กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 75 ช่างเป็นดินแดนที่อันตรายนัก

         แสงสีทองจางๆที่สาดส่องจากดวงตะวันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงวันใหม่ แม้จะเป็นเวลารุ่งสางแต่ก็ยังคงเห็นกลุ่มหมอกสีขาวโพลนที่ปกคลุมอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของผืนป่า มันราวกับหมู่ปุยเมฆจากปลายฟากฟ้าที่ตกลงมาสู่พื้นดิน  หยดน้ำค้างใสบริสุทธิ์เกาะอยู่ตามใบหญ้า  หมู่วิหคเริ่มโบยบินออกจากรังนอน ในที่สุดเวลาของเช้าวันใหม่ภายในดินแดนภูตสวรรค์ก็มาถึง 

     

         “ ขอบคุณสำหรับเม็ดยาที่เจ้าให้ข้ามา มันช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของข้าจนดีขึ้นมากจริงๆไหนจะยังช่วยฟื้นฟูพลังเวทอีก นอกจากเม็ดยาอาบจันทราที่เคยมีผู้นำมาประมูลที่โรงประมูลสายหมอกแล้วข้าก็ไม่เคยเห็นเม็ดยาที่ไหนมีคุณสมบัติเช่นนี้มาก่อนอีกเลยเอ๊ะ..! หรือว่าเม็ดยาที่เจ้าให้มาจะคือเม็ดยาอาบจันทรานั่น!? “

     

          ลูเซียสเอ่ยถามด้วยความตกใจ เมื่อนึกถึงคุณสมบัติของเม็ดยาที่เขาพึ่งกินเข้าไปเขาก็นึกถึงได้เพียงเม็ดยาอาบจันทราเท่านั้น เมื่อหลายเดือนก่อนเขาจำได้ว่าเขาเคยเห็นว่ามีผู้หนึ่งนำมันออกมาประมูลแต่ในตอนนั้นเขาเองก็ไม่ค่อยเชื่อถือในสรรพคุณของมันมากนัก จนกระทั่งเวลาต่อมาชื่อเสียงของมันเริ่มมีมากขึ้นรวมถึงราคาของมันก็เพิ่มขึ้นตามเช่นกันแต่ที่น่าแปลกใจคือเม็ดยาอาบจันทรานั้นกลับไม่มีนำมาปล่อยสู่ท้องตลาดอีกเลย

     

         “ อื้อ..นั่นคือเม็ดยาอาบจันทรา  ข้าบังเอิญได้มันมาเมื่อหลายเดือนก่อน “

     

         แอเรียสตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบหาได้สนใจปฏิกิริยาของลูเซียสแต่อย่างใด สำหรับแอเรียสแล้วเม็ดยาอาบจันทราก็เพียงเม็ดยาทั่วไปที่เขามีเก็บไว้นับร้อยในแหวนมิติ  เมื่อหลายเดือนก่อนการปรุงเม็ดยานี้ขึ้นมาด้วยระดับเพียงสัมผัสเวทอาจจะเป็นอะไรที่ยากเย็น  แต่ยามเมื่อเขาอยู่ในระดับผู้ใช้มนตราแล้วการปรุงเม็ดยานี้ขึ้นมามันช่างง่ายดายนัก

     

         “ เจ้าไม่รู้รึอย่างไรว่าตอนนี้เม็ดยานี่เป็นที่ต้องการในหมู่นักเวทระดับสูง  ราคาของมันอยู่ที่สี่หมื่นเหรียญคริสตัลเลยนะ “

     

       ลูเซียสรีบเอ่ยอธิบายออกมาด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน  ในหัวของเขากำลังคิดว่าแอเรียสคงได้เม็ดยาอาบจันทรามาจากฟาร์ฮานจึงได้ไม่เห็นคุณค่าของมันเช่นนี้ หากจำไม่ผิดเมื่อคืนเขาก็เห็นแอเรียสกินเม็ดยาอาบจันทราเข้าไปเพียงเพื่อรักษาบาดแผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไหนจะนำมันมามอบให้เขาโดยไม่คิดเงินแม้แต่เหรียญคริสตัลเดียวอีก  สำหรับเขาแล้วแอเรียสช่างเป็นคนที่ฟุ่มเฟือยยิ่งนัก

     

         “ โอ้ววว..สี่หมื่นเหรียญคริสตัล? ไม่เลวๆ “

     

          แอเรียสทำสีหน้าตกใจเล็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่าราคาของเม็ดยาอาบจันทราจะขึ้นราคาสูงถึงเพียงนี้ คงจะเป็นเพราะมีการบอกกันปากต่อปากและที่สำคัญเม็ดยานี่ยังมีจำนวนจำกัด  นั่นคงเป็นสาเหตุที่ราคาของมันพุ่งสูงขึ้น ในหัวของเขากำลังคิดคำนวนอยู่ว่าหากเขานำเม็ดยาอาบจันทราทั้งหมดที่มีในแหวนมิติออกไปขายเขาจะได้เงินมากเพียงใด

     

          แอเรียสได้แต่อ้าปากจ้องมองแอเรียสที่ดูจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับด้วยความมึนงง  แม้ทายาทตระกูลใหญ่อย่างพวกเขาจะมีเงินทองให้ใช้ได้อย่างมือเติบแต่มันก็ไม่ได้มีมากพอให้ใช้ทิ้งขว้างเช่นนี้‘ตระกูลสการ์เชียมอบเงินทองให้กับเจ้าเด็กนี่มากเพียงใดกันเขาถึงไม่เห็นคุณค่าของเม็ดยาระดับสูงเช่นนี้’  ลูเซียสได้แต่คิดในใจ

     

         ลูเซียสไม่อาจจะรับรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เขาคาดเดานั้นทั้งหมดแล้วหาได้ตรงกับความจริงเลยแม้แต่น้อย แอเรียสนั้นแทบจะไม่ได้รับเงินทองจากตระกูลสการ์เชียเลยก็ว่าได้ หากเป็นเมื่อหลายเดือนก่อนเงินเก็บของพวกทหารยามเฝ้าประตูยังมีมากกว่าเงินเก็บของแอเรียสด้วยซ้ำไป

     

         “ ข้าว่าเจ้าเลิกสนใจเรื่องของข้าแล้วมาสนใจเรื่องของตัวเจ้าเองดีกว่า  สภาพร่างกายของเจ้าเป็นเช่นนี้ หากจะให้ข้าแนะนำข้าคงต้องบอกให้เจ้ากลับไปอยู่เขตป่ารอบนอกจะดีกว่า  อย่างน้อยมันก็ไม่น่าจะพบเจอกับพวกสัตว์อสูรระดับสูง  ส่วนเรื่องจะค้นหาสมบัติ พวกเรายังมีเวลาอยู่ในดินแดนแห่งนี้อีกสี่วันค่อยค้นหาวันอื่นก็ยังไม่สาย  อย่างน้อยมันก็ดีกว่าเจ้าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ “

     

        แอเรียเอ่ยถามออกมาด้วยความหวังดี ด้วยอาการบาดเจ็บของลูเซียสในตอนนี้หากต้องไปปะทะกับสัตว์อสูรระดับสูงอีกสักตัวมันคงจะกลายเป็นจุดจบที่ไม่ค่อยดีนัก  และแอเรียสเองก็ใช่ว่าจะบังเอิญมาช่วยเหลือได้ทันเหมือนกับครั้งนี้

     

         " ไม่ต้องห่วงหรอก  เจ้าดูร่างกายของข้าในตอนนี้สิ  คิดว่าข้าจะไปสู้กับสัตว์อสูรที่ไหนไหว  ว่าแต่เจ้าเองเถอะจะไปที่ไหนต่อ  คงไม่ใช่ว่ากำลังจะมุ่งไปวงกตพฤกษามรณะหรอกนะ"

     

        หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อยเมื่อคืน ทำให้ลูเซียสมีความคิดส่วนหนึ่งว่าแอเรียสอาจจะกำลังจะมุ่งไปที่สถานที่ต้องห้ามแห่งนั้น

     

         " เรื่องนั้นข้าเองก็ยังไม่แน่ใจนัก"

     

        แอเรียสตอบกลับมาเพียงคำพูดสั้นๆ ทิ้งคำถามของลูเซียสให้ยังคงค้างคาใจต่อไป

     

        ในที่สุดทั้งสองก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง  ทุกคนย่อมมีเป้าหมายของตนเอง และบ่อยครั้งที่เป้าหมายเหล่านั้นมักจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

     

         “ ช่างเป็นดินแดนที่อันตรายนัก เพียงไม่นานก็มีคนบาดเจ็บจนเกือบตายถึงสองคนแล้ว  เห็นทีข้าเองก็คงต้องระมัดระวังตัวบ้างแล้วสิ “

     

         แอเรียสได้แต่ถอนหายใจออกมาเมื่อหันมองไปยังทิศทางที่ลูเซียสพึ่งก้าวเดินไป ลูเซียสคือนักเวทรายที่สองที่เกือบจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งในดินแดนแห่งนี้   แต่หากมิลอสผู้ที่ได้รับคราวเคราะห์จนบาดเจ็บสาหัสมาได้ยินคำพูดของแอเรียสมันคงเจ็บใจจนแทบกระอักเลือดออกมาอีกครั้งเป็นแน่  ดินแดนที่อันตรายอย่างนั้นรึ  เจ้านั่นแหละที่เป็นตัวอันตราย  ก็ในเมื่อหนึ่งในนักเวทที่บาดเจ็บสาหัสมันเกิดขึ้นเพราะฝีมือของเจ้า! นี่คงเป็นคำพูดที่มิลอสอยากพูดมากที่สุดหากมันได้ยินประโยคของแอเรียสเข้า

     

         สายลมแผ่วเบาและบรรยากาศอันร่มรื่นของผืนป่ามันทำให้การเดินทางดูไม่ค่อยเหน็ดเหนื่อยมากนัก  แอเรียสเดินทางมากว่าหลายชั่วโมงโดยไม่มีทีท่าจะหยุดพักแต่อย่างใด การเดินทางของเขาครั้งนี้มันออกห่างจากเป้าหมายหลักของเขาเล็กน้อย

     

         แหงนมองไปยังดวงอาทิตย์ที่ขึ้นอยู่ตรงกับศีรษะมันบ่งบอกถึงเวลาเที่ยงวัน  แอเรียสหยุดยืนอยู่ที่ชายขอบของผืนป่าเขียวขจีที่ถูกแบ่งเขตด้วยผืนป่าอันแห้งแล้งที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งความตายที่โชยออกมา  ผืนดินแตกระแหงราวกับไม่ได้สัมผัสกับความชุ่มชื้นมานับร้อยปี  ต้นไม้ต่างยืนต้นตายอย่างน่าสังเวช ทั่วลำต้นไม่มีร่องรอยของความเขียวชอุ่มเลยแม้แต่น้อย  กิ่งก้านที่ควรจะเต็มไปด้วยใบไม้สีเขียวสดกลับไม่มีให้เห็นเลยแม้แต่ใบเดียว ห่างออกไปแอเรียสมองเห็นซากของสัตว์อสูรที่ไม่รู้ตกตายมาตั้งแต่เมื่อใด โครงกระดูกสีขาวโพลนเหล่านั้นดูเหมือนมีบางส่วนที่ดูจะผุกร่อนไปตามกาลเวลาบ้างแล้ว

     

         " สิ่งใดกันที่ทำให้พวกมันกลายเป็นเช่นนี้"

        

         แอเรียสยืนมองไปยังดินแดนอันแห้งแล้งแห่งนั้นด้วยความฉงนสงสัย เขาค่อยก้าวเท้าเข้าไปยังขอบเขตของผืนผ้าที่แห้งตายนั้นด้วยความระมัดระวังตัว  เสียงของฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงกับกิ่งไม้แห้งแทบจะเป็นเสียงเดียวในที่แห่งนี้  เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอแห่งความตายที่แผ่ออกมาจางๆจากทั่วบริเวณ ไม่ว่าจะเดินมานานเท่าใดเขาก็มองไม่เห็นสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่มดแมลงตัวเล็กๆราวกับสัญชาตญาณบ่งบอกกับมันว่าไม่ควรจะเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้ มันราวกับเป็นสุสานของเหล่าพฤกษาและสัตว์อสูร สิ่งที่เกิดขึ้นต้องไม่ใช่เพราะธรรมชาติอย่างแน่นอน

        

         แต่ทันใดนั้นเองความเงียบก็บริเวณแห่งนี้ก็เปลี่ยนไป  เสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้นมาทั่วบริเวณ  แผ่นดินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของแอเรีนสสั่นไหวราวกับมันก็ถูกเขย่าจากบางสิ่ง  ร่างของแอเรียสเซไหวไปมาด้วยความไม่ตั้งตัว ทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย

     

         " นี่มันเรื่องอะไรกัน!! "

     

        แอเรียสมองไปที่พื้นดินบริเวณใกล้ๆที่แตกเป็นทางแยกยาวกว่าห้าเมตร  เขารีบกระโดดหลบไปให้ไกลจากจุดนั้นทันที  รอยแยกเช่นนี้เกิดขึ้นกับอีกหลายบริเวณ  ต้นไม้ที่แห้งตายพวกนั้นโค่นล้มลงมา  กิ่งและลำต้นที่เสื่อมอายุขัยของพวกมันต่างแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ แอเรียสสัมผัสได้ถึงพลังงานอันมืดดำบางอย่างที่แผ่ออกมาอย่างเข้มข้นจากใจกลางของผืนป่าแห่งนี้ แม้จะอยากรู้ว่ามันคือสิ่งใดแต่ปัจจัยโดยรอบกลับไม่เอื้ออำนวยเช่นนั้น

     

        แอเรียสกระโดดหนีรอยแยกเหล่านั้นไปมาเพื่อไม่ให้ตกลงไปในรอยแยก  เมื่อมองไปที่ก้นหลุมของรอยแยกเหล่านั้น  เขากลับมองเห็นเพียงหลุดดำที่อับแสงเท่านั้น  หากตกลงไปในรอยแยกเหล่านั้นก็ไม่มีสิ่งใดมาการันตีได้ว่าการกลับขึ้นมาจะเป็นเรื่องที่ง่ายดาย 

     

        ต้นไม้ที่หักโค่นลงมาก็เป็นอุปสรรคต่อแอเรียสเช่นกัน หากถูกมันหักโค่นลงมาทับย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่  แอเรียสรีบหันหน้ากลับยังทิศทางที่เขาเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว  ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปที่จะต้องรั้งอยู่ในสถานที่ปริศนาแห่งนี้

     

         " ฮ่าๆๆๆในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จ !! นายท่านจะต้องชื่นชมข้าเป็นแน่ และเจ้าจะต้องตาย  จะต้องตาย !!  ฮ่าๆๆ"

     

        เสียงหัวเราะอันวิปลาสดังก้องออกก้องมาจากจุดต้นเหตุของเหตุการณ์ผิดปกติ มันเป็นเสียงที่แอเรียสคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง มันเป็นสิ่งที่ทำให้แอเรียสล้มเลิกความคิดที่จะหันหลังกลับในทันที

     

         " เป็นเจ้าเองรึ...มาเชล! "

     

         เมื่อได้ยินเสียงของมาเชลแอเรียสก็ล้มเลิกความคิดที่จะหันหลังกลับ  เดิมทีแล้วมันไม่มีสาเหตุจำเป็นอะไรที่เขาจะต้องเข้าไปเสี่ยง  แต่ตอนนี้มันคงจะมีเหตุผลที่เพียงพอแล้ว

         

     

         

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน