วาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 61 สายตาของทุกคนมองมา


             ผู้เข้าร่วมการคัดเลือกราชบุตรเขยมีทั้งหมดสามสิบหกคน ฟ่านเสี้ยวเหวินตายไปแล้วจึงเหลืออยู่สามสิบห้าคน

            เนื่องจากจำนวนคนมาก มู่หรงฉือกับเหอกวงเจ้ากรมพิธีการจึงแบ่งการทดสอบเป็นการสอบส่วนต้นกับการสอบส่วนปลาย แบ่งดำเนินการเป็นสองวัน สนามรอบต้นแบ่งสามสิบหกคนนั้นออกเป็นสามคนต่อหนึ่งกลุ่ม ทั้งหมดสิบสองกลุ่ม คนที่ชนะสิบสองคนจะเข้าสู่การทดสอบส่วนปลาย ทว่าวันนี้ขาดไปหนึ่งคน พวกเขาจึงตัดสินใจว่าหนึ่งกลุ่มนั้นจะมีเพียงสองคนที่ตัดสินแพ้ชนะ

            ตำหนักเหวินฮวาโอ่อ่า ปกติแล้วจะเป็นตำหนักสำหรับจัดพิธีการใหญ่ๆ อาทิเช่น พิธีราชาภิเษก งานอภิเษกสมรสของฮ่องเต้ การสถาปนาแต่งตั้งฮองเฮา บำรุงขวัญทหารก่อนออกรบ นอกจากนี้ทุกปียังมีงานเฉลิมฉลองพระราชพิธีหมื่นพรรษา วันปีใหม่ เทศกาลตงจื้อ[1] ซึ่งเป็นสามเทศกาลใหญ่ที่ฮ่องเต้จะรับคำอวยพรจากเหล่าขุนนาง ทั้งยังพระราชทานรางวัลให้กับขุนนางเสนาบดีใหญ่ทั้งหลาย

            ลานกว้างใหญ่ด้านหน้าตำหนัก ยามนี้ได้ถูกจัดเป็นสถานที่ประลอง

            คนของกรมพิธีการได้จัดเก้าอี้แกะสลักสามตัวกับโต๊ะเล็กตรงโถงทางเดินของตำหนัก ตรงบันไดหน้าโถงปูด้วยพรมแดง เอาไว้ใช้สำหรับการทดสอบ ทั้งสองข้างจัดเก้าอี้จำนวนไม่น้อยวางไว้ให้กับเหล่าขุนนางจากทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊พร้อมบรรดาฮูหยิน ทั้งยังเป็นที่สำหรับบรรดาตระกูลขุนนางที่มานั่งดู เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของการจัดงานคัดเลือกราชบุตรเขยและให้ความสำคัญกับเหล่าขุนนาง ฮ่องเต้จึงอนุญาตให้ครอบครัวของขุนนางขั้นสี่ขึ้นไปเข้าวังมาดูได้

            แสงแดดที่สาดส่องลงมาในวันนี้แตกต่างจากหลายวันก่อน ร้อนอบอ้าวมากเป็นพิเศษ ท้องฟ้ามีเมฆครึ้มก่อตัวอยู่เต็มไปหมด

            ยังไม่ถึงเวลาเริ่มทดสอบ ด้านหน้าตำหนักเหวินฮวาก็มีคนมารวมตัวกันเต็มไปหมด เสียงดังเซ็งแซ่ เหอกวงเจ้ากรมพิธีการพาเพื่อนร่วมงานกับขันทีมาเตรียมงาน แล้วรวมชายหนุ่มเข้าด้วยกัน อธิบายวิธีการจับฉลากตัดสินว่าใครจับกลุ่มกับใครในการแข่งขัน กระดาษแผ่นเล็กห้าแผ่นจะเขียนตัวหนังสือชื่อกลุ่มเอาไว้ หากมีสามคนหยิบออกมาได้กลุ่มแรก เช่นนั้นทั้งสามคนก็อยู่ในกลุ่มการแข่งเดียวกัน

            การจับฉลากจะเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งหรือว่าอ่อนแอนั้นจำต้องพึ่งโชคชะตาด้วยหลายส่วน

            เมื่อการจับฉลากเสร็จสิ้น คนของกรมพิธีการก็ได้ทำการจดบันทึกเอาไว้ มีคนพอใจ มีคนเป็นกังวล มีคนนิ่งสงบ มีคนไม่แสดงสีหน้าอะไร มีคนถอนหายใจ มีคนหน้าตายิ้มเบิกบาน...

            ครั้นเวลาของการแข่งขันมาถึง ทุกคนต่างรอคอยด้วยใจที่ร้อนรน สุดท้าย องค์รัชทายาทกับอวี้หวางก็เดินทางมาถึง

            นางมาถึงพร้อมกับมู่หรงอวี้ แม้ในใจของมู่หรงฉืออยากจะปฏิเสธ แต่กลับยังต้องมาเจอเขาที่หน้าเส้นทางของวังหลวง

            ครั้งนี้ นางนั่งเกี้ยวจนกระทั่งมาถึงหน้าตำหนักเหวินฮวาถึงจะลงมา

            ทุกคนโค้งตัวต้อนรับ คนมากมายต่างพากันคำนับ

            คนเยอะจริงๆ เฮ้อ

            ครอบครัวของขุนนางขั้นสี่ในเมืองหลวงมาดูการแข่งกันหมดเลยหรือ?

            มั่นใจแล้วหรือว่าไม่ใช่บรรดาคุณหนูของครอบครัวมีชื่อเสียงเหล่านั้นมาเลือกสามี?

            แต่ว่านางรู้ดี คนพวกนี้ส่วนมากที่มาก็เพราะว่านับถือมู่หรงอวี้

            มู่หรงอวี้ลงจากเกี้ยว รูปร่างสง่าผ่าเผยองอาจที่สุดในใต้หล้า แววตาดุดันที่ทุกคนไม่อาจคาดเดาได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดกวาดมองไปทั่ว แต่กลับทำให้คนรู้สึกว่าในสายตาของเขานั้นไม่มีผู้ใดเลย สายตามองข้ามใต้หล้า มองข้ามทุกผู้ทุกคน แล้วมองไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่

            เป็นเช่นประโยคที่ว่ากระทั่งเศษผงก็ไม่อยู่ในสายตา

            “ทุกคนไม่จำเป็นต้องมากพิธี”

            เสียงทุ้มเย็นชาให้ความรู้สึกห่างเหิน

            มู่หรงฉือแอบถลึงตาใส่เขา ก่อนจะหันหัวเดินไปด้านหน้าอย่างไม่พอใจ

            เสแสร้งเหลือเกิน เสแสร้งเก่งเหลือเกิน!

            เนื่องจากเดินไวเกินไปจนไม่ทันระวังใต้เท้า นางจึงสะดุดมุมของพรมแดงที่อ้าออกมาครึ่งหนึ่งจนล้มคะมำไปด้านหน้า

            เรื่องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกระทั่งนางเองก็คิดไม่ถึง

            ในชั่วเวลาสั้นๆ สัญชาตญาณของนางอยากจะใช้วิชาตัวเบาทำให้ร่างกายกลับมายืนตรง แต่ว่าที่นี่ตรงนี้นางกลับต้องแสร้งทำตัวไม่ได้เรื่อง จึงกัดฟันเตรียมตัวล้มคะมำกับพื้นด้วยท่าทางสวยงาม

            ถึงแม้ทุกคนต่างสนใจอวี้หวางผู้สง่างาม เรือนร่างองอาจน่าเกรงขามประหนึ่งมังกร แต่ว่าก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองกิริยาไม่งามขององค์รัชทายาท 

            บรรดาแม่นางต่างเบิกตารอชม เหล่าฮูหยินก็ปิดตาไม่กล้าดู เหล่าขุนนางก็มองดูสถานการณ์ที่น่าสนุกอย่าง : องค์รัชทายาทล้มหน้าทิ่ม

             องค์รัชทายาทผู้ไม่ได้เรื่องจะมาเทียบกับอวี้หวางได้หรือ?

            สถานการณ์เช่นนี้องค์รัชทายาทไม่ได้เรื่องผู้นั้นทำตัวเสียกิริยา กลายเป็นเรื่องขบขันก็เท่านั้น!

            มู่หรงฉือทำใจเตรียมตัวรับเรื่องน่าขายหน้านี้เอาไว้แล้ว ทำใจรับคำพูดแย่ๆ จากตระกูลขุนนางทั้งหลาย ทำใจที่จะต้องตกเป็นเรื่องเล่าสนุกหลังดื่มน้ำชาของพวกเขา แต่คิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะไม่เป็นเช่นนั้น!

            รู้สึกเพียงว่ามีแรงมหาศาลดึงแขนเสื้อของนางเอาไว้ ชั่วพริบตาต่อมาเอวก็ถูกกระชับแน่น ก่อนนางจะกลับมายืนได้อย่างมั่นคง

            แขนยาวที่รวบอยู่ตรงเอวของนางราวกับเหล็กไหลประทับเข้ามาในเลือดเนื้อของนาง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นร้อนลวกในทันที

            ได้กลิ่นอุ่นร้อนผสมกับน้ำหอมกลิ่นนั้น ในใจของนางก็ว้าวุ่นเล็กน้อย แต่ว่านาง ‘ผ่านมาแล้วร้อยครั้ง’ จึงสามารถเจอฝูงชนโดยควบคุมสีหน้าไม่ให้เปลี่ยนได้

            ที่ทำให้นางหงุดหงิดก็คือ ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองมา เขากลับสามารถทำเรื่องหน้าไม่อายนี้ได้ ทั้งยังเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ไม่เพียงแต่จะแอบเพิ่มแรง ยังโอบนางเข้าไปในอ้อมกอดอีกด้วย

            สถานการณ์นี้จึงเปลี่ยนมาเป็น นางจงใจ ‘ทำตัวอ่อนแอ’ เพื่อเข้าใกล้เขา ทั้งยังอยู่ในอ้อมกอดของเขาไม่ยอมไปไหน ไม่รู้จักยางอาย ทำตัวเสื่อมเสียประเพณี

            คนสารเลว!

            นางเป็นองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์นี้ เป็นว่าที่ฮ่องเต้ของแคว้นเป่ยเยี่ยน มีหรือจะไม่รู้ถึงการทำตัวเสื่อมเสีย?

            ที่ไร้ยางอายที่สุดก็คือเขาต่างหากที่ทำเสื่อมเสียประเพณี! มู่หรงอวี้!

            ตอนนี้ที่หลังของมู่หรงฉือราวกับถูกทิ่มแทง ไม่ต้องมองก็รู้ว่าบรรดาสตรีน้อยใหญ่กำลังถลึงตาใส่นาง บรรดาฮูหยินก็มองนางด้วยความเหยียดหยาม เหล่าขุนนางพวกนั้นเมื่อเห็นว่าไม่เป็นไปดั่งที่คิดก็ได้แต่ถอนหายใจพลางส่ายหน้า ในดวงตาเหล่านั้นที่เจือรอยตำหนิ เยาะเย้ย และกรุ่นโกรธต่างมองไปยังหลังศีรษะและแผ่นหลังของนาง

            “ยังไม่รีบปล่อยมืออีก?”

            นางลอบกัดฟันพลางคิดว่า หากสายตาเป็นกระบี่ได้ก็คงดี จะได้แทงเข้าที่คอของเขาไปเสีย

            มู่หรงอวี้เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “ครั้งนี้เตี้ยนเซี่ยทำตัวเอง เกี่ยวอะไรกับเปิ่นหวางเล่า? เปิ่นหวางก็แค่มีน้ำใจช่วยเหลือเตี้ยนเซี่ย ไม่เช่นนั้นเจ้าก็คงจะล้มลงไปจนเกิดเรื่องน่าขายหน้า เรื่องนี้อาจถึงกับต้องบันทึกลงประวัติศาสตร์ เตี้ยนเซี่ยควรขอบคุณเปิ่นหวางถึงจะถูก”

            มู่หรงฉืออยากจะกัดแขนของเขาแรงๆ สักที แต่กลับหัวเราะเสียงต่ำออกมา “ท่านอ๋องผู้มีจิตใจกว้างขวางดั่งทะเล ยังจะคอยคิดเล็กคิดน้อยพูดถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาอีกหรือ? อีกอย่างท่านอ๋องเป็นบุรุษร่างกายกำยำแข็งแรงผู้หนึ่ง ต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก การกอดเปิ่นกงที่เป็นองค์รัชทายาทจะกลายเป็นเรื่องอะไร? ชื่อเสียงของเปิ่นกงย่ำแย่ยิ่งนัก แต่ชื่อเสียงของท่านอ๋องดีงามไม่เคยด่างพร้อย ท่านอ๋อง ตอนที่ควรจะปล่อยมือก็ต้องปล่อย เป็นบุรุษก็ใจกว้างสักหน่อยเถิด”

            “เปิ่นหวางใจแคบไปจริงๆ อีกอย่างเปิ่นหวางยังไม่กังวลถึงชื่อเสียงของตนเอง เจ้าจะกังวลถึงมันไปทำไม?” เห็นรอยยิ้มที่จอมปลอมจนไม่รู้จะจอมปลอมอย่างไรของเตี้ยนเซี่ย เขาพลันรู้สึกว่า ตอนที่เตี้ยนเซี่ยยิ้มจอมปลอมจนคิ้วโค้งงอไปด้วยเช่นนี้ ก็สวยหวานไปอีกแบบ

            “ถึงเวลาแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญต้องรีบทำ!” นางสะบัดตัวขัดขืนอย่างมีโทสะ แววตาเย็นชาลงหลายส่วน

            พวกเขาตัวติดกันจนเนื้อแนบเนื้อ ทำเอาขุนนางและผู้คนที่อยู่รอบด้านต่างมองด้วยสายตาเหม่อลอย ตกตะลึงตาค้าง เหตุใดอวี้หวางกับองค์รัชทายาทถึงได้กลายเป็นรูปปั้นดินเผาตัวติดกันไปเสียแล้ว?

            องค์รัชทายาทสมควรตาย! --- สตรีคนหนึ่งคิดขึ้นมา

            องค์รัชทายาทจะต้องถูกใจความหล่อเหลาของอวี้หวางถึงได้แกล้งทำเป็นล้มลง! --- สตรีคนหนึ่งมองด้วยสายตาเกลียดชัง

            องค์รัชทายาทเองก็อยากได้ความสง่างามของอวี้หวางเหมือนกัน ไร้ยางอาย นิสัยแย่เกินไปแล้ว นี่ไม่ใช่คนแล้ว --- สตรีคนหนึ่งกระทืบเท้าอย่างแค้นเคือง

            องค์รัชทายาทในรัชกาลนี้กับอวี้หวางกอดกัน ยื้อยุดกันไปมาเช่นนี้ โลกคงจะถล่มลงมาแล้วจริงๆ! --- กลุ่มขุนนางส่ายหน้าถอนหายใจ

            เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่เหมือนน้ำที่ท่วมจนแทบมิดตำหนักเหวินฮวา มู่หรงฉือโมโหจนหน้าแดง ผลักเขาออกไปอย่างไม่อาจทนได้อีก

            มู่หรงอวี้ปล่อยมือออก เนื่องจากนางออกแรงมากเกินไป ผลของแรงเฉื่อยทำให้นางถึงกับต้องถอยหลังไปหลายก้าวถึงจะยืนได้อย่างมั่นคง แต่ก็อยู่ในสภาพลำบาก

            นางโกรธจนแทบจะระเบิด มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนสั่นน้อยๆ ใบหน้าเล็กราวกับก้อนเมฆสีแดงของท้องฟ้าตอนพลบค่ำ ทั้งยังเหมือนดอกท้อสีแดง สีสันงดงามจนทำให้ใจหวั่นไหว

            ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาชื่นชม แต่เขาได้เก็บภาพความงามของนางเอาไว้ในสายตาแล้ว อีกเดี๋ยวค่อยหวนคะนึงถึงก็แล้วกัน

            ในที่สุดสถานการณ์ประหลาดๆ ฉากนี้ก็ปิดม่านลง

            มู่หรงฉือเดินไปที่โถงทางเดินอย่างหงุดหงิด หยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มจนหมดเพื่อดับไฟโทสะ

            มู่หรงอวี้เดินไปนั่งด้วยท่าทางนิ่งสงบ ไม่ได้มองไปที่นาง สายตากวาดมองไปโดยรอบ

            บรรดาสตรีที่คิดว่าได้รับสายตาของอวี้หวางต่างดีอกดีใจ พากันยืดอกเก็บหน้าท้อง แสดงท่าทางที่คิดว่างดงามที่สุด น่าหลงใหลที่สุดออกมาเพื่อได้ใจจากอวี้หวาง บางคนก็เขินอาย บ้างก็มองกลับมาอย่างใจกล้า บ้างก็เขินอายปนหวาดหวั่น

            เมื่อเห็นเช่นนี้ เหอกวงแห่งกรมพิธีการก็รีบประกาศเริ่มการแข่งขันทันที

            มู่หรงฉือผละมือออกหลังจากวางถ้วยชา สายตามองไปยังท่าทางของบรรดาสตรีเหล่านั้น มือยังไม่ทันได้ดึงกลับไป จู่ๆ ก็มีของเย็นๆ มาโดนที่หลังมือของนาง นางตกใจแทบแย่ พอนึกขึ้นได้ว่าเป็นอะไรก็รีบดึงมือกลับไปทันที

            ทว่า มันจะง่ายแบบนั้นหรือ?

            สามนิ้วตรงกลางของนางถูกจับเอาไว้ นางพยายามดึงกลับมาอย่างแรง แต่ไม่เป็นผลแม้แต่น้อย

            ในเวลานี้เหอกวงกำลังจัดให้กลุ่มแรกเริ่มการประลอง ความสนใจของทุกคนจึงย้ายไปยังการแข่งขันที่อยู่กลางพรมแดง

            แววตาของมู่หรงอวี้กวาดมองไปทางด้านหน้าอย่างไม่ยี่หระ ใบหน้าหล่อเหลาแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ นี่ๆๆๆๆ...ช่างน่าต่อยเกินไปแล้ว!

            นางโกรธจนนึกอยากกระทืบเท้าแต่กลับไม่กล้า ทำให้คนอื่นตกใจเช่นนี้ช่างขี้โกงเกินไปแล้วจริงๆ

            ด้วยความเป็นสุนัขจนตรอก นางยกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ตอนที่กำลังจะพ่นน้ำชาไปทางเขา ตอนนั้นเองเขาก็ปล่อยมือ

            เขาหันหน้ามองมาทางนาง สายตาอบอุ่นบริสุทธิ์มองมาที่นางทำให้คนรู้สึกว่าตอนนี้เขาอารมณ์ดีมาก จะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับนาง

            มู่หรงฉือกลืนน้ำชาลงไปพลางถลึงตาใส่เขาอย่างแรง ก่อนจะตั้งใจดูการแข่งขัน

            ทางด้านตะวันออกของบันไดวางกลองขนาดใหญ่เอาไว้ องครักษ์ตีกลองอย่างแรง ตึงตึงตึง แต่ละครั้งที่ตี เสียงก็สนั่นหวั่นไหวไปถึงจิตใจผู้คน

            เสียงกลองสิ้นสุดลง การแข่งขันของกลุ่มแรกก็ได้เริ่มขึ้น

            จู่ๆ นางก็คิดอะไรขึ้นมาได้ เมื่อวานเสิ่นจือเหยียนบอกว่าจะมาดูการแข่งขันด้วย แต่นี่การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้วทำไมเขาถึงยังไม่มา?

            ฝีมือของสามคนในกลุ่มแรกเรียบเฉย การประลองไม่มีสีสัน ไม่มีสิ่งน่าสนใจเท่าไหร่

            ไม่นานคนแรกก็ชนะ

            เห็นมู่หรงอวี้ยกถ้วยน้ำชาขึ้น ดวงตาของนางพลันเบิกกว้าง ถ้วยนั้นเป็นถ้วยที่นางเพิ่งจะดื่มไปเมื่อครู่

            นางจ้องเขานิ่งราวกับกำลังพูดว่า : เปิ่นกงดื่มไปแล้ว เจ้ากล้าดื่มหรือ?

            แววตาของมู่หรงอวี้ราบเรียบ : ทำไมจะไม่กล้าเล่า?

            มองท่าทางดื่มชาอันสง่างามของเขาแล้ว จู่ๆ พวงแก้มของนางก็เห่อร้อนขึ้นมา ก่อนจะลุกลามไปยังใบหูและลำคอ

     

             เชิงอรรถ

             [1] เทศกาลฤดูหนาว หรือ เทศกาลตงจื้อ เป็นเทศกาลฉลองวันเหมายันที่กลางวันสั้นที่สุด

            

    คล้ายกับเรื่องวาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง ที่คุณอ่าน