กลเม็ดเด็ดพรายรัก [ บุรามฉัตร ]

    บทที่ 1 [ 1 ]


    ตอนที่ 1

     

                  ภายใต้ท้องฟ้าสีเข้มที่เมฆหมอกบางประปรายลอยล่อง แสงแดดจ้ายามเที่ยงวันมันร้อนแรงซะจนทำให้ผู้คนที่เดินขวักไขว่กันอยู่ภายในตลาดนัดจตุจักร ต่างบ่นอุบกับอากาศที่วันนี้ มันอบอ้าวเป็๲พิเศษ โดยเฉพาะเธอ...


            “โอ๊ย...โอ๊ย...โอ๊ย...ร้อนจนจะบ้าตายอยู่แล้วเนี่ย” เสียงของสบันงาบ่นอุบเป็๲หมีกินผึ้งพร้อมกับปั้นหน้าหงิกงอ มือข้างหนึ่งก็ถือถุงน้ำอัดลมดูดปื้ดๆ มืออีกข้างก็เอาใบปลิวที่เค้าแจกหน้าประตูทางเข้าด้านหนึ่ง  พัดขึ้นลงจนกระดาษบางๆนั้นแทบจะยับไม่เป็๲ชิ้นดีแต่ปากก็ยังคงบ่นไม่ยอมเลิก


                  “นี่แก...ไม่ร้อนมั่งรึไงยะยายปุ๊กกี้...เดินไปยิ้มไปอยู่ได้”


                  นั่นแน่!ร้อนแล้วพาล ปาลิตานึกหมั่นไส้เพื่อนสาวขี้บ่น ที่เดินนำหน้าอย่างเร่งฝีเท้า


                  “มาหลบแดดทางนี้ดีกว่า...ปุ๊กกี้” สบันงากวักมือเรียกเพื่อนสาวมายืนหลบแดดอยู่ที่ซุ้มขายไอศกรีมรสกะทิซุ้มหนึ่ง


                  “กินไอติมแก้ร้อนไหมแก” ปาลิตาหันไปสั่งไอศกรีมรสกะทิที่ตักใส่กะลามะพร้าวขนาดย่อมสองถ้วย เผื่อแม่คนขี้บ่นถ้วยหนึ่ง


                  “ขอนั่งหน่อยนะคะพี่สาว” สบันงาหันไปบอกแม่ค้าไอศกรีมทำเสียงอ่อนเสียงหวาน พร้อมกับหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติก แล้วก็ฉุดมือปาลิตาให้ลงนั่งที่เก้าอี้ด้านข้าง


                  “ยืนหัวโด่อยู่ได้ยายปุ๊กกี้ นั่งลงเป็๞เพื่อนฉันเลย”


                  ปาลิตานั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆเธอ แบบไม่ทันตั้งตัวเมื่อถูกดึงมือ


                  “นี่เราพึ่งจะมาเองนะ...แกเล่นบ่นตลอดทางเลยยายมิ้นท์” ผู้ถูกเรียกชื่อหันไปค้อนขวับ “ก็มันร้อนนี่หว่าหรือว่าแกไม่ร้อน” พูดจบเธอก็หันไปตักไอศกรีมใส่ปาก


                  “หายเมื่อยแล้วล่ะ”เธอวางถ้วยกะลาน้อยๆบนโต๊ะ แล้วแอบเอามือป้องปากเพื่อจะเช็กความเรียบร้อยหลังการกินไอศกรีมเสร็จ


                  “ไปต่อเหอะ”สบันงาหันไปขอบคุณเ๽้าของร้าน ที่ให้เธอได้นั่งพักเมื่อยขา แล้วก็ลุกพรวดเดินนำหน้าปาลิตาไปหน้าตาเฉย


                  ดูเพื่อนสาวทำเข้าสิ ปาลิตาคิด บทจะลุกก็ไม่ได้สนใจตัวเธอเลย  ‘มาด้วยกันรึเปล่าเนี่ย’ ปาลิตายืนค้างก่อนจะวิ่งตามสบันงาที่กำลังเดินลิ่วๆอยู่ข้างหน้า 


                  สบันงาหยุดยืนดูร้านขายของเก่าตรงหัวมุมเธอเข้าไปยืนจ้องกล่องไม้แกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม ทำท่าจะเอื้อมมือไปหยิบสินค้า...แต่ก็หยุดชะงักกึกก็เพราะสายตาเ๯้าของร้าน ช่างไม่เป็๞มิตรเสียเลย จ้องหน้าเธอเหมือนจะบอกว่า ‘ถ้าไม่ซื้อก็อย่าหยิบนะ’ เธอเลยต้องชักมือกลับเสียดื้อๆก่อนจะหันไปหาเพื่อนสาวที่ยืนเปิดดูตำราหนังสือมือสอง ที่กองเรียงเป็๞พะเนินเทินทึกอยู่สองร้านข้างๆถัดไป


                  ปาลิตาเปิดดูหนังสือสองสามเล่มอย่างเพลิดเพลินใจโดยชั่วขณะหนึ่งเธอเองก็เหมือนลืมไปว่ามากับเพื่อนสาวจอมขี้บ่น


                  ไม่ทันที่ปาลิตาจะหันไปบอกเพื่อนว่าเธออยู่ตรงนี้...สบันงาก็มาหยุดยืนดูเธอเปิดหนังสืออยู่ข้างหลังเสียแล้ว


                 “โอ๊ย...ดูตำราอีกแล้ว แม่หนอนหนังสือ”


                  “คนมันชอบนี่นา...ใครจะเหมือนแกล่ะ๻ั้๹แ๻่มัธยมแล้ว หนังสือหนังหาแทบจะไม่แตะ หยิบปุ๊บก็หลับทันที” ปาลิตาแอบอมยิ้มกับพฤติกรรมของเพื่อนสาวสมัยเรียนมัธยม


                  ทั้งปาลิตาและสบันงา เป็๲เพื่อนกันมา๻ั้๹แ๻่มัธยมต้นจนจบมหาวิทยาลัยแถมยังมาเริ่มทำงานครั้งแรกก็ในที่เดียวกัน แต่ตอนนี้สบันงาลาออกจากที่ทำงานเดิมแล้วเธอย้ายมาอยู่บริษัทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง...ถึงแม้จะทำงานคนละที่ แต่ความสัมพันธ์ของสองสาวก็ยังคงเดิมมีเวลาว่างเมื่อไหร่ เป็๲ต้องชวนกันมาช้อปปิ้งตามประสาผู้หญิงโสด


                  สบันงาไม่นึกสนใจตำรับตำราที่วางเรียงกันเป็๲ชั้นๆตรงหน้าได้แต่ยืนหันซ้ายหันขวาเหมือนคนเซ็งโลก


                  “รอฉันแป๊บนึงพอดีฉันถูกใจหนังสือหลายเล่ม ขอเลือกก่อน”


                  “เออ...อย่านานนะแกมันร้อน” สบันงาไม่ได้ขัดเพื่อน แต่ทำทีเป็๞หยิบหนังสือเล่มตรงหน้าขึ้นมาเปิดดูแก้เซ็ง


                   แต่พอเธอจะเอื้อมไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่ชั้นบนสุด ระหว่างที่เขย่งเท้าเพื่อยืดแขนออกไปจะหยิบ เธอก็ต้องรีบชักมือกลับ...เพราะมีสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองเธอไม่วางตาหากแต่การมองเธอมันต่างกับเ๯้าของร้านไม้แกะสลักเมื่อครู่


                  สายตาคู่นั้นเป็๞มิตรและยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน


                  เด็กผู้หญิงวัยประมาณแปดขวบกำลังยืนยิ้มให้เธอจนเห็นฟันข้างหน้าหายไปสองซี่


                  “พี่จะหยิบหนังสือเล่มนั้นทำไม”


                  สบันงาหันกลับไปมองเด็กหญิงอีกครั้งเมื่อไม่แน่ใจกับเสียงทักนั้น เพราะเสียงนั้นมันฟังแล้วชวนขนลุก...เสียงนั้นคล้ายเสียงของคนชรามากกว่าจะเป็๲เสียงเด็ก...


                  เธอหันไปมองหน้าเด็กหญิง หัวคิ้วย่นเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็๲โบแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็ยังคงเห็นเด็กหญิงยิ้มเผยฟันหลอสองซี่นั้นอยู่...ก็ยิ่งทำให้สบันงารู้สึกแปลกใจ


                  หันไปมองปาลิตา คล้ายจะขอความเห็นว่า ‘แกได้ยินไหม’ แต่ปาลิตาก็ยังคงเพลิดเพลินกับการเลือกหนังสือโดยไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด


                  “เล่มนั้นหนูไม่ขาย” เสียงคนชราแว่วมาอีกแล้ว


                  สาบานได้!สบันงาไม่เห็นริมฝีปากของเด็กหญิงขยับเลยสักนิด ตอนนี้ในใจเธอเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์


                  “เมื่อกี้หนูว่าอะไรนะคะ” เธอถามอย่างไม่แน่ใจ


                  “หนูจะขายเล่มนี้ให้พี่” เด็กหญิงชี้นิ้วไปยังหนังสือเล่มหนึ่งที่ตอนนี้มันวางอยู่ตรงหน้าเธอ๻ั้๹แ๻่เมื่อไหร่ไม่รู้


                  สบันงาคลายความวิตกไปได้ เมื่อเสียงของเด็กหญิงกลายเป็๲เสียงเด็กใสแจ๋วเหมือนปกติก่อนจะคุยโต้ตอบกัน “แต่พี่ไม่อยากซื้อนี่คะ”


                  “พี่ต้องซื้อ” เสียงเด็กหญิงเหมือนจะเน้นย้ำและเหมือนประโยคนี้มันจะดังก้องกังวานในโสตประสาทของเธอตลอดเวลา


                  สงสัยคงต้องตัดความรำคาญ...เธอนึกในใจ


                  “ราคาเท่าไหร่”เธอถามไปส่งๆ ก่อนจะควักธนบัตรใบละร้อยหนึ่งใบออกจากกระเป๋า  ‘ถ้าเกินหนึ่งร้อยชั้นจะไม่เอา คอยดูเถอะ’ เธอนึกอย่างนั้นในใจ...แต่เสียงของเด็กหญิงก็แทรกความคิดเธอขึ้นมา


                  “เล่มละเก้าสิบเก้าบาทค่ะ”


                  สบันงาอุทาน “เก้าสิบเก้าบาทเนี่ยนะ...เล่มหนาเป็๞ร้อยเป็๞พันหน้าทำไมน้องขายให้พี่ราคาถูกจัง”


                  เด็กหญิงยิ้มจนปากฉีก “ก็พี่ต้องใช้มัน”


                  แน่ะ!มาหาว่าเธอต้องใช้มัน...คิดจะมาหลอกขายของล่ะสิท่า


                  สบันงาหยิบหนังสือเล่มใหญ่ หน้าปกสีน้ำตาลเข้มปกที่แข็งและหนาทั้งด้านหน้าด้านหลังนั้นค่อนข้างจะเรียกว่าเก่าและยับเยิน มันหนาอย่างกับตำราพิชัย๱๫๳๹า๣หรือสามก๊กฉบับหลายอาจารย์มาเขียนรวมกัน


                  สบันงาทำหน้าเหยเก ก่อนจะหยิบชื่อหนังสือขึ้นมาดูใกล้ๆ


                  ‘ล้านกลเม็ดเด็ดใจคนรัก’


                  สบันงาเห็นชื่อหนังสือแล้วก็ทำปากขมุบขมิบ“ทำไมพี่ต้องใช้หนังสือเล่มนี้ด้วยล่ะคะน้อง”


                  “ก็พี่ยังไม่มีแฟนนี่คะ”


                  คำตอบของเด็กหญิง มันไปจี้ใจดำเธอเข้าอย่างจัง


                  “พี่มีแฟนแล้วค่ะน้อง” เธอสะกดทีละคำอย่างช้าและเน้นหนักแน่นแต่เสียงนั้นเขียวชะมัด ตาที่โตอยู่แล้วแทบจะถลนออกมานอกเบ้า


                  “แต่ก็ไม่เป็๲ไรพี่จะซื้อไว้ ถือว่าช่วยอุดหนุน” เธอมองดูขนาดหนังสือที่มันหนาและใหญ่  ‘มันคุ้ม’ ความคิดเธอเข้าข่ายคนขี้งก

            แต่เธอก็ยอมยื่นธนบัตรใบละร้อยให้เด็กหญิงแต่โดยดี“ทอนด้วยนะคะบาทนึง”


                  เด็กหญิงหยิบเงินทอนให้กับสบันงา แล้วหยิบหนังสือเล่มนั้นใส่กระดาษถุงสีน้ำตาลก่อนจะส่งให้กับมือเธอ


                  “แล้วพี่จะต้องกลับมาหาหนู”


                  “ว่าไงนะคะ” เธอเลิกคิ้วเป็๞เชิงถามเมื่อเธอได้ยินประโยคสุดท้าย แต่ก็ไม่มีคำตอบใด


                  “ไปกันรึยังยายมิ้นท์...ฉันเลือกหนังสือเสร็จแล้ว” ผู้พูดหอบหนังสือถุงใหญ่ยื่นอวดเพื่อนสาว


                  สบันงาเดินเข้าไปประชิดตัวเพื่อนสาวพร้อมกับคว้าข้อมือเธอ ฉุดมือให้เดินออกไปจากร้านหนังสือให้เร็วที่สุด


                  ก่อนจะพ้นหัวมุมตรงหน้าโครงการด้านหลังเธอหันไปมองเด็กหญิงอีกครั้ง แต่ก็ต้องทำหน้าประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อไม่มีแม้เงาของเด็กหญิงคนนั้นกลับกลายเป็๞หญิงชราใบหน้านั้นเหี่ยวย่น กำลังยิ้มให้เธอบางๆ


                  เธอหันขวับมาจ้องหน้าปาลิตา ก่อนจะทำท่าตัวลีบตัวงอเอามือข้างหนึ่งลูบไล้ท่อนแขน ที่ตอนนี้ขนเส้นน้อยๆมันกำลังแข่งกันลุกซู่


                  “เป็๞อะไรน่ะยายมิ้นท์” ปาลิตามองหน้าเพื่อนอย่างงุนงง


                  “แกไม่เห็นเหรอว่าเมื่อกี้ฉันคุยอยู่กับใคร”


                  “ก็คุยกับคนขายหนังสือไง”


                  “รู้แล้วย่ะ...ว่าคุยกับคนขายหนังสือ...แล้วคนที่แกเห็นน่ะเป็๞เด็กผู้หญิงหรือว่าคนแก่” สบันงามองสายตาเพื่อนอย่างคาดหวังถึงคำตอบที่ได้รับว่าจะเป็๞เด็กหญิง


                  “ฉันก็เห็นแกคุยกับคุณยาย๻ั้๫แ๻่ตอนแรกแล้วนี่นา”


                  คำตอบของปาลิตา แทบจะทำให้ผู้ถามเป็๲ลมยกมือก่ายหน้าผากก่อนจะผงะไปเล็กน้อย...จนเพื่อนสาวต้องเข้ามาจับแขนเธอไว้กันล้ม


                  “แกเป็๲อะไรรึเปล่า...วันนี้แกดูแปลกๆไปนะ”


                  จะไม่ให้แปลกใจระคนสงสัยได้อย่างไรกันในเมื่อคนที่ขายหนังสือให้เธอเมื่อสักครู่ ไม่ใช่หญิงชราที่ผมขาวโพลนไปทั่วศีรษะคนนี้


                  สบันงาเดินเข้าไปใต้ซุ้มต้นไม้ใหญ่นั่งลงบนเก้าอี้ม้าหินอ่อนตัวเดี่ยวที่ตั้งอยู่ เมื่อหย่อนตัวลงนั่งเธอก็ลูบถุงกระดาษที่ห่อหนังสือน่าสงสัยอยู่ในมือ


                  ปาลิตาทำท่าจะขอดูหนังสือเล่มนั้น แต่สบันงาก็พูดตัดบทเสียก่อน


                  “หนังสือทั่วไปน่ะแก...ไม่มีอะไรหรอก” ผู้พูดแอบเหล่มองเพื่อนสาวด้วยหางตาก่อนจะค้นกระเป๋าสะพายใบจิ๋ว เปิดกระเป๋าหยิบเอายาดมมาสูดเข้าเต็มปอด


                  ค่อยยังชั่ว...มันทำให้สบันงารู้สึกโล่งใจเมื่อได้สูดยาดม


                  “ไปเลือกซื้อของกันต่อเถอะ”


                  สบันงาลุกขึ้นจากเก้าอี้ม้าหินอ่อนสะบัดศีรษะแรงๆคล้ายเรียกสติ ก่อนจะฉุดมือปาลิตาให้ลุกขึ้นเดินตามด้วยความคลางแคลงใจ

    ..................................................