ณ เมืองไคว่จีปีนั้น จ้าวเสวี่ยสวินยังเป็เพียงยายหนูน้อยไร้เดียงสาคนหนึ่ง นางกับแม่นมไปเที่ยวเล่นในเมืองและบังเอิญพบกับวีรบุรุษเยาว์วัยนามว่า ‘เซี่ยงจี๋’ ที่ทำให้นางใจเต้นผู้นั้น
“แม่นม แม่นมเร็วหน่อย ท่านดูทางนั้นสิครึกครื้นยิ่งนัก!” เด็กหญิงตัวน้อยร้องบอกด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเป็ประกาย ร้านค้าบนถนนอันคึกคักพลุกพล่านนั้นดึงดูดความสนใจของเสวี่ยสวินน้อย
“องค์หญิง ทางนั้นคนเยอะไม่ปลอดภัย เราอย่าเข้าไปดีกว่านะเพคะ”
เสวี่ยสวินน้อยสะบัดหน้าเง้างอน “ข้าจะไปเล่น ข้าอยากไป!”
เมืองไคว่จีพื้นที่กว้างขวาง ผู้คนมากมาย ที่นี่ยังเป็ย่านตลาดจึงมีคนมากเป็พิเศษ
ทันใดนั้นเสียงตีฆ้องเคาะกลองก็ดังขึ้นเบื้องหน้า ริ้วขบวนรถม้าอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรแล่นเข้ามา ขันทีใบหน้าไร้อารมณ์หลายคนะโเสียงแหลมเล็กอยู่หน้าคันรถ “ฉินฮ่องเต้เสด็จประพาส คนไม่เกี่ยวข้องรีบหลบไป!”
แม่นมรีบพาเสวี่ยสวินน้อยคุกเข่าลงริมถนนตามชาวบ้านคนอื่นๆ ไกลออกไปมองเห็นเพียงบุรุษร่างกำยำสูงใหญ่ผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้านในม่านรถ ลวดลายับนร่างทอประกายแวววาว กษัตริย์ขู่เข็ญปวงประชา แผ่รังสีอำนาจของผู้ปกครองใต้หล้า
“จี๋เอ๋อร์ เขาก็คือฉินฮ่องเต้อิ๋งเจิ้ง” ด้านข้างมีผู้าุโท่านหนึ่งเอ่ยกับเด็กหนุ่มเยาว์วัย
จากนั้นไม่นานองครักษ์ทั้งหลายก็เข้ามาปิดล้อมถนน ท่ามกลางกลียุคในยามนี้ ผู้ที่มีกองกำลังแสนยานุภาพใหญ่โตเช่นนี้ได้ มีเพียงฉินฮ่องเต้อิ๋งเจิ้งเท่านั้น!
ฉินฮ่องเต้โเี้ทารุณไร้คุณธรรมเสมอมา บนถนนมีชายชราผู้หนึ่งถูกองครักษ์แทงตายตรงนั้นเพียงเพราะหลบทางไม่ทัน เืสดไหลนองเต็มพื้น ผู้คนเห็นแล้วหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทว่ากลับไม่มีใครกล้าปริปาก
ใบหน้าเสวี่ยสวินน้อยพลันซีดเผือด นางประจักษ์แก่ใจดี แม้ตนจะเป็องค์หญิงแคว้นจ้าวก็ยังไม่อาจยับยั้งการสังหารของฉินฮ่องเต้อิ๋งเจิ้งได้ ทำได้เพียงหลับตาลงอย่างขมขื่น
เด็กหนุ่มข้างกายนางข่มกลั้นอารมณ์ไม่อยู่มาั้แ่แรกแล้ว ดวงตาเผยริ้วโทสะ กล่าวคำพร้อมมือกำหมัดแน่น “สักวันข้าจะฆ่าอิ๋งเจิ้งแล้วเข้าไปแทนที่…”
เสวี่ยสวินน้อยรีบยกมือปิดปากเขา ฉินฮ่องเต้ปกครองด้วยอำนาจแข็งกร้าวเผด็จการมาตลอด เด็กหนุ่มผู้นี้ถึงกับกล้าเปล่งวาจาท้าทายกลางถนน นางไม่อยากเห็นใครกลายเป็โศกนาฏกรรมเช่นเดียวกับชายชราผู้นั้นอีก!
รอจนขบวนรถม้าของฉินฮ่องเต้ค่อยๆ ห่างไปไกลแล้ว เสวี่ยสวินน้อยจึงปล่อยมือออก “เ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร วาจานี้เท่ากับิ่เบื้องสูง ต้องโทษปะาเก้าชั่วโคตรเชียวนะ!”
เด็กหนุ่มสีหน้าแววตาทะนงองอาจ เอ่ยเหยียดหยามออกมา “ที่ข้าพูดล้วนเป็ความจริง นับแต่วันนี้ไปข้าจะตั้งใจเรียนวรยุทธ์กับท่านอา เพื่อปกป้องชาวบ้านในอนาคต!”
ผู้าุโท่านนั้นลูบเคราพลางพยักหน้ากล่าว “เด็กดี ช่างมีปณิธานแท้จริง”
เสวี่ยสวินมองเห็นความตั้งใจแน่วแน่ในแววตาเด็กหนุ่ม จึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าเชื่อเ้า เ้ามีนามว่าอะไร”
เด็กหนุ่มกำลังจะเอ่ยคำ กลับถูกอาของเขาห้ามไว้ ทว่าเ้าตัวยังคงยืดอกขึ้น กล่าวอย่างทะนง “ข้าไม่กลัวกระทั่งฉินฮ่องเต้ มีหรือยังต้องกลัวเพียงแค่บอกนามกับยายหนูคนหนึ่ง ข้ามีนามเซี่ยงอวี่ ชื่อจริงจี๋!”
‘เซี่ยงจี๋’ นับั้แ่นั้นมาชื่อนี้ก็สลักลงในหัวใจเสวี่ยสวินน้อย
แม่นมดึงสตินางที่ใจลอยกลับมา พลางพูดโน้มน้าว “คุณหนู เราไปกันเถอะเ้าค่ะ ฮูหยินกับนายท่านยังรอพวกเราอยู่นะเ้าคะ”
เสวี่ยสวินน้อยยิ้มแป้นให้เด็กหนุ่ม ใบหน้างามใสนั้นดั่งดอกท้อบานสะพรั่งใต้แสงรุ่งอรุณ “พี่เซี่ยง ข้าต้องกลับบ้านแล้ว หวังว่าภายหน้าเราจะได้พบกันอีก!”
เด็กหญิงตัวน้อยพูดจบก็หันร่างเดินตามแม่นมไป เซี่ยงอวี่น้อยมองนางอย่างเหม่อลอย ตกอยู่ในภวังค์กับรอยยิ้มงามสดใสเมื่อครู่นั้นของนาง คิดอยากจะเรียกรั้งไว้ แต่ไม่รู้ควรต้องเอ่ยปากเช่นไร กระทั่งชื่อของเด็กหญิงตัวน้อยตนยังไม่รู้ ได้แต่มองนางเดินห่างออกไปไกล
ชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเสวี่ยสวินไว้ในยามนี้ดูห้าวหาญองอาจ ท่วงท่าสง่าราศีไม่ธรรมดา ดูกล้าหาญขึ้นกว่าครานั้นหลายเท่า คนที่ตนเฝ้าคอยตามหามาตลอด ในที่สุดก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว!
ที่แท้นางก็คือยายหนูน้อยที่เคยพบเจอกันเมื่อครั้งยังเด็กนี่เอง! เซี่ยงอวี่นึกถึงรอยยิ้มอยากจะลืมเลือนนั้นของนาง บัดนี้กลายเป็หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามดุจมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา[1] พานให้คนใจสั่นไหวเหลือประมาณ
เซี่ยงอวี่คิดจะพูดอะไรบางอย่าง จางเอ่อร์กลับชิงเอ่ยขึ้นก่อน “เวลาไม่เช้าแล้ว เกรงว่าวันนี้คงไม่สะดวกนัก วันหน้ามีวาสนาคงได้พบกันใหม่”
เดิมทีเซี่ยงอวี่อยากรั้งอยู่ร่วมสนทนากับสหายเก่า ครั้นเห็นจางเอ่อร์พูดเช่นนี้ก็ได้แต่ล้มเลิกความคิดไปอย่างจนใจ สีหน้าแววตาดูหม่นหมองลงเล็กน้อย “ทั้งสองท่านเพียงเห็นก็ทราบแล้วว่าเป็ชนชั้นสูงตระกูลผู้ดี เซี่ยงอวี่เป็เพียงสามัญชนรากหญ้า จะกล้าใฝ่สูงอาจเอื้อมคบหาได้อย่างไร ขอตัวลาไว้ ณ ที่นี้”
พูดจบก็ก้าวขาตั้งท่าจะเดินจากไปจริงๆ แต่แล้วจู่ๆ เสวี่ยสวินก็เรียกรั้งเขาไว้ เอ่ยคำด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่เซี่ยง!”
จางเอ่อร์ก้าวขึ้นข้างหน้าประสานมือคารวะ ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้ม “จอมยุทธ์น้อยเซี่ยงอย่าได้โกรธเคืองไป พวกข้าเพียงหยั่งเชิงเ้าเท่านั้น น้องหญิงของข้าผู้นี้แต่ไรมามักทำตามอารมณ์เอาแต่ใจตัวเอง ยามปกติล่วงเกินผู้คนไปไม่น้อย เป็เหตุจูงใจให้คนชุดดำเ่าั้ลอบสังหาร จิตใจจึงคอยระวังผู้อื่นมิย่อหย่อน พวกข้าเพียงกลัวว่าเ้าจะเป็พวกเดียวกับคนชุดดำเ่าั้ จึงตั้งใจทดสอบเจตนาเ้า”
ดวงตาสุกใสไร้มลทินของเสวี่ยสวินจ้องถลึงจางเอ่อร์ด้วยความไม่พอใจ แฝงท่าทีเอาแต่ใจแบบเด็กๆ
เซี่ยงอวี่ยิ้มโล่งใจ “ที่แท้เป็เช่นนี้เอง ระวังไว้หน่อยย่อมดีกว่า!”
จางเอ่อร์กับเสวี่ยสวินรู้สึกสนิทสนมกับเซี่ยงอวี่ประหนึ่งเป็สหายคบหากันมาั้แ่แรกเห็น จึงชวนเขาไปพูดคุยกันต่อที่หอสุราในเมือง
ขณะทั้งสามเดินทางออกจากป่า จางเอ่อร์เหลือบตามองคนชุดดำที่กินยาพิษฆ่าตัวตายเ่าั้อีกรอบ ลอบคิดว่ามือสังหารเหล่านี้ย่อมมีเื้ัไม่ธรรมดา หัวคิ้วพลันขมวดเบาๆ อย่างเงียบๆ อดไม่ได้ที่จะเป็ห่วงความปลอดภัยของเสวี่ยสวินขึ้นมา
...
เชิงอรรถ
^ อุปมาถึงการตกตะลึงในความงามของหญิงสาว มาจากกลอนบรรยายสี่ยอดพธูของจีน มัจฉาจมวารีและปักษีตกนภา เป็นฉายากล่าวถึงนางไซซีและหวังเจาจวิน