เหล่าสาวใช้มองออกว่าโม่เสวี่ยถงอารมณ์ไม่ดีนัก จึงไม่กล้าพูดอะไรมากมายต่างพากันถอยออกไป
ภายในห้องเงียบสงบลง หญิงสาวน้ำตาหลั่งริน ริมฝีปากกระจุ๋มกระจิ๋มราวกับผลอิงเถาขบเม้มแน่นเพียรระงับความโศกเศร้าที่เอ่อท้นในหัวใจ ชาติภพก่อนนางผิดพลาดอะไรกันแน่ไฉนจึงไม่เคยเคลือบแคลงสงสัยสาเหตุการตายของมารดาเลยก่อนที่ตนเองจะตายถึงเพิ่งรู้ว่าการเสียชีวิตของมารดาเป็ฝีมือของฟางอี๋เหนียงรอยยิ้มเหิมเกริมร้ายกาจประหนึ่งยาพิษของโม่เสวี่ยิ่คล้ายมาปรากฏเบื้องหน้าสายตาอีกครั้ง
ชาติภพนี้ นางต้องค้นหาสาเหตุการตายของมารดาให้กระจ่างแจ้งชำระหนี้แค้นคืนความเป็ธรรมให้มารดา...
วันที่โม่เสวี่ยหมินจับนางกรอกสุราพิษ คำพูดที่กล่าวไว้ไม่กระจ่างบอกแต่ว่าการตายของมารดาเกิดจากการกระทำของฟางอี๋เหนียง เืต้องชดใช้ด้วยเืชีวิตนี้นางจะต้องเปิดโปงความชั่วร้ายของพวกนางสองแม่ลูกให้ผู้คนรับรู้ให้ได้
ก่อนมารดาจะตายได้ฝากคำพูดหนึ่งไว้ว่าให้นางไปเอากำไลหยกชิ้นหนึ่งซึ่งวางอยู่ในห้องหนังสือของบิดาเก็บไว้เป็ที่ระลึกนางเกิดรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก นี่ต้องเป็สิ่งสำคัญมากเป็แน่ชาติภพที่แล้วมีหลายเื่ที่ละเลยไป แม้แต่การเสียชีวิตของมารดานางก็วินิจฉัยแยกแยะไม่ออก...
โม่เสวี่ยถงรู้เกี่ยวกับช่องลับในห้องหนังสือของโม่ฮว่าเหวินนานแล้วนี่คือสิ่งที่มารดาบอกเอาไว้ก่อนลาโลกไปเพียงไม่กี่วัน
โม่เสวี่ยถงอยู่ในเรือนจื่อเถิงได้ไม่นานิมามาก็สั่งให้คนยกสำรับมื้อเที่ยงมาให้ แต่นางไม่รู้สึกอยากอาหารเลยจริงๆขยับตะเกียบเพียงเล็กน้อย แล้วก็เลยออกไปยังห้องหนังสือของบิดา
นางเปิดดูช่องลับ ด้านในมีกำไลหยกวิจิตรประณีตวงหนึ่งเนื้อสีเขียวแกมน้ำเงินประหนึ่งสระมรกตใสไร้ตำหนิ แค่มองก็รู้ว่าเป็หยกชั้นเลิศ
หลังจากออกจากห้องหนังสือของบิดาก็ไปห้องฟางอี๋เหนียงขณะที่ออกมาก็ยังมีของติดแขนเสื้อมาด้วยหลายชิ้น
นางกลับเมืองหลวงครานี้ก็เพื่อสะสางบัญชีแค้นให้ตนเองบุตรชายและอีกหลายชีวิต แล้วจะไม่เตรียมการให้พรั่งพร้อมได้อย่างไรเล่า
แม้สีหน้าจะดูอ่อนแอแต่กลับแจ่มใสดียิ่งเมื่อถึงยามค่ำยังกินข้าวได้มากกว่าเดิมถึงครึ่งถ้วย สวี่มามาถึงกับท่องอมิตาพุทธพร่ำพูดว่าดีเหลือเกินที่ได้กลับมาบ้านเดิม คุณหนูจึงมีความสุขกินข้าวได้มากขึ้น
พอกินข้าวเสร็จ โม่เสวี่ยถงก็ไปที่เรือนของมารดาอีกครั้งนางให้โม่อวี้เฝ้าอยู่หน้าประตู แล้วเดินเข้าไปข้างในเพียงคนเดียว
ภายในเรือนเงียบสงบ ใบไม้ร่วงกลาดเกลื่อนเต็มพื้น สายลมฤดูสารทขับขานได้ยินเพียงเสียงม่านพลิ้วไหว นางกลืนความโศกเศร้าที่ไม่อาจบรรยายไว้ภายในดวงตากัดริมฝีปากแล้วค่อยๆ ย่างกรายผ่านเข้าประตูเรือน
แต่ขณะที่นางกำลังก้าวเข้าไปก็ถูกพลังแข็งแกร่งสายหนึ่งลากจนเซถลาลำคอของนางถูกตรึงไว้ด้วยมือใหญ่ เสียงกระซิบเย็นะเืดังขึ้นข้างหู “หุบปาก”
คนผู้นั้นลากโม่เสวี่ยถงหายวับเข้าไปหลังฉากบังตา ช่องแคบรอยต่อด้านหลังเตียงไม้ขนาดใหญ่เวลานี้กลายเป็ที่หลบซ่อนได้อย่างเหมาะเจาะเดิมทีร่างกายของโม่เสวี่ยถงก็อ่อนแออยู่แล้ว ไหนเลยจะมีแรงขัดขืนแค่เขากระชากทีเดียวนางก็ถูกลากเข้าไปอยู่ด้านในนั้นแล้ว แผ่นหลังเล็กแนบชิดกับแผงอกแกร่งลำคอรู้สึกตีบตันคล้ายจะขาดอากาศหายใจ
อาจเป็เพราะอีกฝ่ายสังเกตได้ว่านางกำลังหายใจลำบาก จึงคลายมือที่รัดคออยู่ให้หลวมออกเล็กน้อย
“ช่วยเบาแรงหน่อยเถิด... อยากได้สิ่งใด... ก็ไปหยิบเอาเองได้เลย” โม่เสวี่ยถงยืนนิ่งไม่ขัดขืน กดเสียงต่ำกระซิบบอก
คนผู้นั้นได้ยินแล้วก็คลายมืออีกเล็กน้อย นางสูดหายใจลึกเอาอากาศเข้าไปขณะที่คิดจะกล่าวบางอย่าง มือใหญ่ก็พลันยื่นเข้ามาอุดปากนางไว้ “หากอยากมีชีวิตอยู่ก็จงหุบปากซะ”
ไม่ทันที่นางจะมีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆหน้าต่างด้านขวาที่ติดกับเตียงก็มีเสียงปึง! ก้องกังวาน บัดนี้ได้เวลาจุดโคมแล้วเมื่อได้ยินเสียงแบบนี้ในห้องที่เงียบสนิท เป็ใครก็คงสงบไม่ลง
โม่เสวี่ยถงเอี้ยวศีรษะมองคนชุดดำซึ่งเข้ามาทางหน้าต่างอย่างตื่นตระหนกเท้าแตะขอบหน้าต่างเพียงเล็กน้อยก็ะโเข้ามาด้านในเนื่องจากคิดว่าแค่มานั่งประเดี๋ยวเดียวก็จะไป ตอนที่เข้ามาจึงมิได้จุดโคมอาศัยแสงสว่างรำไรจากนอกหน้าต่างก็เห็นว่าคนชุดดำผู้นั้นเข้ามารื้อค้นสิ่งของของมารดาไม่หยุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โต๊ะเครื่องแป้งกล่องเครื่องประดับที่มารดาทิ้งไว้สองสามใบก็ถูกเปิดค้นจนหมดเดิมทีก็เป็เพียงกล่องเปล่าไม่มีสิ่งใดด้านใน แต่ก็ถูกรื้อจนเกลื่อนกลาดเต็มโต๊ะคนผู้นั้นตรวจตราถี่ยิบ มีหลายครั้งที่หยิบเครื่องประดับไปส่องดูที่หน้าต่างแต่แล้วก็ทำสีหน้าผิดหวังและวางลง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งของที่เขาตามหา
หรือว่าของพวกนี้คุณภาพยังไม่ดีพอ? โม่เสวี่ยถงรู้สึกงุนงงเดี๋ยวนี้โจรจะขโมยของต้องดูคุณภาพก่อนแล้วค่อยหยิบไปด้วยหรือ
“คุณหนู สวี่มามาเตรียมรถพร้อมแล้ว ให้พวกเรากลับได้แล้วเ้าค่ะ”
ชายชุดดำที่อยู่ด้านในนิ่งงันแล้วรีบเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วะโออกไปทางหน้าต่าง หายไปในชั่วพริบตา
“ให้สาวใช้ของเ้าออกไป” เสียงที่ปัดเฉียดข้างหูเย็นะเืไม่มีความอบอุ่นเป็มิตรแม้แต่น้อยมือที่ปิดปากอยู่คลายออกแล้วเลื่อนลงมากดที่ลำคอของนางแทน โม่เสวี่ยถงเชื่อว่าแค่ตนเองพูดอะไรไม่ถูกต้องออกไปมือคู่นั้นคงบีบคอนางให้ตายคามือ
“โม่อวี้ เ้ารอก่อน เดี๋ยวข้าช่วยท่านแม่จัดเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยค่อยออกไป”โม่เสวี่ยถงหายใจเฮือกใหญ่สองครั้งก่อนกล่าวเสียงเรียบสถานการณ์แบบนี้นางต้องจำยอมไปก่อนแต่ต่อให้มีโม่อวี้มาเพิ่มอีกคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้ที่อยู่ด้านหลังอยู่ดี
“เ้าปล่อยข้าเถอะ ข้าไม่ร้องหรอกน่า ของพวกนั้นเป็ของเ้าทั้งหมดนั่นแหละ”โม่เสวี่ยถงดึงมือของคนผู้นั้นเบาๆแล้วชี้ไปที่กำไลข้อมือหลายชิ้นที่วางกองยุ่งเหยิงอยู่บนโต๊ะเป็นัยว่าให้เขาวางใจได้ นางไม่ทำเื่สิ้นคิดแน่นอน
คนผู้นั้นตะลึงงันคล้ายคิดไม่ถึงว่าสตรีที่ดูบอบบางเช่นนางจะเรียบง่ายตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้มือจึงคลายลง เพียงแต่ยังคงบังคับให้นางอยู่ด้านหน้าและมือก็ยังคงจับไหล่ของนางอยู่“เ้าก็คือคุณหนูสามจวนโม่ที่ลือกันว่าอ่อนแอไร้ความสามารถผู้นั้นเองหรือคิดไม่ถึงว่าจะมีกิริยาท่าทางแบบนี้ ไม่เห็นเหมือนที่ร่ำลือสักเท่าไรเลยนี่”
ด้วยท่ายืนแบบนี้ทำให้นางไม่อาจเห็นหน้าเขา แต่นางก็ไม่คิดจะมองอยู่แล้ว
“ข้ารู้ว่าเ้าเป็คนฉลาด รีบปล่อยข้าแล้วเอาของพวกนี้ไปเถอะ” โม่เสวี่ยถงหัวเราะเสียงเย็นยื่นมือเรียวงามไปเคาะสองมือที่ยังวางอยู่บนไหล่ของนาง
“เ้าคือคุณหนูสามสกุลโม่จริงๆ หรือ” คนผู้นั้นดูคล้ายจะนึกสนใจขึ้นมาหากไม่ตอบคำถามก็ไม่ยอมเลิกราเป็แน่แท้ท่าทางสุขุมเยือกเย็นของนางดูไม่คล้ายสาวน้อยผู้อ่อนแอแม้แต่ส่วนเสี้ยว
“ใช่ ขอถามอีกครั้ง ตอนนี้เ้าจะปล่อยข้าไปได้หรือยัง” โม่เสวี่ยถงกล่าวอย่างเหลืออด
“เอาของมีค่าในเรือนมารดาเ้าออกมาให้หมด ข้าหาใช่โจรกระจอกของแค่นี้ไม่อยู่ในสายตาข้าสักนิด” บุรุษที่อยู่ด้านหลังยิ้มเล็กน้อยแล้วบังคับให้โม่เสวี่ยถงเดินไปข้างหน้าช้าๆ มือของเขายังคงกดอยู่บนไหล่ของนาง แต่ด้วยแรงบีบทำให้นางรู้ว่าเพียงเขาออกแรงอีกนิดไหล่ของนางก็สามารถหักได้ง่ายๆ
โม่เสวี่ยถงยอมเดินไปหน้าโต๊ะตามแรงผลักของเขาของที่วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเป็เครื่องประดับจากทองและหยก แม้จะไม่มีชิ้นไหนที่ดูสะดุดตาแต่ก็เป็ของเก่าแก่ของมารดาทั้งสิ้น นางยื่นมือเข้าไปควานหาของในตู้ ทว่าก็หยิบออกมาได้แต่ของจำพวกทองก้อนเงินก้อน ไข่มุกและหยกเพียงไม่กี่ชิ้นนี่คือของที่ซุกซ่อนอยู่ในโต๊ะเครื่องแป้งของมารดาซึ่งอยู่ช่องในสุดหากไม่สังเกตให้ดีจะมองไม่เห็น
“ช่างกระจอกยิ่งนัก แค่นี้เอาไปให้ขอทานเถอะ” บุรุษที่อยู่ด้านหลังกล่าวเสียดสี“มารดาของเ้าไม่ทิ้งสมบัติที่พอเชิดหน้าชูตาไว้ให้เ้าบ้างเลยหรือ”
“ของดีๆ ของแม่ข้าล้วนรวมอยู่ในสินเดิมของเ่าั้บิดาข้านำกลับเมืองหลวงไปหมดแล้ว” คิ้วเรียวดังกิ่งหลิวมุ่นขมวดเล็กน้อยขณะกล่าวเสียงเรียบ
“มารดาเ้ามอบสินเดิมให้บิดาของเ้าทั้งหมดเลยหรือไม่ใช่ว่าควรทิ้งไว้ให้ผู้เป็บุตรสาวหรืออย่างไร” บุรุษที่อยู่ด้านหลังยังถามไม่รู้จักจบสิ้นราวกับเด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็นไม่เหลียวแลแก้วแหวนเงินทองที่วางอยู่หน้าโต๊ะแม้แต่น้อย
“แล้วจะให้ทิ้งไว้ ให้คนมาขโมยเช่นนั้นหรือ” โม่เสวี่ยถงแววตาเป็ประกายเล็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
“ตัวเป็บุตรสาว แม้แต่สินเดิมของมารดายังรักษาไว้ไม่ได้มิน่าเล่าข้างนอกจึงลือกันว่าเ้าเป็คนอ่อนแอไร้ความสามารถคนอย่างเ้าอยู่เฝ้าที่นี่ดีแล้ว ไม่ต้องรีบร้อนกลับเมืองหลวงหรอก” พอคำพูดประชดประชันประโยคนี้หลุดออกมา โม่เสวี่ยถงก็ดิ้นรนขัดขืนทันที
เื่เกิดขึ้นกะทันหันจนบุรุษที่อยู่ด้านหลังไม่ทันระวัง ขณะที่คิดจะบีบไหล่ของนางให้แน่นขึ้นเขาพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่เท้าและหันมาตวาด “เ้าจะทำอะไรของเ้า”พูดยังไม่ทันขาดคำ มือซ้ายที่วางอยู่บนไหล่นางก็เจ็บแปลบขึ้นมาอีกพอเลื่อนสายตาขึ้นมอง ก็พบว่าหญิงสาวดึงมือเขาไปกัดจนจมเขี้ยว
“เมื่อเ้ามีเวลาว่างมาเฝ้ามองข้า ก็ย่อมรู้ว่าข้าคิดจะทำสิ่งใดแต่ไหนแต่ไรมา ใครร้ายมาข้าก็ร้ายตอบ ไม่ว่าเ้าจะมีเหตุผลใดมาจับตามองข้า ข้าก็หวังว่าเ้าจะถ่างตาดูให้ชัดว่าของที่ข้าให้ได้ก็มีแค่เครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีมากไปกว่านี้ในเมืองอวิ๋นเฉิงมีคนร่ำรวยกว่าข้าตั้งมากมาย แต่เ้าไม่มีปัญญาเลือกคนเองกลับมาปล้นสตรีอ่อนแอตัวคนเดียวเช่นข้าเสียนี่” โม่เสวี่ยถงเยือกเย็นอย่างน่าประหลาดสะบัดมือเขาทิ้งอย่างฉับพลัน แล้วหยิบถ้วยแก้วบนโต๊ะขว้างลงพื้น
เสียงดังโครมครามท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรีดังทอดไปไกล
“คุณหนู เกิดเื่อะไรหรือไม่เ้าคะ” น้ำเสียงตื่นตระหนกของโม่อวี้ดังขึ้นหน้าประตูตัวยังมาไม่ถึง แต่เสียงกลับล่วงหน้ามาก่อนแล้ว
“เ้าไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้วใช่หรือไม่” คนผู้นั้นกดเสียงต่ำลงพลางตวาดใส่มือข้างที่ไม่ถูกกัดบีบแขนของหญิงสาวอย่างแรง จนแขนเรียวเล็กแทบจะหัก
“เ้าจะบันดาลโทสะสังหารข้าเลยก็ได้นะ แต่ว่ามันจะคุ้มกันหรือของพวกนี้เดิมทีเ้าก็หยิบฉวยไปได้โดยไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำแต่กลับรั้งอยู่ให้คนของข้าโขกสับ หากเดาไม่ผิด เ้าคงมีเป้าหมายอื่นใช่หรือไม่แม้ว่าข้าจะไม่ใช่คนสำคัญอะไร แต่หากตายไปก็ทำให้เ้าเดือดร้อนได้เหมือนกันคนในเมืองอวิ๋นเฉิงจะต้องหาวิธีไขคดีให้กระจ่างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับบิดาข้าเป็แน่ดูไปแล้ววรยุทธ์ของเ้าก็คงไม่เลว บางทีอาจหนีไปได้ แต่เื่ที่เ้าต้องจัดการย่อมทำไม่สำเร็จอย่างไรก็แล้วแต่ เื่ยังไม่ได้ไปถึงจุดที่เลวร้ายขนาดนั้นแค่ยอมอดกลั้นถอยคนละก้าวคลื่นลมย่อมสงบ แม้ว่าข้าจะกัดท่านระบายอารมณ์ไปทีหนึ่งแต่ก็มิได้ส่งเสียงดังให้ใครช่วย เ้าอยากทำอะไรก็ทำไป น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง แบบนี้ก็นับว่าเสมอกันทั้งสองฝ่าย”โม่เสวี่ยถงพูดอย่างใจเย็น
พอได้ยินบุรุษผู้นี้บอกให้นางไม่ต้องรีบกลับเมืองหลวงนางก็รู้แล้วว่าผู้มาต้องไม่ใช่หัวขโมยธรรมดาแน่นอนเขารู้ได้อย่างไรว่านางจะกลับเมืองหลวงนางไม่คิดว่าตนเองจะมีราคาค่างวดให้ยอดฝีมือคนหนึ่งต้องมาเฝ้าจับตามองถึงเพียงนั้น
ดังนั้นคนผู้นี้จะต้องมีเป้าหมายอื่นแต่ถือโอกาสจับตามองเื่ของนางไปด้วยคนแบบนี้ไม่มีทางยอมให้ตนเองต้องเสียงานใหญ่ เพื่อคนที่ไม่เกี่ยวข้องเพียงคนเดียวแน่นอน
นางมั่นใจเป็อย่างยิ่งว่า คนผู้นี้ไม่อาจแตะต้องตนเองได้
บุรุษที่อยู่ด้านหลังลมหายใจหนักหน่วงขึ้นแม้ว่าโม่เสวี่ยถงที่อยู่ด้านหน้าจะได้ยินเสียงขบกรามกรอดแต่ทันใดนั้นก็รู้สึกมีลมอุ่นร้อนวูบมากระทบใบหู ขณะที่นางยังไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆก็รู้สึกปวดแปลบที่ใบหู เขากัดนาง! แล้วน้ำเสียงซึ่งพยายามระงับอารมณ์อย่างเต็มที่ก็ดังตามมา“ข้าก็กัดเ้าทีหนึ่งเหมือนกันจำไว้ด้วยว่ายังติดหนี้ข้าอยู่”
ทันทีที่กล่าวจบ คนผู้นั้นก็ะโออกไปทางหน้าต่างหายตัวไปในพริบตา
“คุณหนู” ประตูถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโม่อวี้กับสวี่มามาวิ่งหน้าตื่นอ้อมฉากบังตาเข้ามา เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่นั่นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ข้าไม่ทันระวังทำแก้วของมารดาตกแตกเสียแล้ว” โม่เสวี่ยถงพยายามระงับความตื่นเต้นในหัวใจนางรู้สึกขอบคุณที่วันนี้ฟ้ามืดเร็ว เวลานี้จึงมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เพียงรางๆเท่านั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นใบหน้าแดงก่ำของนาง แม้ว่าตอนนี้จิตใจจะสงบลงแล้วแต่นางก็เป็เพียงหญิงสาวที่เก็บตัวอยู่ในหอห้องมือข้างหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะยังสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุมได้
ในชีวิตทั้งสองชาติภพของนาง ยังไม่เคยมีประสบการณ์อันคลุมเครือชวนให้อึดอัดใจเช่นนี้มาก่อนแต่กลับถูกหัวขโมยที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาคนหนึ่งล่วงเกินเอาได้แล้วจะไม่ให้ตื่นกลัวและอับอายได้อย่างไร
“คุณหนูไม่เป็อะไรก็ดีแล้วเ้าค่ะ” สวี่มามากับโม่อวี้ค่อยรู้สึกเบาใจสาวใช้อีกคนเข้ามาเก็บกวาดข้าวของที่กระจัดกระจายทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะโม่เสวี่ยถงให้โม่อวี้นำเครื่องประดับทั้งหมดของมารดาเก็บใส่กล่องให้เรียบร้อยแล้วนำไปด้วยนี่เป็ของที่มารดาทิ้งไว้ให้ ผู้อื่นอาจมองข้าม แต่นางกลับรักและหวงแหนยิ่ง