หลายวันผ่านไปในถ้ำหินใต้เพดานเถาวัลย์เรืองแสง เฟยหลงนอนนิ่งอยู่กับที่ ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้อ่อนล้าจนแทบขยับนิ้วไม่ได้ ทุกครั้งที่รู้สึกตัว เขาจะพบว่าชายชรานั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ไกล บางครั้งกำลังคั่วสมุนไพรเหนือกองไฟเล็กๆ บางครั้งเพียงหลับตานิ่งราวกับต้นไม้ที่หยั่งรากอยู่กับก้อนหิน ไม่มีคำถามไถ่ถาม ไม่มีคำปลอบประโลม มีเพียงชามยาที่ถูกยื่นมาให้ในเวลาที่เหมาะสมเสมอ ราวกับเขานับจังหวะความเ็ปของเฟยหลงได้อย่างแม่นยำ
คืนหนึ่ง เมื่อความเ็ปจากพิษเบาบางลงพอจะให้เฟยหลงนั่งพิงผนังถ้ำได้ เขาจึงถามขึ้นอีกครั้ง "ท่านยังไม่บอกชื่อข้าเลย ท่านาุโ"
ชายชราเงยหน้าขึ้นจากกองไฟ ดวงตาลึกล้ำสะท้อนแสงสีส้มวูบไหว "ชื่อเดิมของข้าตายไปพร้อมกับตัวตนเดิมนานแล้ว จะเรียกชื่อคนตายไปทำไมเล่า" เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ "หากเ้าอยากมีอะไรให้เรียก ก็เรียกข้าว่า 'คนเฝ้าก้นเหว' ก็แล้วกัน เพราะนั่นคือทั้งหมดที่ข้าเป็มานานหลายสิบปี"
"คนเฝ้าก้นเหว..." เฟยหลงพึมพำตาม รู้สึกได้ถึงน้ำหนักบางอย่างในคำเรียกนั้น ราวกับมันไม่ใช่เพียงฉายา แต่เป็คำสาบานที่ชายชราผูกไว้กับตัวเองมานานแสนนาน
"เ้าคงสงสัยว่าข้าเคยเป็ใครมาก่อน" คนเฝ้าก้นเหวกล่าวพลางคนสมุนไพรในหม้อดินอย่างช้าๆ "แต่เื่นั้นไม่สำคัญไปกว่าคำถามที่เ้าควรถามตัวเองตอนนี้ นั่นคือ เ้าจะยังใช้ชีวิตแบบเดิมต่อไปหรือไม่ ทั้งที่ชีวิตแบบเดิมของเ้าได้พาเ้ามาถึงก้นเหวแห่งนี้แล้ว"
เฟยหลงก้มหน้านิ่ง เขานึกถึงกระบี่เมฆาล่องที่จมหายไปในความมืดใต้น้ำ นึกถึงรอยยิ้มเยาะเย้ยของจ้าวเทียน นึกถึงดวงตาไร้น้ำตาของหลินซี ทุกภาพเ่าั้ยังคงแสบร้อนอยู่ในอก แต่สิ่งที่แสบร้อนยิ่งกว่าคือคำพูดของคนเฝ้าก้นเหวเมื่อคืนก่อนที่ยังคงกังวานอยู่ในหัว — เ้าไม่เคยคิดถึงพวกเขาเลยต่างหาก
"ข้าไม่รู้จะเริ่มต้นใหม่อย่างไร" ในที่สุดเขาก็เอ่ยออกมา เสียงแหบแห้งแต่หนักแน่นกว่าเมื่อวาน "เส้นลมปราณของข้าเสียหายจนวิชากระบี่เก่าใช้การไม่ได้ ข้าไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว"
"ดี" คนเฝ้าก้นเหวตอบทันที น้ำเสียงไม่มีทีท่าปลอบใจแม้แต่น้อย "เพราะการที่เ้าไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยนั่นแหละ คือโอกาสเดียวที่เ้าจะไม่ยึดติดกับความหยิ่งผยองเดิมอีกต่อไป คนที่ยังมีบางอย่างให้ยึดติด มักไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างแท้จริง"
เขาลุกขึ้นเดินไปหยิบถังไม้ใบเก่าที่วางอยู่มุมถ้ำ ยื่นให้เฟยหลงพร้อมกับคานหาบเก่าซีด "พรุ่งนี้เมื่อร่างกายเ้าพอขยับได้ จงไปตักน้ำจากลำธารหลังถ้ำมาเติมบ่อสมุนไพรให้เต็มทุกเช้า วันละสามสิบเที่ยว ไม่ขาดไม่เกิน"
เฟยหลงเบิกตากว้าง "ตักน้ำ...? ข้าคิดว่าท่านจะสอนวิชาให้ข้า"
"วิชากระบี่เก่าของเ้าคือผลผลิตของความหยิ่งผยอง เ้าเรียนเร็ว เข้าใจไว จนลืมไปว่าทุกกระบวนท่าล้วนต้องแลกมาด้วยเหงื่อของคนอื่นที่ฝึกมันมาก่อนเ้า" คนเฝ้าก้นเหวมองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา "ก่อนที่ข้าจะสอนอะไรเ้าอีก เ้าต้องรู้จักความรู้สึกของการทำสิ่งที่ไม่มีใครชื่นชมเสียก่อน ทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีใครเห็น ไม่มีใครปรบมือ นั่นคือบทเรียนแรกของเ้า"
คำพูดนั้นฟังดูไร้เหตุผลในหูของเฟยหลงเดิม แต่เฟยหลงคนนี้ที่เพิ่งผ่านความตายมาหมาดๆ กลับไม่มีแรงเถียงสักคำ เขาเพียงพยักหน้ารับคานหาบมาถือไว้ด้วยมือที่ยังสั่นเทา
—
รุ่งเช้าวันถัดมา เฟยหลงลากร่างที่ยังเ็ปไปตามทางเดินแคบๆ หลังถ้ำ ลำธารน้ำใสไหลลัดเลาะผ่านโขดหินมอสสีเขียวเข้ม เขาตักน้ำเที่ยวแรกด้วยมือที่แทบยกถังไม่ไหว ล้มลงกลางทางสองครั้งก่อนจะถึงบ่อสมุนไพร หกน้ำทิ้งไปมากกว่าครึ่งถัง เหงื่อและรอยแผลที่ยังไม่หายดีผสมกันจนแสบร้อนไปทั่วร่าง
เที่ยวที่สิบ เขาเริ่มจับจังหวะการหายใจให้สอดคล้องกับการก้าวเดิน เที่ยวที่ยี่สิบ ร่างกายที่เคยพึ่งพาแต่พละกำลังและปราณเริ่มเรียนรู้จะใช้แรงอย่างประหยัด ไม่ใช่ด้วยเทคนิคชั้นสูงใดๆ แต่ด้วยการสังเกตธรรมชาติของน้ำหนักและแรงโน้มถ่วงที่เขาไม่เคยใส่ใจมาก่อนตลอดสิบเก้าปีที่ผ่านมา เพราะเดิมทีปราณมหาศาลของเขาทำให้ไม่จำเป็ต้องคำนึงถึงรายละเอียดเล็กน้อยเช่นนี้เลย
เที่ยวที่สามสิบ เขาทรุดนั่งลงข้างบ่อสมุนไพรด้วยความหมดแรง แต่กลับรู้สึกถึงบางอย่างที่แปลกประหลาด ราวกับมีสายลมเบาบางเคลื่อนไหวอยู่ใต้ิั ไม่ใช่ปราณแบบที่เขาเคยรู้จัก มันเชื่องช้ากว่า เงียบกว่า แต่มั่นคงราวกับรากไม้ที่หยั่งลึกลงในดิน
"นั่นแหละ" เสียงคนเฝ้าก้นเหวดังขึ้นจากด้านหลัง เขายืนสังเกตอยู่ตลอดโดยที่เฟยหลงไม่ทันสังเกตเห็น "ความรู้สึกที่เ้าเพิ่งััได้ ไม่ใช่ปราณจากเส้นลมปราณเดิมที่เสียหายไปแล้ว แต่เป็ปราณชนิดใหม่ที่เกิดจากร่างกายและจิตใจที่สงบนิ่งพอจะรับรู้มันได้ วิชากระบี่เก่าของเ้าสร้างจากความเร่งรีบและอัตตา ส่วนสิ่งที่เ้าเพิ่งััเกิดจากความอดทนและการยอมรับว่าตัวเองต่ำต้อย สองสิ่งนี้ไปด้วยกันไม่ได้เลยสักนิด"
เฟยหลงเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่คนเฝ้าก้นเหวเพียงหันหลังเดินจากไป ทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียว "พรุ่งนี้ตักน้ำต่อ สามสิบเที่ยวเท่าเดิม จนกว่าข้าจะบอกให้หยุด"
—
ที่สำนักกระบี่์ ท่านเ้าสำนักนั่งอยู่คนเดียวในห้องพักที่ปิดสนิท ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมตัดสินตำแหน่งศิษย์เอกที่กำลังดำเนินอยู่ในหอประชุมใหญ่ห่างออกไปเพียงไม่กี่่ตึก เป็ครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ท่านดำรงตำแหน่ง มือทั้งสองข้างกำผ้าปักลายเมฆผืนหนึ่งที่เคยเป็ของเฟยหลงไว้แน่น
ผู้าุโเหวินซาน ผู้าุโที่สามและเป็คนสนิทของท่านเ้าสำนัก มาเคาะประตูแจ้งผลการประชุมได้แต่ยืนอยู่หน้าประตูโดยไม่ได้รับคำตอบอยู่นาน ก่อนจะได้ยินเสียงท่านเ้าสำนักตอบมาแ่เบาจากภายใน "บอกให้พวกเขาตัดสินใจกันไปเถิด ข้าไม่มีอารมณ์จะยุ่งเกี่ยวกับเื่ตำแหน่งในตอนนี้"
เขาไม่เคยเป็เช่นนี้มาก่อน ทุกคนในสำนักต่างรู้ดีว่าท่านเ้าสำนักให้ความสำคัญกับทุกการตัดสินใจสำคัญของสำนักเสมอมา แต่นับั้แ่เช้าวันที่ข่าวการจากไปของเฟยหลงมาถึง ท่านก็แทบไม่ออกจากห้องพักอีกเลย มีเพียงข่าวลือแว่วมาว่าท่านนอนไม่หลับมาหลายคืนติดต่อกัน และปฏิเสธจะพบใครนอกจากเหวินซาน
ไม่มีผู้ใดในสำนักรู้ความจริงว่า คืนที่เกิดเื่นั้นาแเก่าที่ท่านไม่เคยเปิดเผยต่อผู้ใดกำเริบขึ้นอย่างรุนแรงผิดปกติ แม้จะยังมีสติอยู่ครบถ้วน แต่ท่านจำต้องปิดกั้นััทั้งห้าและทุ่มเทปราณทั้งหมดเข้ารักษาาแภายในอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ไม่อาจแบ่งจิตแบ่งใจไปรับรู้ความเคลื่อนไหวใดๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกได้เลยแม้แต่น้อย กว่าจะถอนสมาธิออกมาได้อีกครั้ง ทุกอย่างก็จบสิ้นไปแล้ว
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในหอประชุมใหญ่ที่ท่านเ้าสำนักไม่อาจไปร่วมได้ ท้องฟ้ายามบ่ายปกคลุมด้วยเมฆสีเทาราวกับไว้ทุกข์ให้ใครสักคน แต่บรรยากาศในหอกลับคึกคักไปด้วยเสียงถกเถียงเื่ตำแหน่งศิษย์เอกที่ว่างลง จ้าวเทียนยืนอยู่กลางห้องด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ราวกับไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าผาเมื่อหลายวันก่อน
"เฟยหลงวิ่งหนีเข้าป่าลึกไปเองด้วยอาการเพ้อจากพิษที่กำเริบกะทันหัน แล้วพลาดพลั้งตกหน้าผาที่ซ่อนอยู่ในเขตป่าห่างไกล นับเป็เื่น่าเศร้ายิ่งสำหรับสำนักเรา" ผู้าุโคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย ไม่มีใครในที่ประชุมรู้ความจริงเื้ั เพราะไม่มีพยานคนใดกล้าเปิดปาก หลังเกิดเหตุได้เพียงสองวัน มีข่าวลือแพร่สะพัดในหมู่ศิษย์ชั้นผู้น้อยว่าใครก็ตามที่พูดถึงคืนวันนั้นมากเกินไป มักถูกส่งตัวไปฝึกวิชาอยู่สาขาสำนักในแดนไกลอย่างกะทันหันโดยไม่มีใครได้ยินข่าวคราวอีกเลย ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าข่าวลือนั้นจริงหรือเป็เพียงคำขู่ลอยๆ แต่ก็เพียงพอจะปิดปากทุกคนในสำนักได้อย่างมิดชิด
"ข้าเสียใจกับการจากไปของศิษย์พี่เฟยหลงยิ่งกว่าใคร" จ้าวเทียนก้มศีรษะเล็กน้อย แววตาไร้ร่องรอยความรู้สึกผิดใดๆ "แต่สำนักยังต้องเดินหน้าต่อไป ข้าขอรับหน้าที่แทนศิษย์พี่ในภารกิจกวาดล้างโจรป่าชายแดน เพื่อรักษาเกียรติของสำนักกระบี่์ไว้"
เสียงชื่นชมดังขึ้นรอบห้อง ไม่มีใครสังเกตเห็นหลินซีที่ยืนอยู่มุมห้องเงียบๆ นางกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว สายตาจับจ้องไปที่พื้นราวกับพยายามหลบเลี่ยงสายตาของทุกคน
เมื่อการประชุมจบลง จ้าวเทียนเดินออกมายังระเบียงด้านนอก พบกับเงาร่างผู้ถือพัดสีดำที่ยืนรออยู่แล้วท่ามกลางแสงเย็นสลัว ใบหน้าของเงาร่างนั้นถูกบังไว้ครึ่งหนึ่งด้วยหมวกคลุม เผยให้เห็นเพียงรอยยิ้มบางเยือกเย็น
"ทำได้ดีมาก" เสียงทุ้มต่ำของเงาร่างนั้นดังขึ้น "ตำแหน่งศิษย์เอกอยู่ในมือเ้าแล้ว เพียงแต่..." เขาหยุดชั่วครู่ก่อนพูดต่อ "เ้าแน่ใจแล้วหรือว่าเฟยหลงตายจริง ข้าไม่เห็นศพ"
จ้าวเทียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ไม่มีใครรอดจากหุบเหวนั้นได้ ท่านผู้นั้นก็รู้ดี"
"อย่างนั้นก็ดี" เงาร่างนั้นพับพัดสีดำเก็บไว้ในแขนเสื้อ สายตาเหลือบมองไปทางขอบฟ้าด้านที่หุบเหวตั้งอยู่ไกลลิบ "แต่หากเขายังไม่ตาย นั่นก็เป็เื่น่าสนใจไม่น้อย เพราะคนที่เคยยืนบนจุดสูงสุดแล้วร่วงหล่นลงมา หากไต่กลับขึ้นมาได้อีกครั้ง มักไม่ใช่คนเดิมที่เราเคยรู้จักอีกต่อไป"
จ้าวเทียนมองตามสายตาของเงาร่างนั้นด้วยความรู้สึกไม่สบายใจที่อธิบายไม่ถูก เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็เพียงเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานเดียวกับที่เฟยหลงเคยเป็ และไม่รู้ว่าวันหนึ่งเขาเองก็อาจถูกเขี่ยทิ้งด้วยเหตุผลเดียวกัน
—
กลับมาที่ก้นเหว วันแล้ววันเล่าผ่านไป เฟยหลงตักน้ำสามสิบเที่ยวทุกเช้าโดยไม่ขาด แม้ร่างกายจะเ็ปน้อยลงเรื่อยๆ แต่ความรู้สึกแปลกประหลาดใต้ิักลับชัดเจนขึ้นทุกวัน ราวกับรากไม้เล็กๆ ที่ค่อยๆ แผ่ขยายลึกลงในดินซึ่งครั้งหนึ่งเคยแห้งแล้งเกินกว่าจะมีสิ่งใดงอกงาม
คืนหนึ่งขณะนั่งพักข้างกองไฟ เฟยหลงมองไปยังคนเฝ้าก้นเหวที่กำลังหลับตานิ่งอยู่ตรงข้าม แล้วถามขึ้นเบาๆ "ท่านคนเฝ้าก้นเหว... ท่านเคยสูญเสียอะไรไปบ้างหรือ ถึงได้เข้าใจความเ็ปของข้าได้ลึกซึ้งเช่นนี้"
คนเฝ้าก้นเหวลืมตาขึ้นช้าๆ เป็ครั้งแรกที่เฟยหลงเห็นเงาบางอย่างแวบผ่านดวงตาลึกล้ำคู่นั้น เงาที่ไม่ใช่ความเรียบเฉยเช่นเคย แต่เป็บางอย่างที่คล้ายความเ็ปที่ถูกฝังลึกมานานจนแทบจำไม่ได้ว่ามันเคยมีอยู่
"ข้าเคยมีศิษย์รักคนหนึ่ง" เขาพูดเบาๆ หลังจากนิ่งไปนาน "เก่งกาจไม่แพ้เ้า และหลงตัวเองไม่ต่างจากเ้าเช่นกัน ข้าตามใจเขาจนเกินไป ยกย่องเขาต่อหน้าทุกคนโดยไม่เคยเตือนเขาถึงสิ่งที่ควรเตือน สุดท้ายเขาก็จบชีวิตลงด้วยน้ำมือของคนที่เขาเคยไว้ใจที่สุด เช่นเดียวกับเ้า"
เฟยหลงนิ่งงัน ไม่กล้าถามต่อ
"ั้แ่วันนั้น ข้าจึงลงมาเฝ้าก้นเหวแห่งนี้" คนเฝ้าก้นเหวกล่าวปิดท้าย น้ำเสียงกลับสู่ความเรียบเฉยดังเดิม "เผื่อสักวันฟ้าดินจะส่งใครสักคนลงมาให้ข้าได้ไถ่โทษที่เคยทำพลาดไว้กับศิษย์รักของข้า เ้าอาจเป็คนนั้นก็ได้ หรือเ้าอาจไม่ใช่ก็ได้ เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์"
เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปในความมืดลึกของถ้ำ ทิ้งเฟยหลงไว้กับกองไฟที่ริบหรี่และคำถามมากมายที่ยังไม่มีคำตอบ แต่ท่ามกลางความมืดนั้น เฟยหลงรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดชีวิต — นั่นคือความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป และบางทีก้นเหวแห่งนี้อาจไม่ใช่จุดจบของเขา แต่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของใครคนหนึ่งที่เขายังไม่เคยรู้จักมาก่อน