
บทที่ 7 ตัวละครลับอีกตัว
“แล้วก็อย่าเที่ยวไปเดินเข้าบ้านคนอื่นตามใจชอบอีกล่ะ”
“ขอบคุณที่เลี้ยงนะ”
หลังจากแคลร์ ลูเซี่ยน และเซโน่ บอกลาส่งเลิฟที่หน้าห้องแล้ว เลิฟก็เดินกลับไปที่ที่พักของตัวเอง ที่อยู่ห้องข้างๆ ใช่ ห้องข้างๆที่เคยเป็ห้องที่ว่างอยู่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนตอนนี้จะมีคนเข้ามาอยู่ซะแล้ว
“ไอ้ที่ว่าหาที่พักได้แล้วเนี่ย คือไอ้ห้องข้างๆ นี่เองเหรอ…”
ทั้งสามคนมองตามเลิฟที่เดินเข้าไปในห้องข้างๆ
“รุ่นพี่ดูเหมือนอาจารย์จะอนุญาตให้อยู่ที่นี่ได้แหละ”
“สมแล้วที่เป็รุ่นน้องฉัน ยะฮู้ว~”
เสียงสนทนาที่ดังมาจากในห้อง หลังจากนั้นเราทั้งสามคนก็เดินเข้าไปในห้องของตัวเองไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว ให้ตายสิ! อยากจะทำอะไรก็ทำ เมื่อเข้าห้องมาผมก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้แต่ไม่ได้จุดไฟตามความเคยชิน หลังจากนั่งพักหลังอาหารมื้อใหญ่ได้สักพักผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองต้องไปรับเสื้อผ้าจากร้านซักรีด ที่เลยเวลารับผ้ามาสองวันแล้ว
“จะว่าไปต้องไปเอาเสื้อผ้าที่ส่งซักไว้แล้วนี่นา มีใครจะเอาอะไรไหม” แน่นอนว่าแค่ถามไปงั้นแหละ ไม่ได้คิดจะชวนใครไปด้วยจริงๆ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็อย่างที่คิด
“ผมจะไปด้วยว่าจะไปซื้อขนมที่ร้านค้าสักหน่อย”
“ยังกินเข้าไปได้อีกเหรอ”
“ฉันก็จะไปด้วยพอดีมีเื่อยากจะไหว้วานคนสักหน่อย”
พวกเราสามคนนั่งสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าซ้อนสามคนกันออกมาอีกตามเคย ระยะทางระหว่างร้านซักรีดกับบ้านของพวกเราใช้เวลาประมาณ 20 นาที เลยร้านอาหารของแคลร์ไปเพียงนิดเดียว่เวลาระหว่าง 5 นาที ระหว่างร้านซักรีดกับร้านอาหารของแคลร์เป็่เวลาที่เซโน่ถูกรอยแยกดึงเข้าไปคราวที่แล้ว ครั้งนี้พวกเราก็เลยระมัดระวังกันเป็พิเศษแต่ก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
ทุกครั้งที่แคลร์ออกจากบ้านจะอยู่ในร่างของเด็กผู้ชายครั้งนี้เองก็เหมือนกัน แต่ไม่ว่ายัยนี่จะอยู่ในร่างผู้หญิงหรือผู้ชายสำหรับผมแล้วก็ดูไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ คงเพราะหน้าตาก็คล้ายเดิมความสูงก็ไม่ได้เปลี่ยน แล้วอีกอย่างไม่ว่าจะอยู่ในร่างหญิงหรือชายก็ยังกวนประสาทเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เป็คนที่ทำให้โมโหทุกครั้งที่คุยด้วยเลยจริงๆ หลังจากผมขับเข้าไปใกล้หน้าร้านซักรีด
ก็เห็นพี่สาวเ้าของร้านเดินอยู่หน้าร้านเมื่อพวกเราขับเข้าไปใกล้อยู่ดีๆ พี่สาวคนนั้นก็เดินสะดุดอากาศล้มซะอย่างนั้น ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ตอนที่ไม่มีคนอยู่ทุกอย่างก็ปกติดี แต่พอมีคนมาดันทำเื่น่าขายหน้าออกมาซะงั้น เธอคงรู้สึกอายจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามอง แต่ผมรู้ดีว่าเวลาแบบนี้ควรจะต้องทำยังไง ผมหยุดรถจอดและลงจากรถ ตัวผมเองก็เป็สุภาพบุรุษจะไม่ทำให้พี่สาวร้านซักรีดต้องขายหน้าเด็ดขาด
ทันใดนั้นลูเซี่ยนก็เดินไปแล้วก็จงใจสะดุดอากาศล้มต่อหน้าพี่สาวร้านซักรีด หลังจากเซโน่เห็นดังนั้นเค้าก็รู้เจตนารมย์ของลูเซี่ยนได้ทันทีเซโน่จึงเดินไปแล้วสะดุดอากาศล้มลงไปด้วยอีกคน สมแล้วที่รู้จักกันมานานเซโน่ นายรู้สินะว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ถ้าปกป้องศักดิ์ศรีของหญิงสาวแล้ว เื่แค่นี้มันจิ๊บจ๊อยเอาล่ะแคลร์ ต่อให้ที่ผ่านมาเราจะมีเื่ผิดใจกันบ้างแต่เื่คราวนี้ฉันเชื่อว่ายังไงเธอก็ต้องเข้าใจ
ไม่เข้าใจเลยสักนิด ในหัวของเ้านั่นมันคิดอะไรอยู่กันนะ มันจะรู้ตัวไหมว่าที่ทำอยู่นั่นมันไม่ได้ช่วยแต่เหมือนล้อเลียนกันซะมากกว่า พี่สาวที่ตอนแรกก็แค่เขินอายทำตัวไม่ถูกตอนนี้ก้มหน้าติดถนนจนแทบจะเอาหัวมุดเข้าไปได้อยู่แล้ว แบบนี้มันยิ่งทำให้อายยิ่งกว่าเดิมไม่ใช่รึไง แถมแถวนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนในระหว่างที่แกกำลังเอาตัวไปวัดกับถนนมันก็ยังมีคนเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ จะโง่ก็ให้มันมีขอบเขตหน่อยสิ!!
แคลร์เดินข้ามเซโน่และจงใจเหยียบลูเซี่ยนก่อนจะเดินตรงไปหาพี่สาวร้านซักรีดแล้วยื่นมือออกไปหาหญิงสาว
“ไม่เป็ไรใช่ไหมพี่สาว”
หญิงสาวรีบกระดกหัวขึ้นรับน้ำใจของแคลร์คว้ามือไว้แล้วรีบลุกขึ้นปัดฝุ่นตามร่างกาย
“ไม่าเ็ตรงไหนใช่ไหม”
“ไม่เป็ไรค่ะ” หญิงสาวรีบส่ายหัว
“โอ๊ะ นี่มันพี่สาวร้านซักรีดนิ”
ลูเซี่ยนลุกขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตามเนื้อตัวยังมีฝุ่นจากบนถนนติดอยู่
โอ๊ะ พี่สาวร้านซักรีดอะไรของมัน? ก็ไม่ใช่ว่ารู้ั้แ่แรกอยู่แล้วรึไง แล้วอีกอย่างนี้มันก็หน้าร้านคิดจะเนียนเหรอ? แล้วที่สำคัญเซโน่จะนอนอยู่ตรงนั้นอีกนานแค่ไหนน่ะ จะรู้ไหมว่าการแกล้งตายมันไม่ได้ช่วยอะไร
แคลร์มองไปที่เซโน่ที่นอนแกล้งตายอยู่บนพื้น
“คะ คุณลูเซี่ยนกำลังคิดว่าจะโทรตามอยู่พอดีเลย เสื้อผ้าที่ส่งซักไว้เรียบร้อยหมดแล้วค่ะ เห็นคุณบอกจะมารับั้แ่เมื่อวาน ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นรึเปล่าคะ” พี่สาวร้านซักรีดพูดกับลูเซี่ยนด้วยใบหน้าที่มีแก้มแดงเรื่อ
“นิดหน่อยน่ะ แต่เื่มันผ่านมาแล้ววันนี้พวกเราก็เลยกะจะมารับเสื้อผ้าที่ส่งซักเอาไว้”
“ค่ะ จะรีบไปหยิบให้เดี๋ยวนี้” พี่สาวร้านซักรีดรีบเดินเข้าไปในร้านในระหว่างนี้แคลร์ก็พยายามจะปลุกเซโน่ที่แกล้งตายอยู่บนพื้น ไม่ว่าจะสะกิดหรือเขย่าตัวก็ไม่ยอมลุกขึ้นสักทีก่อนที่แคลร์จะหมดความอดทนฟาดไปทีนึง จากนั้นเซโน่จึงลุกขึ้นด้วยสภาพมอมแม ทำให้คนที่ผ่านไปผ่านมาอดจะยิ้มออกมาไม่ได้ด้วยความเอ็นดูทั้งสองคน
“นี่ค่ะผ้าที่ส่งซักไว้” พี่สาวร้านซักรีดยื่นตะกร้าผ้าที่ในตระกร้ามีผ้าที่ซักและรีดจนเรียบร้อยแล้ว ชุดที่เป็ชุดทางการอย่างชุดสูทที่ลูเซี่ยนกับเซโน่มักจะใส่ไปทำงาน ถูกใส่แยกไว้ในถุงคลุมเสื้อผ้าที่เป็พลาสติกเพื่อป้องกันฝุ่นและปกป้องไม่ให้เสื้อผ้ายับ เซโน่รับหน้าที่เป็คนถือเสื้อผ้าทั้งหมดเพราะเป่ายิ้งฉุบแพ้แคลร์
“จะว่าไปแล้วเด็กคนนี้ใครกันเหรอคะ ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” พี่สาวร้านซักรีดมองไปที่แคลร์
“อ่อ ยัยนี่- ไม่ใช่เ้านี่เป็เด็กฝึกงานที่ผมเพิ่งรับมาใหม่น่ะ ชื่อแคลร์”
“เด็กฝึกงาน? ”
“จะว่าไปพี่สาวชื่ออะไรงั้นเหรอ” แคลร์ถามพี่สาวร้านซักรีด
“ฉะ ฉันน่ะเหรอ ฉันชื่อ เอลิซาเบธ เบ็ตตี๊”
“เอ๋? พี่สาวเ้าของร้านมีชื่อว่าแบบนี้เองเหรอไม่เคยรู้มาก่อนเลย” ลูเซี่ยนเผลอพูดความในใจออกมา
“นี่นายไม่เคยถามชื่อเค้ามาก่อนเลยเหรอ”
“ผมเองก็เพิ่งรู้ครั้งแรกเหมือนกัน ปกติเรียกแต่พี่สาวร้านซักรีดเพราะยังไงแถวนี้ก็มีอยู่แค่ร้านเดียวอยู่แล้ว”
“พวกนายนี่เสียมารยาทจริงๆเลย ในเมื่อเสร็จธุระแล้วถ้างั้นพี่สาวร้านซักรีดพวกเราไปแล้วนะ”
“เอ๊ะ?! จะไปแล้วเหรอ” แคลร์ตัดสินใจรวดเร็วจนลูเซี่ยนตามไม่ทัน
“นายไม่ไปเหรอ”
“เปล่า ก็แค่เมื่อกี๊เธอยังชวนเค้าคุยอยู่เลย แต่อยู่ดีๆก็ตัดบทซะงั้น”
“ก็ธุระฉันเสร็จแล้วนิ”
“แบบนั้นมันเสียมารยาทไม่ใช่รึไง”
“หึ! ของแบบนั้นไม่เห็นจำเป็ตรงไหน”
“จำเป็สิเฟ้ย!!”
“ผมยังไม่ได้ซื้อขนมเลย”
“นายนี่ห่วงกินชะมัด!!”
“ถ้างั้นแวะซื้อขนมแล้วค่อยกลับ”
ฉันเองก็ได้ซื้อขนมในส่วนของฉันด้วย แคลร์คิดในใจ
“เย่~” พอได้ยินแคลร์พูดแบบนั้นก็ร้องดีใจราวกับเด็กๆ
“ถ้างั้นพี่สาวร้านซักรีดพวกเราไปก่อนนะ ไว้ครั้งหน้าจะมาใช้บริการใหม่”
ทั้งสามคนพากันขึ้นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแล้วขับออกไป พี่สาวร้านซักรีดมองดูสกู๊ตเตอร์ที่เคลื่อนออกไปจนลับสายตา
สรุปแล้วก็ไม่เห็นมีใครเรียกชื่อฉันสักคน…
เอลิซาเบธ เบ็ตตี้ หญิงสาวคนนี้มีภูมิหลังที่น่าสนใจ ในรูทก่อนๆเราพอจะได้รู้จักประวัติของเธอมาบ้าง ในรูทนี้ก็เลยอยากจะลองร่วมงานด้วยสักครั้ง เมื่อกี๊ตอนที่จับมือกันเราได้แอบส่งหมายลับไป เธอดูไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิดแถมยังแสดงท่าทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยด้วย เธอคนนี้ใช้งานได้…
หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาแคลร์ไม่เคยเลือกที่จะเข้ามาช่วยหรือลงมือเองเลยสักครั้ง แต่ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ยื่นมือเข้ามาช่วยแต่แคลร์จะลงไปเดินเกมส์ในสนามด้วยตัวเองอะไรที่ทำให้เทพองค์นี้ตัดสินใจแบบนี้กัน การตัดสินใจครั้งนี้คงส่งแรงกระเพื่อมต่อหลายฝ่ายอย่างแน่นอน
“ถ้าเป็ที่นี่ละก็ คงจะไม่ถูกเจอตัวสินะ” เงาสีดำทะมึนส่งเสียงทุ้มต่ำบ่นพึมพำ
Watashi Da : วันนี้ตั้งใจว่าจะลง 10 ตอนรวด แล้วหลังจากนี้จะลงอาทิตย์ล่ะ 1 ตอน เริ่มจากวันพรุ่งนี้ ส่วนตอนนี้ขอไปกินข้าวแล้วนอนก่อน เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลย