ก่อนรุ่งสาง คนเฝ้ากำแพงเหนือเห็นร่างหนึ่งนอนคว่ำอยู่กลางทาง
หิมะรอบร่างนั้นไม่มีรอยเท้า
ม่านแดงบนฟ้ายังปิดแสงดาว เสียงกลองหยุดไปนานแล้วแต่ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าศัตรูถอย ทิศตะวันออกซึ่งนักฆ่าหนีไปเงียบเกินไปส่วนแนวผนึกใต้ป่าสนยังสั่นเป็ระยะจากคนที่ถูกขัง
ผู้ใหญ่บ้านไม่ยอมเปิดประตู
“อาจเป็คนเจ็บ” ชายเฝ้ายามกล่าว “ถ้ายังมีลมหายใจปล่อยไว้นอกกำแพงก็เท่ากับฆ่าเขา”
“ถ้าเป็เหยื่อล่อ เปิดประตูก็เท่ากับฆ่าคนข้างใน” อีกคนโต้
คำสองคำนั้นหนักเท่ากัน
เยี่ยซิงเหอปีนบันไดขึ้นกำแพงข้อเท้าขวาถูกพันด้วยผ้าเพิ่มอีกชั้น ดวงตาซ้ายยังพร่าจากการมองเส้นปราณรากฐานทองคำในท้องน้อยเจ็บทุกครั้งที่ขยับเร็วแต่เขาไม่ยอมพักขณะยังมีคนไม่ทราบชะตาอยู่หน้าประตู
ผู้เฒ่าโม่ตามขึ้นมาช้ากว่า หัวไหล่ของชายชราถูกพันแน่นสีหน้าดูอ่อนล้า ทว่าไม้เท้ายังไม่ห่างมือ
ร่างกลางทางสวมเสื้อป่านสีน้ำตาล รองเท้าฟางขาดข้างหนึ่งข้างเอวมีขวานตัดฟืนธรรมดา ไม่มีอาวุธของผู้ฝึกวิชา
“รู้จักหรือไม่” เยี่ยซิงเหอถาม
คนเฝ้ามองนานแล้วส่ายหน้า “ไม่ใช่คนโม่เหออาจมาจากชุมชนชายแดนฝั่งลำธาร”
ผู้เฒ่าโม่หยิบเศษกระเบื้องโยนลงนอกกำแพง
มันตกห่างจากร่างสามก้าว ไม่มีค่ายกละเิ ไม่มีลูกธนูไม่มีเงาเคลื่อนในป่า
“ความเงียบไม่ใช่ความปลอดภัย” ชายชรากล่าว“แต่มันบอกว่าผู้วางเหยื่อ้าให้เราเข้าใกล้มากกว่า้าฆ่าทันที”
ผู้ใหญ่บ้านถาม “จะทำอย่างไร”
เยี่ยซิงเหอมองช่องกำแพงเหนือ ชั้นนอกใช้ไม่ได้แล้วหากเปิดบานประตูใหญ่ ชั้นกลางจะต้องบิดกลิ่นคนทั้งหมู่บ้านและอาจพังตามไปด้วย
“ไม่เปิดประตู” เขาตอบ “ใช้ช่องหลักหิน ส่งคนออกสามคนผูกเชือกกลับไว้ คนหนึ่งตรวจร่าง สองคนดูป่า”
“เ้าจะไป?”
“ข้าเห็นสิ่งผิดปกติได้ก่อนคนอื่น”
ผู้เฒ่าโม่เหลือบมองเืแห้งที่หางตา“และอาจตาบอดก่อนคนอื่นด้วย”
“ข้าจะไม่เปิดการมองนั้นหากไม่จำเป็”
“คำสัญญาของเ้า่นี้ฟังแล้วทำให้คนแก่ปวดหัว”
ท้ายที่สุดผู้เฒ่าโม่ไปด้วย อาเหวินเป็คนที่สามเขาถือหอกสั้นกับถุงขี้เถ้า ผู้ใหญ่บ้านผูกเชือกเส้นหนากับเอวทั้งสามแล้วให้คนบนกำแพงจับปลายไว้
พวกเขาลอดช่องหลักหินทีละคน
ลมด้านนอกเย็นกว่าภายในหมู่บ้าน กลิ่นคาวอ่อน ๆ ลอยมากับหิมะมิใช่กลิ่นเืสด หากเหมือนเหล็กซึ่งถูกแช่น้ำจนขึ้นสนิม
เยี่ยซิงเหอหยุดห่างจากศพห้าก้าว
“ไม่มีเืบนพื้น” อาเหวินกล่าว
“อาจตายที่อื่นแล้วถูกนำมาวาง”
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายไม้เท้าแตะเชือกที่เอว “เชือกไม่ตึงไม่มีสิ่งบิดระยะ”
พวกเขาเดินต่อ
เมื่อพลิกร่างขึ้น ใบหน้าของชายตัดฟืนซีดจนเกือบเท่าหิมะริมฝีปากแห้ง ดวงตาปิด ไม่มีาแใหญ่ มีเพียงจุดดำขนาดเมล็ดถั่วที่ลำคอ
อาเหวินแตะปลายนิ้วใต้จมูกแล้วชักมือกลับ “ตายแล้ว”
เยี่ยซิงเหอคุกเข่า มองมือของศพ เล็บแตก มีดินติดแสดงว่าเขาเคยดิ้นรนบนพื้น แต่เสื้อด้านหลังสะอาดเกินไปไม่มีหิมะหรือโคลนจากการลาก
“เขาเดินมาถึงตรงนี้เอง”
“คนตายเดินไม่ได้” อาเหวินกล่าว
“ตอนเดินอาจยังไม่ตาย”
ผู้เฒ่าโม่เปิดเปลือกตาศพ รูม่านตาขุ่นแต่ตรงกลางมีรอยแดงเล็กเหมือนด้ายผูกอยู่ภายใน
“เืหายเกือบหมด” ชายชรากล่าว
อาเหวินมองจุดดำที่คอ “แผลเท่านี้ดูดเืทั้งร่างได้หรือ”
“ไม่ใช่แผลดูด”
ผู้เฒ่าโม่ไม่อธิบาย เขาใช้ไม้เท้าขีดวงรอบศพแล้วโรยขี้เถ้าบาง ๆ บนเสื้อ จุดที่ขี้เถ้าตกตามปกติเป็สีเทาจุดซึ่งตกเหนือหัวใจกลับแดงขึ้นเอง
เยี่ยซิงเหอมองตามรอยสีแดง มันรวมเป็รูปกลีบแหลมเจ็ดกลีบซ่อนอยู่ใต้คราบฝุ่นบนอกเสื้อ
“ตรานิกายโลหิตทมิฬ” เขากล่าว
ผู้เฒ่าโม่พยักหน้า “ถูกประทับจากด้านใน”
“หมายความว่าอย่างไร”
“หมายความว่าเขาไม่ได้เพียงถูกฆ่า”
เสียงกิ่งไม้หักดังจากป่าสน
อาเหวินหันหอกไปทางนั้นทันที
เงาต่ำสี่ขาวิ่งผ่านระหว่างต้นไม้ รวดเร็วเกินหมาป่าธรรมดาเมื่อมันโผล่พ้นแนวสน ทุกคนจึงเห็นว่าลำตัวคล้ายสุนัขป่าหิมะ แต่ขนร่วงเป็หย่อมเส้นเืใต้หนังเรืองแดง ดวงตาทั้งสองข้างดำสนิท
สัตว์อสูรกลายพันธุ์ก้มดมทาง แล้วมองตรงมาที่ศพ
“มันมิได้มาหาเรา” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“มันมาหาสิ่งที่เหลือในร่าง”
สัตว์พุ่ง
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่ออกเพียงหนึ่งคืบ ใช้สันฝักขวางปากมันแรงชนพาเขาถอยบนหิมะ ข้อเท้าขวาแทบพับ อาเหวินแทงหอกเข้าชายโครงแต่ปลายหอกกระทบหนังซึ่งแข็งเหมือนไม้แห้ง
สัตว์สะบัดตัว หอกหลุดมือ
ผู้เฒ่าโม่ตวัดไม้เท้าเกี่ยวขาหลัง ทำให้มันเสียหลักชั่วครู่“อย่าให้เืมันแตะศพ!”
“เหตุใด” อาเหวินถามพลางกลิ้งหลบกรงเล็บ
“ถ้าอยากรู้ก็ยืนรับดู”
สัตว์อสูรเปลี่ยนเป้าจากศพเป็อาเหวินมันอ้าปากกว้างเกินรูปกระดูก เขี้ยวมีไอแดงเกาะ หากถูกกัด ต่อให้ไม่ตายเืของเขาอาจกลายเป็ทางให้ค่ายกลเข้าถึงหมู่บ้าน
เยี่ยซิงเหอไม่ใช้ปราณทอง
เขามองภูมิประเทศ
ด้านซ้ายเป็ป่าสน รากไม้ทำให้พื้นสูงต่ำด้านขวาเป็ทางลงลำธารน้ำแข็ง ตรงหน้ามีศพอยู่ในวงขี้เถ้าด้านหลังคือช่องกำแพงซึ่งชาวบ้านจับเชือกรอ
การฆ่าสัตว์ตรงนี้เสี่ยงให้เืกระเด็นใส่ศพและแนวผนึก
การถอยเข้าหมู่บ้านจะพามันตามไป
เขาจึงดึงเชือกที่เอวสามครั้ง
คนบนกำแพงเข้าใจสัญญาณ พวกเขามิได้ลากคนกลับแต่หย่อนกระสอบเกลือลงมา
เยี่ยซิงเหอเตะกระสอบให้กลิ้งไปทางลำธาร สัตว์อสูรไม่สนใจมันพุ่งใส่อาเหวินอีกครั้ง
“ล่อมันด้วยกลิ่นเื!” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
“เืของผู้ใด”
ชายชรายกไม้เท้าชี้ผ้าพันมือของเยี่ยซิงเหอ
“ไม่ได้” อาเหวินคัดค้านทันที “ศัตรูตามเืเขาอยู่แล้ว”
“เพราะอย่างนั้นกลิ่นจึงแรงพอ”
เยี่ยซิงเหอเข้าใจราคา หากเปิดแผลแล้วล่อสัตว์ออกเขาจะช่วยอาเหวินได้ แต่ทิ้งรอยให้ผู้หนีตามต่อ หากไม่ทำ อาเหวินอาจถูกกัดและค่ายกลได้เืใหม่มากกว่าเดิม
เขาเลือกโดยไม่ลังเล
ปลายเล็บกดแผลฝ่ามือจนผ้าพันชื้น กลิ่นเืสดแทรกผ่านลมหนาว
สัตว์อสูรหันมาทันที
เยี่ยซิงเหอวิ่งไปทางลำธาร
ข้อเท้าร้องประท้วงทุกก้าว เขาไม่อาจเร่งตรง ๆจึงใช้ต้นสนเป็จุดบัง เปลี่ยนทิศสั้น ๆ ให้สัตว์ต้องหมุนตัวบนพื้นร่วน่ที่มันใกล้ถึง เขาก็เหยียบกระสอบเกลือให้แตก เม็ดเกลือกระจายบนลาดน้ำแข็ง
สัตว์ก้าวลงบนเกลือ
เส้นเืแดงใต้หนังลุกวาบ มันร้องลั่น เสียหลักไถลลงลำธารแต่กรงเล็บหน้ากลับเกี่ยวชายเสื้อเยี่ยซิงเหอไว้
แรงดึงพาเขาล้มตาม
เขาปักฝักกระบี่ลงรอยแตกในน้ำแข็ง ใช้มือข้างดีจับไว้ร่างค้างเหนือขอบลำธาร ขณะที่สัตว์ห้อยต่ำกว่าเพียง่แขนกลิ่นคาวจากปากมันพุ่งใส่หน้า
ดวงตาซ้ายของเยี่ยซิงเหอปวดแปลบ
เส้นปราณในตัวสัตว์ปรากฏเองโดยไม่รอเรียก มันยุ่งเหยิงไม่มีจังหวะหมุนตามธรรมชาติทุกเส้นถูกด้ายโลหิตเส้นหนึ่งร้อยจากท้ายทอยลงสู่พื้นหิมะ
มีผู้ควบคุมมันจากที่ไกล
จุดตายไม่ได้อยู่ที่หัวใจ แต่อยู่ตรงปมด้ายหลังหู
เยี่ยซิงเหอยังไม่ชักกระบี่ เขาหมุนฝักขึ้นกระแทกปมนั้น
สัตว์อสูรชะงัก กรงเล็บคลาย
มันตกลงกระแทกน้ำแข็ง เสียงแตกดังสนั่น ร่างจมหายใต้กระแสน้ำดำเืแดงเพียงสายเดียวลอยขึ้นแล้วถูกน้ำพาออกจากทางหมู่บ้าน
ผู้เฒ่าโม่กับอาเหวินดึงเยี่ยซิงเหอขึ้น
ดวงตาซ้ายของเขามืดไปชั่วขณะ หูอื้อจนไม่ได้ยินคำถามเขานั่งบนหิมะ รอให้ภาพกลับมา แล้วพบว่าผ้าพันมือเปิดออก เืหยดหนึ่งตกบนเกลือ
ผู้เฒ่าโม่รีบใช้ขี้เถ้ากลบ
“พวกมันได้กลิ่นเพิ่ม” ชายชรากล่าว
“แต่อาเหวินไม่ถูกกัด” เยี่ยซิงเหอตอบ
อาเหวินมองเขาอย่างจะด่า ท้ายที่สุดกลับก้มเก็บกระสอบที่เหลือ“เสบียงป้องกันหมู่บ้านหายไปอีกหนึ่งถุง”
“บันทึกไว้ ข้าจะใช้คืน”
“เ้าจะหาเกลือจากดาวหรือ”
คำเหน็บทำให้ลมหายใจหนักเบาลงชั่วครู่ทว่าเมื่อทั้งสามหันกลับไปที่ศพ สีหน้าก็แข็งอีกครั้ง
วงขี้เถ้ารอบร่างขาดตรงทิศเหนือ
ไม่มีผู้ใดแตะมัน
รอยตราเจ็ดกลีบบนอกเสื้อสว่างขึ้นเส้นแดงบางลอดจากจุดดำที่ลำคอไหลลงใต้หิมะร่างของชายตัดฟืนซึ่งซีดอยู่แล้วเริ่มยุบ ราวกับสิ่งสุดท้ายภายในถูกดึงออก
อาเหวินก้าวจะเข้าไป
ผู้เฒ่าโม่เอาไม้เท้าขวาง “อย่าแตะ”
ริมฝีปากศพขยับ
ไม่มีลมหายใจ แต่เสียงแ่หนึ่งเล็ดออกมา “หนาว...”
ดวงตาที่ปิดพลันเปิด รูม่านตาไม่มีแสงมีเพียงเส้นแดงถูกดึงจากกลางตาไปใต้ดิน
เยี่ยซิงเหอรู้สึกถึงความกลัวที่มิใช่ของตนมันแล่นผ่านฝ่าเท้าเข้าสู่รากฐานทองคำ ความทรงจำสั้น ๆปรากฏวาบ—ชายคนนี้แบกฟืนกลับบ้าน มีบุตรสาวรออยู่หน้าประตูจากนั้นหมอกแดงลงปิดทางและเสียงระฆังเรียกชื่อเขาจากใต้ดิน
ภาพหายไปทันที
เยี่ยซิงเหอเซ ผู้เฒ่าโม่คว้าไหล่ไว้
“เ้าเห็นอะไร”
“บ้านของเขา เด็กคนหนึ่ง แล้วมีเสียงใต้ดิน”
“นั่นไม่ใช่ความทรงจำที่ศพมอบให้เ้า”
“แล้วคือสิ่งใด”
“เศษิญญาซึ่งค่ายกลกำลังลากผ่านรากฐานของเ้า”
เส้นแดงถูกดึงจนสุด ดวงตาศพดับสนิทร่างที่เหลือเบาเหมือนฟืนแห้ง แม้ลมเพียงน้อยก็พัดชายเสื้อขยับ
ศัตรูมิได้ขโมยแค่เื
มันดูดิญญาของผู้ตายผ่านพื้นดินต่อหน้าพวกเขา
ผู้เฒ่าโม่สั่งให้ห่อศพด้วยผ้าหนา ห้ามนำเข้าประตูและให้คนสองคนเฝ้าจากบนกำแพง พวกเขาใช้เกลืออีกครึ่งถุงปิดรอยแดงแล้วเสียเวลาหนึ่งยามขุดร่องตัดเส้นใต้หิมะ
เมื่อกลับเข้าหมู่บ้าน ฟ้าเริ่มซีด แต่ม่านแดงยังไม่จางข่าวเื่ศพเดินเร็วกว่าพวกเขา ชาวบ้านรวมกันกลางลานบางคนเรียกร้องให้ออกจากโม่เหอก่อนถนนมีศพมากกว่านี้บางคนกอดบุตรหลานแน่นและไม่ยอมขยับไปที่ใด
ผู้ใหญ่บ้านถามผู้เฒ่าโม่ต่อหน้าทุกคน“พวกมันกำลังทดลองสิ่งใด”
ชายชรามองแนวผนึกใต้ฝ่าเท้า รอยประชดในแววตาหายหมด
“มันกำลังทดสอบว่าค่ายกลดูดเืกับิญญาได้ไกลเพียงใด”
เขาใช้ปลายไม้เท้าขีดเส้นบนหิมะ เส้นแรกแทนตำแหน่งศพเส้นที่สองแทนรอยตราซึ่งไหลลงดิน เส้นที่สามลากผ่านหลักเหนือเข้าสู่บ่อกลาง
“ก่อนชั้นนอกแตก มันแตะได้เพียงเงาของหมู่บ้าน” ชายชรากล่าว“เมื่อคืนมันได้ทางเข้าหนึ่งเส้น วันนี้มันส่งศพมาวัดว่าเส้นนั้นรับสิ่งใดได้บ้าง”
ชาวบ้านคนหนึ่งถาม “ชายตัดฟืนเกี่ยวข้องกับเราอย่างไรเหตุใดเลือกเขา”
“เพราะเขาไม่ใช่คนโม่เหอ” เยี่ยซิงเหอตอบ“หากค่ายกลดูดเขาผ่านแนวของเราได้แปลว่ามันกำลังเรียนรู้จะกลืนคนซึ่งยังไม่ถูกผูกกับหมู่บ้าน เมื่อเรียนจบคนในอาจยิ่งง่ายกว่า”
คำตอบทำให้คนที่คิดหนีหันมองประตูไม่มีผู้ใดรู้ว่าการข้ามแนวตอนนี้จะทำให้ตนกลายเป็คนนอกซึ่งค่ายกลใช้ทดลองคนถัดไปหรือไม่
อาเหวินวางถุงเกลือที่เหลือบนพื้น “เพื่อรู้คำตอบนี้เราเสียเกลือหนึ่งถุงกับอีกครึ่ง เสียเวลาขุดร่องหนึ่งยามและเปิดเืซิงเหอให้มันดมเพิ่ม”
“เราได้รู้ว่าจุดควบคุมอยู่หลังหู รู้ว่าด้ายโลหิตผ่านพื้นและรู้ว่าศัตรูยอมทิ้งทั้งคนทั้งสัตว์เพื่อซื้อข้อมูล” เยี่ยซิงเหอกล่าว“ความรู้นี้ต้องทำให้เราป้องกันครั้งต่อไปได้มิฉะนั้นราคาที่ชายคนนั้นจ่ายจึงจะสูญเปล่า”
เขามองกำแพงเหนือ ภาพบุตรสาวของผู้ตายยังติดอยู่ในความคิดแม้ไม่รู้ชื่อหรือตำแหน่งบ้าน เขาก็จำว่ามีคนหนึ่งกำลังรอผู้ซึ่งไม่มีวันกลับ
ผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ทำเครื่องหมายเส้นทางและห้ามผู้ใดเดินออกลำพังก่อนส่งคนสองคนขึ้นหอเฝ้าดูควันจากชุมชนฝั่งลำธาร หากยังมีบ้านใดจุดเตาพวกเขาจะหาทางเตือนโดยไม่เปิดประตู
“ชื่อวิชานี้คืออะไร” เยี่ยซิงเหอถาม
ผู้เฒ่าโม่เงียบอยู่นานราวกับการเอ่ยชื่อจะทำให้สิ่งซึ่งซ่อนในอดีตตื่นขึ้น
แล้วชายชราจึงกล่าวทีละคำ
“มหาเวทย์โลหิตกลืนิญญา”