ชั่วโมงสุดท้ายของคืนนั้นไม่ได้ผ่านไปเป็นาที แต่มันผ่านไปเป็แรงกด
นิ้วชี้ขวาของผมจมอยู่บนปุ่ม F7 ปุ่มเหล็กแข็งและเย็นจนตอนแรกเจ็บเหมือนโดนก้อนน้ำแข็งกดทับ แต่พอนานเข้า ความเจ็บเปลี่ยนเป็ชา แล้วจากชากลับกลายเป็ปวดลึก ๆ ที่ลามจากข้อแรกไปถึงข้อมือ ผมใช้มือซ้ายจับข้อมือขวาไว้เพื่อกันไม่ให้สั่นเกินไป ไหล่เกร็งจนปวดหลัง เหงื่อไหลลงตามขมับทั้งที่อากาศในร้านหนาวจัด
หน้าจอยังแสดงเวลาเดิม
04.43.59
ผมจ้องมันเหมือนคนเฝ้าดูเครื่องช่วยหายใจของตัวเอง
เวลาจริงกับเวลาบนจอแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง นาฬิกาข้อมือเดินต่อไปทีละนาที แต่หน้าจอ POS จ้องผมด้วยตัวเลขเดิมเหมือนตาที่ไม่ยอมกะพริบ ผมไม่รู้ว่าถ้าหลับตานานเกินไป ตัวเลขจะเดินหรือเปล่า จึงฝืนมองมันจนตาแห้งแสบ ทุกครั้งที่น้ำตาคลอจนภาพพร่า ผมต้องกระพริบตาทีละข้างเหมือนคนบ้าที่กลัวโลกจะขยับตอนตัวเองไม่เห็น
ปุ่ม F7 ไม่ได้แค่แข็ง มันเหมือนมีชีพจรอยู่ใต้โลหะ บางจังหวะผมรู้สึกว่ามันดันนิ้วกลับเบา ๆ ไม่มากพอให้ปุ่มเด้ง แต่พอให้กล้ามเนื้อต้องออกแรงเพิ่ม นานเข้า ผมเริ่มแยกไม่ออกว่าปุ่มกำลังดัน หรือมือผมกำลังหมดแรงเอง
ข้างนอกกระจกที่แตก เงาพวกนั้นยังค้างอยู่ แต่บางครั้งผมรู้สึกว่ามันขยับได้เล็กน้อย เหมือนโลกทั้งใบถูกหยุดไว้ไม่สมบูรณ์ เล็บยาวบางนิ้วสั่นเบา ๆ กลิ่นคาวยังลอดเข้ามาเป็ระยะ และทุกครั้งที่ข้อมือผมอ่อนแรง เสียงในร้านจะกลับมาหนึ่งเสี้ยววินาที เสียงลม เสียงกระจก เสียงบางอย่างหายใจรออยู่หลังความมืด
"อย่าปล่อย" ผมบอกตัวเอง "มึงปล่อยไม่ได้"
เครื่อง POS เริ่มพิมพ์กระดาษออกมาเองช้า ๆ ทั้งที่ผมไม่ได้กดอะไร แถบกระดาษความร้อนเลื่อนออกมาทีละนิด ข้อความสีแดงปรากฏเป็่ ๆ
พนักงานสามารถยืนยันการลาออกได้โดยปล่อยปุ่ม
ปล่อยเพื่อปิดยอด
ปล่อยเพื่อกลับบ้าน
ผมกัดฟันแน่นจนขากรรไกรปวด ประโยคสุดท้ายเกือบทำให้ผมหัวเราะ ถ้าปล่อย ผมคงได้กลับบ้านจริง ๆ กลับเป็อะไรสักอย่างที่ไม่ต้องกลัวหนี้อีก แต่ผมยังไม่พร้อมตายด้วยการกดปุ่มผิดในร้านร้าง ผมยังไม่พร้อมให้ใบเสร็จหนึ่งใบสรุปชีวิตผมสั้น ๆ ว่า พนักงาน: นนท์ เวลาสิ้นอายุขัย: 04.44 น.
ผมใช้ศอกซ้ายกดกระดาษที่พิมพ์ออกมาไม่ให้มันเลื่อนไปแตะมือขวา เพราะกลัวว่าถ้ากระดาษพันนิ้ว ผมจะสะดุ้งจนปล่อยปุ่ม
ผมกัดหลังมือซ้ายเพื่อให้เจ็บพอจะตื่น เืซึมตรงรอยฟัน รสคาวในปากช่วยดึงสติกลับมาได้บ้าง ผมนึกถึงหนี้ นึกถึงไอ้แว่น นึกถึงห้องเช่าที่เหม็นอับ นึกถึงตัวเองตอนพิมพ์รับงานด้วยความโลภและความกลัว ถ้าผมตายตรงนี้ พรุ่งนี้คงไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าศพผมอยู่ที่ไหน บางทีร้านนี้อาจไม่เหลือศพไว้ให้ใครเจอด้วยซ้ำ
หลังเคาน์เตอร์มีกระจกโค้งเล็ก ๆ ติดอยู่ตรงมุมเสาแบบที่ร้านสะดวกซื้อใช้ส่องมุมอับ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสังเกตมัน แต่ตอนนี้ในกระจกนั้นมีเงาคนยืนอยู่หลังผมหลายคน ทั้งที่พื้นที่หลังเคาน์เตอร์แคบจนไม่มีใครยืนได้ เงาเ่าั้ใส่เสื้อพนักงานคนละยุค บางคนเป็ผู้ชาย บางคนเป็ผู้หญิง บางคนมีป้ายชื่อ แต่ตัวอักษรเลือนหมด
พวกเขายืนเรียงกันเงียบ ๆ มองนิ้วผมบนปุ่ม F7
คนหนึ่งยกมือข้างขวาขึ้นให้ดู นิ้วชี้ของเขาหายไปถึงข้อนิ้วแรก
อีกคนไม่มีมือทั้งมือ
ผมรีบหลับตา แต่ภาพนั้นยังติดอยู่หลังเปลือกตา
พักบิลได้ แต่ต้องมีคนเฝ้าบิล
ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าคนเฝ้าบิลอาจไม่เคยได้ออกจากร้านทุกคน บางคนอาจเฝ้าอยู่ในระบบนานกว่ากะเดียว นานจนเหลือแค่เงาในกระจกโค้งกับคำเตือนในสมุดเล่มเล็ก
เวลาบนนาฬิกาข้อมือขยับช้าเกินจริง
05.12
05.27
05.41
ทุกครั้งที่มอง ผมรู้สึกเหมือนผ่านไปหลายปี แต่เข็มดิจิทัลขยับไปไม่กี่นาที นิ้วขวาเริ่มกระตุกเอง กล้ามเนื้อไม่รับคำสั่ง ความกลัวพุ่งขึ้นมาทุกครั้งที่ปุ่ม F7 ขยับขึ้นนิดเดียว ผมต้องกดซ้ำจนเล็บแทบแตก
05.46 น. โทรศัพท์ที่ผมขว้างทิ้งไว้ใต้ชั้นวางสั่นขึ้นเอง หน้าจอแตกสว่างวาบ มีสายเข้าจาก "แม่" ทั้งที่แม่ผมตายไปแล้วเกือบสองปี เบอร์นั้นถูกตัดไปนานแล้ว และผมไม่เคยเมมชื่อไว้ในเครื่องใหม่
เสียงเรียกเข้าดังเบา ๆ เป็เพลงเก่าที่แม่ชอบเปิดตอนทำกับข้าว ผมเกือบหันไปมองเต็มตา แต่แรงสะท้านในนิ้วทำให้ผมกลับมาจ้องปุ่ม
โทรศัพท์รับสายเอง
"นนท์" เสียงแม่ดังออกมาจากลำโพงแตก ๆ "กลับบ้านเถอะลูก"
ผมหายใจสะดุดจนปุ่มขยับขึ้นนิดหนึ่ง หน้าจอ POS กระพริบ ตัวเลข 04.43.59 เบลอเหมือนกำลังจะเปลี่ยน ผมกดกลับลงไปสุดแรง น้ำตาไหลทันที ไม่ใช่เพราะเชื่อว่านั่นคือแม่ แต่เพราะส่วนหนึ่งของผมอยากให้เป็แม่จริง ๆ อยากให้มีใครสักคนเรียกผมกลับบ้าน ทั้งที่บ้านที่ว่าไม่มีแล้ว
"กลับไม่ได้" ผมกระซิบ "ยังกลับไม่ได้"
เสียงในโทรศัพท์เงียบไป แล้วเปลี่ยนเป็เสียงไอ้แว่น
"งั้นเดี๋ยวกูไปหา"
สายตัด
แสงแรกของเช้าไม่ได้มาแบบยิ่งใหญ่ มันเป็เพียงสีเทาจาง ๆ ที่ค่อย ๆ ซึมผ่านหญ้าคาและรอยแตกของกระจกหน้าร้าน เหมือนโลกภายนอกเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ควรมีเช้า เสียงไก่ขันแว่วมาไกล ๆ หนึ่งครั้ง แล้วอีกครั้ง เงานอกร้านเริ่มบางลง ไม่ได้ถอย ไม่ได้ร้อง เพียงละลายไปกับแสงเหมือนคราบหมึกโดนน้ำ
05.59
ผมแทบไม่หายใจ
วินาทีสุดท้ายก่อนหกโมง เครื่อง POS สั่นแรงขึ้นจนเคาน์เตอร์ะเื ใต้ปุ่ม F7 มีความร้อนผุดขึ้นมาแทนความเย็น มันร้อนเร็วมากจนผมได้กลิ่นิัตัวเองไหม้จาง ๆ แต่ถ้าปล่อยตอนนี้ ทุกอย่างที่ทนมาทั้งคืนจะไม่มีความหมาย ผมกดต่อไป ปากนับเลขตามนาฬิกาข้อมือ
ห้าสิบห้า
ห้าสิบหก
ห้าสิบเจ็ด
ห้าสิบแปด
ห้าสิบเก้า
06.00
เครื่อง POS ส่งเสียงปี๊ดยาว หน้าจอสีเขียวกะพริบสองครั้ง ข้อความ PENDING SALE หายไป ตัวเลข 04.43.59 ดับลง เครื่องกลับสู่หน้าจอว่างเหมือนเครื่องคิดเงินธรรมดาที่ไม่มีพิษภัย ปุ่ม F7 คลายแรงต้านใต้ปลายนิ้ว
ผมถอนมือออกได้
นิ้วชี้ขวาค้างงออยู่ในท่ากดปุ่ม ขยับไม่ได้ทันที ความปวดแล่นขึ้นมาแรงจนผมร้องไม่ออก ได้แต่ล้มลงบนพื้นหลังเคาน์เตอร์ หัวเราะปนหอบ น้ำตาไหลออกมาเอง ผมยังไม่แน่ใจว่าดีใจหรือสมองพังไปแล้ว รู้เพียงว่าผมยังหายใจอยู่ และแสงเช้ากำลังไล่ความหนาวออกจากร้านทีละนิด
รถกระบะสีดำจอดรอหน้าร้านตอนผมลากตัวเองออกไป ลานหญ้าคาในแสงเช้าดูธรรมดากว่าที่ควรจะเป็ ร้านร้างหลังนั้นกลับไปเงียบเหมือนอาคารถูกทิ้ง ไม่มีไฟ ไม่มีเสียงตู้แช่ ไม่มีเงาใด ๆ เหลืออยู่ ชายคนขับคนเดิมยืนพิงรถ เขามองแผลบนแก้มผม มองนิ้วขวาที่บวมแดง แล้วส่งซองสีน้ำตาลให้โดยไม่ถามอะไร
"ค่าจ้าง"
ผมรับซองไว้ด้วยมือซ้าย
"เมื่อคืน..." ผมเริ่มพูด
"งานจบแล้ว" เขาตัดบท "ขึ้นรถ"
"คนก่อน ๆ ล่ะ" ผมถาม เสียงตัวเองแหบจนแทบไม่เป็คำ "พวกเขาจบงานไหม"
ชายคนนั้นมองร้านแทนมองผม "บางคนจบกะ บางคนจบธุรกรรม"
"ต่างกันยังไง"
"คุณยังถามได้ แปลว่าคุณจบกะ"
คำตอบนั้นทำให้ผมหนาวขึ้นทั้งที่แสงเช้าเริ่มอุ่น ผมหันกลับไปมองกระจกหน้าร้าน รอยแตกที่เกิดตอนกลางคืนหายไปแล้ว กระจกฝุ่นจับหนาเหมือนเดิม ไม่มีช่องที่เงาพวกนั้นเคยยื่นมือเข้ามา ไม่มีเศษแก้วบนพื้น ไม่มีเืบนเคาน์เตอร์ แต่ตรงป้ายร้านซีด ๆ เหนือประตู มีตัวอักษรหนึ่งบรรทัดปรากฏชั่วครู่ก่อนแสงแดดจะกลบมันไป
เปิดกะถัดไป 22.00 น.
ผมไม่มีแรงเถียง รถแล่นออกจากร้านร้าง ผ่านถนนชานเมืองที่เริ่มมีแสงแดดจับริมทาง ผมหลับไปก่อนถึงครึ่งทาง ความเหนื่อยถล่มลงมาทั้งตัวเหมือนร่างกายเพิ่งได้รับอนุญาตให้พัง
ตอนตื่นอีกครั้ง ผมอยู่บนฟูกในห้องเช่า
พัดลมเพดานยังหมุนเสียงเอี๊ยด ผนังยังชื้น ประตูยังมีรอยถีบจากเมื่อคืน ทุกอย่างเหมือนเดิม ยกเว้นซองสีน้ำตาลบนตักผม มันหนักพอจะทำให้หัวใจผมเต้นแรงขึ้นด้วยความดีใจแบบคนโง่ที่เพิ่งลืมว่าตัวเองเกือบตาย
ผมไม่รู้ว่าคนขับพาผมกลับมาได้อย่างไร จำได้เพียงภาพถนนชานเมืองผ่านกระจก สลับกับความมืดหลังเปลือกตา พอตื่นขึ้นมา แผลบนแก้มถูกเช็ดแล้ว นิ้วชี้ขวาพันด้วยผ้าก๊อซสีขาวสะอาด แต่ใต้ผ้าก๊อซยังปวดตุบ ๆ ตามจังหวะหัวใจ เหมือนปุ่ม F7 ยังซ่อนอยู่ใต้ิั
หน้าประตูห้องเงียบ ไม่มีไอ้แว่น ไม่มีเสียงถีบ ไม่มีข้อความใหม่จากเ้าหนี้ ผมควรดีใจ แต่ความเงียบหลังรอดตายมักน่ากลัวกว่าความวุ่นวาย เพราะมันปล่อยให้เราได้ยินความคิดของตัวเองชัดเกินไป
ในซองมีธนบัตรพันบาทห้าปึก
เงินจริง สะอาด ใหม่ และไม่มีกลิ่นเื
ผมหัวเราะออกมา มือซ้ายกวาดเงินวางบนฟูก นับซ้ำสองรอบ ทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่าครบห้าหมื่น ผมคิดถึงหน้าไอ้แว่น คิดถึงตอนโยนเงินใส่มันแล้วบอกให้เลิกตาม คิดถึงการนอนเต็มคืนโดยไม่สะดุ้งกับเสียงเคาะประตู เงินก้อนนี้ไม่ใช่ความสุข แต่มันเป็เวลาหายใจที่ผมซื้อกลับมาได้
ผมโอนส่วนหนึ่งไปปิดดอกก่อนทันที มือซ้ายพิมพ์เลขบัญชีอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เพราะมือขวายังขยับไม่ได้ ไอ้แว่นอ่านข้อความแล้วส่งสติกเกอร์ยิ้มกลับมา ก่อนพิมพ์ว่า
เห็นไหม ถ้ารู้จักหาเงินก็จบ
ผมนั่งมองประโยคนั้นนานมาก เขาไม่รู้ว่าผมหาเงินมายังไง และผมไม่มีทางเล่าให้เขาฟัง ต่อให้เล่า เขาก็คงหัวเราะ บอกว่าผมแต่งเื่เพื่อไม่ให้ดูน่าสมเพชที่ต้องคลานไปทำงานเสี่ยงตายคืนเดียวแลกเงินห้าหมื่น
บางเื่ไม่ต้องมีคนเชื่อก็จริงอยู่ดี
ตอนกวาดเงินใส่กระเป๋า ปลายนิ้วผมแตะกระดาษม้วนเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ก้นซอง
ความเย็นแล่นผ่านแขนก่อนที่ผมจะดึงมันออกมา
ใบเสร็จความร้อน
กระดาษสีขาวหม่น ม้วนสั้น ขอบฉีกไม่เรียบ เหมือนถูกดึงออกจากเครื่อง POS ในร้านนั้น ตัวหนังสือสีแดงเข้มปรากฏอยู่บนนั้นชัดกว่าที่ควร
- - - - - -
ร้านสะดวกซื้อกะดึก
พนักงาน: นนท์
เวลาสิ้นอายุขัยใหม่: 04.44 น. ของคืนถัดไป
สถานะธุรกรรม: PENDING SALE #1 ACTIVE
กำลังประมวลผลธุรกรรมกะดึกถัดไป
ห้ามละทิ้งหน้าที่
- - - - - -
ด้านล่างสุดมีข้อความเพิ่มอีกบรรทัดหนึ่ง เล็กจนผมต้องยกกระดาษเข้าใกล้หน้า
พนักงานที่พักบิล ต้องเป็ผู้เฝ้าบิลจนกว่าระบบจะปิดยอด
ผมนั่งนิ่งอยู่บนฟูก เงินห้าหมื่นกระจายอยู่รอบตัวเหมือนเศษกระดาษไร้ค่า นิ้วชี้ขวาที่บวมแดงเริ่มปวดขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่ผมไม่ได้กดอะไรอยู่
ผมรอดเมื่อคืน
แต่ธุรกรรมยังไม่จบ
และร้านสะดวกซื้อร้างนั่นกำลังรอให้ผมกลับไปกด F7 อีกครั้งในคืนนี้