ความเดิมตอนที่แล้ว
เฉินเสวี่ยหยางเ้าเมืองน้อยแห่งเยียนเป่ย องค์ชายั์ตาฟ้าได้หายตัวไปจากจวน พ่อบ้านหวังสั่งคนรับใช้ในจวนพากันออกตามหาขณะที่เขาถูกใครบางคนผลักตกลงไปในน้ำและได้มาปรากฏตัวที่สระน้ำหลังจวนเ้าเมืองหนานจิ้งเขาได้พบกับเด็กหญิงคนหนึ่งผู้มีจิตใจดีและมีหน้าตางดงามนั่งอยู่ที่ริมศาลา หลินเพ่ยหนิงองค์หญิงรองแห่งหนานจิ้ง นางได้ช่วยเขาขึ้นมาจากน้ำและทำให้เขาััถึงกลิ่นหอมที่คุ้นเคยจากตัวของนางเมื่อหลินเพ่ยหนิงเห็นเนื้อตัวของเขาเปียกโชก นางจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมอบให้กับเขาซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้เฉินเสวี่ยหยางรู้ว่าเด็กหญิงที่ช่วยเขาขึ้นมาไม่ได้หวาดกลัวผิวกายและฝ่ามืออันเย็นชืดของเขา นางมองว่าเขาพิเศษ ทั้งยังชื่นชมในความงดงามของดวงตาซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปที่มองว่าเขาแปลกประหลาด เขาได้พูดคุยกับนางจนเมื่อนางได้เอ่ยถามถึงชื่อของเขาด้วยความที่เขาเป็ถึงองค์ชายและมีตำแหน่งเป็ถึงเ้าเมืองน้อยแห่งเยียนเป่ย เขาจึงกังวลว่าสิ่งเ่าั้อาจสร้างความลำบากใจให้กับนางเฉินเสวี่ยหยางได้บอกให้นางเรียกเขาว่า เสี่ยวไป๋ ในขณะที่เขายังไม่ทันได้รู้ชื่อเสียงเรียงนามของนางเขาก็ถูกบางสิ่งบางอย่างดึงตัวกลับไปยังเยียนเป่ย ซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่คนรับใช้ได้เข้ามาตามหาหลินเพ่ยหนิงพร้อมกับการมาของหลินหงชุนผู้เป็บิดาซึ่งนำข่าวร้ายที่จะเปลี่ยนชีวิตนางนับแต่นั้นมาแจ้งให้กับนางข่าวการจากไปของเหอเพ่ยอวี้ เ้าเมืองสตรีแห่งหนานจิ้งผู้เป็มารดาของนางทำให้หลินเพ่ยหนิงเสียใจจนล้มฟุบหมดสติไปท่ามกลางฝนที่ตกในฤดูใบไม้ร่วงหลังจากนั้น เฉินลู่ เ้าเมืองแห่งเยียนเป่ย ได้สังเกตเห็นท่าทีแปลก ๆ ของคนรับใช้ในจวนจนระแคะระคายว่าอาจเกิดเื่ขึ้นกับบุตรชาย เขาเดินทางไปหาเฉินเสวี่ยหยางถึงในเรือนพักและได้พบว่าบุตรชายนอนหลับอยู่บนเตียงในสภาพเนื้อตัวแห้งสนิทโดยที่ในมือกำผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งไว้แน่น ทั้งยังพบรอยเท้าเปียกโชกเดินเป็ทางจากหน้าประตูไปถึงเตียงนอนของบุตรชาย
10ปีต่อมา มีกลุ่มชายฉกรรจ์แปลกหน้าแอบลักลอบเข้ามาในเยียนเป่ยพวกเขาหนีการไล่ล่าของทหารจนตรงลึกเข้าไปในป่า และมาหลบอยู่ที่หลังต้นไม้ใหญ่ซึ่งยืนต้นแห้งตายเหี่ยวเฉาชั่วขณะที่กำลังคิดว่าพวกตนนั้นหนีพ้น กลับถูกบางสิ่งบางอย่างคร่าชีวิตพวกเขาไป เป็เวลาเดียวกับที่เฉินเสวี่ยหยางองค์ชายหนุ่มรูปงามถูกดึงลงไปในน้ำและจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งทะเลสาบ่เวลาที่ดวงตาของเขากำลังวูบดับลงได้ปรากฏร่างของสตรีนางหนึ่งว่ายน้ำตรงเข้ามาหา นางสวมชุดบางจนเห็นเรือนร่างที่งดงามและองค์เอวอันบางคอดด้วยดวงตาที่ค่อย ๆ มืดลง เขามองเห็นใบหน้าของนางไม่ชัดนางตรงเข้าประชิดตัวพลางยื่นสองมือมาประคองใบหน้าเ้าเมืองน้อยเฉินแล้วประกบริมฝีปากของนางลงบนริมฝีปากที่เรียวบางของเขาเฉินเสวี่ยหยางที่พลันได้สติจึงอ้อมสองแขนโอบเอวบางของนางไว้แนบชิดและกอดรัดพัวพันกันอยู่ใต้ผืนน้ำ ในเวลานั้นเอง
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ เ้าเมืองน้อย! ”
เฉินเสวี่ยหยางลืมตาตื่นขึ้นมาบนโต๊ะอ่านตำราเขาเผลอวูบหลับในสภาพเท้าแขนลงกับโต๊ะและรู้สึกตัวเพราะเสียงเรียกขององครักษ์คนสนิทเฟยฉีและเฟยิ
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย พบตัวแล้วขอรับ ”
พวกเขานำกำลังทหารจำนวนหนึ่งพาเฉินเสวี่ยหยางเดินทางมายังป่าลึกที่ที่พบศพกลุ่มชายฉกรรจ์ซึ่งตายอย่างปริศนาเฉินเสวี่ยหยางเดินลงจากรถม้า โดยมีเฟยฉียืนอยู่ด้านข้าง ส่วนเฟยิได้เดินไปเปิดผ้าคลุมศพที่นอนเรียงรายอยู่ข้างชายป่า
เฟยิ : “ ศพพวกนี้ เรานำออกมาจากในป่าทิศใต้ ลึกเข้าไปประมาณสิบลี้ขอรับ ”
เฟยฉี : “ สภาพศพแปลก ๆ จะว่าโดนสัตว์ป่าฆ่าตายก็ไม่ใช่เหมือนโดนสูบเืสูบิญญาจนตายมากกว่า ดูสิ! เนื้อตัวซีดเซียวิัแห้งเหี่ยวเหมือนไม่ใช่การตายแบบธรรมชาติ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ พบอะไรอีก? ”
เฟยิ : “ อาวุธขอรับ ดาบพวกนี้เราเก็บได้จากศพ เหมือนว่าพวกเขาไม่ทันได้ชักดาบออกจากฝักด้วยซ้ำ”
เฟยฉี : “ ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ คนพวกนี้เข้ามาเพื่อจะลักพาตัวชาวบ้านธรรมดาๆ คนนึงเท่านั้นน่ะขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เพราะเขาไม่ใช่แค่ชาวบ้านธรรมดาคนของเราสืบได้ความรึยัง? ”
เฟยิ : “ ได้เื่แล้วขอรับ ”
เฟยิส่งจดหมายน้อยให้กับเฉินเสวี่ยหยาง เมื่อเขาเปิดอ่านจนรู้ใจความในจดหมายเขาก็หันหลังกลับไปขึ้นรถม้าและเหล่าทหารพร้อมองครักษ์คนสนิทก็พากันอารักขาเพื่อเดินทางกลับจวนเมื่อมาถึงที่เรือนพัก เฉินเสวี่ยหยางเดินไปนั่งที่โต๊ะตำราตัวเดิมโดยมีเฟยิและเฟยฉีเดินตามมาติดๆ
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย ให้รายงานท่านเ้าเมืองเลยหรือไม่ขอรับ?”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ยังก่อน ”
เฟยฉี : “ อาวุธพวกนั้นยังไม่ได้ตีตรา ดูแล้วน่าจะเป็อาวุธเถื่อนซึ่งทำจากเหล็กกล้าชั้นดีเลยทีเดียวถึงจะแกร่งแต่หนักไปนิด คงเป็เพราะขั้นตอนการหลอมที่ผิดวิธีหรือไม่ก็ช่างตีไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หนานจิ้ง ”
เฟยฉี : “ แหล่งแร่เหล็กสำคัญที่ทั้งฝูตงและหลิงซีก็ต่างหมายตาแต่ติดที่สัญญาหมั้นหมายระหว่างเ้าเมืองน้อยกับองค์หญิง นี่แสดงว่าชาวบ้านคนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับหนานจิ้ง”
เฟยิ : “ คนของเราสืบได้ความว่าเขาเคยเป็ช่างตีเหล็กฝีมือดีเดิมมีภูมิลำเนาอยู่ที่หนานจิ้ง แต่เพราะภรรยาเป็คนเยียนเป่ย จึงย้ายครอบครัวมาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ั้แ่ปีที่แล้ว”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ พวกเขาเป็ยังไงบ้าง? ”
เฟยฉี : “ตอนนี้พวกเขาอยู่ในความคุ้มครองของเราแล้วขอรับ แต่ว่าลูกเมียเขายังเสียขวัญอยู่ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ทางสกุลหานว่าอย่างไร? ”
เฟยิ : “ คนของเรารู้มาว่า หานฉีซง พักนี้ร่ำรวยอู้ฟู่จนดูผิดสังเกตกินดื่มหลับนอนอยู่ที่หออวี้ชุนไม่ยอมกลับ หลายวันก่อนคนของเราเห็นเขาทำลับ ๆ ล่อๆ อยู่ที่ประตูเมืองเลยสะกดรอยตามเขาไป เหมือนว่าเขาจะนัดพบกับใครบางคนที่นอกเมืองแต่ว่าเขาระวังตัวมาก ตอนนี้เลยยังไม่มีหลักฐานโยงไปถึงตัวเขา ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่มี ก็ทำให้มี ส่งข่าวบอกคนของเรา ”
เฟยิ : “ ขอรับ! ถ้าอย่างนั้นงานเลี้ยงจวนหานที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้.. ”
เฟยฉี : “ ฮึ่ย.. งานลงงานเลี้ยงที่ไหนดูก็รู้ว่าเป็งานดูตัวของคุณหนูใหญ่สกุลหาน ”
เฟยิ : “ แต่ก็นับว่านางนั้นเก่งไม่เบา สามารถขึ้นเป็ผู้นำตระกูลั้แ่อายุยังน้อยทั้งยังเป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ คอยควบคุมดูแลฝ่ายพลเรือน ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เมื่ออยากให้ไป ไยต้องปฏิเสธ ”
หออวี้ชุน
สถานที่ที่ชายหนุ่มน้อยใหญ่ชอบเดินทางมาสำเริงสำราญหาความสุขกันจนดูเป็เื่ปกติภายในมีนักดนตรีสาวงามนั่งดีดผีผาและนางรำรูปร่างหน้าตางดงาม ตลอดจนสุราอาหารกับบรรยากาศสนุกสนานครึกครื้นอวี้เหนียง เถ้าแก่เนี้ยแห่งหออวี้ชุนได้รับจดหมายน้อยจากนกพิราบสื่อสาร เมื่อนางเปิดอ่านจึงได้หันไปสั่งการกับสาวข้างกายคนสนิท
อวี้เหนียง : “ ท่านผู้นั้นมีคำสั่ง เตรียมทำตามแผน ”
คนสนิทอวี้เหนียง : “ เ้าค่ะ ”
เพียงไม่นาน สาวงามนับสิบคนก็พากันมารุมล้อมเอาอกเอาใจคุณชายเ้าสำราญคนหนึ่งที่นั่งดื่มสุราเมามายอยู่ในห้องพิเศษอย่างไม่คิดระแวดระวังเพียงครู่เดียว หานฉีซง ก็ฟุบหลับไปกับโต๊ะสุราเหมือนกับถูกวางยานอนหลับและป้ายหยกห้อยเอวสกุลหานก็ถูกใครบางคนดึงมันออกไป ่ค่ำของวันต่อมาที่จวนสกุลหานคุณหนูคุณชายน้อยใหญ่พากันมางานเลี้ยงวันเกิดของผู้นำสกุลหาน หานเมิ่งลู่ งานเลี้ยงถูกจัดอย่างเอิกเกริกภายในจวนที่โอ่อ่าโดยผู้คนมากหน้าหลายตาที่เดินทางมาร่วมงานต่างแต่งตัวงดงามอวดความมั่งมีของตนที่ไม่น้อยหน้าใคร
สาวรับใช้หานเมิ่งลู่ : “ คุณหนู!วันนี้ได้ข่าวว่าเ้าเมืองน้อยเฉินก็จะมาร่วมงานเลี้ยงด้วยนี่เ้าคะ ”
หานเมิ่งลู่: “ เ้าว่า.. เขาจะหน้าตาเป็เช่นไร? ”
คนรับใช้หานเมิ่งลู่ : “ คุณหนูตื่นเต้นหรอเ้าคะคนภายนอกลือกันว่าเขาเป็ชายหนุ่มร่างท้วมผิวคล้ำ บ้างก็ว่าเขาผอมสูงผิวขาวซีดเหมือนกับคนไม่มีแรงบ้างก็ว่าเป็ชายรูปร่างกำยำ มีดวงตาสีฟ้าประหลาดเ้าค่ะ ”
หานเมิ่งลู่: “ มีคนแบบนั้นด้วยหรอ เ้าไปรู้มาจากที่ไหน? ”
สาวรับใช้หานเมิ่งลู่ : “ อืม.. ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจเ้าค่ะ เ้าเมืองน้อยผู้นี้ไม่ค่อยออกไปไหนมาไหนถ้าต้องเดินทางทีไร เขาก็จะอยู่แต่ในรถม้าที่ห้อมล้อมไปด้วยทหารองครักษ์ไม่เคยมีใครเห็นหน้าค่าตาเขาจริง ๆ หรอกเ้าค่ะ นี่แสดงว่าเขาต้องชื่นชมคุณหนูของข้าอยู่แน่ๆ ถึงได้ตกลงมางานครั้งนี้ ”
หานเมิ่งลู่แอบก้มหน้ายิ้มเล็กยิ้มน้อยเพราะความดีใจที่จะได้พบเ้าเมืองน้อยเฉินและที่หน้าจวนสกุลหาน รถม้าคันใหญ่แขวนป้ายสกุลเฉินก็ได้มาหยุดที่หน้าประตูทางเข้าจวนพร้อมกับเสียงฝีเท้าม้าที่พลันหยุดลงของสององครักษ์ เฉินเสวี่ยหยางก้าวเท้าลงจากรถม้าด้วยท่าทางสง่าใบหน้าเรียบเฉยเ็าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ชายผ้าคลุมสีขาวโบกสะบัดตามแรงลม ดูโดดเด่นท่ามกลางบรรยากาศยามราตรีขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าเดินเข้าประตูจวนก็ได้มีเสียงคนผู้หนึ่งเอ่ยทักเขาขึ้นมา
หวงจิ้งเอิน : “ นี่ลมอะไรที่หอบเ้าเมืองน้อยออกจากจวนเฉินได้กันหรือว่ามีอะไรที่ทำให้ท่านอยู่เฉย ๆ ในจวนไม่ได้ เกี่ยวกับคนแปลกหน้าพวกนั้นใช่หรือไม่มีอะไรให้ข้าช่วยก็บอกได้นา ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เดิมทีไม่มีเื่ให้ช่วย ตอนนี้.. มีแล้ว ”
หวงจิ้งเอิน บุตรชายเพียงคนเดียวของผู้นำฝ่ายการคลังหวงโต้วสหายของเฉินเสวี่ยหยาง เขาเข้ามาทักทายเพราะยามปกติแล้วเฉินเสวี่ยหยางมักจะชอบเก็บตัวยากนักที่เขาจะออกมาพบเจอผู้คนและยิ่งเป็งานเลี้ยงก็แทบจะเป็ไปไม่ได้ ขณะที่หวงจิ้งเอินกำลังทักทายสหายเฉินเสวี่ยหยางก็ได้ยินเสียงเครื่องประดับบนศีรษะของสตรีกระทบกันไปมา เขาจึงรู้ทันทีว่าสตรีคนนั้นคือใครเฉินเสวี่ยหยางส่งสัญญาณบอกสหายให้ช่วยรับหน้าสตรีนางนั้นเพื่อกันนางออกห่างตนเพราะจุดประสงค์ในการมาจวนหานครั้งนี้เป็เื่สำคัญที่จะให้ผู้อื่นล่วงรู้ไม่ได้
อู๋ฉงฉง : “ ท่านพี่เฉิน ไม่คิดว่าท่านก็มางานเลี้ยงนี้ด้วยรู้อย่างนี้ข้ามาพร้อมท่านก็ดี ”
หวงจิ้งเอิน : “ นี่เ้าไม่มีขา เลยมาเองไม่ได้รึไงไยต้องคอยติดสอยห้อยตามคนอื่น ”
อู๋ฉงฉง : “ หืม.. เ้าหวงตัวกลมข้าจะติดสอยห้อยตามใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้าแล้วอีกอย่างท่านพี่เฉินก็ไม่ใช่คนอื่น ”
หวงจิ้งเอิน : “ นี่.. เลิกหวังเถอะ วิ่งตามเขาบ่อย ๆไม่เหนื่อยบ้างรึไง เสี่ยวเฉินน่ะเขามีคนในใจอยู่แล้ว ”
อู๋ฉงฉง : “ เพ้อเจ้อ!เ้าไปรู้มาจากที่ไหน ท่านพี่เฉินของข้าไม่เคยข้องแวะสตรีนางใด แม้แต่คู่หมั้นหมายก็ยังไม่เคยพบหน้า เ้าอิจฉาเขาละสิ ”
หวงจิ้งเอิน : “ เื่อะไรข้าต้องอิจฉาข้าก็รูปงามไม่แพ้คุณชายท่านไหน สตรีมากมายต่างมารอต่อแถว ว่าแต่ว่า..เ้าอยากต่อแถวด้วยหรือไม่?”
อู๋ฉงฉง : “ หืม.. นี่เ้า! ”
อู๋ฉงฉง บุตรสาวเพียงคนเดียวของผู้นำฝ่ายทหารแม่ทัพอู๋สี่ซึ่งมางานเลี้ยงจวนหานแทนบิดา นางเติบโตมากับการเห็นเฉินเสวี่ยหยางเป็บุรุษรูปงามและมีความสามารถนางมักแอบตามบิดาที่มาปรึกษางานกับเ้าเมืองเฉินเพื่อมาเที่ยวหาเฉินเสวี่ยหยางั้แ่เด็ก นางน่ารักไร้เดียงสาและยังไม่ประสาเื่ของความรักจึงเข้าใจไปเองว่าเฉินเสวี่ยหยางคือคนที่จะเป็สามีของนางในอนาคตซึ่งเฉินเสวี่ยหยางเห็นนางเป็ดั่งน้องสาว หวงจิ้งเอินที่รู้ใจสหายดี เขากับอู๋ฉงฉงจึงเป็ดั่งไม้เบื่อไม้เมากันมาั้แ่เด็กทั้งสองมัวยืนเถียงกันจนอู๋ฉงฉงไม่ทันสังเกตว่าเฉินเสวี่ยหยางได้เดินเข้าไปในจวนสกุลหานนานแล้ว
อู๋ฉงฉง : “ อ้าว! ท่านพี่เฉินหายไปไหนแล้ว เพราะเ้าคนเดียวเลยเ้าหวงตัวกลม ”
หวงจิ้งเอิน : “ นี่.. เ้าตามเขาไม่ทันหรอก เขาไปตั้งนานแล้วอยู่คุยกับข้าดีกว่าน่า.. ”
หวงจิ้งเอินรีบจ้ำฝีเท้าเดินตามอู๋ฉงฉงที่วิ่งเข้าไปตามหาเฉินเสวี่ยหยางซึ่งภายในจวนหาน หานเมิ่งลู่ชะเง้อคอมองหาบุรุษผู้มีั์ตาสีฟ้า นางยืนมองอยู่นานก็ยังไม่เห็นเ้าเมืองน้อยเฉินมีเพียงบ่าวรับใช้ในจวนคนหนึ่งเดินตรงมาหานางพร้อมจดหมายน้อยหนึ่งฉบับ
บ่าวรับใช้สกุลหาน : “ คุณหนู มีจดหมายถึงท่าน ”
..“ เชิญแม่นางที่ศาลาริมน้ำ ..เฉิน ”.. เมื่อนางเปิดอ่านก็พบใจความในจดหมายนัดให้นางไปพบยังศาลาริมน้ำซึ่งเป็ที่ลับตาคนโดยลงท้ายจดหมายว่า เฉินนางจึงคิดไปเองว่าเ้าเมืองน้อยอยากที่จะพบกับนางตามลำพังเพราะแอบมีใจชอบนางเช่นกันหานเมิ่งลู่รีบเดินทางไปที่นั่นทันทีพร้อมกับสาวรับใช้คนสนิท และที่ศาลาริมน้ำ บุรุษอกผายไหล่กว้างรูปร่างสง่าในชุดผ้าคลุมสีขาวยืนหันหลังให้กับนางโดยที่ข้างกายมีองครักษ์คนสนิทเฟยิและเฟยฉี ยืนอยู่ คุณหนูหานซึ่งฉลาดพอควร นางจึงรู้ในทันทีว่าเขาไม่ได้้าจะพบนางเพราะมีใจให้แต่เขามีเื่ใดที่้าจะพูดคุยกับนางเพียงลำพัง นางจึงส่งสัญญาณบอกสาวรับใช้คนสนิทให้รีบปลีกตัวออกไป
หานเมิ่งลู่ : “ เมิ่งลู่คารวะเ้าเมืองน้อย ”
เมื่อเฉินเสวี่ยหยางหันหน้ามาก็ทำให้นางมองเขาอย่างตกตะลึงในใบหน้าอันหล่อเหลาและท่าท่างองอาจคิ้วที่หนาดวงตาเรียวยาว จมูกที่โด่งเป็สันเขารูปริมฝีปากเรียวบางกับสันกรามที่น่ามอง ทำให้หานเมิ่งลู่มองเขาไม่ละสายตา .. “เขาต่างจากที่ผู้คนกล่าวขานกันลิบลับ ถูกเพียงข้อเดียวคือดวงตาสีฟ้าประหลาดของเขาแต่นั่นยิ่งทำให้เขาดูสง่างามและน่าหลงใหลยิ่งนัก ”..นางเผลอคิดจิตใจเหม่อลอยเพียงเพราะเห็นใบหน้าและท่าท่างอันสง่างามของเ้าเมืองน้อยเฉินจนเมื่อได้ยินเฉินเสวี่ยหยางเอ่ยพูดขึ้นมา
เฉินเสวี่ยหยาง : “ คุณหนูหาน วันนี้เป็วันดี จวนหานของเ้าจัดงานใหญ่โตเช่นนี้ไยจึงไม่เห็นญาติผู้พี่ของเ้า? ”
หานเมิ่งลู่ : “ รบกวนเ้าเมืองน้อยต้องเป็ห่วงแล้วญาติของข้าผู้นี้เสเพลเหลวไหล อีกทั้งเขายังไม่พอใจที่ข้าขึ้นเป็ผู้นำตระกูลจึงไม่ยอมมางานเลี้ยง ช่างเสียมารยาทนัก ข้าต้องขออภัยแทนเขาด้วย ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หากเื่มีแค่นี้ก็ดี ”
เฟยิ : “ คุณหนูหาน คิดว่าสิ่งนี้ควรคืนแก่ท่าน ”
เฟยฉี : “ ทหารของเราพบมันที่ชายป่านอกเมืองพร้อมกับกองศพกลุ่มคนแปลกหน้าที่แอบลักลอบเข้ามาในเยียนเป่ย คุณหนูหานสกุลหานของท่านคิดจะฏรึ? ”
เฟยินำป้ายหยกสกุลหานที่เปื้อนเืมาวางลงบนโต๊ะทำให้คุณหนูใหญ่สกุลหานถึงกับเข่าอ่อน เมื่อการใดที่มีป้ายหยกประจำตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้องนั่นย่อมหมายถึงชีวิตคนทั้งตระกูลอีกทั้งยังเกี่ยวพันถึงเยียนเป่ยด้วยโทษก่อฏที่ต้องโดนปะาถึงเจ็ดชั่วโคตร นางรีบคุกเข่าก้มศีรษะคำนับพร้อมทั้งเอ่ยปากขออภัยโทษกับเ้าเมืองน้อยเฉิน
หานเมิ่งลู่ : “ เ้าเมืองน้อยโปรดไว้ชีวิตสกุลหานจงรักภักดีต่อจวนเ้าเมืองมาหลายชั่วอายุคน ข้ากล้าสาบานต่อฟ้าด้วยชีวิตสกุลหานทั้งตระกูลพวกเราไม่เคยคิดฏ ขอเ้าเมืองน้อยโปรดเมตตาให้โอกาสสกุลหานสักครั้ง ข้าจะพาคนไปลากตัวเขากลับมาและพาไปรับโทษที่คุกหลวงโดยเร็ว ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เช่นนั้นก็ดี สิ่งนี้ถือเป็ของขวัญให้เ้า ”
เฉินเสวี่ยหยางเดินจากไปอย่างเ็าโดยทิ้งป้ายหยกเปื้อนเืไว้ให้คุณหนูใหญ่สกุลหาน..“หานฉีซงเ้าคนถ่อย สกุลหานเกือบจบสิ้นเพราะเ้า ”.. นางนึกขุ่นเคืองญาติผู้พี่ทั้งส่งสายตามองตามเฉินเสวี่ยหยางอย่างมีเยื่อใย แม้เขาจะดูโหดร้ายและเ็าแต่นี่ก็ถือเป็ความผิดมหันต์การที่เ้าเมืองน้อยไม่เอาผิดกับคนทั้งตระกูลนั้นก็นับว่าเป็ความเมตตาต่อสกุลหานของนางเป็อย่างมาก.. “ เ้าเมืองน้อยเฉิน ข้าอยากรู้ยิ่งนัก ใครกันที่ได้เป็สตรีในใจท่าน”..ไม่นานนักสาวรับใช้ของนางก็ปรี่เข้ามาหานางด้วยความเป็ห่วง
สาวรับใช้หานเมิ่งลู่ : “ คุณหนู ท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ? ”
หานเมิ่งลู่ : “ ข้าไม่เป็ไร จบคืนนี้สกุลหานคงต้องมีเื่ใหญ่”
เช้าวันต่อมา ณ จวนเ้าเมืองเยียนเป่ย
เฉินเสวี่ยหยางกำลังนั่งอ่านตำราที่โต๊ะตัวเดิมในเรือนพักองครักษ์คนสนิทจึงนำความคืบหน้าเข้ามาแจ้งแก่ผู้เป็นาย
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย จับตัวหานฉีซงได้แล้วขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยางพร้อมองครักษ์คนสนิทเดินทางไปยังคุกหลวงสถานที่กักขังคุมตัวทักโทษ ซึ่งภายในห้องขังชั้นล่างมีนักโทษคนหนึ่งถูกโซ่ตรวนคล้องผูกติดไว้กับเสาในสภาพถูกแส้เฆี่ยนตีจนมีาแและเืไหลเป็แนวยาวตามรอยแส้
หานฉีซง : “ เฉินเสวี่ยหยาง เ้าคนสารเลว ลงโทษคนโดยไร้ความผิด”
เฟยฉีนำอาวุธที่เก็บได้จากศพในที่เกิดเหตุมาวางตรงหน้าหานฉีซงจึงทำให้เขาเริ่มหน้าถอดสี
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หานฉีซง ดูคุ้นตารึไม่? ”
หานฉีซง : “ เอ่อ.. ข้า.. ข้าไม่เคยเห็น ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเฉินเสวี่ยหยางอย่าคิดว่าเป็บุตรของท่านเ้าเมืองแล้วเ้าจะทำอะไรก็ได้นะ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ทำอะไรก็ได้ จริงสิ ขอบใจที่เตือนสติ ”
เฟยิส่งสัญญาณให้ทหารยกหีบใบใหญ่ที่ดูหนักอึ้งมาวางตรงหน้าหานฉีซงเมื่อเขาเห็นหีบใบนั้นก็ถึงกับใหน้าซีดจนแสดงท่าทีมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัดทั้งยังบ่นพึมพำออกมา
หานฉีซง : “ หานเมิ่งลู่ พวกเ้าอย่าให้ข้าออกไปได้เชียวนังคนสารเลว ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ คนของข้าพบมันกำลังจะถูกขนออกนอกเมือง ”
เฟยฉี : " พันสองร้อยตำลึงทอง เงินทองมากมายเช่นนี้ หากหายไปคงแย่ "
หานฉีซง : “ แล้ว.. เกี่ยวอะไรกับข้า? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ นั่นสิ! งั้นเอาไปคืนที่เดิม บอกทหารเฝ้าประตูเมือง ปล่อยผ่านได้ ”
หานฉีซง : “ นี่ ๆ เดี๋ยวสิ เอาออกไปไม่ได้นะ! ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไหนว่าไม่เกี่ยวกับเ้า ”
หานฉีซง : “ เอ่อ.. โธ่เว้ย! หนอย.. บังอาจหักหลังข้า”
หานฉีซงบ่นพึมพำกับตนเองเพราะตกหลุมพรางของเฉินเสวี่ยหยางจึงเข้าใจผิดคิดว่าผู้ที่จ้างวานตนนั้นหักหลังเฟยิส่งสัญญาณให้ทหารรีบยกหีบเงินออกไปด้วยตั้งใจกดดันหานฉีซง เพราะเขาเป็คนโลภและของในหีบใบนั้นก็คือค่าตอบแทนที่เขาได้จากการสมรู้ร่วมคิดกับใครบางคนแลกกับการเปิดทางให้คนกลุ่มนั้นเข้ามาในเยียนเป่ย เมื่อเห็นหีบเงินของตนกำลังจะถูกขนออกไปเขาจึงรีบเอ่ยปากยอมรับสารภาพ
หานฉีซง : “ เอ่อ.. ก็ได้ ๆ ข้าพูดก็ได้ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ว่ามา ”
ติดตามตอนต่อไป