“นี่คือลานฝึกของจวนเรา พวกเ้าบอกว่าเคยเรียนวรยุทธ์มาแล้ว เช่นนั้นก็แสดงฝีมือให้พ่อชมหน่อยเป็ไร” ท่านโหวกู้หันไปพูดกับลูกชายคนโต “ในฐานะที่เ้าเป็พี่ใหญ่ เ้าขึ้นไปแสดงวิชาตัวเบาให้น้องๆ ได้ดู”
“โธ่...ท่านพ่อ” กู้เยวี่ยนชี้ไปที่ขาของตัวเอง “ท่านดูสภาพข้าตอนนี้ก่อนดีหรือไม่ขอรับ แค่จะเดินให้ดีข้ายังทำไม่ได้เลย แล้วท่านยังจะให้ข้าขึ้นไปแสดงวิชาตัวเบาให้น้องๆ ได้ดูอีก ท่านอยากให้ข้าขายหน้าต่อหน้าพวกเขาหรืออย่างไร”
“เ้าแน่ใจว่าเ้าทำไม่ได้จริงๆ รึ” ท่านโหวกู้หรี่ตาถามลูกชาย
“ท่านพ่ออย่าบังคับพี่ใหญ่เลยเ้าค่ะ ขาของพี่ใหญ่าเ็จริงๆ” กู้หนิงยิ้มเอาใจบิดา “ข้าอยากเห็นวิชาตัวเบาของท่านมากกว่า”
“ข้าก็อยากชมวิชาตัวเบาของท่านเหมือนกัน” กู้อันพูดขึ้น
กู้หนิงกับกู้อันกะพริบตาปริบๆ ให้บิดาด้วยท่าทางรอคอย พวกเขาอยากรู้ว่าวิชาตัวเบาของท่านพ่อกับของอาจารย์แตกต่างกันมากเพียงใด อย่างไรเคล็ดวิชาของแต่ละตระกูลย่อมมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ในเมื่อพวกเขาเคยเรียนรู้วิชาของตระกูลอี้มาจากอาจารย์แล้ว พวกเขาก็อยากจะเรียนรู้วิชาของตระกูลกู้ด้วยเช่นกัน
ท่านโหวกู้ที่เห็นลูกชายกับลูกสาวมองมาที่ตนอย่างสนใจก็ถึงกับใจอ่อน เขาต้องแสดงฝีมือให้ลูกๆ ได้เห็นว่าวรยุทธ์ของตระกูลกู้ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนนั้นเก่งกาจเพียงใด อีกทั้งตัวเขาที่เป็ถึงผู้บัญชาการที่ปกครองทหารถึงสองแสนนาย ในเมื่อลูกๆ อยากเห็นฝีมือของเขา เขาจะปฏิเสธได้อย่างไรกัน
ท่านโหวกู้ทะยานขึ้นไปบนเสาฝึกวิชาตัวเบา การเคลื่อนไหวของเขาช่างเป็อิสระประหนึ่งนกอินทรีย์ที่ร่อนอยู่กลางเวหา กู้หนิงกับกู้อันอดที่จะชื่นชมบิดาไม่ได้ พวกเขาปรบมือให้บิดาเสียงดัง ท่านโหวกู้ได้ยินก็ดีใจ เขาแสดงวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศอยู่บนเสาฝึกอยู่นาน จนเมื่อเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว เขาจึงะโลงมายืนอยู่ตรงหน้าลูกแฝดทั้งสอง “เป็อย่างไร วิชาตัวเบาของพ่อใช้ได้หรือไม่”
“ยิ่งกว่าใช้ได้อีกขอรับ” กู้อันยกนิ้วโป้งให้บิดา “ท่านพ่อเก่งสุดๆ ไปเลย”
“แล้วเ้าเล่าหนิงเอ๋อ เ้าคิดว่าวิชาตัวเบาของพ่อเป็อย่างไร” เมื่อได้รับคำชมจากลูกชาย ท่านโหวกู้ก็อยากได้รับคำชมจากลูกสาวด้วย
“วิชาตัวเบาของท่านพ่อยอดเยี่ยมมากเ้าค่ะ” กู้หนิงก็ยกนิ้วโป้งให้บิดาเช่นกัน
ท่านโหวกู้ดีใจจนเกือบจะตัวลอย กู้เยวี่ยนเห็นอย่างนั้นก็อยากได้รับคำชมจากน้องๆ บ้าง แต่ติดที่ขาของเขาไม่เอื้ออำนวย
“พี่ใหญ่ไม่ต้องเสียใจไปเ้าค่ะ ข้ากับเสี่ยวอันกลับมาอยู่ที่จวนแล้ว เรายังมีเวลาอีกมากที่จะชมฝีมือของท่าน แต่ตอนนี้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ช่วยชี้แนะวิชาตัวเบาให้ข้ากับน้องชายด้วยนะเ้าคะ เราสองคนจะแสดงวิชาตัวเบาของเราให้พวกท่านดูเ้าค่ะ”
กู้หนิงกับกู้อันะโขึ้นไปบนเสาฝึกวิชาตัวเบาพร้อมกัน วิชาตัวเบาของทั้งคู่พลิ้วไหวแลดูกลมกลืนไปกับสายลม แต่เมื่อทั้งคู่เร่งความเร็วขึ้น ท่านโหวกู้กับกู้เยวี่ยนถึงกับตาค้าง ความเร็วระดับนี้ หากเป็คนทั่วไปต้องใช้เวลาฝึกฝนถึงเกือบยี่สิบปี แต่กู้หนิงกับกู้อันที่ฝึกวรยุทธ์มาไม่ถึงสิบปี กลับมีวิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศขนาดนี้ ท่านโหวกู้ที่เป็บิดาพยักหน้าอย่างพอใจ ลูกแฝดของเขาคืออัจฉริยะ
ส่วนโจวหยุนเฉิงที่อารมณ์ดีเพราะพี่ชายถูกกู้เยวี่ยนจัดการจนลุกจากเตียงไม่ได้ และเมื่อนึกถึงกู้เยวี่ยนก็ทำให้เขานึกไปถึงกู้หนิง แม่นางน้อยที่อาจจะมาเป็คู่หมั้นของเขา อีกทั้งคิดว่าเวลานี้กู้หนิงกับกู้อันคงเดินทางถึงจวนโหวแล้ว
โจวหยุนเฉิงจึงแอบเข้ามาที่จวนโหวเพื่อดูว่ากู้หนิงได้รับการปฏิบัติเช่นไรจากจวนโหว และก็เป็ความบังเอิญที่ดีที่ทำให้เขามาทันได้เห็นกู้หนิงแสดงวิชาตัวเบาอยู่พอดี เขาพอจะรู้ว่านางกับน้องชายฝาแฝดเป็วรยุทธ์ แต่ไม่คิดว่าวิชาตัวเบาของนางกับน้องชายจะเก่งกาจปานนี้ ‘ไม่ต้องคิดแล้ว ท่านแม่...ข้ายินดีแต่งกับบุตรสาวของท่านน้าหลินขอรับ’
โจวหยุนเฉิงตัดสินใจได้อย่างนั้นก็ไม่อยู่ที่จวนโหวต่อ เขารีบออกจากจวนโหวเพื่อกลับไปหามารดา เขาจะต้องหมั้นกับกู้หนิงให้ได้ก่อนที่จะมีคู่แข่งเข้ามา
ส่วนกู้หนิงที่ไม่รู้เลยว่าตนเองถูกใครคนหนึ่งหมายตาไว้แล้ว นางยังเพลิดเพลินกับการแสดงวิชาตัวเบาและทดสอบวรยุทธ์อยู่กับบิดาและน้องชายอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งใกล้ได้เวลามื้อค่ำ ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปจัดการธุระแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปทานอาหารเย็น
ณ ห้องอาหารของจวนโหว เมื่อทุกคนมากันครบและนั่งประจำที่กันอย่างเรียบร้อย
กู้อันมองดูจานอาหารตรงหน้าอย่างสงสัย “เอ่อ...ท่านพ่อ...”
“ว่าอย่างไร” ท่านโหวกู้มองตามสายตาลูกชายแล้วคีบอาหารในจานนั้นให้เขา “อาหารจานนี้คือผัดผักกาดขาว เ้าไม่รู้จักรึ”
“ข้าต้องรู้จักผักกาดขาวอยู่แล้วขอรับ ที่หมู่บ้านป่าหมอกของเราไม่เคยขาดผักชนิดนี้ เพียงแต่ข้าสงสัย”
“เ้าสงสัยอันใด”
“ที่จวนของเราไว้ทุกข์ให้ผู้ใดอยู่หรือไม่ขอรับ” กู้อันถาม
“จวนโหวของเราไม่ได้ไว้ทุกข์ให้ผู้ใด” ท่านโหวกู้ตอบ
“แล้ว...ที่จวนของเราทานมังสวิรัติกันหรือขอรับ”
“ก็ไม่นี่ ทำไมเ้าถึงถามเช่นนั้น”
“แล้วทำไมอาหารของเราถึงมีแค่อาหารจานผักเล่าขอรับ อาหารจานเนื้อหรือแม้แต่ไข่ก็ไม่มี แล้วอย่างนี้พวกท่านจะมีแรงไปต่อสู้กับข้าศึกได้อย่างไร” กู้อันมองบิดากับพี่ชาย
“เ้าไม่ชอบกินผักใช่หรือไม่” ท่านโหวกู้ยิ้มถามลูกชาย
“ท่านพ่อเ้าคะ ความหมายของน้องชายคือในแต่ละวันเราควรทานอาหารให้ครบห้าหมู่ เพราะการทานอาหารให้ครบห้าหมู่จะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงและทำให้เรามีภูมิต้านทานโรคที่ดีด้วยเ้าค่ะ” กู้หนิงอธิบาย
“แล้วอาหารห้าหมู่ที่ว่ามันคืออะไร?” ท่านโหวกู้ถามอย่างไม่เข้าใจ
“หลักๆ ก็คือในแต่ละวันเราควรทานข้าว เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสมเ้าค่ะ”
ท่านโหวกู้มองอาหารจานผักที่วางอยู่ ก่อนมองลูกแฝดอย่างรู้สึกผิด “ความจริงแล้วเมื่อก่อนบ้านเราก็ไม่ได้กินอาหารแบบนี้หรอก เอาไว้วันหลังพ่อจะให้แม่ครัวทำอาหารที่ดีกว่านี้ให้พวกเ้าก็แล้วกัน”
กู้อันเห็นท่าทางของบิดาก็รู้ตนเองเผลอพูดในสิ่งที่ไม่ควรออกไปแล้ว “ข้าขออภัยขอรับท่านพ่อที่ข้าพูดไม่ทันคิด”
“ท่านพ่อเ้าคะ อาหารมื้อนี้นับว่าดีมากแล้วเ้าค่ะ ท่านไม่รู้หรอกว่าตลอดการเดินทาง ข้ากับเสี่ยวอันกินแต่อาหารแห้งหรือไม่ก็เนื้อตากแห้งจนกระเพาะจะย่อยไม่ได้แล้ว ได้กินผักเข้าไปก็คงจะช่วยให้ท้องของข้าสบายขึ้นมากเลยเ้าค่ะ” กู้หนิงคีบผัดผักขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย “อืม...ฝีมือการทำอาหารของแม่ครัวในจวนเราอร่อยมากเลยเ้าค่ะ”
ท่านโหวกู้กับกู้ฮูหยินรู้ดีว่าสิ่งที่กู้หนิงแสดงออกก็เพื่อไม่อยากให้พวกเขาลำบากใจ แต่พวกเขาก็จนปัญญา ตอนนี้สถานการณ์การเงินของบ้านไม่ค่อยดี ไม่นับว่าเสบียงของทหารทั้งค่ายก็ใกล้จะไม่มีแล้วเหมือนกัน
จากที่คาดว่าอาหารมื้อเย็นจะเป็มื้อที่ทำให้คนในครอบครัวมีความสุข แต่ความจริงบรรยากาศกลับเงียบเหงาเป็อย่างมาก
หลังอาหารมื้อเย็น กู้หนิงกับกู้อันมาพบบิดาที่ห้องหนังสือ ซึ่งกู้เยวี่ยนก็อยู่ในห้องหนังสือของบิดาด้วยเช่นกัน
“หนิงเอ๋อ อันเอ๋อ พวกเ้ามาหาพ่อด้วยเื่ใด หรือว่าที่พักของพวกเ้าขาดเหลือสิ่งใด เดี๋ยวพ่อจะให้พ่อบ้านไปจัดการให้”
“ที่พักของพวกเราไม่ขาดเหลือสิ่งใด แต่ที่ข้ากับเสี่ยวอันมาพบท่านในวันนี้เพราะมีเื่สำคัญอยากจะมาปรึกษาเ้าค่ะ” กู้หนิงบอก
“นั่งสิ” ท่านโหวกู้ชี้ไปที่เก้าอี้ “เ้าอยากปรึกษาพ่อเื่ใด”
“เื่แรกคือก่อนหน้านี้ท่านแม่รับบุตรบุญธรรมไว้คนหนึ่งเ้าค่ะ พวกเราสามคนถูกเลี้ยงดูด้วยกันมาั้แ่ยังเล็ก”
“ซือซือรับบุตรบุญธรรมไว้อย่างนั้นหรือ? แล้วเ้าอยากให้พ่อทำอย่างไร” ท่านโหวกู้ถาม แต่สักพักเขาก็ยิ้มกว้างเมื่อนึกขึ้นได้ “ในเมื่อซือซือรับบุตรบุญธรรมไว้ก็เท่ากับเด็กคนนั้นเป็บุตรของข้าด้วย ว่าแต่เขาเป็บุตรสาวหรือบุตรชายกันเล่า”
กู้อันพาเสี่ยวหูเข้ามา “นี่คืออาหู่ขอรับท่านพ่อ”
เสี่ยวหู่คุกเข่าคำนับ “เสี่ยวหู่คารวะท่านโหวขอรับ”
“ลุกขึ้นเถอะ” ท่านโหวกู้พิจารณาใบหน้าของเสี่ยวหู่ก็รู้สึกว่าเด็กหนุ่มหน้าตาดีไม่แพ้ลูกชายของเขา “หากไม่บอกว่าเ้าเป็ลูกบุญธรรม ข้าคงนึกว่าเ้าเป็ลูกชายคนหนึ่งของซือซือ เอาอย่างนี้ ในเมื่อซือซือรับเ้าเป็ลูกบุญธรรม แต่ในเมื่อนางจากไปแล้ว ข้าจะทำพิธีรับเ้าให้มาเป็ลูกบุญธรรมของข้ากับฮูหยิน และข้าจะเอาชื่อของพวกเ้าทั้งสามคนบันทึกลงในผังของตระกูลไปพร้อมกัน แต่...อาหู่ เ้าจะต้องเปลี่ยนชื่อและแซ่ของเ้าด้วย เ้าจะยินดีหรือไม่”
“ข้ายินดีขอรับ” เสี่ยวหู่ตอบรับอย่างดีใจ
“เยวี่ยนเอ๋อ ในฐานะที่เ้าเป็พี่ชายคนโต เ้าลองคิดทีสิว่าจะเปลี่ยนชื่อให้น้องชายคนเล็กของเ้าว่าอย่างไร” ท่านโหวกู้หันไปพูดกับลูกชายคนโต
“ก่อนหน้านี้หนิงเอ๋อกับเสี่ยวอันเคยเล่าให้ข้าฟังว่าน้องชายเป็คนมีความจำเป็เลิศและเฉลียวฉลาดมาก ข้าจะตั้งชื่อให้เขาว่า ‘เจ๋อ’ ที่แปลว่าสติปัญญาล้ำเลิศดีหรือไม่ขอรับ” กู้เยวี่ยนบอก
“เ้าชอบชื่อที่พี่ชายตั้งให้หรือไม่” ท่านโหวกู้ถามเสี่ยวหู่
“ชอบขอรับ” เสี่ยวหู่ยิ้มกว้าง
“เช่นนั้นนับจากวันนี้ เ้าจะไม่ใช่เสี่ยวหู่ แต่เ้าจะเป็คุณชายสามของจวนโหวมีนามว่า ‘กู้เจ๋อ’ ต่อไปนี้เ้าต้องเรียกข้าว่าท่านพ่อและต้องเรียกฮูหยินว่าท่านแม่ ส่วนพี่สาวกับพี่ชาย เ้าก็เรียกพวกเขาตามลำดับ” ท่านโหวกู้บอกกับเสี่ยวหู่
“ขอบคุณขอรับท่านพ่อ” เสี่ยวหู่หรือกู้เจ๋อน้ำตาไหลเป็ทาง “ต่อไปนี้ข้าจะกตัญญูต่อท่าน จะกตัญญูต่อท่านแม่ และจะกตัญญูต่อพี่สาวและพี่ชายทุกคนขอรับ”
“เอาล่ะ ในเมื่อเื่ของเจ๋อเอ๋อจัดการเรียบร้อยแล้ว แล้วเื่ต่อไปเล่า” ท่านโหวกู้ถามลูกสาว
“ข้ากับเสี่ยวอันจะช่วยท่านหาเงินเข้าจวน เพียงแต่ข้ากับเสี่ยวอันมีความลับบางอย่างที่ต้องบอก” กู้หนิงมองหน้าทุกคนด้วยท่าทางจริงจัง “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ เสี่ยวเจ๋อ พวกท่านรับปากได้หรือไม่ว่าหากรู้ความลับของข้ากับเสี่ยวอันแล้ว พวกท่านจะต้องช่วยเราปิดบังเื่นี้ไว้เป็ความลับ”
“หากเป็เื่สำคัญเ้าไม่จำเป็ต้องบอกให้พวกเรารู้” ท่านโหวกู้เห็นท่าทางจริงจังของลูกสาว เขาคิดว่าเื่ที่ลูกสาวกำลังจะบอกต้องเป็เื่สำคัญที่เกี่ยวข้องถึงชีวิต หากเป็เช่นนั้นก็ให้นางเก็บเป็ความลับต่อไปจะปลอดภัยกว่า
กู้หนิงกับกู้อันหันไปพยักหน้าให้กัน ทั้งคู่แบมือออก จากนั้นบนฝ่ามือของพวกเขาก็มีทองแท่งปรากฏขึ้นมาหลายแท่ง