“อาหารเป็อันเสร็จ! แล้วเ้าจะกินได้อย่างไรในเมื่อเ้าไม่ปรากฏตัวออกมา ข้าจะเสิร์ฟอาหารให้เ้าได้อยังไง?” ฉินหลินจัดจานตกแต่งเป็ที่เรียบร้อยหน้าตาอาหารจานนี้เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ มันยังมาพร้อมกับกลิ่นเครื่องเทศอันหอมที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็อย่างดี
“ไม่ต้องกังวลไปเื่นี้จัดการได้” หลังจากเสียงปริศนากล่าวออกมา อาหารของฉินหลินที่วางอยู่บนโต๊ะได้หายไปราวกับมันไม่เคยอยู่ตรงหน้ามาก่อน แถมไม่ใช่แค่อาหารด้วยที่หายไปเพราะ อุปกรณ์ทำครัวเศษวัตถุดิบทั้งหลายก็หายไปเช่นกัน
เวลายังคงผ่านไปอย่างต่อเนื่องบรรยากาศเงียบสงบ ฉินหลินก็รอไม่ได้ซักถามว่ารสชาติเป็อย่างไร เขารออย่างเงียบรอว่าเมื่อไหร่เ้าของเสียงปริศนานั้นจะบอกถึงความรู้สึกหลังได้ทานอาหารที่เต็มไปด้วยความรักและความเป็ศิลปินของเขา
“อืม! อืม ใช้ได้ไม่เลวเลยทีเดียวอาหารของเ้า ถึงแม้จะมั่วซั่วไปบ้างก็ตามแต่ข้าชอบความคิดของเ้า ถ้าน้ำซอสเ้าเข้มข้นและมีกลิ่นหอมมากกว่านี้ข้ารับรองได้เลย อาหารของเ้าจะสมบูรณ์แบบ และอีกหนึ่งอย่างเส้นเนื้อหมูของเ้าอบมันนานมากเกินไป ทำให้มันแข็งเกินไปเ้าควรลดการอบลงทำให้มันกรอบด้านนอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่ด้านในยังคงความชุ่มฉ่ำไว้ มันจะยิ่งทำให้อาหารจานนี้ของเ้าสมบูรณ์แบบไออีกระดับ น้ำซอสที่เข้มข้นและมีกลิ่นที่หอมบวกกับเส้นที่มีความพิเศษกรอบนอกนุ่มในอันหวานฉ่ำ ข้ายืนยันในฐานะเทพแห่งการสรรค์สร้าง”
ฉินหลินที่ได้ยินคำกล่าวเ่าั้ถึงมันจะมีคำกล่าวที่เชิงแนะนำแนวทางอาหารจานนี้ของเขา แต่มันก็ไม่เสียหายอะไรการรับฟังข้อเรียกร้องของลูกค้าย่อมมีประโยชน์อยู่แล้วแถมยังเป็ข้อเรียกร้องที่นับว่ามีค่ามันชี้มายังตรงจุดด้อยของอาหารจานนี้ได้เป็อย่างดี มันจะทำให้อาหารจานนี้ของเขาสมบูรณ์แบบขึ้นไปอีก และอีกหนึ่งสิ่งที่ดีที่สุดจากคำกล่าวนั้นคือ เ้าของเสียงคนนี้ชอบในความคิดของอาหารจานนี้ ในที่สุดอาหารของเขาก็มีคนยอมรับแล้วหนึ่งคน เรียกมันได้ว่าอาหารสำหรับมนุษย์อย่างภาคภูมิได้เสียที แม้แต่แม่หรือน้องสาวเขายังไม่เห็นด้วยกับอาหารเหล่านี้ ช่างน่าเสียใจแท้จริง!
“ขอบคุณมาก! ผมไม่รู้ว่าคุณเป็ใครแต่ว่าขอบคุณมาก ผมจะพพัฒนาให้อาหารจานนี้พัฒนายิ่งขึ้นไปอีก ให้ทุกคนได้รับรู้ว่าอาหารที่แท้จริงนั้นมันเป็เช่นไร” ฉินหลินขอบคุณจากใจจริงถึงจะไม่เห็นหน้าตาหรือรูปร่างของผู้กล่าว หรือกระทั้งไม่รู้ว่าเ้าของเสียงมีตัวตนจริงหรือไม่ เขาแค่เพ้อไปเองหลังจากล้มหัวกระแทกพื้นจนภาพตัดเื่ทั้งหมดเป็เพียงจินตนาการที่แค่ต้องหารคนยอมรับหรืออย่างไร แต่อย่างไรเขาก็ดีใจมันอยู่ดี
“ฮ่า! ฮ่า! ดีมากคนหนุ่มมันต้องแบบนี้ เ้าจงรักษาแิของเ้าให้มั่นคงอย่าได้ไขว้เขวเป็อันขาดเหมือนกับอดีตของเ้า ไม่เช่นนั้นชีวิตของเ้าได้จบสิ้นแน่” เสียงปริศนาได้กล่าวเตือนถึงแนวทางต่อไปของฉินหลินให้รักษามันอย่างดีอย่าได้ล้มเลิกหากอยากจะก้าวต่อไป
“เรี่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจเช่นกัน ว่าผมจะรักษาแินี้ไว้ได้นานสักเพียงใด แต่อย่างไรผมจะพยายามให้ถึงที่สุดเท่าที่หัวใจและความคิดของผมไม่ถูกเปลี่ยนไปเสียก่อนด้วยเหตุผลใดก็ตาม” ตัวฉินหลินเองก็กังวลส่วนนี้อยู่เหมือนกัน กลับว่าสักวันหนึ่งจะเป็เหมือนกับตอนที่เขาเป็ศิลปินแล้วหันมาชอบการทำอาหารแทน ฉินหลินเป็ศิลปินมาตลอดกว่ายี่สิบปีแต่ต้องมาล้มเลิกเพียงเพราะรายการทีวีรายการหนึ่งมันบ้าโคตร! หากตัวเขาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกฉินหลินจะทำเช่นไร นี้แหละคือสิ่งที่น่ากังวล
“เวลาของข้าก็ใกล้จะหมดลงแล้ว ก่อนจากลากันข้ามีของขวัญให้แก่เ้าเพื่อหวังให้เ้ารักษาแนวทางของเ้าต่อไป” คำกล่าวปริศนาเริ่มห่างหายไปจนในที่สุดก็เงียบสงบเหลือฉินหลินเพียงลำพัง แต่แล้วก็มีแสงสีแสงประหลาดลอยลงมาจากข้างบนมันพุ่งลงมายังทางฉินหลินอย่างรวดเร็ว
“นี้หรือของขวัญ โคมไฟ ดวงไฟ หรืออะไรกัน?” ฉินหลินไม่ได้คิดจะหลบหลีกหรือถอยห่างแต่อย่างใด เขาปล่อยให้มันพุ่งเข้าใส่ร่างอย่างจังในเมื่อมันเป็ของขวัญก็คงไม่มีพิษมีภัยอะไรหรอกมั้ง?
“ลูกแม่! ในที่สุดลูกก็ฟื้นแล้ว เ้าจะทำให้แม่หัวใจวายตายเสียแล้ว”
ภาพภายในดินแดนอันแปลกประหลาดนั้นเริ่มห่างหายไปจนมันมืดสนิทอย่างเก่า แต่แล้วเขาก็รู้สึกจัวอีกทีตอนนี้ที่หัวเขารู้สึกอย่างมาก มันปวดไปหมดเขาพยามจะลืมตาตื่น ความพยายามอยู่นานจนในที่สุดก็สำเร็จสิ่งแรกที่เขาเห็นคือใบหน้าของผู้เป็แม่หลินซง ร้องไห้อย่างหนักหน่วงน้ำตาเต็มใบหน้าสีหน้าของแม่ดูไม่ดีเลยราวกับเจอหายนะครั้งใหญ่ ฉินหลินพอจะรู้แล้วว่าแม่ร้องไห้หนักเช่นนี้เพราะอะไร น่าจะเพราะตัวเขาที่ล้มลงไปแถมยังสลบอีก ผู้เป็ย่อมห่วงลูกอยู่เสอมแม้บางครั้งจะทำเหมือนไม่รักก็ตามที ยังไงแม่ก็ยังคงเป็แม่ ไม่ว่าลูกจะเป็เช่นไร เอาอาหารเน่าๆเสิร์ฟให้ลูกค้า ทำลูกค้าโมโห แถมยังชกต่อยกับลูกค้า ไม่ว่าตอนนั้นอารมณ์ของแม่จะเสียอย่างไรลูกก็ยังคงเป็ลูก แม่ย่อมเป็ห่วงอยู่แล้ว
“ฮ่า! นานเท่าไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นแม่ร้องไห้แบบนี้” ฉินหลินหัวเราะออกมาพร้อมกับนึกย้อนไปว่ามันกี่ปีแล้วที่แม่เขาร้องไห้เช่นนี้ เท่าที่เขาจำได้ก็ตอนที่น้องสาวเขาเกือบโดนรถชนตอนอายุสิบขวด หกปีได้ที่ไม่ได้เห็นแม่เขาร้องไห้หนักเช่นนี้
“เ้ารู้ไหมว่ามันไม่ตลก เ้าไม่เห็นหรือแม่เป็ห่วงเ้ามากขนาดไหนแต่ยังมาเล่นเื่ตลกอีก เห็นไหมพ่อแกอุตส่าห์ลางานพร้อมกับเร่งรีบมาพาแกไปโรงพยาบาล” ฉินซงหยิกเข้าที่เอวของลูกของนาง ถึงแม้นางจะกล่าวเช่นนั้นแต่นางก็เผยรอยยิ้มแห่งความโล่งอกออกมา ฉินหลินที่เห็นเช่นนั้นก็สบายใจมันได้ผลเื่ตลกเช่นนี้มักได้ผลเสมอกับแม่ของเขา
“ที่หลังเ้าก็ระวังเข้าใจไหม แล้วนี้ต้องไปโรงพยาบาลอีกไหม” เสียงด้านหน้าเป็ชายวัยกลางคนหรือก็คือพ่อของฉินหลินนั้นเองฉินหง กำลังขับรถอย่างเร่งรีบเหยียบความเร็วเต็มสูบเท่าที่จะทำได้เพื่อเร่งพาลุกของตนไปรักษา
“ไม่ต้องแล้วครับ กลับบ้านเราได้เลยผมไม่เป็ไรแค่พักไม่กี่วันหัวก็หายแล้ว ไม่ต้องเปลื้องเงินโดยเปล่าประโยชน์หรอกครับ” ฉินหลินกล่าวออกมาอย่างสบายพร้อมกับลูกขึ้นมานั่งเพื่อพิสูจน์ว่าทุกยอ่างปกติหมดแล้ว ถึงแม้เขาจะมึนหัวอยู่เล็กน้อยก็ตาม
“ลูกแน่ใจนะว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลให้หมอดูเสียหน่อย เพื่อเป็อะไรมากกว่าที่ตาเห็น” แม่กล่าวออกมาอย่างเป็ห่วง
“ไม่เป็ไรจริงๆครับ แค่เล็กน้อยหัวผมคงแค่ปูดและอีกอย่างที่ผมสลบลงไป ก็คงขาดสารอาหารบางอบ่างทำให้ร่างกายอ่อนแอก็เท่านั้น พ่อและแม่ไต้องเป็ห่วงหรอก” ฉินหลินยืนยันอีกครั้งว่าตัวเขาไม่เป็ไรมาก แต่จริงแล้วเขางุนงงพอสมควรนะเขาคิดว่าหัวจะแตกหรือเป็อะไรหนักกว่านี้เสียอีก เขาล้มลงแรงและเร็วมากมันไม่ควรแค่หัวปูดสิ หรือมันเป็เพราะของขวัญชินนั้นกันนะ?
“และอีกอย่างนะผมจะทำอะไรให้พ่อและแม่กิน เป็สุดยอดเมนูที่ผมพึ่งจะได้เรียนรู้ เป็เมนูที่มีคนยอมรับด้วยนะไม่เหมือนกับเมนูอื่นๆ”
“ที่รักเลี้ยวรถกลับเร็ว ให้ลูกนอนที่โรงพยาบาลสักพักอย่าให้ลูกกลับบ้านตอนนี้เลยด่วน!”