หวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 88 ตอน เพลงกู่ฉิน 1

            อวิ๋นจื่อจดจ่ออยู่กับกู่ฉินส่วนสาวใช้ทั้งสองก็ถูกดึงดูดโดยเพลงอันแสนไพเราะจนไม่ได้สังเกตว่ามีคนเดินเข้ามา

            อวิ๋นจื่อเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนกนางมองเห็นชายที่ดูสูงศักดิ์ในชุดคลุมสีม่วง

            ชายผู้นั้นมีรูปร่างผอมบางเขากล่าวด้วยท่าทีเฉยเมยว่า “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าตัวข้าซึ่งอยู่ในวัยชราแล้วจะได้ยินเพลงนี้อีกครั้งถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใครและรู้จักอวิ๋นเซียวได้อย่างไรก็เถอะ”

            อวิ๋นจื่อส่ายหัว“ผู้น้อยไม่รู้ว่าท่านกำลังพูดถึงใคร นี่เป็นเพียงเพลงที่ข้าได้ยินจากในชนบท หากท่านสนใจก็สามารถฟังข้าเล่นเพลงอื่นได้”

            ขณะที่อวิ๋นจื่อกล่าวนางก็เล่นกู่ฉินอีกครั้ง

            “กระแสน้ำของแม่น้ำฤดูใบไม้ผลิเชื่อมต่อกับทะเลกว้างดวงจันทร์ขึ้นพร้อมกับกระแสน้ำในทะเล

            ท้องน้ำเต็มไปด้วยเกลียวคลื่นนับพันลี้ณ สถานที่แห่งหนึ่ง สายน้ำแห่งฤดูใบไม้ผลิไม่เคยปราศจากแสงจันทร์

            แม่น้ำไหลตัดผ่านทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มแสงจันทร์ส่องกระทบกลีบดอกไม้ป่าแลดูพราวระยับ

            น้ำค้างแข็งลอยอยู่กลางอากาศแต่ไม่รู้สึกว่ามันกำลังลอยอยู่ และมองไม่เห็นทรายสีขาว

            แม่น้ำและท้องฟ้าเป็นสีเดียวกันไม่มีหมอกควันแปดเปื้อน ดวงจันทร์ขึ้นอยู่เดียวดายบนท้องฟ้าที่สว่างไสว

            หากอยู่ริมน้ำจะเห็นแสงจันทร์สะท้อนน้ำ

            ชีวิตดำเนินไปไม่มีจุดสิ้นสุดแต่เมฆบนท้องฟ้าและแสงจันทร์ดูเหมือนเดิมเช่นทุกปี

            ข้าไม่รู้ว่าเงาจันทร์ในแม่น้ำเฝ้ารอใคร แต่ข้าเพียงเฝ้ามองแม่น้ำแยงซีไหลเอื่อย

            เมฆสีขาวกำลังลอยไปมองชิงเฟิงผู่[1]ที่ทอดยาวด้วยความกังวล

            คืนนี้ใครจะลงเรือพเนจรไปตามแม่น้ำและทะเลสาบ?

            ดวงจันทร์ที่น่าสงสารลอยอยู่บนฟ้าแสงจันทร์สะท้อนบนผิวน้ำที่ใสราวกับกระจก

            ผ้าม่านหยกไม่สามารถม้วนขึ้นได้มันถูกตีกลับ

            เราสองคนจ้องมองกัน แต่กลับไม่ได้ยินเสียงใดๆข้าหวังว่าแสงจันทร์จะส่องถึงนาง

            หงส์และห่านบินสูงแลดูมีชีวิตชีวาปลามังกรดำลงไปในน้ำแลดูงดงามราวภาพเขียน

            ในภาพความฝันเมื่อคืน กลีบดอกไม้ร่วงหล่นลงน้ำคืนสู่บ้านเดิม

            สายน้ำไหลในฤดูใบไม้ผลิ แสงจันทร์สะท้อนบนผิวน้ำที่ไหลไปทางทิศตะวันตก

            ดวงจันทร์ซ่อนตัวอยู่ในทะเลหมอกหนทางยังห่างไกลไม่รู้เมื่อใดจะได้พบกัน

            ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่หวนกลับมาภายใต้แสงจันทร์นำพาดวงจันทร์โรยตัวลงมา แสงจันทร์สะท้อนเห็นเงาไม้ในน้ำ”

            ชายในชุดคลุมสีม่วงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า“นี่เป็นเพียงท่อนหนึ่งของเพลงคืนแสงจันทร์ที่แม่น้ำในฤดูใบไม้ผลิ[2] ไม่ใช่หรือ? จะเทียบกับเพลงเมฆหมอกเหนือลำน้ำเซียวเซียงได้อย่างไร? เหตุใดแม่นางน้อยถึงหลอกข้าเช่นนี้? เหตุใดเจ้าไม่เล่นเพลงแห่งความโศกเศร้าชั่วนิรันดร์[3] ล่ะ?”

            อวิ๋นจื่อไม่ตอบนางดีดสายกู่ฉินเบาๆ จากนั้นเสียงเพลงก็ดังขึ้น

            “จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่นผู้ชมชอบความงามได้ตามหาสตรีที่พึงพอใจมาเป็นเวลานานแต่กลับหาไม่พบ แต่แล้วเขากลับได้ยินเรื่องราวของเด็กสาวตระกูลหยางที่เติบโตขึ้นมาในห้องหอคนนอกไม่มีใครได้ยลความงามของนาง

            ความงดงามทำให้นางใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไม่นานนางก็กลายเป็นสนมข้างกายจักรพรรดิ

            ยามนางแย้มยิ้ม นางสนมคนอื่นในวังหลังต่างไร้สีสันทันตา

            ในฤดูใบไม้ผลิจักรพรรดิให้นางอาบน้ำอุ่นในสระหัวชิงเพราะน้ำอุ่นจะช่วยปกป้องผิวที่ขาวและบอบบางของนาง

            นางกำนัลในวังประคับประคองนางราวกับเป็นดอกบัวจากนั้นนางก็เริ่มเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิ

            ผมของนางพลิ้วไหวราวปุยเมฆใบหน้างดงามบอบบางราวบุปผาแรกแย้ม นางสวมเครื่องประดับสีทองบนหัว และใช้เวลายามค่ำคืนของฤดูวสันต์กับจักรพรรดิในกระโจมดอกชบาอันอบอุ่น

            สิ่งที่นางเกลียดมีเพียงค่ำคืนในฤดูวสันต์นั้นสั้นเกินกว่าจะหลับใหลจนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นสูงจักรพรรดิจะไม่ว่าราชการเป็นอันขาด

            เนื่องจากได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดินางจึงง่วนอยู่กับการประทินโฉมจนไม่มีเวลาว่าง นางมักเดินเล่นในสวนและฟังดนตรี ส่วนยามค่ำคืนก็ปรนนิบัติจักรพรรดิ

            มีสาวงามมากมายในวังหลังแต่นางเป็นคนเดียวที่ได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิ

            ยามอยู่ในตำหนักทองคำ นางมักสวมอาภรณ์สีอ่อนและคอยออดอ้อนเหมือนเด็กสาวให้จักรพรรดิอยู่กับนางทุกคืนหลังจากดื่มสุราจนเมามาย นางย่อมดูมีเสน่ห์มากขึ้นเล็กน้อย

            พี่น้องชายหญิงได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางก็เพราะนางความฉลาดของคนตระกูลหยางช่างน่าริษยานัก

            นั่นทำให้ผู้คนเปลี่ยนใจพวกเขาเริ่มไม่เห็นคุณค่าของเด็กชายและหันไปให้ความสำคัญกับเด็กหญิง

            พระราชวังตั้งตระหง่านขึ้นสู่ท้องฟ้าและเสียงเพลงผีผาก็ล่องลอยไปทุกทิศทุกทางที่สายลมพัดผ่าน

            ท่วงทำนองของการร้องเพลงและการเต้นรำสอดประสานกับท่วงทำนองของเสียงขับร้องจักรพรรดิทรงสำราญตลอดทั้งวันอย่างไม่รู้เบื่อ

            ทันใดนั้นเสียงกลองของกบฏอวี้หยางก็ดังสนั่นส่วนเสียงเพลงในพระราชวังเงียบลง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่งดงามและประดับประดาไปด้วยขนนกก็ไม่มีให้เห็นอีกต่อไป

            เกิดสงครามขึ้นในเมืองหลวงของจิ่วจงเหมินจักรพรรดิหนีไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้พร้อมกับข้าราชบริพารและเหล่านางสนม

            กบฏอวี้หยางเดินทางถึงเมืองหม่าเว่ยซึ่งอยู่ห่างจากเมืองฉางอันมากกว่าร้อยลี้พวกเขาหยุดรุกคืบและเรียกร้องให้ประหารชีวิตหยางกุ้ยเฟย จักรพรรดิไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแขวนคอหยางอวี้หวนที่เชิงเขาหม่าเว่ย

            เครื่องประดับบนศีรษะของนางถูกทิ้งลงบนพื้นและไม่มีใครหยิบมันขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับศีรษะอันล้ำค่าอย่างปิ่นปักผมวิหกทองคำหรือปิ่นหยกล้วนถูกปลดออกทีละชิ้น

            จักรพรรดิไม่สามารถซ่อนพระพักตร์ที่อาบด้วยน้ำตาได้นางยินยอมที่จะทำเช่นนี้เพราะต้องการช่วยพระองค์ แต่เมื่อเขาหันพระพักตร์ไปก็เห็นสนมรักกำลังสิ้นใจ 

            เลือดและน้ำตาหลั่งไหลออกมาจากดวงตาอย่างควบคุมไม่ได้

            ลมอันเยือกเย็นพัดพาฝุ่นสีเหลืองให้ปลิวว่อนขบวนรถม้าเดินทางผ่านถนนที่ทำด้วยไม้กระดาน ส่วนผู้คนก็เดินเท้าไปตามถนนที่คนสมัยโบราณใช้

            ที่เชิงเขามีผู้คนผ่านไปมาเพียงน้อยนิดดวงอาทิตย์และดวงจันทร์แทบไม่ปรากฏราวกับเป็นสถานที่ไร้แสง

            ภูเขาที่สวยงามและน้ำทะเลใสเปรียบได้กับความรักคะนึงหาของโอรสสวรรค์

            เมื่อเห็นดวงจันทร์ก็เศร้าสลดเมื่อได้ยินเสียงระฆังดังในยามราตรีก็หัวใจสลาย

            เมื่อสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีจักรพรรดิก็เสด็จกลับฉางอัน ขณะเดินทางกลับได้ผ่านเชิงเขาหม่าเว่ยและทอดพระเนตรเห็นผู้คนผ่านไปมาประปรายจึงทรงหยุดครุ่นคิด

            ท่ามกลางเนินดินที่ดูรกร้างบริเวณเชิงเขาหม่าเว่ยโฉมหน้าของสาวงามไม่มีให้เห็นอีกแล้ว มีเพียงหลุมฝังศพที่ดูเดียวดายเท่านั้น

            จักรพรรดิและเสนาบดีต่างมองหน้ากันน้ำตาของพวกเขาไหลริน จักรพรรดิเหม่อมองไปทางทิศตะวันออกแล้วขี่ม้ากลับเมืองหลวง

            เมื่อกลับมาถึงก็เห็นว่าสวนและสระน้ำยังคงเหมือนเดิมดอกชบาข้างสระก็ยังคงอยู่ 

            ดอกชบาดูเหมือนใบหน้าของหยางอวี้หวนใบหลิวเรียวเล็กก็เหมือนคิ้วของนาง เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่ทำให้บุรุษผู้สูงศักดิ์หลั่งน้ำตาได้อย่างไร?

            สายลมฤดูใบไม้ผลิมาพร้อมกับลูกบ๊วยและลูกท้อช่างดูน่าเศร้ายิ่งนัก ส่วนเม็ดฝนในฤดูใบไม้ร่วงที่หยดลงบนใบมะเดื่อก็ยิ่งดูอ้างว้าง

            หญ้าในฤดูใบไม้ร่วงขึ้นรกในบริเวณพระราชวังนอกท้องพระโรงใบไม้ที่ร่วงหล่นปกคลุมขั้นบันไดไม่ได้รับการปัดกวาดแต่อย่างใด

            ผมดกดำเงางามของนางระบำกลายเป็นสีขาวเหมือนหิมะส่วนสาวใช้ก็หายตัวไป

            ตกดึกเมื่อหิ่งห้อยเริงระบำจักรพรรดิผู้มีนามว่าถังเสวียนจงเอาแต่คิดถึงสนมรักเงียบๆ และหลับไม่ค่อยลงทั้งที่น้ำมันตะเกียงหมดแล้ว

            เสียงระฆังและเสียงกลองทำให้รู้สึกเหมือนเป็นค่ำคืนที่ยาวนานนักเมื่อใกล้รุ่งสางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวก็กำลังจะหายไป

            เป็ดยวนยางถือกำเนิดขึ้น แล้วใครจะนอนอยู่ใต้ผ้านวมสีเขียวมรกตเป็นเพื่อนจักรพรรดิผู้เดียวดาย?

            หยินหยางแยกกันอยู่เป็นปีเหตุใดนางถึงไม่เคยมาปรากฏในความฝันของจักรพรรดิเลย?

            ว่ากันว่านักพรตเต๋าจากเมืองฉางสามารถนำพาดวงวิญญาณของสนมผู้สูงศักดิ์กลับมาได้

            เขาประทับใจในความรักของจักรพรรดิที่มีต่อสนมรักเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อค้นหาดวงวิญญาณของนาง

            เขาทะยานผ่านหมู่เมฆและขี่หมอกด้วยความเร็วราวฟ้าแลบเขาออกค้นหาไปทั่ว

            ค้นหาทั่วเก้าสวรรค์ ค้นหาทั่วเก้าปฐพีแต่ก็ยังไม่พบ

            ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินว่ามีหุบเขาเซียนในทะเลซึ่งรายล้อมด้วยก้อนเมฆและหมอกจางๆ

            ศาลาที่งดงามและวิจิตรตั้งอยู่บนก้อนเมฆหลากสีสันและมีเทพธิดาจำนวนนับไม่ถ้วนที่มีร่างกายบอบบางและอ่อนนุ่ม

            ว่ากันว่า มีเทพธิดาองค์หนึ่งที่มีผิวราวกับหิมะและดูเหมือนหยางอวี้หวนที่จักรพรรดิกำลังตามหา

            นักพรตเต๋ามาถึงหน้าประตูทองคำเขาเคาะประตูที่ทำจากหยกและส่งเสียงเรียกเบาๆ

            เมื่อได้ยินว่านักพรตเต๋าที่ถูกส่งมาโดยจักรพรรดิได้มาถึงแล้วนางจึงตื่นขึ้นจากการหลับใหลในกระโจมที่ปักอย่างสวยงาม

            นางรีบสวมเสื้อผ้าและเดินออกจากกระโจมม่านลูกปัดและฉากกั้นสีเงินถูกเปิดออก

            นางเพิ่งตื่นผมจึงยังไม่ได้สางนางออกมาจากกระโจมก่อนที่จะได้แต่งหน้าและสวมมงกุฎดอกไม้

            ลมที่อ่อนโยนพัดแขนเสื้อของนางให้กระพือเล็กน้อยอาภรณ์ของนางดูคล้ายกับชุดผ้าโปร่งและชุดขนนกของนางสนม

            น้ำตาไหลลงบนใบหน้างดงามที่หมองเศร้าเหมือนดอกท้อที่โปรยปรายไปกับสายฝนในฤดูใบไม้ผลิ

            นางจ้องมองนักพรตเต๋าด้วยความตกตะลึงนางขอให้เขากล่าวขอบคุณจักรพรรดิแทนนาง

            งานฉลองในพระราชวังเจาหยางไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวในวังเผิงไหลยังคงยาวนานไร้สิ้นสุด

            เมื่อมองดูโลกมนุษย์จากแดนสวรรค์ย่อมไม่เห็นฉางอันที่ดูงดงาม มีเพียงฝุ่นและหมอกหนาเท่านั้น

            นางสามารถแสดงความรักอย่างลึกซึ้งด้วยกล่องไม้และปิ่นปักผมทองคำนางต้องการให้นักพรตเต๋านำของเหล่านี้ไปถวายจักรพรรดิเพื่อเป็นของแทนใจ

            นางหักปิ่นปักผมทองคำและกล่องไม้ออกเป็นสองซีกเพื่อที่นางและจักรพรรดิจะได้เก็บไว้คนละครึ่ง

            นางหวังเพียงว่าหัวใจของจักรพรรดิจะภักดีและแข็งแกร่งราวกับขุมทรัพย์ทองคำนางให้นักพรตเต๋าทูลจักรพรรดิว่าย่อมมีโอกาสได้พบกันอีกครั้งในสวรรค์

            เมื่อถึงเวลาสมควร นางขอให้นักพรตเต๋าส่งสาส์นถึงจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่และคำสาบานในสาส์นนั้นรู้กันแค่นางและจักรพรรดิเท่านั้น

            ในวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดของปีนั้นในท้องพระโรงที่เงียบสงัดตอนกลางดึก ทั้งคู่เอ่ยคำสาบาน

            ขอเป็นนกคู่โบยบินบนท้องฟ้าขอเป็นไม้ใหญ่ยืนต้นคู่กันบนพื้นดินโดยไม่มีวันแยกจาก

            แม้จะเป็นนิรันดร์แต่ก็มีจุดจบเสมอแต่ความแค้นในชีวิตและความตายจะไม่มีวันสิ้นสุด”

            หลังจากอวิ๋นจื่อเล่นจบก็รู้สึกเจ็บนิ้วเล็กน้อยนางลุกขึ้นและถามเบาๆ ว่า “ท่านพอใจหรือไม่เจ้าคะ? ข้าเหนื่อยนิดหน่อยแล้ว แต่ถ้าท่านอยากเล่นเองก็ใช้กู่ฉินของข้าได้”

            ชายในชุดคลุมสีม่วงหัวเราะเสียงดัง“เช่นนั้นเจ้าจงฟังข้าเล่นดีๆ เถิด”

            ชายในชุดคลุมสีม่วงนั่งลงตรงหน้ากู่ฉินและเสียงเพลงก็ดังขึ้น

            “ข้าท่องบทกวีนี้ด้วยความคับแค้นใจ 

            ถ้าคำพูดของข้าไม่ได้มาจากความภักดีข้าจะชี้ไปที่สวรรค์และให้ท่านเป็นพยาน

            ให้เทพเจ้าทั้งห้าทิศเป็นผู้ตัดสินและข้าก็เต็มใจที่จะชี้แจงให้กระจ่าง

            เหล่าเทพเจ้าแห่งภูเขาและแม่น้ำได้รับเชิญให้เข้าร่วมการพิจารณาคดีในฐานะลูกขุนและสั่งให้ผู้พิพากษาชี้แจงว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด

            ข้ารับใช้จักรพรรดิด้วยความภักดีแต่กลับถูกมองว่าเป็นเนื้อร้ายที่ไม่จำเป็น

            ข้าไม่รู้วิธีประจบประแจงและทำให้ผู้อื่นรำคาญข้าได้แต่รอให้จักรพรรดิเข้าใจความจริงใจของข้า

            ข้ามั่นใจในคำพูดและการกระทำของตนเองอีกทั้งข้าก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

            ไม่มีใครตรวจสอบข้าราชบริพารได้ดีไปกว่าจักรพรรดิ การตรวจสอบต้องเกิดขึ้นต่อหน้าพระองค์เท่านั้น

            ข้ายึดมั่นในศีลธรรมและเทิดทูนจักรพรรดิไว้เหนือหัวแต่กลับถูกผู้คนไม่พอใจและเกลียดชัง

            สิ่งเดียวที่อยู่ในใจของข้าคือจักรพรรดิแต่ทุกคนกลับมองข้าเป็นศัตรู

            ข้าซื่อสัตย์และแน่วแน่แต่สุดท้ายข้าก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

            ข้าพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรับใช้ข้างกายจักรพรรดิโดยไม่มีเจตนาอื่นใดแต่มันกลับกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดหายนะ!

            ไม่มีใครจงรักภักดีไปกว่าข้าข้าถึงขั้นหลงลืมพรสวรรค์ของตนเองด้วยซ้ำ

            ข้าไม่เคยรับใช้จักรพรรดิแบบครึ่งๆกลางๆ แต่ข้าไม่รู้วิธีที่จะทำให้ตนเองได้รับความโปรดปราน

            เหตุใดข้าถึงมีความผิดและได้รับการตัดสินว่าสมควรถูกลงโทษ?

            ถ้ามีผู้ใดทำตัวแตกต่างและไม่ไหลไปตามน้ำผู้นั้นก็จะสะดุดล้มและถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีเยาะเย้ย

            ข้าถูกใส่ร้ายอย่างต่อเนื่องช่างน่าเศร้านัก!

            ข้าถ่ายทอดเรื่องนี้ได้ไม่ค่อยดีนักเพราะข้ารู้สึกหดหู่

            ข้าโศกเศร้าและท้อแท้มีผู้ใดบ้างที่เข้าใจความทุกข์ของข้า?

            เดิมทีข้ามีสิ่งที่อยากกล่าวมากมายไม่รู้จบแต่ข้ากล่าวออกมาไม่ได้ ข้าอยากแสดงออกถึงเจตนาของตนเอง แต่ไม่มีทางที่จักรพรรดิจะล่วงรู้

            ถ้าข้าจากไปอย่างเงียบๆใครจะเข้าใจข้าบ้าง? ถ้าข้าร้องตะโกนใครจะรับฟังข้าบ้าง?

            ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้หัวใจของข้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศกการเขียนและอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นบทกวีจึงเป็นเรื่องยาก

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ข้าฝันว่าได้บินไปบนท้องฟ้าวิญญาณของข้าล่องลอยไปตามแม่น้ำ แต่ไม่มีเรือข้ามฟาก

            ข้าขอให้เทพผู้ยิ่งใหญ่ทำนายโชคชะตาให้ข้าเทพผู้นั้นกล่าวว่า ‘เจ้ามีความทะเยอทะยานแต่น่าเสียดายที่ไม่มีคนหนุนหลัง’

            ข้าถามว่า ‘ข้าต้องอยู่ตัวคนเดียวและถูกพระองค์ตีตัวออกห่างหรือ?’ 

            เทพผู้นั้นกล่าวว่า ‘เจ้าจะนึกถึงจักรพรรดิแต่เขากลับพึ่งพาไม่ได้คำพูดของเขาเพียงคำเดียวสามารถทำให้ทองคำละลายได้ และเจ้าก็จงรักภักดีมากเสียจนต้องตกอยู่ในอันตรายเหตุใดเจ้าถึงไม่เปลี่ยนเจตนาของตนเองเสียใหม่?’

            ‘หากเจ้ายังคงต้องการขึ้นไปบนท้องฟ้าโดยไม่ใช้บันไดนี่หมายความว่าความคิดของเจ้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลย’

            ‘ผู้คนหวาดกลัวเจ้าแต่นึกดูว่าถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับเจ้า เหตุใดพวกเขาถึงคบหาสมาคมกับเจ้า?’

            ‘ถึงจะเป็นคนรู้จักแต่มีความคิดไม่ตรงกันเหตุใดถึงต้องให้ความช่วยเหลืออีกฝ่าย?’

            ‘เสิ่นเสิงจากแคว้นจินเป็นบุตรชายที่ซื่อสัตย์แต่บิดาของเขาเชื่อในคำใส่ร้าย จึงบีบบังคับให้บุตรชายต้องตาย’

            ‘เจ้าเป็นคนซื่อตรงแต่ไม่กระตือรือร้นดังนั้นเจ้าจึงไม่ประสบความสำเร็จ’

            ข้าเคยได้ยินมาว่าบุคคลที่จงรักภักดีอาจต้องกลายเป็นศัตรูกับผู้อื่นแต่ข้าไม่สนใจและคิดว่ามันเป็นคำกล่าวที่เกินจริง

            คนที่แขนหักหลายครั้งย่อมสามารถเป็นแพทย์ที่ดีได้และตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าคำกล่าวนี้ไม่เลวเลย

            ลูกศรอยู่บนท้องฟ้าตาข่ายวางอยู่ด้านล่าง

            ข้าถูกใส่ร้ายจนไม่มีที่ให้ยืน

            ข้าอยากอยู่เคียงข้างจักรพรรดิแต่กลัวว่าอันตรายบางอย่างจะตกลงบนหัว

            ข้าอยากจะหนีไปให้ไกลแต่กลัวว่าจักรพรรดิจะมองว่าข้าทรยศ

            ข้าอยากละทิ้งศีลธรรมและวิ่งหนีไปแต่ข้ามีจิตใจแน่วแน่เสมอมาจนไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

            หน้าอกและแผ่นหลังของข้ารู้สึกเหมือนถูกแยกออกข้ารู้สึกหดหู่ อึดอัด และด้านชาจนทนไม่ไหว

            ข้าบดกลีบมู่หลานฮวา[4] ปลายข้าว และพริกเพื่อทำอาหารแห้ง

            จากนั้นหว่านเมล็ดและปลูกดอกเบญจมาศในเซี่ยเจียงหลีและรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิเพื่อนำดอกเบญจมาศมาทำให้อาหารแห้งมีกลิ่นหอม

            ข้ากลัวว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงดังนั้นข้าจึงพยายามอธิบายการกระทำของตนเอง

            ข้ายกยอตนเองและไม่นึกถึงเรื่องแย่ๆ”

             

            ------------------------

            [1] ชิงเฟิงผู่หมายถึง ป่าเมเปิ้ลที่ทอดยาวริมแม่น้ำ ใบเมเปิ้ลจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในฤดูใบไม้ร่วง ในบทกวีเมเปิ้ลมักถูกใช้เพื่อแสดงถึงสีสันของฤดูใบไม้ร่วง

            [2] “คืนแสงจันทร์ที่แม่น้ำในฤดูใบไม้ผลิ” เป็นเพลงยาวเจ็ดตัวอักษรที่เขียนโดยจางรั่วซูกวีแห่งราชวงศ์ถังเขาใช้พู่กันเขียนตัวอักษรที่งดงามและเต็มไปด้วยลมหายใจแห่งชีวิต เพลงนี้ใช้แม่น้ำเป็นฉากหลังและดวงจันทร์เป็นตัวหลักโดยพรรณนาถึงภาพที่สวยงาม ห่างไกล และพร่ามัวของค่ำคืนที่แม่น้ำในฤดูใบไม้ผลิ ทั้งยังแสดงออกถึงความจริงใจของชายที่กำลังคิดถึงภรรยาที่พรากจากกัน

            [3] “เพลงแห่งความโศกเศร้าชั่วนิรันดร์”เป็นบทกวีบรรยายเรื่องยาวที่เขียนโดยไป๋จูอี้กวีแห่งราชวงศ์ถัง เขาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความลุ่มหลงของถังเสวียนจงและการใช้ประโยชน์จากบ้านเมืองในทางที่ผิดซึ่งก่อให้เกิดกบฏอานซีในขณะเดียวกันเขาก็แสดงความเห็นอกเห็นใจในโศกนาฏกรรมความรักระหว่างถังเสวียนจงและหยางกุ้ยเฟยทั้งยังสรรเสริญความรักอันมั่นคงที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตและความตาย

            [4] มู่หลานฮวาหมายถึง ดอกแมกโนเลีย

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ) ที่คุณอ่าน