สองสัปดาห์ผันผ่านไปในคฤหาสน์หินหลังเก่าแต่มันกลับให้ความรู้สึกไม่ต่างจากกรงขังสีเทาสำหรับ 'ทลายฟ้า'
ตลอดสิบสี่วันที่ผ่านไปเขาแทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองต้องมาติดแหงกอยู่ในร่างที่ไม่รู้จักและโลกที่ไม่รู้จัก
ทุกเช้าที่ลืมตาตื่นเขาหวังลึกๆ ว่าจะได้เห็นเพดานโรงยิมเก่าๆหรือทิวทัศน์ริมแม่น้ำเ้าพระยาที่คุ้นเคยอีกครั้งแต่ความจริงกลับตบหน้าเขาด้วยเพดานไม้แกะสลักลวดลายแปลกตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ลุงงง!ผมกลับมาแล้ว!”
เขาเฝ้าะโประโยคนั้นซ้ำๆทุกเช้า หวังให้เสียงส่งไปถึงชายชราผิวเข้ม...เทรนเนอร์คู่ใจที่เขาเคยคิดว่าเบื่อขี้หน้าจะแย่ บ่นเช้าบ่นเย็นจนน่ารำคาญ
แต่ตอนนี้...เพียงไม่กี่วันที่ห่างกัน เขากลับคิดถึงเสียงด่านั้นจับใจ
แต่ไม่ว่าจะะโดังแค่ไหนก็ไม่มีเสียงตอบรับ... จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปสองสัปดาห์ ความหวังลมๆ แล้งๆก็เริ่มมอดลง
'ช่างมันเหอะ... ะโไปลุงแกก็ไม่ได้ยิน' ทลายฟ้าถอนหายใจยกมือลูบหน้าแรงๆ เพื่อเรียกสติ 'ยังไงก็ต้องมีชีวิตต่อไปคนอย่างทลายฟ้าจะมาหยุดแค่ตรงนี้ได้เยี่ยงไร จะมัวนอนซึมเป็ผักต้มไม่ได้'
คิดได้ดังนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก... และยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นจนได้
ทว่าการใช้ชีวิตของเขาตลอด2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น แทบไม่ได้ก้าวเท้าออกไปไกลกว่าสวนหน้าบ้านร่างกายที่เขาเข้ามาอาศัยอยู่นี้เป็ของเด็กหนุ่มวัยราว 15-16 ปี
ดูผิวเผินเหมือนเด็กที่ยังโตไม่เต็มวัยสภาพบอบช้ำราวกับเพิ่งผ่านศึกา ข้อมือทั้งสองข้างมีรอยแผลเป็ยาวจางๆ รอบข้อเหมือนเคยถูกเชือกหรือโซ่ตรวนรัดจนบาดลึกถึงเนื้อใน...
ที่น่าหดหู่กว่านั้นคือรอยแผลเป็เส้นเล็กๆ ถี่ยิบที่กรีดทับซ้อนกันอยู่บริเวณเส้นเืใหญ่
‘เ้าหนูนี่...ทำร้ายตัวเองงั้นหรือ?’
และที่น่าหนักใจที่สุด...คือสภาพร่างกายที่อ้วนฉุกล้ามเนื้อเหลวเป๋วไร้เรี่ยวแรงจากการนอนติดเตียงเป็เวลานาน แค่ลุกเดินไปห้องน้ำก็หอบเหมือนวิ่งรอบสนาม
เด็กคนนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้างจนกลายเป็แบบนี้?
ดูจากเสื้อผ้าเนื้อดีที่สวมใส่ห้องพักกว้างขวาง และเฟอร์นิเจอร์หรูหราเขาเดาได้ไม่ยาก—เ้าของร่างนี้ต้องเป็บุตรของผู้มีอิทธิพล อาจเป็ขุนนางหรืออย่างน้อยก็ลูกเศรษฐีตระกูลใหญ่
และแล้วเขาก็ได้รู้ข้อมูลสำคัญจนได้ชื่อของเด็กคนนี้คือ "คีล"เขาเรียนรู้ชื่อนี้จากสาวใช้เพียงคนเดียวในบ้านอันเงียบงัน—เด็กสาวผมสีน้ำตาลอ่อนดวงตากลมโตใสซื่อ ที่มีชื่อว่า "เบล"
การสื่อสารระหว่างพวกเขาไร้ซึ่งคำพูด...มีเพียงภาษากายและการคาดเดา ทลายฟ้าไม่เข้าใจภาษาของโลกใบนี้
ตัวอักษรยึกยือบนสันหนังสือในห้องสมุดดูเหมือนภาพวาดนามธรรมและเสียงพูดของเบลก็ไม่ต่างจากเสียงนกเสียงกาที่เขาจับใจความไม่ได้
วันหนึ่งขณะที่เบลกำลังนั่งเฝ้าดูแลคีลตามปกติทลายฟ้าตัดสินใจใช้ร่างของคีลชี้นิ้วมาที่ศีรษะตัวเอง แล้วไขว้มือเป็"กากบาท" เขา้าสื่อสารง่ายๆ ว่า‘ฉันไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับโลกนี้เลยนะ’ หรือ ‘ฉันไม่รู้อะไรเลย’
แต่ปฏิกิริยาของเบลกลับรุนแรงกว่าที่คิดเธอชะงักมือ ดวงตาเบิกกว้างสั่นระริก ริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนคนกำลังช็อก
'เฮ้ยๆ... นี่ตูสื่ออะไรผิดรึเปล่าหว่า?' ทลายฟ้าคิดในใจเพราะสีหน้าเธอไม่ดีเอาซะเลย
ก่อนที่หยดน้ำตาจะร่วงเผาะลงมาเงียบๆ...จากหยดน้ำตากลายเป็เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจสำหรับเธอแล้วนี่คือความจริงอันโหดร้ายและเธอพยายามหลีกเลี่ยงมันมาตลอด
เบลตอนนี้คงเข้าใจไปว่านายน้อยของเธอสมองกระทบกระเทือนอย่างหนักสูญเสียความทรงจำ จนแม้แต่ภาษาพูดก็จำไม่ได้ กลายเป็คนพิการทางสมองไปแล้ว
ทลายฟ้าทำได้เพียงนิ่งเงียบ...เขาไม่กล้าบอกความจริง ในยุคสมัยที่บ้านเมืองสร้างด้วยหินและไม้ยุคที่กลิ่นอายของความเชื่อเื่ิญญา คำสาป และการล่าแม่มดอาจจะยังคุกรุ่น การประกาศว่า"ฉันคือิญญาจากต่างโลกที่มาสิงร่างนี้"ไม่ต่างอะไรกับการเซ็นใบปะาชีวิตตัวเอง
เมื่อเบลสงบสติอารมณ์ได้เธอพยายามเล่าเื่ราวให้เขาฟังผ่านภาษามือที่เต็มไปด้วยอารมณ์ มือเล็กๆสั่นเครือขณะชี้ออกไปนอกหน้าต่าง—ไปยังหอคอยสูงตระหง่านกลางเมือง ยอดของมันเสียดแทงท้องฟ้า
จากนั้นเธอทำท่าทางเหมือนคนร่วงหล่นลงมาแล้วชี้กลับมาที่หน้าอกของเขา
ทลายฟ้าเข้าใจได้ในทันที—คีลพยายามฆ่าตัวตาย
เด็กคนนี้ะโลงมาจากที่สูงที่สุดเท่าที่จะหาได้เพื่อหนีจากโลกใบนี้...และรอยกรีดที่ข้อมือพวกนี้ ก็คงเป็ความพยายามครั้งก่อนๆ สินะ
เมื่อเบลโผเข้ากอดเขาแน่นพร่ำพูดอะไรบางอย่างด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้จะไม่เข้าใจภาษาแต่หัวใจของเขาััได้ถึงความหมายนั้นชัดเจน... ‘ได้โปรด...อย่าทำแบบนั้นอีกนะคะ’
ทลายฟ้านิ่งงัน—มีคนห่วงใยขนาดนี้แล้วนรกขุมไหนกันที่ผลักดันให้เด็กคนนี้เลือกความตาย?
แววตาของอดีตแชมป์เปี้ยนเริ่มเปลี่ยนไป...จากความสับสน กลายเป็ความมุ่งมั่น เขาตัดสินใจแล้ว
'เอาล่ะ... ในเมื่อต้องติดอยู่ที่นี่ฉันจะต้องรู้เื่ราวของโลกนี้ให้ได้มากกว่านี้ถ้าถึงขนาดเด็กคนนึงะโตึกจนิญญาตูเข้ามาสิงร่างแปลว่าชีวิตเด็กคนนี้ค่อนข้างหนักหนาเลยทีเดียว'
และนั่น...คือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจ "หนีออกจากบ้าน"เพื่อออกไปสำรวจโลกในเช้าวันถัดมา