เหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า

    บทที่ 24

    บทที่ 24 ณ บ่อนพนัน ในยามสายของวันหยางหลงและแม่นางเสวี่ยเฟยกำลังนั่งทานอาหารอยู่บนโต๊ะกลางห้องนอนของนาง โดยปกติแล้วหยางหลงมิค่อยจะลงไปวุ่นวายด้านล่างสักเท่าไหร่ สำหรับในความคิดของเขานั้นคิดว่าบ่อนแห่งนี้เมื่อแม่นางเสวี่ยเฟยนั้นดูแลมันตั้งแต่เริ่มก็ปล่อยให้นางบริหารมันต่อไป ถ้าเขานั้นเข้าไปยุ่งวุ่นวายมันจะทำให้เกิดเรื่องต่างๆตามมาอีกภายหลัง หยางหลงได้ตักอาหารเข้าปากอย่างช้าๆใบหน้าของเขานั้นกำลังเหม่อลอย ภายในใจนั้นกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ไม่นานนักแม่นางเสวี่ยเฟยที่กำลังนั่งทานอาหารร่วมโต๊ะกันอยู่ก็เริ่มสังเกตเห็นท่าทางที่ผิดแปลกไปของหยางหลง “ ท่านกำลังคิดอันใดอยู่... ” แม่นางเสวี่ยเฟยได้เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าหยางหลงนั้นทำท่าทางครุ่นคิดมาสักพักแล้ว “ ข้าอยากได้กระบี่ชั้นดีสักเล่มเจ้ารู้หรือมั้ยว่าจะหาซื้อที่ไหนได้... ” หยางหลงนั้นเล็งเห็นว่าตอนนี้เขานั้นควรจะหาอาวุธคู่กายของตนติดไว้ได้แล้ว แน่นอนว่าการหาอาวุธคู่กายของตน หยางหลงนั้นคงจะไม่หากระบี่ธรรมดาทั่วไปที่หาได้ง่ายดาย เขานั้นอยากได้อาวุธชั้นเยี่ยมที่ทำขึ้นมาจากวัสดุที่หายาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่จะเก่งกาจได้นั้นส่วนหนึ่งมาจากอาวุธคู่กาย ในความทรงจำของบุรุษปริศนาที่หยางหลงได้รับมานั้นเขาเองก็มีอาวุธคู่กายที่ดีเยี่ยมเช่นกัน บุรุษผู้นั้นมีสิ่งที่เรียกว่า ‘กระบี่หยดน้ำค้างแข็ง ’ มันเป็นกระบี่ชั้นเยี่ยมที่ว่ากันว่าทั้งตัวกระบี่นั้นถูกแกะสลักขึ้นมาจากก้อนน้ำแข็งพันปี มันจะไม่มีวันละลายจากแสงแดดเหมือนเช่นน้ำแข็งธรรมดาและไม่มีวันถูกทำร้ายจะอาวุธใดๆทั้งสิ้น ตัวกระบี่นั้นเป็นสีฟ้าโปร่งใสถูกสลักเป็นลวดลายดอกไม้บางชนิดที่แปลกตา ส่วนด้านคมของกระบี่นั้นถูกรับมาจนน้ำแข็งนั้นคมยิ่งกว่าโลหะ ภายในความทรงจำของเขานั่นกระบี่เล่มนั้นสามารถตัดโลหะหนาได้ราวกับกระดาษ ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายในใจของหยางหลงนั้นก็อยากได้กระบี่เล่นนั้นเอาไว้ในครอบครอง แต่ตัวของเขานั้นไม่รู้ว่าบัดนี้กระบี่เล่มนั้นอยู่สถานที่แห่งใด อย่าว่าเช่นนั้นเลยขนาดความทรงจำของบุรุษปริศนาผู้นี้ที่หยางหลงได้รับมา ยังหลงยังไม่รู้เลยว่าบุรุษผู้นี้ตายไปนานมากเท่าไหร่แล้ว ถ้ามันเกิน 100 ปี บัดนี้กระบี่เล่มนั้นคงจะสูญหายไปจากยุทธภพแล้ว แต่ถึงกระนั้นหยางหลงก็ได้เห็นอาวุธของชั้นเยี่ยมมากมายผ่านความทรงจำที่เขานั้นได้รับมา การที่เขาเอ่ยเช่นนั้นออกไปเพราะหวังว่าเขานั้นจะเจออาวุธชั้นเยี่ยมสักหนึ่งชิ้นเพื่อนำมาเป็นอาวุธคู่กาย เมื่อได้ยินว่าหยางหลงนั้นต้องการอาวุธชั้นเยี่ยมแม่นางเสวี่ยเฟยก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่นางจะส่ายหัว “ ไม่ไหวหรอกเพค่ะ... ” แม่นางเสวี่ยเฟยนางเอ่ยออกมาด้วยความหนักใจ การกระทำของนางนั้นทำให้หยางหลงรู้สึกสงสัย เขานั้นก็ไม่คิดจะเก็บความสงสัยนั้นไว้ภายในใจหยางหลงไม่รีรอเขานั้นเอ่ยถามออกไป “ มีอะไรงั้นหรือ ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นหันมามองด้วยใบหน้าที่หมดหวัง “ ตอนนี้อาวุธชั้นเยี่ยมเกือบจะทุกชนิดที่อยู่ในแผ่นดินแคว้นหลี่แห่งนี้ส่วนใหญ่ต่างถูกราชวงศ์เก็บเข้าไปในท้องพระคลังหมดแล้ว ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยางหลงก็ได้เริ่มครุ่นคิดอีกครั้ง ด้วยเหตุใดเหล่าเชื้อราชวงศ์ถึงรวบรวมอาวุธชั้นเยี่ยมเข้าไปอยู่ภายใต้การครอบครองทั้งหมด มันมิมีเหตุผลที่ตายตัวเลยจริงๆ เมื่อคิดหาคำตอบอยู่นานก็มิได้คำตอบหยางหลงก็หันกลับไปถามแม่นางเสวี่ยเฟยอีกครั้ง “ เหตุใดราชวงศ์ต้องทำเช่นนั้นด้วย ” หยางหลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ ก็เพราะฮ่องเต้องค์ปัจจุบันชอบสะสมของพวกนี้ นี่ท่านเป็นบุตรชายของฝ่าบาทจริงๆหรือเปล่าอันใดจึงไม่รู้...? ” แม่นางเสวี่ยเฟยมองหยางหลงด้วยความสงสัย “ เห้อ!!! ข้าจะเรียกชายผู้นั้นว่าบิดาได้เต็มปากหรือเปล่าข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ชายผู้นั้นไม่เคยแม้แต่จะยืนมือเข้ามาช่วยตัวของข้ากับท่านแม่ ” “ ถ้าเจ้าจะถามถึงความรู้สึกของข้าในตอนนี้ภายในใจของข้านั้นมีความแค้นมากกว่าความรักให้แก่ชายผู้นั้นเสียอีก ” เมื่อยิ่งพูดแล้วยิ่งเหมือนกับนำมีดมาแทงซ้ำเข้าที่แผลเดิม ความรู้สึกพวกนั้นเขายังจำได้ดีแม้ว่าเขาจะไม่ได้ประสบพบเจอมากับตัว แต่เขานั้นก็ได้รับความรู้สึกต่างๆมาจากองค์ชายหยางหลง ใบหน้าของหยางหลงนั้นเต็มไปด้วยความเครียดแค้น เขารู้สึกเจ็บหน้าอกทุกคราวที่เขานั้นเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากรำลึกถึงความหลังมาได้เพียงครู่หนึ่ง หยางหลงก็ได้ถึงตนเองกลับมาในเวลาปัจจุบัน “ สรุปว่าข้านั้นจะไม่สามารถหาอาวุธชั้นเยี่ยมได้เลยงั้นหรือ ” หยางหลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ บัดนี้ภายนอกถ้าจะหาอาวุธชั้นเยี่ยมคงยากเย็นกว่างมเข็มในมหาสมุทร ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นตอบกลับอย่างหมดหวัง ถึงกระนั้นหยางหลงเขาก็ไม่มีความคิดถอดใจจากอาวุธเหล่านั้น เขานั้นเลือกที่จะเข้าไปภายในวังเพื่อนำอาวุธเหล่านั้นออกมาเอง แต่นั้นเขาก็คิดอยู่ภายในใจเท่านั้นพอรู้ว่าถ้าเอ่ยออกไปแม่นางเสวี่ยเฟยนั้นต้องห้ามตนแน่นอน “ กินต่อเถอะ... ” หยางหลงเริ่มเปลี่ยนประเด็นทันทีไม่ใช่เพราะว่าเขานั้นตัดใจแต่ทว่าเขานั้นตัดสินใจได้แล้วต่างหาก เขาจึงไม่จำเป็นต้องพูดคุยเรื่องนี้ต่อ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้เริ่มทานอาหารที่ตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะของตนต่อจนเสร็จ หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จหยางหลงก็ได้เดินลงมาตรวจตาสิ่งต่างๆภายในบ่อนแห่งนี้ โดยปกติเขานั้นไม่ค่อยจะเดินลงมาสักเท่าไร เพราะเวลาออกจากห้องนั้นเขาก็จะใช้ทางหน้าต่างแทนประตูด้านล่างแห่งนี้ บัดนี้มีบ่าวไพร่อยู่มากมายที่กำลังทำความสะอาดและเช็คอุปกรณ์ต่างๆอยู่ หยางหลงนั้นพยายามเดินดูสิ่งต่างๆอย่างไม่เข้าไปยุ่งกับการทำงานของบ่าวไพร่ภายในบ่อน ในขณะที่หยางหลงนั้นกำลังเดินพลางกวาดสายตามองรอบๆอยู่นั้น เขาเริ่มได้ยินเสียงฝีมือของผู้ใดสักคนกำลังเดินตามเขาอยู่อย่างใกล้ชิด บุรุษชุดขาวนั้นหันไปมอง จางเค่อผู้ดูแลบ่อนแห่งนี้กำลังเดินตามเขาอยู่ เมื่อเห็นว่าหยางหลงนั้นหันมามองเขาก็ได้ก้มศีรษะต่ำลง “ คารวะคุณชายหยางหลง... ” ผู้ดูแลบ่อนวัยฉกรรจ์ได้เอ่ยอย่างนอบน้อมก่อนที่จะยกศีรษะของตนขึ้นมาอย่างช้าๆ “ มิทราบว่านายหญิงอยู่ที่ใดกัน ” จางเค่อเอ่ยอย่างนอบน้อม “ ข้าให้นางพักผ่อนช่วงนี้ข้าเห็นนางดูอ่อนล้าผิดปกติ... ” หลังจากนั้นบุรุษวัยฉกรรจ์ทั้งสองก็ได้เดินตรวจตาไปพลางกับสนทนาเรื่องราวต่างๆไป .................... รถม้าที่มีผู้คุ้มกันมากมายล้อมรอบได้วิ่งผ่านถนนเส้นหลักจนมาหยุดลงตรงหน้าสถานที่แห่งหนึ่ง โดยผู้ที่นั่งอยู่ภายในรถม้านั้นก็คือถังฟางหนิงและหลิวเฟยหลิง คุณหนูของทั้งสองสกุลที่มีอำนาจมากที่สุดภายในแคว้นหลี่แห่งนี้ได้เดินทางมาด้วยกัน คุณหนูสกุลถังนั้นแต่งกายด้วยชุดที่ไม่เหมือนกับอยู่ภายในจวนของตนเอง นางได้สวมใส่ชุดสีเข้มที่คล้ายคลึงกับชุดของบุรุษ และภายนอกนั้นถูกสวมใส่ทับด้วยเกราะโลหะ ปลายผมที่ยาวเพียงหัวไหล่ได้ถูกรวบมัดไว้ด้านหลังอย่างเป็นระเบียบ การแต่งกายเช่นนี้ก็ทำให้นางนอนงดงามไปอีกแบบนึง อย่าว่าแต่บุรุษเลยแม้แต่สตรีที่ได้เห็นนางในรูปโฉมนี้ก็ต้องเหลียวมอง เมื่อสตรีทั้งสองสัมผัสได้ว่ารถม้าที่นั่งกำลังนั่งอยู่นั้นได้หยุดลงแล้ว พวกนางก็สามารถรู้ได้ทันทีเลยว่าถึงที่หมายแล้ว “ ออกไปกันเถอะ เฟยหลิง... ” คุณหนูสกุลถังได้เอ่ยออกมาพลางกับจับไปที่มือเล็กๆอันนุ่มนวลของสหายพลางกับกำลังจะรีบดึงร่างของนางออกไปด้วย “ เดี๋ยว!!!! เจ้าพาข้ามาที่ใดกันเนี่ย ” “ เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง ” หลังจากนั้นสตรีที่งดงามทั้งสองได้พากันออกมาจากภายในรถม้า เมื่อร่างของพวกนางนั้นปรากฏต่อสายตาของผู้คนที่กำลังเดินไปมาอย่างพลุ่งพล่านนั้นทำให้ทั้งบุรุษและสตรีที่ได้เห็นราวกับต้องมนต์สะกด ผู้คนต่างโดนความงามของสตรีทั้งสองนั้นดึงดูดจนละสายตามิได้ “ เจ้าพาข้ามาที่ใดกัน...ฟางหนิง ” คุณหนูสกุลหลิวได้เอ่ยถามสหายรัก ขนาดนั้นเองนางก็สังเกตุเห็นว่าสหายของตนนั้นกำลังเงยใบหน้ามองอะไรบางอย่างอยู่ เมื่อเห็นเช่นนั้นคุณหนูสกุลหลิวเองก็ตั้งสตินางได้เริ่มปรายสายตาของนางมองตามสายตาของสหายในวัยเยาว์ไป อาคารสูงถึงสามชั้นได้ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าของพวกนางทั้งสอง ดวงตาของนางเริ่มอ่านตัวอักษรที่ถูกสลักไว้บนป้ายขนาดใหญ่เบื้องหน้าทันที บ่อนพนันจี้ไป๋เจิ้ง จบบท