<<นามิ>>
“ต้องหาทางจัดการนายให้ได้ ไอ้บ้าริว”
ฉันครุ่นคิดจนหัวแทบจะะเิ ขณะเดินวนไปวนมาในห้องนอนของตัวเอง ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะเป็ลูกของน้าธีรยา คิดเท่าไรก็ไม่ตกสิ่งเดียวซึ่งคิดออก นั่นคือการติดต่อน้ายา แต่ฉันไม่รู้เบอร์โทรนะสิ แล้วมีทางไหนอีกละคิดสิ คิด
“โซเชียล!!!”
เสียงอุทานขึ้นดังลั่นห้อง ฉันรีบพุ่งตัวไปยังแล็ปท็อปคู่ใจที่ไม่ว่าเมื่อไรก็เป็ตัวช่วยของฉันได้เสมอ ไม่ว่าจะงานราษฎร์งานหลวงมันก็ไม่เคยเกี่ยง ฉันเข้าไปหาอยู่นานมาก จนมารู้ว่าน้ายาเสียไปไม่นานมานี้ นั่นจึงตัดช่องทางของฉันไป มีหรือที่คนอย่างนามิจะยอมแพ้อะไรไปง่าย ๆ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล
“มาดูกันว่านายจะทนอยู่ที่นี่ได้นานไหม? ฮา…ฮ่า…ฮ่า”
ด้วยความอ่อนเพลียจากเื่ที่เจอมาทั้งวันจึงทำให้ความง่วงเข้าครอบงำฉันจนจมดิ่งสู่นิทราอย่างง่ายดาย
เสียงท้องร้องมันปลุกฉันให้ตื่นขึ้นตอนกลางดึก ไม่สิ! เรียกให้ถูกคือตอนสี่ทุ่ม แต่ความหิวมันไม่เคยปรานีใครทำให้ฉันต้องลุกจากเตียงนอนที่แสนอบอุ่นออกจากห้องมุ่งหน้าไปหาของกินในห้องครัว
“อาหารจ๋า อาหาร”
สองมือเปิดตู้กับข้าวดูอย่างมั่นอกมั่นใจว่าแม่สุดน่ารักต้องเก็บส่วนของเธออย่างแน่นอน แต่เมื่อเปิดออกมันกลับไม่มี ไม่มี!!! นี่แม่ลืมเราหรือเนี่ย
“แม่นะ แม่!!! ทำกับฉันแบบนี้ได้ไง”
หลังปิดตู้กับข้าวความหวังเดียวที่ฉันมีอยู่มันคือตู้เย็นซึ่งมันเป็ความหวังของฉันเสมอมา ทันทีที่เปิดมันกลับว่างเปล่าจะมีก็แค่น้ำเปล่าที่ฉันไม่ได้อยากกิน
“หิวหรือ”
เสียงของใครบางคนที่ฉันไม่คิดว่าจะเจอในเวลานี้ ฉันหันไปจ้องมองริวราวกับจะจับเขากินแทน จู่ ๆ ฉันก็คิดว่าเวลานี้ของกินสำคัญที่สุดฉันหันหลังกลับวิ่งขึ้นห้องหยิบกระเป๋าสตางค์และเสื้อแขนยาวลงมา แล้วเดินผ่านเขาไปเหมือนว่าเขาไม่สำคัญอะไรเลยในเวลานี้
เมื่อเดินออกจากบ้านตอนกลางดึกฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทุกย่างก้าวของฉันจะมีเสียงย่างเท้าตามมา ฉันอยากจะวิ่งกลับเข้าบ้านเสียเดียวนี้ แต่ความหิวโหยมันดันมีมากกว่าเสียได้
“เอาน่า ยัยนามิ อย่าไปกลัวสิ ท่องไว้ ผีก็อยู่ส่วนผี วันนี้ขออย่าได้เห็นเลย”
ฉันยกมือขึ้นไหว้ สายตาก็มองซ้ายมองขวาสังเกตทุกย่างก้าว ทางเดินซึ่งไปยังร้านสะดวกซื้อมันไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านฉันเลยสักนิด ตอนกลางวันไม่เห็นมันจะน่ากลัวเลย แต่ตอนนี้สิยิ่งกว่าฉากในหนังผีเสียอีก รู้งี้ลากไอ้บ้าริวมาเป็เพื่อนดีกว่า
“กรี๊ด!!!”
ฉันใกับเสียงบางอย่างไม่รู้หรอกว่าเสียงและเงาที่ฉันดันหันไปมองมันคืออะไร ขออย่าเป็สิ่งลี้ลับเป็พอ วันนี้ฉันเจอเื่มากพอแล้ว พวกผีจ๋าวันนี้ฉันขอนะ อย่ามาให้เห็นเลย แต่เหมือนสิ่งที่ขอจะไม่ได้ผลและความกลัวมาถึงขีดสุดจะรออะไรเหล่า วิ่งสิคะ วิ่งจะรออะไร
ไม่แน่ใจว่าวันนี้เป็วันวิ่งแห่งชาติหรือไง ั้แ่เช้าฉันก็ได้วิ่งมาทั้งวัน อีกอย่างตอนนี้เสียงท้องก็ร้องแข่งกับเสียงหายใจหอบของฉันจนมันจะรวมเป็หนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว ในที่สุดก็มาถึงเป้าหมายปลายทางของฉันได้เสียที แสงไฟจากด้านหน้าทำให้ฉันหายกลัวขึ้นได้เยอะ
“นามิ ทำไมวันนี้มาดึกเอาป่านนี้ได้ล่ะ”
เสียงของพนักงานประจำร้านทักทายฉันอย่างเป็กันเอง เอาจริงนะฉันจำชื่อพี่แกไม่ได้หรอก แต่ไม่รู้ว่าพี่แก่จำฉันได้ไง คนที่เข้าร้านมาออกจะมีตั้งเยอะ
“หิวนะพี่ ขอตัวไปเลือกของกินก่อนนะ”
<<ริว>>
ข้าได้ยืนเสียงก๊อกแก๊กดังมาจากห้องครัวซึ่งมันอยู่ใกล้ห้องข้า ถึงแม้นว่าห้องนี้มันเล็กมากเมื่อเทียบกับห้องนอนในคฤหาสน์ แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายเสียทีเดียว ก่อนจะมาอยู่ที่นี่อลันได้รายงานเื่นามิให้ข้าฟังอย่างละเอียด ซึ่งประวัติของเธอก็น่าสนใจไม่น้อย และมีบางส่วนที่ข้าคิดว่ามันแปลก
ข้าออกจากห้องตามเสียงนั้นมาก็เห็นนามิกำลังเปิดตู้โน้นทีตู้นี้ทีเหมือนกับว่ากำลังหาอะไรบางอย่าง
“หิวหรือ”
นามิจ้องหน้าข้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนวิ่งขึ้นห้องไป ไม่นานเธอก็ลงมาพร้อมเสื้อแขนยาวแล้วเดินผ่านข้าไปโดยไม่สนใจเลยสักนิด ทั้งที่เวลามันดึกมากสำหรับมนุษย์แต่นามิยังเลือกออกไป ข้าอยากรู้จึงตามออกไปอย่างห่าง ๆ มองดูร่างบางทุกการกระทำ
“นั่นทำอะไรของเธอนะ”
อยู่ๆ นามิก็หยุดเดินแล้วหันมาทางข้า จากนั้นก็ยกมือขึ้นเหมือนกับไหว้อะไรบางอย่างแล้วออกวิ่งทันที มันยิ่งทำให้ข้าสงสัยการกระทำของนางเข้าไปอีก
“แล้วจะวิ่งทำไม”
ข้าได้แต่ถามกับตัวเองอย่างนั้น ยิ่งเห็นเธอในตอนนี้มันทำให้ข้าขำขันกับพฤติกรรมของเด็กสาวเข้าไปอีก ข้ายังตามนามิมาเรื่อย ๆ จนมาถึงร้านสะดวกซื้อ นั่นทำให้ข้าได้คำตอบจากคำถาม นามิตรงไปยังโซนอาหารกึ่งสำเร็จรูป ส่วนข้าก็ตรงไปซื้อน้ำดื่มแล้วออกมารอเธอหน้าร้าน
เมื่อเธอได้ของที่พอใจก็ออกมากินหน้าร้านตามที่ข้าคาดการ นามิกินราวกับไปตายอดตายอยากที่ไหนมาอย่างนั้นล่ะ ข้าที่ไม่เคยเห็นหญิงนางใดกินมูมมามอย่างเธอมาก่อน ไม่นานเธอก็สำลักจริง ๆ
“นี่น้ำ”
ข้ายื่นน้ำที่เปิดฝาขวดแล้วให้เธอไปอย่างไม่คิดอะไร แต่เมื่อร่างบางหันมาแล้วเห็นข้า เด็กสาวจ้องมองข้าอย่างไม่เชื่อสายตา
“กินสิ ฉันไม่ได้วางยาเธอหรอกนะ”
นามิรับขวดน้ำจากมือข้าไปดื่ม ส่วนข้าก็นั่งลงข้าง ๆ ตัวเธอ กลิ่นหอมจากร่างกายของเด็กสาว มันทำให้ข้าเริ่มจะห้ามใจตัวเองแทบจะไม่ไหว
“ขอบใจ”
คำพูดสั้น ๆ ของร่างบาง มันทำให้ข้าได้สติกลับมาอีกครั้งจึงได้ลุกขึ้นออกห่างจากตัวของเธอ แต่ข้ายังเฝ้าดูเด็กสาวอย่างไม่วางตา
“จะจ้องกันอีกนานไหม? บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ไว้ใจนาย”
“นั่นมันก็เื่ของเธอ”
ข้าได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ให้ ตามที่อลันสอนไว้ว่าในโลกของมนุษย์ รอยยิ้มสำคัญที่สุด ถ้าอยากจะได้ใจใคร ต้องสร้างความเชื่อใจก่อนถึงจะเปิดใจของผู้นั้นได้ ซึ่งหลักการข้อนี้ข้าคิดว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกับเผ่าพันธุ์ของโลกปีศาจเท่าไร
“นายตามฉันมา?”
“อืม”
นามิมองหน้าข้าราวกับว่าจ้องจะจับผิดอะไรบางอย่าง ข้าเองก็ไม่เข้าใจมนุษย์เท่าไร ถึงข้าจะมีท่านแม่เป็มนุษย์ แต่ข้าก็ได้อยู่กับท่านใน่เวลาสั้นๆ เมื่อเทียบกับอายุขัยที่ยืนยาวของปีศาจ
“ทำไม?”
“มันดึกมากแล้วเด็กสาวอย่างเธอไม่ควรจะออกมาคนเดียว”
<<นามิ>>
อะไรของอีตานี่บอกตามตรงเลย ฉันตามอารมณ์เขาไม่ถูกจริงๆ ตอนบ่ายยังบอกว่าสนใจในตัวฉัน มาตอนนี้กลับบอกว่าฉันเป็เด็ก ฉันมองหน้าเขาอย่างพินิจพิเคราะห์อายุของเขาไม่น่าจะมากไปกว่าฉันไม่เท่าไร ดีไม่ดีอาจจะเท่ากันเลยก็ว่าได้
“เธอระวังตัวหน่อยก็ดี”
“นายไม่ต้องมาสอนฉันเลย อายุเราก็ไม่น่าจะต่างกันเท่าไร”
“ฉันอายุ...”
ริวหยุดพูดไปแค่นั้นราวกับว่าถึงบอกฉันไปมันก็ไม่มีประโยชน์ เขาหันหลังกำลังจะเดินกลับไปโดยไม่คิดจะรอฉันเลย ฉันลุกขึ้นรีบเอาขยะไปทิ้งแล้ววิ่งตามไป แต่เพราะความซุ่มซ่ามของตัวเองทำให้ฉันล้มลงกับพื้น ริวหยุดแล้วหันมามอง มันทำให้ฉันอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
“โอ๊ย!!!”
ทันทีที่ฉันจะลุกขึ้นข้อเท้าก็เจ็บขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ นี่คงหนีจากอาการข้อเท้าพลิกไม่ได้เป็แน่ มันเล่นเอาฉันไปต่อไม่ถูกจริงๆ จะขอให้เขาช่วยปากมันก็หนักเกินจะพูดออกไป
“เป็อะไรหรือเปล่า?”
ฉันยังคงนั่งอยู่ที่เดิมเพิ่มเติมคือไม่ขยับร่างกายเลยแม้นแต่น้อย จนริวต้องเดินเข้ามาใกล้ ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาตาไวหรือเพราะข้อเท้าฉันบวมก็ไม่รู้
“เจ็บหรือ?”
คำถามนั่นมันเกือบทำฉันให้น้ำตาแตก นามิแกห้ามร้องนะถึงบอกกับตัวเองอย่างนั้นแต่น้ำตามันก็ซึมออกมา เอาจริงนะนั่นเป็ครั้งแรกของฉันเลยที่มีใครมาถามฉันแบบนี้ ส่วนมากเมื่อมีเื่ต่อยตีกับใครมันจะเป็่ที่พ่อและแม่ไม่อยู่บ้านพอดี
“ร้องหรือ?”
“ใครร้อง”
“เธอไง”
ริวเข้ามาใกล้แล้วหันหลังนั่งลง มันทำให้ฉันแปลกใจในการกระทำของชายหนุ่มตรงหน้าไม่คิดเลยว่าเขาจะให้ขี่หลัง ฉันยังนิ่งอยู่จนเมื่อประโยคถัดมาของเขา
“หรือจะให้อุ้ม”
ฉันรีบขึ้นขี่หลังของเขาทันที กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจเสียก่อนมาอุ้มอย่างที่ว่าไว้ ริวเริ่มออกเดินไปอย่างช้าๆ ฉันมั่นใจว่าตัวเองน้ำหนักไม่ได้เยอะจนร่างหนาจะแบกฉันไม่ไหว
“อยากร้องก็ร้องออกมา”
คำพูดของเขาราวกับมีดที่แทงใจฉัน น้ำตาซึ่งพยายามกลั้นมันไว้ก็ได้ไหลออกมาเป็ทาง ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาจะคิดอย่างไงกับฉันในสภาพนี้ ไหล่กว้างของริวมันได้กายเป็ที่เช็ดน้ำตาของฉันไปเสียแล้ว ร่างหนาเดินให้ช้าลงเหมือนกับว่า้าให้ฉันหยุดร้องไห้ก่อนไปถึงบ้าน
“นายอย่าเอาเื่ที่ฉันร้องไปบอกใครนะ สัญญา”
ฉันยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้าเขา แล้วพูดซ้ำ ๆ ให้ชายหนุ่มยกนิ้วขึ้นมาเกี่ยวก้อยสัญญา เหตุการณ์นี้ฉันรู้สึกว่ามันเหมือนเคยเกิดขึ้นกับฉันมาก่อน
“สัญญา”