รุ่งสางยังไม่ทันคลี่ม่านหมอก... ทว่าเสียงกลองศึกกลับดังกัมปนาทสั่นะเืเลื่อนลั่นจนพื้นธรณีสั่นไหว ราวกับหัวใจของปฐีที่กำลังเต้นรัวด้วยความบ้าคลั่ง
ธงทิวรูปัดำทะมึนแห่ง “หลงเฉิง” (เมืองั) โบกสะบัดเกรี้ยวกราดอยู่กลางสายลมหนาว สะบัดพลิ้วราวกับกรงเล็บของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากท้องฟ้าให้ขาดวิ่น
กองทัพดาราเหล็กนับแสนนายยืนเรียงรายดุจกำแพงมีชีวิต ชุดเกราะเหล็กสีดำด้านสะท้อนแสงตะวันแรกแห่งวันที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า ส่งประกายอำมหิตข่มขวัญผู้พบเห็น
และที่ปลายสุดของขอบฟ้า... กำแพงหินสูงตระหง่านของ “จินหลิง” (เมืองหุบเขาทอง) ตั้งมั่นท้าทาย์ราวกับภูผาทองคำที่ไม่มีวันบุบสลาย บนกำแพงนั้น ธงสีครามของ กองทัพฟ้าไร้เมฆา ปลิวไสวอย่างเงียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย
วันนี้ คือวันที่าแย่งชิงดินแดนอันยืดเยื้อยาวนานกว่าสิบปี “ต้องแตกหัก” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ท่ามกลางฝุ่นตลบอบอวล กู้เทียนอี้ แม่ทัพใหญ่แห่งหลงเฉิง กระตุกบังเหียนม้าศึกคู่ใจสีนิลกาฬ ั์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองไปยังยอดกำแพงเมืองจินหลิง เขาสวมเกราะศึกเต็มยศ มือข้างหนึ่งกำด้าม กระบี่ดาราเหล็ก ไว้แน่น รัศมีความแข็งแกร่งแผ่ออกมารอบกาย สมฉายาแม่ทัพผู้เปรียบประหนึ่งดวงดาวเหล็กที่ไม่มีวันสั่นคลอน
“ท่านแม่ทัพใหญ่!” รองแม่ทัพควบม้าเข้ามาเทียบข้าง สีหน้าเคร่งเครียดปนตื่นเต้น “ทหารของเราพร้อมแล้ว ขวัญกำลังใจกำลังพุ่งถึงขีดสุด วันนี้เราจะบดขยี้ประตูเมืองจินหลิงได้แน่ขอรับ!”
กู้เทียนอี้ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ดูอันตรายมากกว่าเป็มิตร เขาแค่นเสียงในลำคอ “สิบปีแล้ว... ข้ากินข้าวแห้งนอนกลางดิน กินลมชมฝุ่นหน้ากำแพงบ้านี่มาสิบปีเต็มๆ” เขาชี้ปลายแส้ไปยังกำแพงเมืองสีทองเบื้องหน้า
“บอกพี่น้องทุกคน... วันนี้ถ้าตีจินหลิงไม่แตก เย็นนี้ไม่ต้องข้าวกิน เราจะไปกินเลี้ยงฉลองชัยชนะกันในวังของพวกมัน หรือไม่ก็ไปกินธูปกันในนรก วันนี้พวกเรามีแค่สองทางเลือก!”
เสียงโห่ร้องรับคำสั่งดังกึกก้องไปทั่วทุ่งหญ้า ทหารกองทัพดาราเหล็กต่างเคาะอาวุธกับโล่เป็จังหวะปลุกใจ ฮึกเหิมราวกับฝูงหมาป่าที่กระหายเื
ทว่า... กู้เทียนอี้กลับหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องที่ประตูเมือง แต่กลับเพ่งเล็งไปยังร่างร่างหนึ่งที่ยืนเด่นเป็สง่าอยู่บนป้อมปราการสูงเสียดฟ้า
ร่างนั้นสวมชุดเกราะสีเงินยวบยาบ ตัดกับผ้าคลุมสีฟ้าครามที่ปลิวไสว ในมือถือคันธนูขนาดใหญ่ที่ดูทรงพลังเกินกว่าคนธรรมดาจะง้างได้ไหว นั่นคือ องค์ชายสาม ผู้บัญชาการทัพฟ้าไร้เมฆา
“เ้าเองสินะ... ตัวปัญหาที่ทำให้ข้าไม่ได้กลับบ้านไปนอนหนุนหมอนนุ่มๆ สักที” กู้เทียนอี้พึมพำกับตัวเอง แววตาที่มองไปยังศัตรูคู่อาฆาตบนกำแพงนั้น เต็มไปด้วยความชื่นชมในฝีมือพอๆ กับความปรารถนาที่จะเอาชนะ
บนกำแพงเมืองจินหลิง องค์ชายสาม หรือ เสวี่ยนห้าว ยืนนิ่งดุจรูปสลัก นิ้วเรียวยาวแตะเบาๆ ที่แล่งธนู สายตาอันคมกริบที่เชี่ยวชาญการศึกกลางอากาศกวาดมองกองทัพเบื้องล่าง แม้ใบหน้าจะเรียบเฉยด้วยความสุขุมสมเป็เชื้อพระวงศ์ แต่ในใจกลับเต้นรัวด้วยจังหวะที่แปลกประหลาด เมื่อสบเข้ากับสายตาของแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม
“องค์ชายสามพะยะค่ะ” นายกองทหารธนูเอ่ยถามเสียงสั่น “กองทัพดาราเหล็กบุกมาเต็มอัตราศึกเช่นนี้ ค่ายกลป้องกันเมืองของเราจะต้านทานไหวหรือพะยะค่ะ?”
องค์ชายสามยิ้มจางๆ มุมปาก รอยยิ้มที่งดงาม แต่เป็ความงดงามประดุจยาพิษอาบคมมีด
“กู้เทียนอี้อาจจะเป็ดวงดาวเหล็กที่ไม่มีวันร่วงหล่น...” เขาหยิบลูกธนูหัวเหล็กกล้าขึ้นมาพาดสาย ั์ตาหรี่ลงเล็งเป้าหมายไปยังแม่ทัพใหญ่กลางวงล้อมข้าศึก
“แต่เขาลืมไปว่า... ท้องฟ้าแห่งนี้ไม่มีเมฆบดบัง ย่อมไม่มีที่ซ่อนสำหรับดวงดาว ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหน ข้าก็จะสอยมันให้ร่วงลงมาซบลงผืนดินเดี๋ยวนี้แหละ”
“เตรียมพลธนู!” เสียงหวานแต่กังวานก้องสั่งการ “เป้าหมายคือทัพหน้า”
“ยิง!”
สิ้นเสียงคำสั่ง าที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของพวกเขาทั้งสองไปตลอดกาล ก็ะเิขึ้นพร้อมกับห่าฝนธนูที่มืดฟ้ามัวดิน!