ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 9 วิชาล้ำค่า
แสงสีส้มจากท้องฟ้ายามเช้ามืดสาดส่องมาจากริมขอบฟ้า
ชายผมขาวใต้ผ้าห่มลายลูกไม้ ค่อยๆ ปรือตาตื่นรับแสงที่แยงเข้ามาทางหน้าต่าง
ภาพที่เขาเห็นกำลังปรับโฟกัส มันดูพร่าเลือนไม่ค่อยชัดใน่แรกก่อนจะปรับให้ชัดขึ้นในเวลาต่อมา
“พรึบ!”
ร่างใต้ผ้าห่มรีบลุกขึ้นนั่งทันที พยายามมองไปรอบตัว แล้วจึงสำรวจร่างกายของตัวเอง
“ฝัน......ฝันเป็จริง มันเป็ความจริง”
ชายผมขาวหมุนวนพลังงานในร่างจนเกิดคลื่นออกมานอกร่างกาย ทำให้บรรยากาศรอบตัวในระยะหนึ่งคืบบิดเบี้ยวไปชั่วขณะหนึ่ง
“อเวกระดับห้าจริงๆ! ขอบคุณบรรพชน!!” เขารีบคุกเข่าทั้งที่ยังอยู่บนเตียง หันหน้าไปยังทิศทางของศาลบรรพชน ทำความเคารพด้วยใจปีติยิ่ง
น่าเสียดายที่ที่นี่ไม่ใช่ศาลบรรพชน ไม่เช่นนั้นิญญาบรรพบุรุษอย่างจินคงได้แต้มจากระบบไปมากโข
หลังจากนั้นมาคัสก็ทำการสำรวจพลังใหม่ของตนเอง พลางยิ้มหัวเราะร่า เขาไม่ได้รู้สึกยอดเยี่ยมเช่นนี้มานานแล้ว
ตัวเขาเองเคยเป็อัจฉริยะคนหนึ่งของตระกูล แต่จะเก่งกาจยอดเยี่ยมเพียงใดก็ต้องพ่ายแพ้คำว่าอายุ
เนื่องจากวิธีฝึกฝนที่ทำให้ฝึกฝนได้เชื่องช้าอย่างยิ่ง กว่าจะถึงขั้นสูงสุดของอเวกระดับที่สี่ อายุของเขาก็เริ่มมากเกินแล้ว
ร่างกายเสื่อมถอย รวบรวมพลังได้น้อยลง ระดับพลังหยุดชะงัก
แต่บัดนี้ บัดนี้เขาทำสำเร็จแล้ว!
เขาเลื่อนขั้นเป็อเวกระดับที่ห้าได้สำเร็จ!
ความสำเร็จครั้งนี้เป็เพราะบรรพชนช่วยส่งเสริม จะไม่ให้เขาตื้นตันใจได้อย่างไร
ความเคารพต่อบรรพชนคนรุ่นก่อนที่มากอยู่แล้ว ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีกครั้ง สำหรับเขา ยามนี้บรรพชนได้กลายมาเป็แสงสว่างที่คอยนำทางลูกหลานไปเสียแล้ว
หลังจากปลดปล่อยความยินดีออกมาอย่างเต็มที่ มาคัสก็เริ่มคิดสิ่งที่ต้องทำต่อไป
ในฐานะที่เป็หัวหน้าตระกูล เื่ของตระกูลต้องมาก่อน เขาเรียบเรียงลำดับความสำคัญเื่ต่างๆ ก่อนที่จะคิดได้ว่าเขาควรลงมือคัดลอกวิชาที่บรรพชนถ่ายทอดมาให้ ก่อนที่รายละเอียดบางอย่างจะจางหายไป
เขารีบลุกจากเตียงนอน เดินไปที่ห้องทำงาน
เมื่อเขาเดินมาถึงโต๊ะทำงานของตน ก็พบสิ่งของสามสิ่งวางเอาไว้บนโต๊ะอยู่แล้ว หนึ่งเป็จี้ห้อยคอที่มีตราสลักบางอย่างที่อ่านไม่เข้าใจ
สองเป็ชุดเกราะสีเงินมีริ้วเหมือนเกล็ดปลาขนาดใหญ่ซ้อนเป็ชั้นๆ
และสามคือเสื้อคลุมสีขาวแดงมีลวดลายก้อนเมฆอยู่บนตัวเสื้อ ความยาวของมันเมื่อสวมใส่น่าจะคลุมไปถึงเข่า แต่การออกแบบของมันก็ไม่ได้เทอะทะหรือทำให้เคลื่อนไหวลำบากแม้แต่น้อย
ทีแรกมาคัสก็ใ เพราะเขาไม่ได้เป็คนนำมันเข้ามาวางแน่ๆ แต่พอตรองดูแล้ว ก็พอจะรู้ว่าเป็ฝีมือใคร อดไม่ได้ที่จะกล่าวคำขอบคุณบรรพชนในใจอีกครั้งหนึ่ง
เขาตรวจสอบของทั้งสามชิ้นก่อนจะวางไว้ที่ด้านข้างของโต๊ะ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือจดเนื้อหาวิชาทั้งหมดลงไปในสมุดเปล่า เขามีเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นก่อนที่เมลิกจะเรียกคนในตระกูลมาประชุม นั่นทำให้ต้องรีบคัดลอกวิชาลงไป
เวลาผ่านไปจนถึงยามสาย
มาคัสเขียนทุกอย่างที่ตนท่องจำภายในฝันมาหลายต่อหลายรอบลงไปในสมุดเล่มหนา มันเสร็จทันเวลาพอดี เขาตั้งใจจะนำมันไปด้วยเพื่ออธิบายให้ลูกหลานทุกคนฟัง
มาคัสตรวจสอบข้อความภายในสมุดคร่าวๆ อีกหนึ่งครั้งก่อนจะลอบถอนหายใจออกมา เขาดูโล่งใจอย่างมาก เหมือนความกังวลหลายๆ อย่างใน่หลายปีจะคลี่คลายไปได้บางส่วนเพราะสิ่งนี้
ณ โถงหลักตระกูลพีไรซ์
มาคัสค่อยๆ เดินเข้าไปนั่งในตำแหน่งหัวหน้าตระกูล ส่วนลูกหลานทั้งหมดก็มานั่งรอกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนเขาจะมาสายนิดหน่อยในวันนี้
“ทำตัวตามสบาย”
หลังจากนั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง มาคัสก็โบกมือให้ทุกคนทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเครียดจนเกินไป
“ที่เรียกทุกคนมาประชุมกันในวันนี้ก็เพราะมีหลายเื่จะต้องแจ้ง” ขณะที่หัวหน้าตระกูลกำลังพูด ทุกคนก็ตั้งตารอฟัง
“เื่แรก...แคนซัส มีสายข่าวของแอนวาสแจ้งมาว่าพบเห็นคนที่หน้าตาคล้ายกับแคนซัสใกล้ๆ กับเมืองขนาดกลางแห่งหนึ่ง”
แค่เพียงเื่แรกก็ทำเอาสมาชิกหลายๆ คนที่ยังไม่รู้ข่าวส่งเสียงอื้ออึง หันมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น
นี่เป็ข่าวใหญ่!
กว่าสองปีแล้วที่แคนซัส ลูกชายคนเล็กของหัวหน้าตระกูลหายตัวไป ทว่ากลับไม่มีข่าวคราวเป็ชิ้นเป็อันออกมาแม้แต่น้อย นี่เป็ครั้งแรกที่มีข้อมูลมากขนาดนี้
“เงียบก่อน” มาคัสเมื่อเห็นฝูงชนอยู่ในความวุ่นวายก็ยกมือปราม
“เราจะต้องสืบเื่นี้ให้เร็วที่สุด นี่อาจจะเป็งานใหญ่ของตระกูล เราต้องแบ่งคนออกค้นหา โดยมีข้าเป็ผู้นำในการเดินทางครั้งนี้.......”
“แต่...ท่านพ่อ ตระกูลมิอาจขาดผู้นำ....” คาคัสกล่าวแย้งขัดผู้เป็พ่อทันที เขาไม่เห็นด้วยถ้าหัวหน้าตระกูลจะเดินทางออกจากตระกูล มันจะทำให้ศัตรูหาโอกาสเล่นงานในยามที่ไม่มีผู้นำเอาได้
“ฟังก่อนคาคัส”
“สถานที่ที่แคนซัสอยู่ อาจจะเป็สถานที่ที่อันตรายกว่าที่คิด ข้าไม่อาจให้สมาชิกในตระกูลไปเสี่ยงได้ จะดีกว่าถ้าข้าไปด้วยตัวเอง”
ทันใดนั้นมาคัสก็ปลดปล่อยพลังภายในร่างออกมา จนเกิดกระแสลมหวีดหวิวทั่วห้องทั้งๆ ที่หน้าต่างและประตูทุกบานก็ปิดสนิท
สมาชิกตระกูลที่เป็อเวกระดับสี่ััได้ทันทีถึงความแตกต่างของหัวหน้าตระกูล
“นี่...นี่คืออเวกระดับที่ห้า! ท่านหัวหน้าตระกูลเลื่อนระดับแล้ว!” ผู้าุโคนหนึ่งโพล่งออกมาด้วยความใ
“ระดับที่ห้า?” เหล่าสมาชิกตระกูลเบิกตากว้าง ต่างใกันถ้วนหน้า
“ใช่ ข้าเลื่อนเป็อเวกระดับที่ห้าเรียบร้อยั้แ่เมื่อคืน เื่นี้ต้องขอบคุณบรรพชน” มาคัสพยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวถึงบรรพชนด้วยแววตาเลื่อมใส
“บรรพชน?” สมาชิกหลายคนงงงวย ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับบรรพชนอย่างไร
“พวกเ้าอาจจะไม่เชื่อ แต่เมื่อคืนบรรพชนเข้าฝันข้า และมอบวิชาบ่มเพาะมาให้” มาคัสค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปข้างในเสื้อ หยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาชูให้ทุกคนเห็น
“พอตื่นมาข้าก็จดบันทึกวิชาไว้ภายในสมุดเล่มนี้ มันเรียกว่าวิชาพยัคฆ์เมฆา เป็วิชาบ่มเพาะที่แยบยลนัก บทที่หนึ่งการรวบรวมหมอกพลังงาน......”
หลังจากนั้นมาคัสก็บรรยายเนื้อหาภายในสมุดบันทึกไปกว่าครึ่งเล่ม ก่อนจะหยุดพูดไป
เหล่าสมาชิกตระกูลที่ตอนแรกยังงุนงงจับทิศจับทางไม่ถูก หลังจากฟังเนื้อหาเหล่านี้ไปได้สักพักก็เริ่มรับรู้ถึงความสุดยอดของวิชา ต่างก็ตั้งใจฟังทุกรายละเอียดจากปากของหัวหน้าตระกูล
จนกระทั่งมาคัสหยุดพูด หลายคนก็ยังตกอยู่ในภวังค์ คิดใคร่ครวญถึงวิชาบ่มเพาะที่เพิ่งผ่านหูตนไปเมื่อครู่
แม้จะใช้เวลาไปพักใหญ่ แต่กลับไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย ทุกส่วนของเนื้อหาล้วนกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของสมาชิกทุกคนให้ฟังต่อ เพราะมันเป็วิชาที่สุดยอดเหนือล้ำเหลือเกิน แม้แต่คนที่เพิ่งจะเป็อเวกระดับที่หนึ่งก็ยังรู้สึกได้ถึงความยอดเยี่ยมของวิชานี้ถึงจะไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมดก็ตาม
“นี่.....” เมลิก ผู้าุโสองของตระกูลเป็คนแรกที่ฟื้นตื่นจากภวังค์
สำหรับตัวเขาที่เป็อเวกระดับที่สี่ เพียงแค่ได้ฟังเนื้อหาวิชาครึ่งเล่มก็เหมือนพลังงานภายในร่างจะรุดหน้าไปอีกระดับ หากฝึกฝนจริง การไปถึงอเวกระดับห้าภายในไม่กี่เดือนก็ไม่ใช่ความฝัน
“นั่นคือเนื้อหาครึ่งแรกของวิชาพยัคฆ์เมฆา เพียงพอแก่การฝึกฝนของพวกเ้าทุกคนในตอนนี้ ส่วนสมุดบันทึกเล่มนี้ข้าจะฝากไว้ให้กับผู้าุโสาม'เมทัส' ฝากเ้าคัดลอกไว้หลายๆ ชุดเผื่อเอาไว้ให้คนในตระกูลมาศึกษา”
“ส่วนคนอื่นในตระกูล ถ้าเมื่อครู่เ้ารู้สึกว่าพลาดข้อมูลตรงไหนไปก็จงไปหาเมทัสเป็การส่วนตัวเพื่อขอดูสมุดบันทึกเล่มนี้ก็แล้วกัน แต่ถ้ายังไม่เข้าใจอีกก็มาปรึกษาข้าโดยตรงได้”
เมื่อพูดจบ มาคัสก็ส่งมอบหนังสือให้อยู่ในการดูแลของผู้าุโสาม
เมทัสหรือผู้าุโสามของตระกูล เคลื่อนตัวเข้าไปหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นด้วยมือสั่นเทา
“ขอบคุณที่หัวหน้าตระกูลไว้วางใจ ข้าจะดูแลรักษามันให้ดี!”
นี่ไม่ได้เป็เพียงสมุดบันทึกธรรมดา ภายในของมันบรรจุวิชาอันล้ำค่าต่อตระกูลเอาไว้ วิชาระดับนี้ต่อให้เป็ตระกูลใหญ่ในเมืองระดับกลางก็ไม่ได้มีใน
หลังจากฟังเนื้อหาวิชาบ่มเพาะระดับกลางนี้ไป สมาชิกส่วนใหญ่ในตระกูลก็เริ่มเชื่อถือคำพูดของหัวหน้าตระกูลมากขึ้นเกี่ยวกับบรรพชน แม้จะมีบางคนที่คิดว่าหัวหน้าตระกูลบังเอิญได้วิชามาจากแหล่งอื่นอยู่บ้าง
“แต่ถึงท่านจะเป็อเวกระดับที่ห้าแล้วก็จริง แต่สมาชิกภายในตระกูลก็ไม่ได้แข็งแกร่งพอจะปกป้องตระกูล ยามที่ท่านไม่อยู่อยู่ดี” สมาชิกคนหนึ่งเอ่ยออกมา
มาคัสหันไปมองแล้วตอบกลับไปทันทีว่า “ไม่ต้องเป็ห่วงไป ในเมื่อข้ากล้าตัดสินใจก็แปลว่าข้ามั่นใจ”
“บรรพบุรุษได้บอกข้าในฝันแล้วว่าจะช่วยดูแลตระกูลตอนที่ข้าออกไปตามหาแคนซัสให้ อีกอย่างนี่ก็เป็ภารกิจที่บรรพบุรุษมอบให้ข้าออกไปตามหาสมาชิกตระกูล เื่นี้อย่างไรข้าก็ต้องเป็ผู้นำในการเดินทาง”
มาคัสยกบรรพบุรุษขึ้นมาเป็เหตุผล จึงไม่มีใครกล้าแย้งขึ้นมาอีก
“ฉะนั้นคนที่จะต้องเตรียมตัวเดินทางก็จะมีเมลิก มาร์ล คาคัส และเคน เดินทางกัน่บ่ายนี้เลย เราจะต้องไปถึงเมืองปิแอสให้ทันก่อนมืด ส่วนคนที่เหลือให้อยู่ประจำตระกูล”
แม้สี่คนที่มาคัสเลือกจะสงสัยว่าทำไมหัวหน้าตระกูลถึงเร่งรีบเพียงนี้ แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากถามอะไร ตอบรับอย่างว่าง่าย
“แล้วก็อย่างสุดท้ายที่ข้าจะบอกเ้าทุกคนก่อนจะแยกย้ายกันไป”
“นับจากนี้ถ้าใครว่างเว้นจากงานให้ไปเคารพบรรพบุรุษทุกวัน ส่วนพิธีบูชาบรรพชนพวกเราจะจัดกันเดือนละครั้ง คำสั่งของข้า ให้มีผลนับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป!”
มาคัสประกาศเสียงดัง เน้นย้ำให้ทุกคนปฏิบัติตามโดยทั่วกัน
ร่างิญญาโปร่งใสของจินที่แอบเฝ้ามองอยู่ก็ยิ้มออกมาด้วยความยินดี ดวงตาลุกวาว เริ่มฝันหวานถึงแต้มระบบที่กำลังจะไหลมาเทมา
“เอาล่ะ ทุกคนแยกย้ายได้ ใครมีหน้าที่อะไรก็ไปทำ คนที่ต้องเดินทางก็ไปเตรียมตัวซะ ส่วนคาเบโร่กับซายาโกะขอให้อยู่ที่นี่ก่อน ข้ามีเื่สำคัญจะคุยด้วย”
ทุกคนรับคำหัวหน้าตระกูล ต่างก็แยกย้ายกันจากไป เหลือเพียงคาเบโร่และซายาโกะ