกันต่อกี่เพลงไม่ทราบได้จนหมดแรงนอนกอดกันแบบสุขใจเหลือคณาหมดแรงไปตามๆกัน ผมรู้ตัวก่อนยัง่เช้ามืดอยู่ผมบอกปุ๊ว่าผมจะลงไปก่อนนะเพื่อไม่ให้ใครสงสัยให้ปุ๊นอนพักผ่อนนะถึงเวลาค่อยลงมาทำงานตามปกติ แล้วผมก็ลงไปยังห้องพักของผมแล้วนอนสลบไปประมาณ1 ชั่วโมง แล้วจึงลุกขึ้นมาอาบน้ำ แต่งตัวแล้วออกมาทำงานตามปกติ ยังไม่เห็นใครมาทำงานสักคนแม้แต่ปุ๊เองก็ไม่เห็น ครั้นจะขึ้นไปตามเองก็ดูกระไรอยู่ต้องรอแม่บ้านไปดูให้ดีกว่า สักพักแม่บ้านก็มาถึงผมจึงวานให้ไปตามปุ๊หน่อยซิป่านนี้แล้วทำไม่ยังไม่ลงมาทำงานหรือว่าไม่สบาย แม่บ้านรับคำแล้วขึ้นไปตามบนห้อง ผมคิดในใจเมื่อคืนเราเปิดซิงปุ๊หนักไปหรือเปล่าวะ แล้วแม่บ้านก็ลงมาบอกว่าเมื่อคืนเธอนอนดึกขอนอนพักอีกสักหน่อยประมาณก่อนเที่ยงจะลงมาทำงานคะคุณหมอ ขอบคุณครับพี่ที่ช่วยเหลือ เมื่อคืนเราจัดหนักไปแน่ๆเลยวะแต่ยังไงก็มีความสุขจริงๆเลยนะเมียสุดที่รัก...อิๆๆๆ...
วันนี้เวลาประมาณ 9.00 น. เมื่อสัตวบาลส่งเสริมการตลาดสาขายางตลาดมาพร้อมกันแล้วก็มีการประชุมประจำวันก่อนจะออกปฏิบัติงาน แต่วันนี้พิเศษกว่าวันอื่นเนื่องจากมีพี่ทศพรเป็ประธานในที่ประชุม เริ่มการประชุมโดยพี่ทศพรได้อ่านคำสั่งของบริษัทฯเกี่ยวกับเื่ที่ผมจะต้องย้ายไปบุกเบิกเพื่อเปิดสาขาแห่งใหม่ที่จังหวัดยโสธร เพราะฉะนั้นในระหว่างที่ยังไม่มีใครมาทำหน้าที่แทนก็จะต้องแบ่งลูกค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของผมให้แต่ละคนรับผิดชอบแทนไปพลางก่อนจนกว่าจะมีคนมาเพิ่ม พี่สุนทรเสนอขึ้นว่า “พี่ทศพรครับพวกเราอยากทราบว่าลูกค้าของหนึ่งมีประมาณกี่ราย จำนวนสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ เพื่อที่พวกเราจะได้แบ่งกันดูแลได้อย่างทั่วถึงนะครับ” พี่ทศหันมาทางผมแล้วบอกว่า “หนึ่งให้ข้อมูลซิ” “ครับผม...ในส่วนรายละเอียดของลูกค้าและจำนวนสัตว์เลี้ยงรวมทั้งอายุสัปดาห์ผมรวบรวมไว้หมดแล้วอยู่ในมือผมนี่แหล่ะ เดี๋ยวผมจะให้ทุกคนได้ดูนะครับ แต่ก่อนอื่นผมอยากขอความเห็นในที่ประชุมก่อนนะครับ ั้แ่ผมเข้ามาทำงานที่นี่ผมได้รับการปฏิบัติและการสอนงานจากพวกพี่ๆทุกคนอย่างจริงใจและอบอุ่นทำให้ผมได้เรียนรู้งานได้อย่างรวดเร็วเพราะฉะนั้นลูกค้าของผมก็เหมือนกับลูกค้าของพวกพี่ๆด้วย ในเมื่อผมไม่อยู่ผมอยากจะยกลูกค้าในความรับผิดชอบของผมที่มีอยู่ให้แก่พี่ๆทุกคนเอาไปแบ่งกันดูแลไปเลยส่วนใครจะได้รายไหนนั้นผมอยากให้พี่สุนทรในฐานะหัวหน้าทีมเป็คนจัดสรรให้ยุติธรรมแล้วทุกคนก็จะได้ค่าคอมฯเพิ่มขึ้นอีกด้วยถือซะว่าเป็การตอบแทนพวกพี่ๆทุกคนที่สั่งสอนผมมานะครับ...พี่ทศพรมีความเห็นว่ายังไงครับ”พี่ทศหันไปมองทุกคนแล้วพูดว่า “ว่ายังไงกันล่ะทุกคนน้องมันยกให้จะเอาหรือเปล่า” พี่สุนทรพูด “ถ้าได้อย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลยซิครับ..ทุกคนว่าไง”“ดีซิครับขอบใจหนึ่งมากๆเลยนะ...ใจดีจริงๆ” “แต่ผมมีข้อแม้นะพวกพี่ๆ พวกพี่ๆต้องเข้าไปตรวจสุขภาพสัตว์บ่อยๆนะครับ เน้นเื่การกินอาหาร การเปลี่ยนอาหารถึงแม้จะเป็เบอร์เดียวกันก็ตามแต่ต่างล็อดกันก็ต้องให้เขาทำจะใช้สูตร3 วัน หรือ 5 วัน ก็ตามสะดวก เพราะผมทราบมาว่าอาหารของเราถึงแม้คุณภาพด้านโภชนาการจะได้มาตรฐานก็ตาม แต่การผลิตในแต่ละล็อดวัตถุดิบบางชนิดอาจไม่เหมือนกันจึงทำให้รสชาติแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้แหล่ะครับจึงทำให้สัตว์ไม่คุ้นในรสชาติของอาหารบางตัวอาจกินน้อยลงบางตัวอาจถึงขนาดท้องเสียเอาง่ายๆเดี๋ยวE.coli หรือไม่ก็ Samonalla จะถามหาทำให้ปวดหัวไปกันใหญ่ ลูกค้าของผมนั้นผมให้ทำทุกเ้าเลยไม่ค่อยมีปัญหา อ๋ออีกเื่นะครับเข้าฟาร์มอย่าลืมกระเป๋ายานะครับพี่หมอ” ผมพูดจบแล้ว พี่ทศพรกล่าว “ เอาล่ะคนอื่นมีอะไรเพิ่มเติมอีกไหม...ถ้าไม่มีหนึ่งเอาเอกสารให้สุนทรไปจัดการได้เลย...แบ่งให้ยุติธรรมนะแล้วทุกคนรู้จักลูกค้าของหนึ่งบ้างรึเปล่านี่จะต้องให้หนึ่งไปส่งด้วยไหม” “ไม่เป็ไรครับพี่ทศพรพวกผมพอรู้จักครับ ให้น้องมันเตรียมตัวเถอะพรุ่งนี้ก็จะเดินทางแล้วไม่ใช้เหรอ...อย่าลืมสั่งลาแฟนสาวคนสวยด้วยล่ะหนึ่งเอาให้สว่างคาตาเลยนะเว้ย!...ฮ้าๆๆๆๆ” ทุกคนหัวเราะกันเสียงสั่นผมจุ๊ปาก “เบาๆหน่อยพี่เดี๋ยวน้องเค้าได้ยิน...ปัดโธ่เอ๊ย!!!” ผมรู้สึกว่าหน้าแดงอายๆ
ซักพักปุ๊ก็ลงมา “เมื่อกี้มีอะไรกันเหรอเสียงเฮลั่นไปถึงข้างบนเลย” ปุ๊ถาม “เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะพวกพี่ๆเข้าโห่ไล่ผมหนะหยอกล้อกันนิดหน่อยพี่เค้าบอกว่าไม่มีผมอยู่แล้วจะได้จีบคุณได้เต็มที่หน่อยหนะครับ” พวกพี่ๆหัวเหราะกันอีกเป็ที่สนุกสนาน“เมินซะเถอะค่ะฉันรักเดียวใจเดียวจ๊ะ” ปุ๊พูดแหย่ พวกพี่ๆก็เฮกันอีก หลังเสร็จการประชุมแล้วพี่สุนทรก็จัดแจงแบ่งลูกค้าของผมให้ทุกๆคนอย่างทั่วถึงแล้วก็ออกไปทำงานกันตามปกติ ส่วนผมก็ทยอยเก็บข้าวของเตรียมเดินทางในวันรุ่งขึ้น พี่ทศพรนัดผมเวลา 09.00 น.ที่หน้าสำนักงาน ผมจัดของเสร็จแล้วก็ออกมาหาปุ๊ ผมถามปุ๊ “ที่รักจ๋าคุณคิดว่าท่านหญิงจะมีคำสั่งอะไรมาถึงคุณ” “ก็ไม่รู้ซิค่ะจะยังไงก็ได้ขออย่าให้ไปอยู่ใกล้กับตาเฒ่าหัวงูนั่นก็แล้วกัน”ปุ๊ตอบ“แต่ยังไงผมก็อดเป็ห่วงคุณไม่ได้ถึงจะมีท่านหญิงปกป้องก็ตามแต่ไอ้เจ็คหนวดจิ๋มจอมเ้าเล่ห์มันไม่รามือง่ายๆหรอกยิ่งผมไม่อยู่ด้วยก็เหมือนกับเปิดโอกาสให้มันอยู่ดี คุณเองก็ต้องระวังให้มากๆนะ ส่วนผมอยู่ทางนู้นจะพยายามโทรหาคุณบ่อยๆนะครับแม่ทุนหัว” “ขอให้มันจริงเถอะพ่อรูปหล่อถ้าไม่โทรมาเป็เื่แน่...อีกอย่างอย่าให้รู้นะว่าไปแอบมีสาวที่ยโสธรนะแม่จะตามไปอาลาวาดให้ถึงที่เลยคอยดู” ปุ๊ทำเสียงดุ “โถเมียจ๋าอย่าใจร้ายกับผัวนักเลยนะ...ผัวมีเมียคนเดียวก็พอใจที่สุดแล้ว” ผมอ้อน “ขอให้มันจริงเถอะนะคะผัวขาไม่อย่างนั้นจะเหลือแต่ตอ”เธอขู่แล้วก็หัวเราะคิกๆ ผมดึงเธอเข้ามากอดและหอมแก้มไปหนึ่งฟอด เธออายม้วนอยู่ในอ้อมกอดของผม มีความสุขจริงๆเลยวาสนาของไอ้เด็กวัดไผ่ตันได้เมียสาวสวย
ผมกับปุ๊เราชวนกันออกไปกินข้าวที่ร้านค้าข้างๆสำนักงาน กินข้าวกันไปหยอกล้อกันไปตามประสาคนรักอิ่มแล้วจ่ายเงินแล้วเดินเข้าสำนักงานเพื่อทำงานต่อ แต่แล้วเรา 2คนต้องตกตะลึงเมื่อเห็นผู้จัดการใหญ่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะชุดรับแขก ผมสะกิดปุ๊ว่าให้อยู่เฉยๆก่อนแล้วเลี่ยงไปที่โต๊ะทำงานเลยแบบเงียบๆตรงนี้ปล่อยผมเอง ปุ๊ว่าง่ายเดินเลี่ยงไป ส่วนผมทำทีเข้าไปทักทายตามมารยาท ผมทักขึ้นก่อน“สวัสดีครับท่านผู้จัดการใหญ่ วันนี้ลมอะไรหอบมาครับมาเยี่ยมสาขายางตลาดนี้ได้ครับ” “อ้าว...หนึ่งเป็ไงบ้างเตรียมตัวพร้อมหรือยังพรุ่งนี้จะไปยโสธรแล้วไม่ใช่หรือ” แกถาม“เตรียมตัวเรียบร้อยละครับงานในสาขาก็เคลียร์หมดแล้วครับ พรุ่งนี้ 09.00 น.พี่ทศพรจะมารับครับ แล้วผู้จัดการมานานหรือยังครับ พอดีผมกับแฟนออกไปทานข้าวข้างนอกกันมาไม่รู้ว่าท่านผู้จัดการใหญ่จะมาเยี่ยมเลยไม่ทันมาต้อนรับ ต้องขออภัยด้วยนะครับ” ผมลองหยั่งเชิง “พอดีผมผ่านมาแถวนี้ได้ยินว่าหนึ่งจะไปเปิดตลาดที่ยโสธรก็เลยถือโอกาสแวะมาอวยพรน่ะ ยังไงก็ขอให้ตั้งใจทำงานให้เต็มที่นะขอให้ประสบความสำเร็จนะ เอ๊!..เมื่อกี้ได้ยินว่าหนึ่งออกไปกินข้าวกับใครนะผมฟังไม่ถนัด” แกสงสัย “อ๋อ!..ออกไปกินข้าวกับแฟนผมครับคนโน้นหนะครับที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวนั้นแหละครับชื่อเจนจิราครับ...ปุ๊จ๋ามาสวัสดีท่านผู้จัดการใหญ่หน่อยซิจ้ะ...ท่านแวะมาอวยพรผมหนะที่จะต้องเดินทางไปยโสธรในวันพรุ่งนี้หนะจ้ะ” ปุ๊เดินออกมาแล้วยกมือไหว้สวัสดีท่านเจ็คหนวดจิ๋ม “อุ๊ยตาย!..ปุ๊ต้องขอประทานโทษจริงๆคะตอนแรกคิดว่าเป็ลูกค้าของหนึ่งเขาปุ๊เลยไม่ได้สนใจ ต้องขอประทานโทษจริงๆนะคะที่ไม่ทันสังเกตว่าเป็ท่านผู้จัดการใหญ่ต้องขอประทานโทษอีกทีนะคะ” ปุ๊เสริมได้เจ๋งจริงๆ“นี่พวกคุณเป็แฟนกันหรือนี่ั้แ่เมื่อไหร่” ไอ้เจ็คเริ่มเคือง “เราคบกันได้ประมาณ 5 เดือนเศษแล้วครับ กะว่าปีหน้าถ้าพร้อมแล้วเราก็จะแต่งงานกันครับ ถึงวันนั้นแล้วกราบเรียนเชิญท่านผู้จัดการใหญ่ร่วมเป็สักขีพยานงานแต่งงานของเราด้วยนะครับ” ผมจัดเต็ม ไอ้เจ็คหนวดจิ๋มกลายเป็เจ็คหน้าจืดในทันที “ถ้าอย่างนั้นผมขอแสดงความยินดีล่วงหน้าด้วยนะ...เอาล่ะผมมีธุระต่อพอดีผมขอตัวก่อนนะ” พูดจบแล้วรีบเดินจากไปในทันที“สวัสดีครับ..สวัสดีค่ะ..ท่านผู้จัดการใหญ่” ผมกับปุ๊ยืนดูจนรถของแกลับหายไปแล้วเรา2 คนก็กอดกันหัวเราะลั่น...สะใจจริงโว้ย!!!ฮ้าๆๆๆๆ ค่ำคืนนั้นเรา 2 คนมีความสุขกันมาก เริ่มจากการจิบเบียร์ ร้องเพลงออดอ้อนกัน กอด จูบ ลูบไล้ สูดดมกันและกันทั่วร่างกาย แล้วลงเอยด้วยการร่วมกันบรรเลงเพลงรักแบบไม่รู้จบไม่รู้กี่บทเพลงต่อกี่บทเพลงจนเรา2 คนสำลักความสุขไปตามๆกัน ต่างคนก็ต่างอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันช่างเป็คืนที่วิเศษที่สุดสำหรับเรา2 คนซะจริงๆ อีกเมื่อไหร่หนอเรา 2 คนจะได้มาร่วมบรรเลงเพลงรักแบบนี้กันอีกนะ จะทำยังไงได้ในเมื่อหน้าที่มันบังคับนี่นาแต่ถึงยังไงใจของเราก็ยังเป็ของกันและกันอยู่เสมอ หลวงพ่อครับช่วยเป็พยานรักของเรา 2 คนแล้วช่วยคุ้มครองเราทั้งคู่ให้ปลอดจากภยันตรายด้วยนะขอรับ