“ตอนที่ข้าฝึกยิงธนูครั้งแรกพี่ใหญ่เป็คนสอนข้า ตอนนั้นข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่ใหญ่สอน แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว”
“ท่านอ๋องสอนอะไรเ้าหรือ” ลั่วชิงหยางถาม
“การยิงธนูไม่ใช่แค่ต้องมีสมาธิ ผู้ที่ง้างคันธนูต้องหล่อหลอมจิตใจให้เป็อันหนึ่งอันเดียวกันกับศรดอกนั้น เมื่อปล่อยศรออกไปเป้าหมายไม่ใช่แค่การเข่นฆ่า แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างให้ไปสู่ทิศทางที่ดี”
ทั้งสองค่อยๆง้างคันธนูขึ้น พร้อมกับเสียงขององค์ชายสามกระซิบอยู่ที่ข้างหูของหญิงคนรัก
“ศอกขวาตั้งมั่นปกครองอย่างเป็ธรรม”
“แขนซ้ายเหยียดตรงซื่อสัตย์ไม่อายฟ้าดิน”
“สายตาแน่วแน่เพื่ออาณาประชาราช”
“จิตใจที่แข็งแกร่งบ้านเมืองร่มเย็น”
แล้วลูกศรก็ถูกปล่อยออกจากสาย ปักเข้ากลางเป้าหมายอย่างแม่นยำ
“ฟ่านเสียนเ้าเก่งจังเลย” นางะโโลดเต้นด้วยความดีใจ ทุกครั้งที่ลั่วชิงหยางอยู่กับองค์ชายสาม นางจะทำอะไรก็ได้อย่างที่ใจอยากทำ ไม่ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ ไม่มีตำแหน่งหรือฐานะใดคั่นกลางความรักของทั้งสองได้
“ถ้าเ้ายังะโโลดเต้นอยู่เช่นนี้
ข้าจะส่งเ้าเข้าวัง มาเรียนรู้กฎกับฮองเฮาให้พระองค์สอนเ้าด้วยตัวเอง”
ฟ่านเสียนขู่คนรัก
“ไม่นะข้าไม่เรียน”
นางพูดพลางกอดแขนทำท่าออดอ้อนจนฟ่านเสียนใจอ่อน
“เฮ้อ!! ข้าไม่มีวันเอาชนะจ้าได้จริงๆ”
ตะวันคล้อยต่ำทั้งสองจึงจูงมือกันเดินกลับเข้าวังหลวง
หย่งซีเฉินมาถึงตำหนักใหญ่ ก็เข้าร่วมหารือกับฮ่องเต้ และเหล่าแม่ทัพที่เดินทางมาจากหัวเมืองต่างๆ
“ฟังจากที่รายงานมาทั้งหมด หัวเมืองทั้งสามที่ติดกับชายแดนไม่มีอะไรน่าห่วง
แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือเมืองหลินโจวทางเหนือ ที่ติดกับชายแดนเป่ยเหลียงใช่หรือไม่” ฮ่องเต้หย่งฟ่านโจวถาม
“ถูกต้องแล้วพะย่ะค่ะ ั้แ่องค์ชายใหญ่ซือฟางเจี้ยนขึ้นเป็รัชทายาทพระองค์ก็มีอำนาจและมีบทบาทในกองทัพ สองปีมานี้เมืองหลินโจวถูกรุกรานอยู่เสมอพะยะค่ะ” จ้าวไห่ตงแม่ทัพใหญ่เมืองหลินโจวรายงาน
"ปัญหานี้พวกเ้าคิดว่าควรแก้ไขเช่นไรตอนนี้ เป็ฤดูเก็บเกี่ยวหากปล่อยให้เกิดา พืชพันธุ์เสียหายชาวบ้านต้องเดือดร้อน นี่คือเหตุผลที่ข้าไม่อยากให้มีาตอนนี้”
ฮ่องเต้กล่าว
“หากจะหลีกเลี่ยงา กระหม่อมว่าควรมีองค์ชายคนใดคนหนึ่ง ไปประจำอยู่ที่นั่น อย่างน้อยเป่ยเหลียงก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามพะยะค่ะ” แม่ทัพเมืองชิงโจวทางใต้ออกความเห็น ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย “เอาตามที่พวกท่านว่า ข้าจะให้ฟ่านเสียนไปประจำอยู่ที่นั้นก็แล้วกัน” ฮ่องเต้เอ่ยถึงบุตรชายคนเล็ก
“หากเป็ที่อื่นกระหม่อมไม่ขัดข้อง แต่ถ้าเป็เมืองหลินโจวกระหม่อมว่าไม่ได้พะยะค่ะ” หย่งซีเฉินคัดค้าน
“ทำไมหรือ” ฮ่องเต้ถามบุตรชาย
“กระหม่อมไม่ยอมให้ฟ่นเสียนไปเสี่ยงอันตรายเด็ดขาดพะยะค่ะ”
“แล้วเ้าจะทำยังไง”
“หากเสด็จพ่อไม่ขัดข้องกระหม่อมขอไปด้วยตัวเองพะยะค่ะ” หย่งซีเฉินตอบ
“เ้าคิดเห็นอย่างไรแม่ทัพจ้าว"ฮ่องเต้หันไปถามแม่ทัพเมืองหลินโจว
“กระหม่อมเห็นด้วยกับท่านอ๋องพะยะค่ะ
ข้อที่หนึ่งหากท่านอ๋องประจำอยู่ที่หลินโจว เป่ยเหลียงไม่กล้าทำาแน่นอน ข้อที่สอง ชื่อเสียงในสมรภูมิของท่านอ๋อง ล้วนประจักษ์แก่ทหารทุกคนที่นั่น แน่นอนว่าหากเป็ท่านอ๋องกองทัพคงจะแข็งแกร่งฮึกเหิมขึ้นอีกหลายเท่าพะยะค่ะ” คำพูดพวกนี้มิใช่การยกย่องชื่นชม แต่มันคือความจริงที่แม่ทัพทุกคนล้วนรู้อยู่แก่ใจดี
“เอาล่ะ เมื่อแม่ทัพจ้าวเห็นดีด้วยก็ตกลงตามนั้น แต่เ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเ้าต้องรีบกลับมา”
ฮ่องเต้อดเป็ห่วงบุตรชายคนโตไม่ได้
“กระหม่อมรับบัญชาพะยะค่ะ”
“แล้วเ้าจะออกเดินทางเมื่อไหร่”
“ลูกขอเวลาอีกสามวันพะยะค่ะ”
ตอบฮ่องเต้แล้ว หย่งซีเฉินก็หันมาพูดกับแม่ทัพจ้าวไห่ตง
“แม่ทัพจ้าว ท่านก็รอเดินทางพร้อมกับข้าก็แล้วกัน”
“กระหม่อมรับบัญชาพะยะค่ะท่านอ๋อง”
กลับถึงตำหนักหย่งซีเฉินก็เรียกหา
คนสนิททั้งสอง เพื่อหารือเื่เดินทางไปชายแดน
“ฉงหลินเ้าไปเก็บของให้เรียบร้อย อีกสามวันพวกเราจะออกเดินทางกัน”
“ขอรับท่านอ๋อง”
“ฮ่าๆๆ ์เมตตาข้าจริงๆ” อยู่ๆเซียวซ่งหลานก็หัวเราะดังลั่น เหมือนกับคนเสียสติ หย่งซีเฉินมองหน้าฉงหลินอย่างสงสัย
“ฮองเฮามีรับสั่งให้ท่านกุนซือไปดูตัวขอรับ”
“เสด็จแม่น่ะหรือ” หย่งซีเฉินถาม
“ขอรับท่านอ๋อง เป็ฮองเฮาที่รับสั่งขอรับ” เวินฉงหลินตอบ
“ถึงแม้ซ่งหลานจะเป็หลานรัก แต่ปกติ
เสด็จแม่ก็ไม่เคยวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวมิใช่หรือ มีอะไรที่ข้ายังไม่รู้หรือไม่ฉงหลิน” เวินฉงหลินผู้ที่มีหูตากว้างไกลในวังหลวง ไม่ว่าเื่เล็กหรือเื่ใหญ่ ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาขององครักษ์เวินไปได้
“แม่นางจื่อซางนางกำนัลข้างกายของฮองเฮาน่ะขอรับ นางถึงวัยออกเรือนแล้ว ฮองเฮาไม่อยากกักขังนางไว้ในวังส่วนแม่นางจื่อซางเองก็ไม่อยากกลับบ้านเกิด นางอยากรับใช้ฮองเฮาต่อไปพระนางเลยคิดว่าให้แม่นางจื่อซางแต่งเข้าตระกูลเซียว ทำแบบนี้ฮองเฮาก็ได้เจอนางทุกวัน ท่านกุนซือเองก็ไม่ต้องลอยไปลอยมาได้ประโยชน์ทุกฝ่ายขอรับ” ฉงหลินตอบอ๋องเฉินด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ
“เ้าจะกลัวทำไมเป็ความคิดของเสด็จแม่คนเดียว” หย่งซีเฉินหันมาพูดกับซ่งหลาน
“เื่นี้ท่านราชครูกับฮูหยินก็เห็นด้วยขอรับ” ฉงหลินตอกย้ำ
“เช่นนั้นก็ลำบากแล้วท่านกุนซือ” หย่งซีเฉินล้อเลียน
“นี่ฮองเฮาเห็นข้าเป็อะไร ชีวิตของข้าต้องมาจบสิ้นเพราะความคิดถึงกัน ของผู้หญิงสองคนเนี่ยนะ” ซ่งหลานพูดอย่างเหลืออด
“เสด็จแม่ของข้าช่างคิดได้แยบยลนักความคิดของสตรีช่างน่ากลัวจริงๆ” หย่งซีเฉินกล่าว
ห้องนอนขององค์ชายรองในยามนี้ ไม่ต่างอะไรกับในหอนางโลม นางกำนันหน้าตางดงามที่ถูกคัดเลือกมาอย่างลับๆ กำลังทำทุกอย่างที่สตรีในหอนางโลมทำ
“ฮ่าๆๆๆ เสด็จแม่ช่างรู้ใจข้านัก พวกเ้าช่างงดงามจริงๆทั้งยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสากว่าพวกสตรีในหอแดงหลายเท่านัก”
แม้พวกนางไม่เต็มใจก็ไม่อาจขัดขืนได้หากไม่เชื่อฟังไม่ใช่แค่ชีวิตของพวกนางที่รักษาไว้ไม่ได้ ครอบครัวของพวกนางเกากุ้ยเฟยก็คงไม่ปล่อยไว้เช่นกัน
“หากข้ารุ้ว่าในวังมีดีเช่นนี้ ข้าคงไม่ออกไปหาความสำราญข้างนอกแน่”
ความมึนเมาของสุราและสาวงามที่ปรณนิบัติอยู่ตรงหน้า ทำให้องค์ชายหย่งเหอลืมความรุ้สึกผิดชอบชั่วดี เหตุใดลูกหลานของตระกูลราชองครักษ์ จึงไม่มีเืขององครักษ์ไหลเวียนในกายแม้แต่น้อย