สองร่างพากันเดินผ่านซากอันไร้ิญญาของชายชุดดำที่นอนเกลื่อนกลาดเพื่อตามหาม้าคู่ใจนาตาลีต้องแปลกใจอีกรอบเมื่อเขาบอกว่าที่เรารอดมาได้ครั้งนี้เพราะกลุ่มนักฆ่าดันมาปะทะกันเอง
ในความโชคร้ายก็มีความโชคดีงั้นสิ
“ท่าทางเ้าจะรักของนั่นมากนะ ในนั้นมีอะไร” คำถามแรกหลังจากหาที่พักได้ใน่ก่อนค่ำทำให้นาตาลีต้องก้มมองกระเป๋าเป้ในอ้อมกอดตัวเอง แน่นอนว่าเธอต้องรักษามันไว้ให้ดีที่สุด..มันมีค่าแทนใจมากกว่าสิ่งอื่นใด
กระเป๋าที่พี่ชายซื้อให้เป็ของขวัญวันเกิดเธอเมื่อปีก่อน
“สมบัติล้ำค่าของฉัน เป็ของต่างหน้าคนที่บ้านเพียงอย่างเดียวที่ฉันมีอยู่ตอนนี้” คำตอบมาพร้อมเสียงทอดถอนลมหายใจ
“แผลเป็ไงบ้าง” คนเปลี่ยนเื่กะทันหันทำให้มือหนาเลื่อนมาแตะาแตัวเองเบาๆก่อนตอบว่าเื่เล็ก เดี๋ยวก็หายเป็ปกติเอง
หญิงสาวมองคนอึดชนิดพระกาฬอย่างอ่อนใจ เพราะเธอทันได้เห็นเขาทิ้งตัวแปะอย่างอ่อนล้ายังอุตส่าห์ปากแข็งว่าไหวดวงตากลมสำรวจคนเจ็บทั่วร่างจนมาสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง
ด้ามดาบ
มีสัญลักษณ์คุ้นตาเหมือนว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อนมันชัดเจนอยู่ตรงปลายสมองนี่เอง
ใช่แล้ว! คล้ายตราประจำตัวของท่านเซออน
เธอค่อยๆล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อตัวเองเพื่อพิสูจน์ความจริง ใช่ด้วย..ทุกอย่างมิแผกจากกันยกเว้นเพียง้าของดาบมีลักษณะคล้ายมงกุฎกษัตริย์พาดอยู่เท่านั้น เมื่อชายหนุ่มขยับพลิกตัวเธอจึงรีบเก็บคืนที่เดิม
“ท่านเนเรนอยู่เมืองหลวงน่ะปลอดภัยที่สุดข้างนอกมีแต่อันตรายทั้งภัยธรรมชาติ ภัยา ดีนะที่ท่านมีนักรบเก่งๆไว้ช่วยแบ่งเบา” เธอกลบเกลื่อนเมื่ออีกฝ่ายไม่เพียงแค่ขยับตัวแต่ดันลืมตาขึ้นมองด้วย
“ใครบอกเ้า”
“ไม่มีใครบอก ฉันแค่คิดเอาเอง”
“ท่านไม่อยู่เฉยให้คนอื่นทำงกๆ หรอก”
“จริงเรอะงั้นตอนน้ำท่วมที่หมู่บ้านนั่น ทำไมไม่เห็นท่านเลยล่ะ”
“ก็เ้าไม่รู้จักถึงเห็นก็คงไม่รู้อยู่ดี” นาตาลีบุ้ยปาก
“นั่นสิ”
“คุณไม่ใช่พ่อค้าเร่เหมือนชาเลใช่ไหมคะที่บอกว่าคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนไปทั่วก็คือการช่วยงานบรรดาท่านคุณเป็นักรบของแผ่นดิน เป็พวกข้าราชการ” คนฟังอดสงสัยกับสำนวนแปลกหูไม่ได้‘ข้าราชการ’
เธอยิ้มแย้มเปิดเผยอย่างรู้ทัน
“ข้าราชการก็คือนักรบของที่นี่นั่นล่ะเหมือนกับที่ฉันเรียก ‘นักยา’ ว่า‘หมอ’ ไง”
“เหมือนกับที่เ้าแทนตัวเองว่าฉันแทนคนอื่นว่าคุณหรือเธอ” ไม่ใช่เธอคนเดียวที่คอยเก็บรายละเอียดสำนวนการพูดของคนที่นี่แต่เขาเองก็ด้วยกระนั้นหรือ
“ถูกต้องที่สุด”
“พ่อกับแม่ของคุณอยู่ที่หมู่บ้านไหนคะ”คนถูกถามชะงักงันประหนึ่งถูกสะกิด และกิริยาอย่างนั้นก็ทำให้คนถามพอจะรู้ได้เองโดยสัญชาติญาณ
“ขอโทษนะ พวกท่านคงไม่อยู่แล้วสิ”
“พ่อข้าตายไปเมื่อหลายปีก่อนต่อจากนั้นไม่นานแม่ข้าก็ล้มป่วยตายตามไปอีกคน”
“เสียใจด้วยนะพ่อกับแม่ของฉันก็จากไปั้แ่ฉันยังเด็กเหมือนกัน ดีนะที่มีพี่ชายคอยดูแลมาตลอด”หญิงสาวเผยดวงตาระยับ บ่งบอกชัดว่าเธอมีความสุขแค่ไหนเมื่อได้พูดถึง
“คุณมีพี่น้องไหม”
“ข้าเป็ลูกชายคนเดียว”
“แล้วเพื่อนสนิทล่ะแบบว่ารู้ใจกันทุกเื่น่ะ” เขาแย้มยิ้มบาง
“มีสิเป็ทั้งพี่น้องเป็ทั้งเพื่อนในเวลาเดียวกัน พวกเราโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก”
“นั่นก็โชคดีมากแล้วล่ะ”ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินทำให้เขานึกถึงคำพูดของผู้เป็มารดาซึ่งครั้งหนึ่งท่านเคยกล่าวไว้
“เพื่อนสนิทของฉันก็เป็อย่างนั้นเหมือนกันทั้งเรียนทั้งเล่นด้วยกันมาั้แ่อนุบาล พอโตขึ้นก็ยังเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันเรียกว่าเกาะกันเป็ปาทั้งโก้เลย เอ๊ะ!รู้จักปาทั้งโก้หรือเปล่า…” หญิงสาวเริ่มร่ายประวัติชีวิตตัวเองยืดยาวสีหน้าอิ่มสุขชวนมองนั้นจึงถูกสงวนไว้ซึ่งการฟังอย่างตั้งใจ
มิควรขัด
แม้ว่าในบางถ้อยคำเขาไม่อาจเข้าใจในความหมาย..แต่รู้สึกเป็สุขที่ได้ฟัง
“…ถ้าหากคุณได้เจอพี่ชายกับเพื่อนๆของฉัน รับรองว่าคุณต้องชอบพวกเขาแน่ๆ และพวกเขาก็ต้องชอบคุณมากเหมือนกัน” คนฟังหลุดหัวเราะชอบใจให้เธอเริ่มรู้สึกขัดเขิน
ก็เขาไม่เคยยิ้มได้น่ามองอย่างนี้มาก่อนนี่นา
“ที่บ้านของเ้าเหมือนกับที่นี่ไหม”
“เหมือนกันมากแล้วก็ต่างกันมากด้วย”
“ตอบอย่างนี้แล้วข้าจะเข้าใจได้ยังไง”คนฟังชักเสียงขุ่นทำคนเล่าออกอาการเหวอไปนิดหนึ่ง เพราะไม่คิดว่าเขาจะสนใจเื่ของเธอขนาดนี้
“ความจำเป็ขั้นพื้นฐานของชีวิตเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็อากาศ พื้นดิน แม่น้ำลำธาร ต้นไม้ ดอกไม้ ยารักษาโรค พระอาทิตย์พระจันทร์...”
“แล้วที่ว่าต่างกันมาก”
“คือสิ่งที่นอกเหนือความจำเป็พื้นฐานนอกเหนือจากธรรมชาติสร้าง บ้านฉันเขาเรียกว่าวิวัฒนาการอันทันสมัยมิวจะกลายเป็แค่สัตว์เลี้ยงเพราะเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์แล้วกดหมายเลขปลายทางเสียงของฉันก็จะไปปรากฏยังอีกคนที่อยู่ปลายทางหรือว่าฉันสามารถเดินทางจากหมู่บ้านป่าไผ่ไปหมู่บ้านชนแดนได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงโดยไม่ต้องใช้ม้าใช้สิ่งที่เรียกว่ารถยนต์หรือมอร์เตอร์ไซค์แทน คุณอาจจะงงกับสิ่งที่ฉันพูดแต่ก็อย่างว่าล่ะเพราะที่นี่ไม่มี” เขาเลิกคิ้ว
“จริงอยู่..ข้าไม่เข้าใจเพราะเ้าคือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างอะไรกับคนทั่วไปที่นี่สิ่งเ่าั้เกิดขึ้นจริงที่ไหนสักแห่งที่ข้าไม่อาจรับรู้ได้ที่ที่เ้าเรียกว่าบ้าน”
“แต่ฉันเข้าใจพวกคุณนะ..ว่าสิ่งที่ฉันพูดมันคงเหลือเชื่อเกินไปฟังแล้วยากจะทำใจยอมรับ” สรุปไปสรุปมาให้ตัวเองเริ่มงงว่าจริงๆ เข้าใจ หรือ ไม่เข้าใจ กันแน่
คนหน้าสวยจึงแหงนหน้ามองฟ้าแทนการพูดอะไรอีกนิ้วเล็กๆ ชี้ไปที่พระจันทร์ดวงกลม
“คุณรู้ไหมว่าที่นั่นเป็ศูนย์รวมของความรู้สึกของทุกคน” เขาส่งดวงตาขึ้นมองตามพร้อมๆ กับรอยยิ้ม
“หากตอนนี้มาคินอยู่ที่ป่าไผ่คุณราตรีอยู่ที่ชนแดน เราอยู่ด้วยกันที่นี่ทุกคนต่างกำลังนั่งมองจันทร์ดวงเดียวกันก็เหมือนกับได้เจอกันแล้ว” เขายิ้มกว้างกว่าเดิมให้กับเ้าคนช่างเจรจาและช่างจินตนาการไปพร้อมกันอย่างไม่รู้เบื่อทั้งที่ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว
“ถ้าวันหนึ่งฉันได้กลับบ้านความทรงจำของฉันก็ยังคงอยู่เพราะที่นี่มีพระจันทร์ มีดาวพันๆดวงเหมือนกับที่บ้านฉัน ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือที่ไหนฉันก็จะได้พบกับทุกคน”ดวงดาวน้อยใหญ่ส่งประกายระยับคล้ายเป็สักขีพยานในคำพูดของเธอ
ทว่า..ดวงตาสีเข้มจัดกลับหม่นลงวูบหนึ่ง
ไม่อยากให้กลับ
หญิงสาวหันมายิ้มแฉล้มเป็รอยยิ้มที่เปิดเผยและจริงใจอย่างที่เขารับรู้ได้ด้วยตัวเองดวงตาโตกลมนั่นสดใสดั่งว่าไม่เคยแผ้วผ่านเื่ร้ายมาก่อนหน้า ทั้งที่เมื่อไม่นานนี้นางเกือบตายไปแล้วหากเขาไม่ช่วยไว้
อากาศเริ่มเย็นขึ้นทุกที หญิงสาวเหลือบมองชายหนุ่มซึ่งดูคงจะหลับไปแล้วท่าทางเขาอ่อนเพลียมาก น่าขำ..
นายแบบคนนั้นคงไม่มาทำอะไรอย่างนี้กับเธอเป็แน่ชีวิตเหมือนเดินคนละเส้นทาง เขามีชื่อเสียงโด่งดังเป็ที่รู้จักไปทั่ว แต่เธอเป็แค่คนๆหนึ่งในกลุ่มคนที่รู้จักเขา
แล้ววันนี้..เหตุใดความแตกต่างนั้นเหมือนถูกหลอมรวมเป็เื่เดียวหากที่นี่คือความฝัน แล้ววันหนึ่งเธอต้องตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ที่มีเขาเหมือนกันแต่ต่างสถานะ แล้วเธอจะทำอย่างไร
“นัท นัท” เสียงคุ้นหูที่ได้ยินทำหญิงสาวลืมตาโพลงบานหน้าต่างกว้างถูกเปิดออกจนมองทะลุไปถึงท้องฟ้าอันสว่างไสว
“นัท ตื่นได้แล้ว”
“พี่ยุทธ!” นาตาลีถลันลุกอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายต้องรีบห้าม
“อย่าเพิ่งขยับตัวเร็วสิเดี๋ยวก็หน้ามืดไปหรอก เป็ยังไงบ้างแม่คนเก่ง ยังรู้สึกเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”เธอไม่ได้ใส่ใจกับคำถามแม้แต่น้อย
“เกิดอะไรขึ้นคะพี่?”
“อุบัติเหตุรถชน”
“ไม่ใช่ค่ะมันเกิดอะไรขึ้นถึงทำให้นัทกลับมาได้” คนถูกถามย่นคิ้ว
“มาที่นี่ได้ก็เพราะรถพยาบาลไงพี่ว่าต้องให้หมอเช็คสมองเราซะหน่อยแล้วมั้ง ตั้งสติให้ดีๆ นัท” คนฟังหน้าเผือดลงทันตาเห็น นี่เธอไม่ได้ฝันไป เธอได้กลับบ้านแล้วจริงๆ
“พี่ยุทธนัทเหมือนตัวเองหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่คล้ายกัน นัทได้รู้จักคนที่นั่นด้วยแล้วตอนนี้ก็ได้กลับมาแล้ว…” เธอควรจะดีใจสิ! แต่ทำไม…
“พี่…” เธอชะงักคำเมื่อคนข้างกายหายตัวไปในชั่วพริบตา
“พี่ยุทธ!”
คนใจหายเริ่มหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อแสงไฟจ้าในห้องสี่เหลี่ยมติดๆดับๆ จนกระทั่งดับสนิท ท้องฟ้าฉาบฉายด้วยความมืดมิด
“อะไรกันเนี่ย เนล!ช่วยด้วย!”
“นาตาลี”
เสียงนั่น!
หญิงสาวลืมตาตื่นเพื่อมองหาเ้าของเสียง อยากมองให้แน่ใจว่าใช่‘เขา’ สภาพแวดล้อมที่เคยคิดว่าแปลกถิ่น..ไม่ใช่บ้านแต่ตอนนี้กลับคุ้นตากว่าที่เคย และที่รู้สึกคุ้นเคยกว่าสิ่งอื่นใดก็คือ
“เนล!”
เธอบอกตัวเองได้ชัดว่าไม่เคยมีสักครั้งที่อยากโผเข้ากอดใครได้มากเท่านี้มาก่อน ยิ่งอีกฝ่ายกระชับอ้อมแขนตอบรับพร้อมประทับริมฝีปากอุ่นบนหน้าผากมนด้วยแล้วมันเรียกน้ำตาใสๆ ที่กลั่นกรองออกมาจากความรู้สึกส่วนลึกในหัวใจได้อย่างง่ายดาย
“เ้าฝันร้าย?”
“ฉันได้พบพี่ชาย ฉันได้กลับบ้าน”
“อย่างนั้นก็น่าจะเป็ฝันดี”มือหนายังคงลูบหัวเล็กๆ อย่างปลอบโยน
“หรือเพราะว่าต้องกลับมาที่นี่อีกถึงได้...” เธอรีบส่ายหน้า
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันดีใจต่างหากที่มันเป็แค่ความฝัน ว่าแต่..เมื่อกี้ไปะเืแผลหรือเปล่า”คนที่รู้ตัวว่าอาจทำอีกฝ่ายเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจและแถมยังทำท่าว่าเสียดายอ้อมกอดรีบออกตัว แต่กลับถูกรั้งไว้แนบอก
ชายหนุ่มระบายรอยยิ้มกว้าง
หญิงสาวคงไม่รู้หรอกว่าคำสารภาพเมื่อครู่แทบลบทุกความรู้สึกของคนฟังไปหมดสิ้นไม่ว่านางจะเป็ใคร มาจากไหน หรือมีจุดประสงค์อะไรในการปรากฎตัวครั้งนี้
นางทำให้เขามีความสุข
“เจ็บก็ยอม”
“บ้า!” ทำคนฟังใจเต้นไม่เป็จังหวะ และแทบละลายไปทั้งตัวเมื่อเขาปิดกั้นทุกถ้อยคำของเธอด้วยริมฝีปากอุ่นชื้นมันอบอุ่นจนกลายเป็เร่าร้อน หากแต่ชวนเคลิบเคลิ้มจนต้องค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง
..ไม่คิดขัดขืน
..ไม่คิดห้าม
กระทั่งเขาถอนริมฝีปากคืนไปเองนั่นแหละเธอจึงค่อยๆลืมตาขึ้น และก็ต้องหลับตาปี๋อีกครั้งเมื่อเขาโน้มปลายจมูกมาแตะที่ข้างแก้ม รับรู้เพียงลมหายใจอุ่นๆพร้อมเสียงกระซิบที่ข้างหู
“ใกล้สว่างแล้ว ลุกเถอะ”
อ่าว! เขาหยุดแค่นั้นแล้ว แหม่! กำลังใจเต้นแรงเลยว่าแล้วคนที่ใจเต้นโครมครามไม่หยุดก็ต้องขยับตัวเพื่อผ่อนคลายเส้นเอ็นกับกล้ามเนื้อที่เหมือนมันผูกกันจนอีนุงตุงนังไปหมด
นาตาลีถลาเข้าหาเนลเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าและรู้สึกว่าจะอยู่ในระยะใกล้เสียด้วยไม่อยากนึกเลยว่าจะต้องเจอกับอะไรอีก เบื้องหน้าลิบๆ แลเห็นธงผืนใหญ่โบกสะบัดกวัดไกวส่งให้เหล่านักรบหลายสิบชีวิตบนหลังม้าดูน่าเกรงขามเธอรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่คิดว่าจะเห็นจากของจริงมากกว่าในหนัง มันตื่นเต้นจนบอกไม่ถูกทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนเ่าั้เป็ใคร
“คนจากเมืองหลวง” เขาบอกให้เธอได้โล่งอก แต่กระนั้นก็ยังยึดท่อนแขนของเขาไว้แน่น
ชายหนุ่มร่างสูงได้สัดส่วนแถวหน้าสุดดีดตัวลงจากหลังม้าเขาเป็อีกคนที่มีผิวขาวสะอาด แต่งกายภูมิฐานน่ามอง ใบหน้าคมชัดดูเป็มิตร
ใครสักคนในบรรดาท่าน
นาตาลีก้มหัวคำนับอย่างรู้งานและคนมาใหม่ก็ตอบรับด้วยท่าทีสุภาพ
“ถ้าข้าเดาไม่ผิด เ้าคงเป็แม่นางนาตาลีข้าฟาลี นักรบผู้ดูแลตอนเหนือของต้องฟ้า ท่านอลันได้แจ้งข่าวให้ข้ารู้แล้ว”
นั่นไง!
“งั้นดีเลยค่ะท่านมีนักยามาด้วยไหมคะ เขาได้รับาเ็” เธอนำเสนอเื่สำคัญให้คนฟังปราดมองยังาแ
ฟาลีรับฟังแล้วรีบสั่งการ “นักยาชาล!ทางนี้”
หญิงสาวจำต้องถอยห่างออกมาเมื่อนักยาและเหล่านักรบต่างเข้ามารุมคนเจ็บราวกับว่าเขาอาการหนักเจียนตายอดคิดไม่ได้ว่านี่เป็สวัสดิการดีๆ ที่ข้าราชการผู้จงรักภักดีควรได้รับ
ฟาลีปลีกตัวออกจากวงล้อมเพื่อตรงมาทางหญิงสาวส่งผลให้นาตาลีลุกพรวด
“ตามสบายเถอะข้ารู้ว่าเ้า้าพบท่านเซออนเพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์บางอย่าง”
“ค่ะท่านแต่ตอนนี้มีเื่อื่นที่สำคัญกว่า ฉันต้องเข้าเฝ้า..เฮ้ย! ้าพบท่านเนเรนค่ะ”คนฟังหัวเราะหึก่อนย้อนถามเสียงเรียบ
“มีเื่สำคัญอะไร”
“ตอนนี้มีนักฆ่าเข้ามาในเขตเมืองหลวงเนลบอกว่ามีสองพวก” เธอลากสายตาไปยังเ้าของชื่อที่ยังคงถูกห้อมล้อมจนมิดพาให้คนฟังต้องลากสายตาตาม
“เ้าไม่ต้องห่วงเขาไม่ปล่อยให้ข่าวสำคัญรู้ถึงหูท่านเนเรนช้ากว่าคนอื่นแน่นอน”