หลังจากที่ร่างของคังซิงเหวินลับตาไป
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งก็นั่งเคาะนิ้วโดยไล่ทีละนิ้วเป็จังหวะ
เป็ข้าที่ประมาทไปเอง น่าเจ็บใจเสียจริง
แม่นมหลิวและรุ่ยเสียลอบมองหน้ากันด้วยความรู้สึกกังวล
องค์หญิงของพวกนางอยู่อย่างสงบสุขมาหลายปี ทั้งสองไม่อยากให้องค์หญิงตัวน้อยไปแก่งแย่งกับใคร
ไม่นานองค์หญิงเชี่ยวหลานก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้ม“จดหมายของพี่ซิงเหวินไม่มาถึงข้า ส่วนจดหมายของข้าก็ไม่ถึงเขาข้าอยากรู้ว่าเป็เพราะเหตุใด”
เห็นข้านิ่งเงียบ คิดจะเหยียบหัวข้า ฮึ...ได้ข้าจะเล่นกับพวกเ้าเอง
ไม่มีเสียงตอบรับ เพราะนางไม่ได้สั่งการแก่คนสนิททั้งสองหากแต่นางออกคำสั่งกับองครักษ์ลับของตนเอง
แล้วก็เอ่ยขึ้นกับบ่าวคนสนิททั้งสอง “วางใจเถอะหากทางเลือกของเขาจะเป็เช่นนั้น แค่ผู้ชายคนเดียวข้าไม่ทำให้ตัวเองเสื่อมเสียเด็ดขาด”
สองป้าหลานมองหน้ากันด้วยความรู้สึกโล่งอก
หากองค์หญิงกล่าวเช่นนี้ พวกนางก็ไม่มีอะไรให้กังวล
แต่แม่นมหลิวก็ต้องรู้สึกปวดหัวตุบๆ เมื่อได้ยินประโยคต่อมา“แต่หากว่าเขายอมทิ้งตระกูลมา ก็ไม่แน่”
ส่วนรุ่ยเสียต้องใช้มือทั้งสองนวดขมับอีกคน
แค่คิดก็ปวดหัวแล้วเพคะ องค์หญิงของรุ่ยเสีย
ร่างบางลุกขึ้นยืนนางทอดสายตาไปยังตำหนักของตนเองด้วยดวงตาที่มืดครึ้ม บรรยากาศรอบตัวเย็นะเืท่าทางตอนนี้ของเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งไม่เหมือนกับเด็กสาวอายุสิบสี่
หากคังซิงเหวินได้เห็นคงไม่อยากเชื่อสายตา
หรือหากเป็คนอื่นก็คงไม่อยากเชื่อว่าเด็กสาวที่แสนจะบอบบางคนหนึ่งจะมีกลิ่นไอแห่งการสังหาร
ใช่แล้วองค์หญิงสายเืสองแคว้นเช่นนางจะเป็ตะเกียงที่ไร้น้ำมันได้อย่างไร
เสด็จตาเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ที่แคว้นซ่งให้ความยำเกรงถึงขั้นยอมเสียหน้าเจรจาในกาลนั้น ลูกหลานแห่งัแคว้นเหลียนจะกลายเป็ไส้เดือนไปได้อย่างไร
หากไม่เพราะร่างกายของพระมารดาอ่อนแอมาั้แ่ไหนแต่ไรมีหรือที่พระนางจะอายุสั้นเพียงนี้
น้อยคนนักจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว องค์หญิงเชี่ยวหลานฟางอิ่งคือ กุนซือ ที่อยู่ข้างกายบิดาคอยวางแผนให้กองทัพแคว้นเหลียนได้รับชัยชนะหลายต่อหลายครั้ง
ฝีมือของผู้เป็บิดาบวกกับการวางแผนของบุตรี สามารถตีหลายเมืองให้แตกพ่ายชนเผ่าน้อยใหญ่ต่างยอมศิโรราบ
แต่เมื่อมีการเจราสงบศึกเกิดขึ้นเชี่ยวหลานฟางอิ่งได้เสนอตัวมาอภิเษกที่แคว้นซ่งด้วยตนเองเพราะหากปล่อยให้พี่น้องคนอื่นมาที่นี่คงเหลือเพียงเถ้ากระดูกฝังไว้ที่วังหลังแห่งนี้
และก็ไม่ได้มาแค่ตัวเปล่ากับนางกำนัลซื่อๆคนหนึ่งและหลานสาวนางกำนัลเท่านั้น
เห็นหน้าซื่อๆ ของสองป้าหลาน ไว้ใจไม่ด้ายยยยย...เลยนะนั่น
หากแต่พร้อมไปด้วยสินเดิมที่อลังการงานสร้างที่เสด็จตาส่งมาหักดั้งเอ้ย หักหน้าพระชายา จนต้องสร้างตำหนักใหม่ ที่ใหญ่กว่าพระชายาในตอนนั้นเสียอีก
ยกนิ้วให้เสด็จตารัวๆ ไปเล้ยยยย
แม่นมหลิวเล่าให้ฟังว่าดวงตาของพระชายาแห่งรัชทายาทแทบถลนออกจากเบ้า
อืม อยากเห็นจริงๆ ข้าน่าจะลอดท้องพระมารดาออกมาตอนนั้นเลยนะ
อ้อ...ลืม พระมารดาของข้ายังไม่ได้เข้าหอ
ั้แ่จำความได้ เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งถูกพระมารดาเคี่ยวเข็ญให้เรียนรู้ยุทธวิธีแห่งวิถีการศึกทั้งหมดที่เคยใช้กำราบศัตรูแทนที่จะเป็ศาสตร์และศิลป์แห่งสตรีสอนให้รู้ถึงเล่ห์กลแห่งการแก่งแย่งภายในวังหลังแทนหลักการสี่คุณธรรมสามคล้อยตาม
หลังสิ้นพระมารดา ก็เป็แม่นมหลิวและรุ่ยเสียที่รับ่ต่อ
บอกเลยว่าโหดมากกกกกกกกกก
แม่นมหลิวเชี่ยวชาญด้านการรักษา สมุนไพรและพิษต่างๆความรู้ของนางถูกถ่ายทอดให้เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งจนหมด
สิ่งที่แม่นมหลิวรู้ นางก็ล้วนได้เรียนรู้
แต่ก็มีหลายอย่างที่นางรู้ แต่แม่นมหลิวไม่รู้อิอิ...ต้องอุบไว้ก่อน
ส่วนรุ่ยเสียแท้จริงแล้วนางถือว่าเป็องครักษ์ส่วนตัวของเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งวิชาการต่อสู้ของนางอยู่ในขั้นสูงติดหนึ่งในสิบขององครักษ์ลับ ดังนั้นเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งจึงถูกหลิวรุ่ยเสียเคี่ยวเข็ญไม่ต่างจากแม่นมหลิว
โดยทั้งสองให้เหตุผลว่า
หากข้าน้อยทั้งสองตายไป องค์หญิงจะได้ไม่ถูกรังแก
พวกท่านจะรีบไปหนายยยยยยยย
นอกจากนี้ เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งยังมีองครักษ์ลับเกือบสองร้อยนายซึ่งนางเป็คนสร้างขึ้นมาเอง แม้จะมีบางส่วนที่ตกทอดมาจากพระมารดา หากแต่นางคิดว่ายังน้อยเกินไป
เพราะอะไรน่ะเหรอ
เพราะข้ายังเด็กยังไงล่ะ เด็กสาวบอบบางเช่นข้าต้องได้รับการปกป้องสิถึงจะถูก
ถ้าคนอื่นรู้เข้า ขาคงสั่นจนทรุดเพราะจำนวนขององครักษ์ลับเหล่านี้ พอๆ กับของฮ่องเต้เลยก็ว่าได้
ส่วนฝีมือคงต้องวัดกันอีกที
อืม จัดประลองดีมั้ยน้า หุหุ
...ไม่ดี....
อืม รู้สึกจะได้ยินเสียงค้านของคนสองคน ช่างเหอะ
แต่เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งก็ไม่เคยคิดยุ่งกับใครก่อนและก็ไม่อยากจะยุ่งให้เสียเวลาด้วย ดังนั้นคนภายนอกจึงมององค์หญิงเชี่ยวหลานนั้นหยิ่งยโส ไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น
แม้พระบิดาจะไม่สนใจนักแต่เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งก็ไม่คิดจะประจบเอาใจคนผู้นี้ เพราะนางรู้ว่า คนผู้นี้ตายด้านอุ้ย..เ็าแค่ไหน
ขนาดตอนพระมารดาของนางสิ้นใจคนผู้นี้ยังมาถึงตำหนักตอนปิดหน้าคนตายไปแล้ว
ถ้าจะมาช้าขนาดนี้ สู้ไม่มาเลยก็ได้นะ....
เหตุผลทั้งหมดทั้งมวล เื้ัเบื้องลึกทำให้เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งมีชีวิตในวังหลังแห่งนี้อย่างสงบสุข
ส่วนคนอื่นจะเป็ยังไง ก็ช่างเขาเต๊อะ
ไม่ทันข้ามวันสิ่งที่เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่ง้ารู้ก็มาอยู่ตรงหน้านาง
“จดหมายฉบับแรกขององค์หญิงและจดหมายของคุณชายคังถูกแม่ทัพคังสกัดไว้ขอรับคุณชายคังเขียนจดหมายหานายหญิงทุกครึ่งเดือน นอกจากนี้ ทุกสิบวันจะมีของต่างๆ จากตำหนักเหมยกุ้ยส่งไปให้องค์ชายรองที่ค่ายคุณชายคังจะย้ายค่ายทุกเดือน ก่อนหน้านี้องค์ชายรองและคุณชายคังได้รับมอบหมายให้ปราบโจรูเาทางฝั่งตะวันตกทำให้มีผลงานโดดเด่นอย่างมากขอรับ”
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งรู้สึกพอใจอย่างมากกับสิ่งที่องครักษ์ลับกล่าว
เมื่อนางพยักหน้า องครักษ์ลับคนดังกล่าวก็เร้นกายออกไป
เป็อย่างที่นางคิดไว้จริงๆ
ฮึ! ตำหนักเหมยกุ้ยองค์หญิงห้า...ถังยี่หราน น้องสาวขององค์ชายรอง ตอนนี้อายุสิบสามปี
องค์หญิงเชี่ยวหลานนั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
ดูท่าทางฝั่งตระกูลหานคงจะหวังในอำนาจของกองทัพตระกูลคังเพื่อเสริมอำนาจให้องค์ชายรองในการชิงตำแหน่งรัชทายาทกับองค์ชายคนอื่นจึงได้ให้คังซิงเหวินมาเป็สหายร่วมเรียนและตอนนี้ก็เริ่มปูทางให้ถังยี่หรานกับคังซิงเหวินอีก
โอ้นี่ คนพวกนั้นวางแผนกันมานานแล้วสินะ
เพราะข้าเอาแต่เล่นกับนก ข้าเลยตกข่าวสินะ โธ่!
ดูจากสายตาที่ซ่อนความรู้สึกผิดของคังซิงเหวินในวันนี้แสดงว่ามีการพูดคุยเื่ระหว่างเขากับถังยี่หรานแล้ว
หากคาดไม่ผิด งานเลียงปีใหม่ครั้งนี้คงจะมีประกาศงานหมั้นระหว่างถังยี่หรานกับคังซิงเหวิน
เื่ราวของหนุ่มสาวใยฮองเฮากับตระกูลคังถึงได้สอดมือเข้ามาได้
อ้อ...ลืมไป เื่คู่ครองล้วนต้องเชื่อฟังบิดามารดา
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งขมวดคิ้ว
ข้าไม่มีมารดา มีแต่บิดาที่ไม่ทำหน้าที่ ข้าต้องเชื่อฟังใครล่ะ?
อืมมมมมมมมม ติ้ง....ก็ไม่ต้องเชื่อฟังใคร เชื่อตัวเองสิฮิฮิ
ดี..เช่นนั้น นางก็จะรอดูว่าคังซิงเหวินจะจัดการเื่นี้ยังไง
ถึงแม้นางจะรู้สึกดีกับคังซิงเหวินแต่นั่นมันก็น้อยกว่าการรักตัวเองนางไม่มีทางทำลายศักดิ์ศรีของตนเองเพียงเพื่อผู้ชายคนเดียวเด็ดขาด
เด็กหญิงที่อยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางถิ่นศัตรู อรพิษที่รายล้อมจะยอมทุ่มเทหัวใจให้คนเพียงคนเดียวได้อย่างไร
คิดสิเ้าค่ะ..คิด