บทที่ 7 ฉาบฉวย
แอ่ก!
ขาซ้ายยังไม่หายดีแก้มก้นก็ต้องมาบอบช้ำ โหรวป๋อเซียนอดทนโอบอุ้มนางมาถึงรถม้า พละกำลังมากมายออกแรงเพื่อโยนร่างเพรียวระหงขึ้นไปบนแท่นที่นั่งไร้ซึ่งความนุ่มนวลอย่างที่ควรจะเป็ แล้วจึงโถมตัวตามเข้ามานั่งตรงข้ามลอบจับตามองประหนึ่งควบคุมนักโทษ
[เหล่าเทียน! ชาติที่แล้วข้าไปขโมยเมฆาของพวกท่านมาเหาะเหินหรือไร ถึงได้เสกชีวิตน้อย ๆ ของข้าให้อยู่ใต้อุ้งมือเ้าคนป่าเถื่อนโหรวป๋อเซียนด้วย!]
ภายในรถม้าคันกลางประดับเครื่องราชตราตั้งประโคมั้แ่ภายนอกยันภายใน ซู่เฟยหรานที่เพิ่งเคยเข้ามานั่งเป็ครั้งแรก ได้แต่กวาดสายตาสำรวจทุกซอกทุกมุม พลางคิดในใจอย่างเหลือเชื่อว่า... ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เหตุใดจะรักหน้าถือตาและมีนิสัยชอบโอ้อวดมากมายเอาปานนั้น ครั้นนึกอยากจะขำกลิ้งกับนิสัยแปลกประหลาดเหล่านี้ กระแสความคิดสายหนึ่งก็แล่นเข้ามาครอบคลุมสมองส่วนหน้า
[หรือว่าเขาจะมีปมปริศนาบางอย่างฝังใจั้แ่เด็กเหมือนข้า พินิจพิเคราะห์จากท่วงท่าเรียบง่ายสุดแสนเ็าเ่าั้ ลึก ๆ แล้วป๋อเซียนไม่น่าจะใช่คนจำพวกขี้อวดเป็นิสัยเดิม ช่างเถอะ ไม่ใช่เื่ของข้าเสียหน่อย]
นั่งนิ่งเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งเฟยหรานที่ยุกยิกตลอดทางลอบสังเกตใบหน้าหล่อเหล่าคมเข้มของฝ่ายตรงข้ามอย่างกระตือรือร้น ทว่านางได้เห็นดวงตาแข็งกร้าวคู่นั้นเอาแต่จดจ้องท่อนขาเรียวเล็กของนาง เฟยหรานได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ค่อย ๆ งอเท้าขวาเถิบซ่อนทีละนิดไว้ใต้ชายกระโปรง
"มองหว่างขาเช่นนี้ คงไม่ใช่ว่าสามี้าทำเื่อย่างว่าบนรถม้าใช่หรือไม่" เฟยหรานรู้ว่าคำพูดเช่นนี้ย่อมทำให้สามีไม่ชอบใจมากที่สุด จึงได้โพล่งพูดออกไปเพื่อยั่วโทสะ
"เหลวไหล! สมองขี้เลื่อยของเ้าคิดเื่ดีอันใดได้บ้าง!" น้ำเสียงทุ้มหนักพ่นออกมาพร้อมกับหันหน้าหนีเฉลียงมองไปนอกหน้าต่างแทน โหรวป๋อเซียนหลีกเลี่ยงที่จะจดจ้องใบหน้าสลอนของซู่เฟยหราน เขาเอาแต่คิดในใจว่า สตรีกับผีอะไรกันยิ่งเห็นหน้ายิ่งทำให้ผู้อื่นหงุดหงิด
ยามใบหน้าเข้มคมของป๋อเซียนดูผ่อนปรนลง ความเงียบงันมาเยือนอีกครั้ง ภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบบนรถม้าหนาคลุ้งไปด้วยความกระอักกระอ่วน ผู้เป็สามีเอาแต่ทอดสายตามองไปนอกหน้าต่างไม่ยอมเสียลูกตามองนางแม้แต่เสี้ยวเดียว สบโอกาสให้เฟยหรานได้จดจ้องบุรุษที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด
รูปพรรณสง่างามองอาจ หัวจรดเท้าสูงโปร่งคล่องตัว แขนขารวมไปถึงแผงอกแข็งแกร่งสมเป็ชายชาตินักรบ ปากคิ้วคอคางไร้ที่ติ เนื้อกายหอมกลิ่นบุรุษเพศสะอาดสะอ้าน
เวลาที่เขาไม่ทำตัวร้ายกาจก็น่าหลงใหลไปอีกรูปแบบหนึ่ง มิน่าล่ะสาวงามครึ่งเมืองถึงได้ยื้อแย่งอย่างเอาเป็เอาตาย หากเพลา ๆ นิสัยป่าเถื่อนจำพวกนั้นลงได้บ้างคงนับเป็สามีฟ้าประทานได้แล้วกระมัง
[ถุยๆ บุรุษที่ดีพร้อมปานนั้น ใต้หล้านี้มันมีอยู่จริงที่ไหนกัน ฝันกลางวันทั้งนั้น! ได้อาศัยใบบุญเกาะขาทองคำใช้บารมีต้าซือหยวนเหรินบังแดดกันฝนก็ดีเท่าไหร่แล้ว เื่พิลึกพิลั่นจำพวกนั้นข้าไม่อยากคิด]
ซู่เฟยหรานยามนี้ทำตัวพิลึกพิลั่นยิ่งกว่า เดี๋ยวยกมือปิดใบหน้าทำเขินอาย ประเดี๋ยวส่ายใบหน้าไปมาพลางขมวดคิ้ว ด้านป๋อเซียนใคร่รู้แต่ไม่ใคร่ถาม นางจะเป็ตายอย่างไรก็ช่างหัวมารดานางเถอะ! หากหันหน้ากลับไปมองเกรงว่าจะอดหักขาคนเช่นนางไม่ได้!
คุณธรรมนำแผ่นดิน มั่งคั่งยืนยง
สัญลักษณ์ตราตั้งต้าซือหยวนเหริน จวนแม่ทัพใหญ่สกุลโหรว
ณ เรือนนอนหงเอิ้ง ยามซวี่(ราวสองทุ่ม)
ตะเกียงเจ็ดดวงสว่างวูบไหว เฟยหรานชำระกายผลัดเปลี่ยนอาภรณ์นั่งสางเรือนผมด้วยสีหน้าเลื่อนลอย คันฉ่องทองแดงบานโตสะท้อนเงาหรงม่านลี่ออกมาให้เห็นเป็ระยะ ครั้นปรายตาออกไปทางทิศเหนือเพื่อแลมองไปนอกหน้าต่างมันช่างเงียบเหงาเหลือเกิน ทุกกระแสความรู้สึกที่เคยทับถมอยู่ในใจครั้งที่อาศัยอยู่ในจวนหรงเริ่มทำให้หัวใจดวงน้อยหดหู่และสั่นสะท้าน หญิงสาวยวบตัวออกมานั่งบนแคร่ไม้หน้าระเบียงโดยไม่เกรงกลัวความหนาวเหน็บ
"คุณหนูเ้าคะ คลุมผ้าสักหน่อยเถิด" อาเหวินนำขนจิ้งจอกห่มกายให้เฟยหราน
"รบกวนเ้านำสุรามาให้ข้าสักไห ไม่ต้องอยู่รอปรนนิบัติข้า" เสียงบางเบาเอื้อนสั่ง
"เ้าค่ะ"
จันทราผ่องสุราดีโลกีย์เหน็บหนาว เป็งูต้องเืเย็น จะฆ่าหมาป่าต้องเหม็นคาว สั่งสอนสองแม่ลูกคืนสมดุลแก่สกุลหรงข้าจำเป็ต้องมีบารมีและมีคนคอยหนุนหลัง บัดนี้แต่งกับโหรวป๋อเซียนแล้ว ไม้ที่กลายเป็เรือก็เหมือนข้าวสารที่กลายเป็ข้าวสุก ชั่วชีวิตนี้หวนคืนไม่ได้อีกแล้ว...
์อุตส่าห์เมตตามอบชีวิต หากเกิดใหม่หนนี้ต้องขลาดเขลาเช่นที่ผ่านมา... แล้ววันใดจะเอาชนะคนระยำต่ำทรามพวกนั้นได้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เส้นทางต่อไปนี้จะยากเย็นเพียงใด นางยินดีแบกมันไว้บนบ่า หากไม่ยอมเสี่ยงดูสักคราจะรู้ได้อย่างไรว่าเกาทัณฑ์แหลมคม นางไม่ขอเป็หรงม่านลี่คนเดิมที่ต้องมานึกเสียใจภายหลัง
เป้าหมายประการแรกที่เฟยหรานต้องให้ความสำคัญคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้เ้าลูกเต่าโหรวป๋อเซียนรักใคร่นางมากที่สุด ดูเหมือนว่าบททดสอบข้อนี้จะยากเย็นสักหน่อย แต่นางมั่นใจเหลือเกินว่าไม่เกินความสามารถตน หากเป็กาลก่อนคงได้คิดปล้นชิงเอาชีวิตป๋อเซียนเสียด้วยซ้ำ
ต่อมาพอได้ล่วงรู้ฐานะที่สูงส่งของป๋อเซียนอย่างล้ำลึก เฟยหรานจึงรู้ได้ทันทีว่าคืนจันทร์ฉายก่อนสิ้นใจตาย บุรุษผู้ถือง้าวลงจากรถม้าอย่างเขาไม่ได้มาเพื่อปลิดชีพนางอย่างที่คิด ทุกอย่างล้วนเป็นางที่อุปโลกน์ขึ้นมากมายจนลายเป็ความเข้าใจผิด เผลอพลั้งสาปส่งไล่หลังไปหลายข้อ
จะหาว่าเห็นแก่ตัวก็แล้วไปเถิด อย่างไรข้าก็คือราษฎรปิ่งโจวที่้าความยุติธรรม หากข้าไม่ทวงคืนด้วยตัวเองแล้วผู้ใดจะทวงคืนให้ข้า ปุถุชนคนธรรมดาที่รอความหวังจะไม่ปล่อยให้หรูเหยาเหนียงแม่เลี้ยงเืชั่วลอยนวลไปได้
นับแต่นี้เป็ต้นไปคุณหนูใหญ่ขี้โรคบุตรสาวสกุลหรงหายสาบสูญ
จะมีเพียงแต่ 'ซู่เฟยหราน' ฮูหยินจวนแม่ทัพคนที่ไม่ว่าไอ้อีตัวใดก็แตะต้องไม่ได้
ซู่เฟยหรานยินดีเล่นกับไฟ หากสามีหน้าโง่คนนี้เป็เปลวเพลิงที่โชต่ชัชวาล นางก็จะเป็ฟืนท่อนใหญ่ที่สอดสุมมิมีวันมอดม้วย ว่าแล้วก็ตวัดปอยผมสะบัดไปด้านหลังพลางยกโถสุราดื่มอย่างตะกรุมตะกราม ครั้นตกผนึกแผนการได้ตามนี้เฟยหรานก็หลุดหัวเราะคิกคักออกมาโดยไม่รู้ตัวนั่นอาจเป็เพราะฤทธิ์สุราที่แรงเกินไป
หารู้ไม่ว่าแววตาพิฆาตคู่หนึ่งกำลังลอบมองนางอย่างฉงนจากอีกฝั่งราว ๆ หนึ่งชั่วยามแล้ว
ดื่มสุรามากเสียจนช่อแก้มแดงเรื่อ จู่ๆ เฟยหรานเปล่งเสียงใสเสนาะหูออกมาเป็บทกลอน
"ดอกรั่วมู่จับน้ำค้าง อาชาสีแพรผุดผาดจงมาพบข้า"
สิ้นสุดเสียงหวานที่ลั่นวาจาเป็รหัสลับ องครักษ์เงาอย่างหลินหวู่ไต้พลิ้วตัวดั่งกระแสลมพลันปรากฏตัวต่อหน้านางดั่งใจนึก ชายหนุ่มประสานมือคารวะอย่างรู้หน้าที่ ครั้งนี้เอาแต่งุดหน้าต่ำแลลานดินไม่กล้าแม้แต่จะแหงนขึ้นมามองผู้เป็นาย
"ข้านึกว่าเ้าจะไม่มาเสียแล้ว" เฟยหรานคลี่ยิ้มหวานคล้ายลูกแมวป่าเมาลูกดอกอาบยาพิษ
"เสี่ยวโหรวฮูหยินมีสิ่งใดให้ผู้น้อยรับใช้ โปรดสั่งการเถิดขอรับ" หวู่ไต้ยืนสงบนิ่งเว้นระยะห่างราวสามเก้า
"เข้ามาใกล้ข้าอีกหน่อย" เฟยหรานกวักมือเรียกหลงทิศ ทั้งที่หวู่ไต้อยู่ฝั่งขวาดันกวักฝั่งซ้าย
"เอ่อ... ไม่เหมาะกระมังขอรับ" เ้าคนซื่อบื้อไม่ยอมทำตามคำสั่งซ้ำยังสาวเท้าถอยหลังเพิ่มอีกสองก้าว
"ข้าบอกให้! เ้า! เข้า! เข้ามาใกล้ข้า"
ซู่เฟยหรานอารมณ์แปรปรวนง่ายดาย สองมือดันแคร่ไม้ผละตัวขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล แค่ครู่เดียวซู่เฟยหรานเป็ฝ่ายเข้าประชิดตัวองครักษ์เงาผู้เจียมตัว อุ้งมือเล็กกระตุกชายเสื้อบริเวณแผงอกรั้งคอให้หวู่ไต้โน้มตัวลงมาหา ใบหน้าสะสวยแนบเนาห่างจากใบหูที่กำลังแดงแฉ่ของชายหนุ่มเพียงสองข้อนิ้ว จากนั้นลมร้อนที่พ่นออกมาจากปากล้วนเข้มข้นไปด้วยกลิ่นสุราหม่อนหมัก เสียงใสกระซิบกระซาบข้างหูอย่างระมัดระวังว่า
"เ้าเป็คนของข้า เป็องครักษ์เงาที่ป๋อเซียนมอบให้ข้า ต้องเชื่อฟังข้า อย่าคิดหนีไปจากข้าอีก งานแรกของเ้าจงไปสืบเสาะว่าสมุหนายกองหรงเซิ่งเสวียนผู้นี้เป็ตายอย่างไร ยังไม่ชีวิตอยู่หรือไม่"
"ขะ ขอรับ"
หัวใจที่แข็งกระด้างของหลินหวู่ไต้สั่นไหววูบวาบ เหตุใดจึงรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาอีกแล้ว ยามนี้กล้าปรายตามองแผ่นหลังงามของนางอย่างหลงใหล แม้จะมีอาภรณ์งามบดบังเนื้อหนังมังสาไว้ก็น่าหลงใหลไร้ที่ติ ทว่ามโนสำนึกยังพอมีอยู่บ้าง ชายหนุ่มกอบกุมชายผ้าคลุมของตนเองจนขาดวิ่นเพื่อกดข่มความรู้สึกบุรุษเพศ ได้รับคำสั่งครบถ้วนแล้วจึงเร่งม้วนตัวจากไปในที่มืดไม่หันกลับมาอีก
ต่างจากซู่เฟยหรานที่จับจ้องแผ่นหลังของคนผู้นั้นกระทั่งลับสายตา ใบหน้าของนางยิ้มระรื่นน่าชัง แต่สำหรับนางแล้วรอยยิ้มนี้คือรอยยิ้มแห่งความเบาใจ ที่อย่างน้อยก็ได้ฝากฝังให้หวู่ไต้ไปสืบหาความเป็อยู่ของบิดา ทว่าโหรวป๋อเซียนที่ลอบจับตามองั้แ่ต้นจนจบกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาปรุงแต่งตีความว่าภรรยากำลังเล่นหูเล่นตากับชายอื่น
"ไร้ยางอาย! ดูซิว่าข้าจะสั่งสอนเ้าอย่างไร!"