ณ ห้องเรียนม.6/1
เวลา11:40 น.
บรรยากาศภายในห้องเรียนช่วงใกล้พักเที่ยงอบอ้าวและชวนให้ตัวเหนียวเหนอะหนะทว่าความร้อนรุ่มนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อท้องฟ้าเบื้องบนแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มก่อนแสงแดดจะหายไปและแทนที่ด้วยสายฝนที่กระหน่ำเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว
“โธ่เอ๊ย!ฝนตกหนักขนาดนี้จะไปกินข้าวไงวะเนี่ย”
“ให้มันตกหน่อยเถอะ มันร้อนมาหลายวันแล้ว”
ทันใดนั้น เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งบ่นอุบพลางมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะหันมามองขำๆ แล้วตะโกนพาดพิงไปถึงโต๊ะหนึ่งที่อยู่หลังห้อง
“กูว่านะ เป็นเพราะไอ้เบนซ์มันเข้ามาเมื่อเช้านี้แน่ๆฝนเลยตกหนักแบบนี้ ฮ่าๆๆ!”
“กูก็ว่างั้น ปกติไม่เคยเห็นตอนเช้าเลยนึกว่านักเรียนภาคบ่าย”
สิ้นเสียงแซวเสียงหัวเราะครืนใหญ่จากเพื่อนๆก็ดังระงมไปทั่วห้องเรียน ทว่าที่โต๊ะหน้าห้อง ธันวานั่งอยู่ตรงนั้นเหลือบมองกลุ่มเพื่อนที่กำลังหัวเราะเฮฮาด้วยใบหน้านิ่งสนิท ในใจกลับนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าที่เบนซ์เดินเข้ามาหาเขาในห้อง
ท่าทีที่จริงจังจนดูน่ากลัวและแววตาหวาดผวาคู่นั้นมันแปลกไปจากเบนซ์คนเดิมที่เขาเคยรู้จักและนั่น…ยิ่งทำให้คำถามที่ค้างคาใจ เรื่องที่เบนซ์บอกให้เขาไปหาข้อมูลของนักเรียนหญิงคนหนึ่งยังคงตอกย้ำซ้ำๆจนเขารู้สึกหงุดหงิด
ธันวาถอนหายใจยาว “เฮ้อ…” พลางขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวขาเดินออกจากห้องเรียนมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารทิ้งให้เสียงฝนและเสียงหัวเราะของเพื่อนๆไว้เบื้องหลัง
ทางด้านนอกอาคารเรียน สายฝนที่เทกระหน่ำอย่างไม่มีท่าทีจะหยุดทำให้นักเรียนจำนวนมากวิ่งพล่านหลบฝนกันจลาจล แต่ในความวุ่นวายนั้น กลับมีร่างของเด็กสาวคนหนึ่งเดินสวนกระแสผู้คนออกไปด้วยท่าทีปกติผมที่ถูกมัดเป็นหางม้า และผูกด้วยโบว์สีแดงสดอันเป็นเอกลักษณ์ ยังคงพลิ้วไหวไปตามแรงลมพายุที่พัดผ่าน
เธอเดินผ่านหน้าห้องน้ำชายอย่างไม่รีบร้อนก่อนจะเลี้ยวตัดเข้าไปยังทางเดินทึบใต้อาคารเรียนที่ไร้ผู้คน ทันใดนั้นแว่วเสียงสะอื้นและเสียงทุ้มต่ำก็ดังลอดมาจากมุมตึกที่มืดสลัว
“กูให้โอกาสกี่ครั้งแล้ว หืม...”
เสียงนั้นเป็นของใครไม่ได้นอกจาก ออร์แกนรองประธานสภานักเรียน ที่ยืนกอดอกอยู่ท่ามกลางลูกน้องที่เป็นสภานักเรียนอีกหลายคน ตรงกลางวงล้อมนั้นมีนักเรียนชายคนหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นปูนที่เฉอะแฉะร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัว
“ยอดขายไม่ได้ตามเป้า... เพราะงั้นเงินค่าจ้างนี้มึงก็ไม่ต้องเอา!”ออร์แกนพูดพลางเก็บปึกเงินสดเข้ากระเป๋ากางเกง
เมื่อเห็นดังนั้นนักเรียนชายคนนั้นก็ตาโตด้วยความสิ้นหวังเขาคลานข้ามพื้นปูนเข้าไปกอดขาออร์แกนแน่นพลางร้องไห้อ้อนวอน
“พี่ครับ! ผมกราบล่ะ ผมขอค่าจ้างนี้เถอะครับ...”
“ผะ… ผมต้องเอาไปจ่ายหนี้ที่ติดไว้กับพวกพี่มาเบลถ้าผมไม่มีจ่ายวันนี้ พวกพี่เขาเอาผมตายแน่พี่! ขอร้องล่ะครับ!”
ออร์แกนใช้เท้าสะบัดมือของเด็กหนุ่มออกอย่างไม่ใยดี“เรื่องของมึงสิ... ไปเคลียร์กันเอาเอง”
พูดจบออร์แกนก็หันหลังเดินนำลูกน้องออกมาทันที ทว่าเมื่อเลี้ยวพ้นมุมอาคารเขากลับต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อพบร่างของเด็กสาวโบว์แดงยืนขวางทางอยู่ด้วยรอยยิ้มหยั่งเชิง
“โทษนะน้องสาว... ช่วยหลีกทางหน่อย”
ยูริไม่ได้ขยับหนี ซ้ำยังก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว“ถ้าไม่... แล้วจะทำไม”
เธอสวนกลับด้วยท่าทีที่มั่นหน้าแววตาที่จ้องมองมานั้นนิ่งสนิทไร้วี่แววของความหวาดกลัวใดๆ ทำให้ออร์แกนขมวดคิ้วแน่นด้วยความขัดใจเพราะในโรงเรียนแห่งนี้ ไม่เคยมีนักเรียนคนไหนกล้าแสดงกิริยาอวดดีใส่เขามาก่อน
ทางฝั่งของลูกน้องสองคนด้านหลังที่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบก้าวแทรกขึ้นมาเพื่อเอาหน้า
“ยัยเด็กนี่! ไร้สัมมาคารวะเอาซะเลยว่ะ”
“ไม่รู้หรือไงว่าคนตรงหน้ามึงคือรองประธานสภานักเรียนน่ะ!”
“ใช่!สงสัยต้องสั่งสอนให้หลาบจำซะหน่อยแล้ว จะได้รู้ที่ต่ำที่สูง” อีกคนพูดเสริมพลางหักนิ้วดังกร๊อบ
พวกเขากำลังจะก้าวเข้าไปหายูริทว่าออร์แกนเพียงปรายตามองแวบเดียว ลูกน้องทั้งสองก็ถึงกับชะงักกึก หน้าของริวเปลี่ยนเป็นซีดเผือดก่อนจะรีบก้าวถอยหลังกลับไปยืนที่เดิมทันทีออร์แกนหันกลับมามองยูริพลางส่ายหน้าอย่างระอา
“เฮ้อ... ช่างเถอะนี่ก็เพิ่งเปิดเรียนมาใหม่ๆ คงจะเจอพวกเด็กใหม่ที่นิสัยไม่ดีแบบนี้… ก็คงเป็นเรื่องปกตินั่นแหละน่า”
ยูริยกมือขึ้นกอดอก แย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์“เด็กใหม่มาแล้วทำตัวไม่ดีคือเรื่องปกติ... แล้วถ้าเป็นเด็กเก่าเรียกว่าปกติด้วยหรือเปล่าล่ะ”
“ชิ...”
ออร์แกนสบถในลำคอพลางเบือนหน้าหนีด้วยความหงุดหงิดเขารู้ได้ทันทีว่านักเรียนหญิงคนนี้คงแอบยืนฟังสิ่งที่เขาคุยกับเด็กหนุ่มเมื่อครู่จนหมดเปลือกถึงได้ทำตัวมั่นอกมั่นใจขนาดนี้ อีกอย่าง... ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเวลาเรียนเขาไม่อยากลงไม้ลงมือให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจนถึงหูของครูฝ่ายปกครอง
เห็นท่าทีเลี่ยงแบบนั้นยูริก็หลุดขำเบาๆในลำคอ “หึๆ... นี่ขนาดอยู่ในวัยเรียนยังเป็นแบบนั้นแล้วถ้าโตขึ้นไปเป็นเจ้าคนนายคน ประเทศเราจะขนาดไหนกันเนี่ย”
คำพูดจิกกัดนั้นทำให้ออร์แกนตบะแตกเขาหันควับมาตอกกลับทันควัน
“ก็ไม่เห็นว่านักการเมืองสมัยนี้มันจะขาวสะอาดซะทุกคนนี่หว่า” พูดจบออร์แกนก็ก้าวเท้าเดินกระแทกไหล่ของยูริผ่านไปอย่างกระฟัดกระเฟียดโดยไม่สนใจเธอ
แต่ก่อนที่กลุ่มลูกน้องจะเดินตามไปมีคนหนึ่งในกลุ่มหันมากระซิบขู่ยูริด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“ถ้ารู้อะไร...ก็อย่าทำตัวเก่งให้มันมากนัก ระวังตัวไว้เหอะ”พูดจบมันก็รีบเร่งฝีเท้าเดินตามออร์แกนไป
ทว่าคำขู่กระจอกๆนั้นไม่ได้ทำให้ยูริสะทกสะท้าหรือหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม นัยน์ตามองตามแผ่นหลังของกลุ่มสภานักเรียนที่เดินจากไปพลางผลิยิ้มกว้างที่ดูเยือกเย็น สายตาของเธอที่มองไปราวผู้ล่ากำลังมองเหยื่อที่ถูกล็อกเป้าไว้แล้ว
เวลาผ่านไปนาน จนกระทั่งเสียงออดที่บ่งบอกเวลา15:30น. ดังขึ้นเป็นศัญญาณเลิกเรียน ทว่าฝนที่ตกลงมาก็ไม่มีทีท่าว่าจะซาลงเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้าม มันยิ่งตกลงมาหนักขึ้นจนทัศนียภาพรอบตัวกลายเป็นสีขาวโพลนนักเรียนหลายคนถอดใจนั่งรอในอาคารเรียน ขณะที่บางส่วนยอมเดินลุยฝนออกไป
ริวเดินลงบันไดมาหยุดยืนอยู่ใต้อาคารเรียนเห็นว่าด้านนอกฝนยังตกหนักเขาจึงหยิบเอาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาอ่านข่าวในอินเทอร์เน็ตดูฆ่าเวลา สายตาของเขาไม่ได้จดจ่อกับเนื้อหาบนหน้าจอเลยสักนิดในหัวยังคงมีแต่คำพูดของแนนโน๊ะเมื่อช่วงสายที่ยังคงเป็นปริศนา
บางครั้ง... แผลที่เจ็บที่สุดก็อาจจะมาจากมือที่ช่วยรักษาให้เรานะคะริว
“เฮ้อ…” ริวถอนหายใจยาว
สายลมพัดพาละอองฝนเข้ามาปะทะใบหน้าจนขัดความรู้สึกเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ จนโทรศัพท์ของเขาขึ้นแจ้งเตือนแบตเหลือ 6% เห็นแบบนั้นแล้วเขาก็รีบเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง แล้วตั้งใจจะเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ฝั่งหลังอาคารเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สมองโล่งขึ้น
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวพ้นขอบตึกสายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างบนพื้นปูน
บนพื้นนั้น...มีของเหลวสีแดงสดหยดเป็นทาง ริวขมวดคิ้วด้วยความฉงน เขาค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วลองใช้ปลายรองเท้ากวาดไปบนของเหลวนั้นเบาๆความเหลวที่ถูกกวาดไปกับพื้นเป็นสีแดง บ่งบอกว่ามันยังไม่แห้ง
กลิ่นคาวจางๆลอยมาแตะจมูกสัญชาตญาณบางอย่างทำให้หัวใจของเขาเริ่มเต้นผิดจังหวะ ริวเงยหน้าขึ้นมองตาม ความรู้สึกสงสัยแล่นปราดขึ้นเมื่อเห็นว่ารอยหยดของของเหลวสีแดงนั้นทอดยาวลึกเข้าไปตามโถงทางเดินใต้อาคาร
เมื่อหันไปมองรอบตัวก็ยังคงเห็นนักเรียนคนอื่นๆเดินสวนกันไปมาประปรายอยู่ที่โถงกลางทำให้เขาพยายามสลัดความกังวลทิ้ง คิดว่าอาจจะมีใครหกล้มแผลถลอกเขาจึงตัดสินใจเดินตามรอยเลือดนั้นไปเงียบๆ
แต่ยิ่งเดินลึกเข้ามา นักเรียนก็ยิ่งบางตาลงอย่างน่าใจหายรอยเลือดสีแดงสดขาดหายไปตรงหัวมุมทางเดินใต้อาคารเก่า ริวชะงักฝีเท้าแว่วเสียงพูดคุยของกลุ่มผู้หญิงดังสะท้อนก้องมาท่ามกลางเสียงฝน
“แกคิดว่าแกเป็นใครฮะ ของอร่อยๆที่พวกแกซื้อกินน่ะมันเงินพวกฉันทั้งนั้น!”
“ไม่มีปัญญาคืน แต่มีปัญญามายืม…ทุเรศอ่ะ”
“เป็นอะไรไป เงียบเป็นหมาจนตรอกเลยนะเรา”
สิ้นสุดประโยคนั้น เสียงหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานดังตามมาริวค่อยๆแนบหลังชิดกำแพงแล้วชะโงกหน้าไปมอง ภาพตรงหน้าทำเอาเขาเบิกตากว้างด้วยความช็อก
ท่ามกลางความมืดสลัว แก๊งสามสาวฮอต มาเบลลิตา และเกรซ กำลังยืนล้อมนักเรียนชายคนหนึ่งอยู่สีหน้าและท่าทางของพวกเธอราวกับกำลังเล่นสนุกกับของเล่นชิ้นใหม่ทว่านักเรียนชายคนนั้นกลับนั่งคุกเข่าอ้อนวอนอยู่ที่พื้นปูนที่นองไปด้วยน้ำลายและรอยเท้า
ที่น่ากลัวที่สุดคือบนหัวของเด็กหนุ่มคนนั้นมีแผลเหวอะขนาดใหญ่ เลือดสีแดงฉานไหลทะลักลงมาอาบแก้มราวกับเพิ่งถูกของแข็งบางอย่างฟาดเข้าอย่างแรงจนกะโหลกแทบแตก!
เสียงฝนที่เทกระหน่ำสาดซัดลงบนหลังคาดังจนกลบประโยคสนทนาถัดไปของพวกเขาจนมิดแต่แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วที่ริวจะคาดเดาเหตุการณ์หน้าออกความกลัวแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอหอยเขาไม่รอช้ารีบหมุนตัววิ่งแน่บออกไปจากตรงนั้นทันที!
เขาวิ่งออกมาตามทางเดินยาว หัวใจเต้นรัวๆราวกับจะหลุดออกมาจนกระทั่งวิ่งมาถึงทางแยกหัวมุมตึก ร่างของนักเรียนหญิงหนึ่งก็เดินผ่านมา
“อะ… เอ๊ะ!”
“เหวอออ”
ริวเกือบจะชนเข้ากับอีกฝ่ายโชคดีที่สัญชาตญาณยังไวพอทำให้เขารีบยันพื้นเบรกขูดไปกับปูนได้อย่างหวุดหวิด
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเป็นจุนโกะที่ยืนอยู่ตรงหน้าโบว์ขาวที่ถูกผูกไว้ที่มัดผมสั้นๆ สั่นไหวเบาๆตามแรงลมพายุ เธอมองริวที่ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความแปลกใจ แล้วถามขึ้น
“ริววิ่งหน้าตั้งมาขนาดนี้มีอะไรหรือเปล่าเนี่ย!”
ริวพยายามคุมลมหายใจที่สั่นรัวในใจไม่อยากให้เธอต้องมารู้เรื่องที่เลวร้ายพวกนั้น
“ปะ...เปล่าครับ ไม่มีอะไร”
ทว่า จุนโกะกลับไม่ยอมปล่อยผ่านเธอขยับเข้าไปใกล้ ขมวดคิ้วเล็กน้อยแววตาที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยความอาทรและเป็นห่วง
“ไม่จริงอ่ะ... หน้าริวซีดขนาดนี้ ไปมีเรื่องกับใครมาอีกแล้วใช่ไหมบอกเรามาเถอะ”
เจอสายตาอ้อนวอนปนเป็นห่วงแบบนั้นเข้าไปริวผู้แพ้ทางเธออยู่แล้วก็ถึงกับใจอ่อน ยอมเปิดปากพูดออกมาจนได้
“คือ... ฝั่งโน้นน่ะครับ พวกมาเบลลิตาแล้วก็เกรซ พวกเธอกำลัง...”
ริวพยายามเรียบเรียงคำพูดแต่มันก็ยังดูกระท่อนกระแท่นและคลุมเครือจับใจความได้ยาก จุนโกะทำสีหน้าเหมือนไม่ปักใจเชื่อในสิ่งที่เขาพูดเธอมองเลยไหล่เขาไปทางด้านหลัง
“มาเบลเองเหรอ ทำไมต้องริวหน้าแบบนั้นด้วยล่ะ...ไหนเราขอไปดูให้เห็นกับตาหน่อยดีกว่า”พูดจบเธอก็เตรียมจะก้าวเดินไป
ริวรีบคว้าข้อมือเธอไว้แต่อีกฝ่ายยังคงยืนกรานด้วยแววตาแน่วแน่ “อย่าไปนะครับจุนโกะมันอันตราย!”
“ถ้าพวกเขาอันตรายจริงๆ เราก็ขอให้ได้เห็นกับตาเถอะ”
เมื่อทัดทานความดื้อรั้นของเธอไม่ได้และด้วยความเป็นห่วงว่าเธอจะเกิดอันตราย ริวขบกรามแน่นไม่ห้าม แล้วเดินตามไปห่างๆ เพราะนั่นก็เป็นหลักฐานชั้นดีที่จะยืนยันกับจุนโกะได้ว่าสิ่งที่เคยบอกเธอและพยายามเตือนมาตลอดคือเรื่องจริง
ทั้งสองค่อยๆย่องกลับไปที่มุมตึกเดิมและเมื่อจุนโกะได้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยตาตัวเอง ภาพเด็กหนุ่มหัวแตกเลือดอาบที่กำลังโดนสามสาวรุมหัวเราะเยาะนั่นทำให้เธอถึงยอมเชื่อคำพูดของริว ใบหน้าของเด็กสาวดูสลดลงทันทีทั้งคู่รีบพากันเดินเลี่ยงกลับออกมาจากจุดนั้น
“ผมบอกแล้วไงครับ พวกเขาดีอย่างที่คุณเห็น”ริวกระซิบเสียงเครียดพลางหันไปหาเด็กสาวตรงหน้า
“ผมน่ะรู้เรื่องที่พวกนี้มานานแล้ว ถึงได้พยายามบอกคุณให้ห่างจากพวกนี้ครับ”
ทว่าในตอนที่ทั้งคู่กำลังคุยกันเครียดอยู่นั้นเอง กึกๆๆๆ! เสียงฝีเท้าหนักๆของผู้ชายกลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกสายฝนเข้ามา นักเรียนชายร่างใหญ่สามถึงสี่คนเดินเลี้ยวหัวมุมมาพอดีพวกเขาคือลูกน้องสายตรงที่คอยเก็บงานให้แก๊งสามสาวฮอต และที่แย่ไปกว่านั้น... พวกเขาได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของริวและจุนโกะเข้าเต็มสองหู!แล้วหนึ่งในพวกมันหรี่ตามองริวอย่างเอาเรื่อง
“เมื่อกี้... มึงพูดว่ารู้เรื่องอะไรนะ”
ริวหน้าถอดสีสัญชาตญาณสั่งการทันทีว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต เขาไม่รอให้พวกมันเข้ามาประชิดตัวริวยื่นมือไปกำมือเล็กๆของจุนโกะไว้แน่นจนรู้สึกถึงความเย็นของฝ่ามือเธอ
“วิ่งครับ!! จุนโกะวิ่ง!!!”
“เฮ้ย! หยุดนะมึง! จับพวกมันไว้!”
เสียงตะโกนไล่หลังมาพร้อมเสียงฝีเท้าที่ย่ำกระทบพื้นน้ำกระเซ็นการไล่ล่าเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางพายุฝนครามขวัญ!
ริวออกแรงดึงร่างของจุนโกะให้วิ่งตามเขาไปตามทางเดินแคบๆและเลี้ยวหลบเข้าไปในซอกอาคารเก่าที่แคบเพื่อเป็นที่ซ่อนตัว เขาดึงจุนโกะเข้ามาประชิดอกแผ่นหลังของเขาพิงกำแพงปูนเย็นเยียบมือข้างหนึ่งโอบไหล่บางของเธอไว้แน่นเพื่อซ่อนเธอจากสายตาของพวกที่ไล่ตามมา
ในความเงียบที่มีเพียงเสียงฝนตกกระทบหลังคาลมหายใจหอบถี่ของทั้งคู่สอดประสานกัน ริวรู้สึกได้ถึงร่างของจุนโกะที่สั่นเล็กน้อยซึ่งเขาคิดว่าเธอคงกลัวมากแน่ๆ ยิ่งทำให้สัญชาตญาณการปกป้องพุ่งสูงขึ้น
จากนั้น ริวก็ค่อยๆชะโงกหน้าออกไปดูเล็กตรงทางเดินเห็นว่าคนที่ตามมาวิ่งเลยผ่านซอกตึกไปทางอื่นแล้ว เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“พวกเขาไปแล้วครับ...”ริวกระซิบเสียงเบาข้างหูของเด็กสาวในอ้อมแขน
อยู่ตรงนี้ไม่ปลอดภัยแน่ ถ้าพวกเขาย้อนกลับมา
ประโยคนั่นดังขึ้นในใจ แล้วริวตัดสินใจจับมือของจุนโกะแล้วพาเธอวิ่งออกจากที่ซ่อน ฝ่าสายฝนที่ยังคงตกกระหน่ำ มุ่งหน้าตรงไปยังห้องพักของเขาที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน