เสียงหัวเราะของพวกเราดังก้องไปทั่วโถงห้าง ชั้นสี่เต็มไปด้วยแสงไฟนีออนสดใส ร้านอาหารส่งกลิ่นหอม ผมกับเพื่อนอีกสามคนถือถุงช้อปปิ้งเต็มมือ พลางคุยเื่หนังที่เพิ่งดูไป มันเป็คืนวันศุกร์ที่เหมือนจะปกติ เหมือนใครๆก็มีสิทธิ์จะได้เจอ ความอบอุ่นของผู้คน การจับจ่าย เสียงดนตรีเบาๆ ที่ลอยออกมาจากลำโพง ทุกอย่างมันสดใสเหมือนห้างทั่วไป
“แกว่าหนังเมื่อกี้หลอนจริงไหม” เพื่อนผมหัวเราะ พลางเลียนแบบฉากผีโผล่ ทุกคนหัวเราะตาม มันคือความสุขเล็กๆที่เราแบ่งปันกัน
แต่แล้ว เสียงหัวเราะเ่าั้หยุดลงทันที เมื่อผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ...
เสียงเพลงที่เคยคลอหายไป เงียบสนิทอย่างกับมีใครปิดสวิตช์ ผู้คนรอบตัวหยุดเดิน ร่างของพวกเขายืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ผมกะพริบตาแรงๆ คิดว่าคงตาฝาด แต่ไม่ใช่ ทุกคนแข็งทื่อ บางคนยกมือกลางอากาศ บางคนอ้าปากเหมือนกำลังหัวเราะ แต่หยุดอยู่ท่านั้น
“เอ้า...ล้อเล่นอะไรกันวะ” เพื่อนผมผลักไหล่ชายคนหนึ่ง แต่ร่างนั้นกลับหันหน้ามาช้าๆ ราวกับคอหัก กล้ามเนื้อแข็งกระตุกเหมือนหุ่นยนต์ แล้ว...ผมเห็นชัดๆว่าใบหน้าของชายคนนั้น เป็หน้าเดียวกับคนอื่นๆ ในห้าง ทุกใบหน้าเหมือนกันหมด ตาโตกลวงโบ๋ ยิ้มกว้างผิดรูป
ไฟทั้งห้างกะพริบ แล้วดับวูบ เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงที่กระพริบช้าๆ บรรยากาศสดใสเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงเงาที่ทอดยาวเหมือนกำลังเลื้อยเข้าหาเรา
เราวิ่งสุดแรง หวังหาทางออก แต่ยิ่งวิ่ง ห้างกลับยิ่งบิดเบี้ยว ทางเดินที่คุ้นเคยกลายเป็เขาวงกต ร้านค้าที่จำได้กลับเรียงลำดับใหม่ เสื้อผ้าบางร้านแขวนไว้ แต่ในเงากระจกกลับไม่มีเสื้อผ้า มีแต่เงาของเรา...และมันไม่ได้เคลื่อนไหวตาม
ผมชะงักเมื่อเดินผ่านกระจกบานใหญ่ เงาของผมในนั้นไม่ได้วิ่ง แต่ยืนนิ่ง มองกลับมา ดวงตาของมันดำสนิท แล้วริมฝีปากก็ค่อยๆ ขยับช้าๆ เป็คำพูดที่ผมไม่ได้เปล่งออกมา
“ที่นี่...ไม่มีทางออก”
หัวใจผมเต้นแรงจนแทบะเิ เพื่อนคนหนึ่งะโ
“อย่าไปมองมัน!” แต่สายตาผมกลับถูกตรึงอยู่กับเงานั้น
ทันใดนั้น ร่างนิ่งๆ ของผู้คนที่เหมือนหุ่นก็หันหน้ามาพร้อมกันทุกทิศ เสียงกึกกักจากข้อต่อดังระงม พวกมันเริ่มก้าวเดินเข้ามาช้าๆ ทีละก้าว เสียงเท้าสะท้อนกับพื้นห้างว่างเปล่า ทุกย่างก้าวคือการบีบคั้นหัวใจ
ผมวิ่งสุดแรง เฉียดผ่านเงาและร่างประหลาดที่เอื้อมมือมาจะคว้าคอ เพื่อนผมกรีดร้องหายไปทีละคน แต่เสียงนั้นกลับไม่สะท้อนในห้างร้าง มีเพียงเสียงของผมเองที่สะท้อนกลับมาเป็ร้อยเป็พันเสียง
ผมเห็นแสงสว่างริบหรี่ที่ทางออก หวังสุดท้ายของผมอยู่ตรงนั้น วิ่งสุดกำลังจนทะลุประตูออกมา อากาศด้านนอกตีหน้า ผมหอบหายใจแรง โล่งใจสุดขีดเมื่อเห็นถนนคุ้นเคย
แต่แล้ว...ผมหันกลับไปมอง ห้างที่อยู่เื้ั ไม่ใช่ห้างที่ผมรู้จักอีกต่อไป มันเป็ตึกมืดทึบ หน้าต่างทุกบานมีเงาใบหน้าซ้ำๆ กำลังมองลงมา และในกระจกของประตูอัตโนมัติที่สะท้อนภาพผม...ไม่ใช่ร่างที่เหนื่อยหอบ แต่มันคือเงาของผมที่ยิ้มกว้าง ตาดำสนิท กำลังโบกมือช้าๆ
ผมหยุดหายใจ รู้ตัวในวินาทีนั้นเอง...ว่าโลกที่ผมยืนอยู่นี้ อาจไม่ใช่โลกของผมอีกต่อไปแล้ว
อากาศเย็นด้านนอกกัดผิว ผมหอบหายใจแรง มือสั่น พลางมองกลับไปยังห้างเื้ั… แต่ภาพที่เห็นทำให้ลมหายใจติดคอ ห้างไม่ใช่ห้างอีกต่อไปแล้ว มันมืดมิด หน้าต่างทุกบานสะท้อนใบหน้าซ้ำๆ ของคนหลายพันคน ตาดำสนิท ริมฝีปากยิ้มกว้างผิดรูป มือโบกช้าๆ ราวกับล้อเลียนผม
“นี่มันอะไรกัน…” เสียงผมสั่นพร่าพลางมองไปรอบตัว ไม่มีใครอยู่บนถนน รถแล่นผ่านเงียบสนิท ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีไฟจากตึกอื่น มีเพียงเสียงหัวใจตัวเองเต้นสะท้านราวกับจะทะลุอก
ผมก้าวถอยหลัง… แต่เท้าชนเข้ากับพื้นแข็งเย็น พื้นถนนเปลี่ยนเป็กระจกสะท้อน ผมมองตัวเองอีกครั้ง ร่างสะท้อนนั้นไม่เหมือนเดิม ดวงตาดำสนิท ริมฝีปากยิ้มกว้างเหมือนรูปลักษณ์ที่บิดเบี้ยวจากจิติญญาของผมเอง มันยกมือ… ช้าๆ ชี้มาที่ผม
หัวใจผมเต้นรัวจนเหมือนจะะเิ ผมเผลอถอยชนกำแพง ตรงนั้นไม่มีอะไร… แต่เมื่อหันกลับ กระจกสะท้อนริมถนนแตกออก เสียงกึกก้องราวกับโครงกระดูกถูกทุบ ผมรีบวิ่ง… วิ่งสุดแรง แต่เสียงตามหลังกลับดังขึ้น แม้ผมไม่เห็นใคร
เสียงฝีเท้าไม่ใช่ฝีเท้าธรรมดา มันเป็เสียงร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาในอากาศ แต่ไม่มีเงา ไม่มีร่างที่แท้จริง มีเพียงความรู้สึกเย็นะเืกดทับไหล่ ผมหันขวับ แต่ไม่เห็นอะไรเลย
จนกระทั่ง… มือเย็นเฉียบคว้าข้อมือผม ผมกรีดร้อง พลางดึงออกสุดแรง แต่เหมือนแรงดึงของโลกกลับสวนทาง ผมล้มลง บนพื้นปรากฏร่างผู้คน… มากมาย ร่างดำมืดไร้ใบหน้า พวกมันเริ่มคืบคลานเข้าหา ช้าๆ แต่มั่นคง
“อย่ามอง… อย่ามองมัน!” เสียงตัวเองะโ แต่ไม่รู้มาจากไหน ผมพยายามคลานหนี เงาของร่างประหลาดติดตามทุกฝีเท้า พวกมันค่อยๆ ล้อมวง จนผมรู้สึกเหมือนอยู่ในกองฟืนที่กำลังถูกเผา
กระจกบานใหญ่ข้างถนนสะท้อนภาพสุดท้าย ผมเห็นเพื่อน… ทุกคนที่เคยหัวเราะในห้าง พวกเขายืนเรียงรายเหมือนหุ่น บางคนเอามือปิดปาก บางคนยิ้มกว้าง แต่ตาไม่มีชีวิต ผมะโเรียก… ไม่มีเสียงใดตอบกลับ มีเพียงเสียงของผมที่สะท้อนกลับเป็ร้อยๆ เสียง
ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากเงา… มันสูงใหญ่ ใบหน้าเป็เพื่อนผมเอง แต่ผิดเพี้ยน ดวงตากลวงเหมือนจ้องลึกถึงจิติญญา ริมฝีปากยิ้มกว้างจนเหมือนจะฉีกหน้าออก ผมถอยหลัง พยายามหนี แต่เท้าผมเหมือนติดกับพื้น น้ำหนักร่างผมค่อยๆ จมลงไปในพื้นถนนที่เปลี่ยนเป็หมึกดำ
“หนี… หนีไป…” เสียงหัวใจเหมือนแตกสลาย ร่างประหลาดล้อมรอบจนไม่มีทางออก ผมก้ตัวพยายามคลาน แต่หมึกดำจับขาไว้แน่น มือพยายามดึง… เหมือนมีมือมืดหลายร้อยมือดึงกลับ
จากนั้น… ผมเห็นห้างปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ห้างแบบเดิม แสงนีออนซีดจาง กลิ่นอาหารเหม็นเปรี้ยว กลิ่นโลหะร้อน ผมก้าวเข้าไปช้าๆ ทุกย่างก้าวมีเสียง “ตื๊ด… ตื๊ด…” เหมือนเครื่องจักรไหวอยู่ในร่างคน ร่างผู้คนหันหน้ามามอง ผมแทบทรุด กำแพงรอบตัวบิดเบี้ยวเป็วงกต
และ… เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เสียงคน มันเหมือนเสียงกรงเล็บข่วนกระดูก เสียงมันก้องสะท้อนทั่วห้าง ดวงตาที่เห็นในกระจกเป็ร้อยดวงมองตรงมาที่ผม ริมฝีปากขยับช้าๆ
“กลับ… ไม่ได้… แล้ว…”
ผมกรีดร้อง พลางพยายามวิ่ง แต่ทางเดินกลับกลายเป็ห้องมืดยาวที่ยืดขยายได้ไม่สิ้นสุด…
