บทที่ 29 อาจารย์ผู้ทรงพลัง
เสียงเก่าแก่ดังขึ้นมาอย่างตกตะลึง แต่ก็ไม่ได้มีความโกรธอยู่ในน้ำเสียงนั้นแต่อย่างใด“เ้า...นี่เ้ากล้าปฏิเสธข้าอย่างนั้นหรือ”
ชิว หลิงซี ที่ได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าวในทันที “ขอโทษด้วยเพคะ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าแค่คิดว่าข้ามีอาจารย์อยู่แล้ว ทำไมท่านจะต้องมาเปลืองแรงสอนข้าอีกคนด้วยหละเ้าค่ะ”
เสียงเก่าแก่ ได้ยินดังนั้นก็หัวเสียเป็อย่างมาก เขาไม่รู้ว่า แม่สาวน้อยคนนี้ โง่ หรือว่า โง่ กันแน่ “นี่เ้าจะเอาข้าไปเปรียบเทียบกับอาจารย์ของเ้าได้อย่างไรที่สั่งสอนเ้ามาจนถึงป่านนี้ แต่พลังของเ้าก็ยังเทียบไม่ติดกับดินแดนแห่งนี้เลยอะนะข้าบอกได้เลยว่า เ้าไม่สามารถมีชีวิตในโลกแห่งนี้ได้เกิน3วัน!”
ชิว หลิงซีก็พอจะรู้อยู่บ้างว่าตนเองไม่สามารถ ที่จะต่อสู้กับสัตว์ปีศาจที่อาศัยอยู่รอบๆดินแดนแห่งนี้ได้แม้แต่ตนเดียวนางจึงกล่าวออกมาว่า “แล้วท่านอยากจะให้ข้าทำอะไรหรือเพคะ ข้านั้นไม่อยากที่จะรบกวนท่านไปมากกว่านี้อีกแล้ว”
เสียงที่เก่าแก่ก็ได้หัวเราะออกมา “ง่ายๆเท่านั้น เพียงแค่เ้ากราบข้าเป็อาจารย์ข้าจะสั่งสอนเ้าเป็อย่างดี ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่สามารถที่จะต่อกรกับเ้าได้เมื่อเ้ากลับไปที่โลกของตนเองแล้ว”
ชิว หลิงซีก็ได้กล่าวขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “ข...ข้าขอกราบท่านหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ เป็อาจารย์นับั้แ่นี้เป็ต้นไป”
เมื่อนางได้กล่าวจบก็ได้มีเสียงฟ้าผ่า และ สภาพอากาศแปรปรวนเต็มไปหมดเป็ภาพที่ข่มขวัญจิตใจเป็อย่างมาก ถ้าเกิดพลังระดับนี้หลุดรอดไปยังโลกที่นางอาศัยอยู่แล้วหละก็สิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะสูญหายไปจนหมดสิ้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือในโลกของนางไม่เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน
ชิว หลิงซี ขณะนี้เกิดอาการหวาดกลัวเป็อย่างมากนางไม่รู้ว่าควรจะทำตัวเช่นไรดีกับสถานการณ์เช่นนี้
แต่ว่าเวลาผ่านไปไม่นานสายฟ้าทั้งหมดที่อยู่บนท้องฟ้าและแผ่นดินก็ได้ก่อตัวขึ้นเป็รูปปั้นขนาดั์ที่มีรูปร่างคล้ายๆกับหนิงหลี่เฟิงโจวชิงเหอ ตัวจริง แต่ต่างกับตรงที่ว่า มันเป็เพียงแค่จิติญญาของเขานั่นเอง
รูปปั้นขนาดั์ได้กล่าวขึ้นมาด้วยเสียงอันทรงพลังว่า“ลูกศิษย์ที่รักของข้าแล้วเ้าจะไม่ผิดหวังที่กราบข้าเป็อาจารย์ โฮ่ว โฮ่ว โฮ่ว...”
เพียงแค่เสียงหัวเราะของรูปปั้นขนาดั์นั้นก็ถึงกับทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้เลยทีเดียว
ชิว หลิงซีขณะนี้ตัวของนางยังไม่อยากที่จะเชื่อสายตาตัวเองได้ที่อาจารย์ของนางจะทรงพลังขนาดนี้ และตัวใหญ่เป็อย่างมากอีกด้วยไม่ว่าจะในบันทึกโบราณเล่มไหนๆก็ไม่เคยมีให้เห็นมาก่อน กับรูปร่างของยักษย์ที่อยู่ตรงหน้าของนาง
ชิว หลิงซี ได้กล่าวขึ้นมาก่อนว่า “ท่านอาจารย์ จะให้ข้าทำอะไรหรือเพคะ”
“โฮ่ว โฮ่ว โฮ่ว... เ้าก็แค่เริ่มฝึกฝนจากพื้นฐานก่อนเลยเป็อย่างไร” เสียงของั์ที่ดังสนั่นเป็คนพูดขึ้นมา
ชิว หลิงซี นางได้แต่คิดในใจว่า ‘ฝึกขั้นพื้นฐาน? นั่นมันไม่ไช่ของกล้วยๆอย่างนั้นหรือ นี่เขาคิดจะสอนข้าจริงหรือเปล่าเนี่ย...’
และแล้วการฝึกฝนก็เริ่มต้นขึ้นในแต่ละวัน
ชิว หลิงซี จะต้องปีนูเาสูงขึ้นไปวันละ1กิโลเมตร เพื่อที่จะไปให้ถึงยอดเขา ตามที่อาจารย์ของเขาสั่ง
ชิว หลิงซี ได้ทำอย่างนี้มาเป็เวลา5วันติดต่อกันแล้ว โดยไม่หยุดพัก ตอนนี้ร่างกายของนางเบาเป็อย่างมาก ในตอนนี้นางสามารถที่จะปีนถูเขาได้ภายในวันเดียวให้ถึงยอดเขาเลย
แต่ทว่าเมื่อนางกำลังจะถึงยอดเขานั่นเอง ก็ได้มีลมพายุที่รุนแรงมหาศาลพัดนางลงมาจากยอดเขาที่สูงเกือบ50กิโลเมตร ตกลงมายังพื้นดิน แต่เมื่อนางได้รู้สึกตัวว่ากำลังตกจากท้องฟ้าอยู่นั่นเองนางก็มีความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวของนางเองนั้นสามารถบินอยู่บนอากาศได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ นางจึงรีบบินไปยึดเกาะกับูเาเช่นเดิมและได้ทำการปีนต่อไปเรื่อยๆ
เสียงของรูปปั้นั์ก็ได้ดังขึ้นมาอีกว่า“แม่สาวน้อยถ้าเ้ายังขืนชักช้าอยู่อย่างนี้ แล้ว30วันมันจะไปพอได้อย่างไร”
ชิว หลิงซี ได้แต่กัดฟัดและคิดในใจว่า‘ทำไมท่านไม่ลองมาเป็ข้าดูบ้างหละฮึ... จะได้รู้ว่ามันยากเย็นขนาดไหนที่จะปีนูเาสูง50กิโลเมตรให้ได้ภายในเวลา30วัน’
เหมือนกับรูปปั้นขนาดั์อ่านใจของนางออกเขาจึงกล่าวออกมาว่า “แม่สาวน้อย ข้าไม่อยากที่จะโม้หรอกนะว่าตอนที่ข้าตัวเท่าเ้าและอายุพอๆกับเ้า ข้าสามารถยึดจักรวาลมาได้หนึ่งจักรวาลเลยทีเดียวถ้าเทียบกับเ้าตอนนี้แล้ว เฮ้อ~… ข้าหละผิดหวังจริงจริ๊ง......”
ชิว หลิงซี ได้แต่ทำหน้าโมโหใส่แล้วนางก็ไม่ได้สนใจเสียงนั่นอีกปล่อยให้รูปปั้นขนาดั์พูดของมันไปคนเดียว
.
.
.
การฝึกก็เริ่มดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
ในด้านของ ชิว เหวินเจี้ยนที่กำลังมองดูการฝึกของนางอยู่นั้น เขาคิดในใจว่า ‘นี่อย่าบอกนะว่าตัวข้าในสมัยก่อน พูดมากขนาดนี้เชียวหรือแค่คิดข้าก็ยังรำคาญตัวของข้าเองเลย เฮ้อ...แม่สาวน้อย ข้าขอโทษเ้าด้วยละกันที่ส่งเ้าไปฟังมันบ่นไร้สาระ’
ชิว เหวินเจี้ยนที่รู้ว่าจิติญญาของตนเองจะฝึกฝนอย่างไร ก็ไม่ได้สนใจอีกเขาจึงเข้าไปที่พักของตนเอง และทำการพักผ่อน
เมื่อทุกคนพักผ่อนกันเสร็จหมดเรียบร้อย
พวก 2พี่น้องหุ่ยนั้น ชิว เหวินเจี้ยนได้สอนพวกเขาให้ทำงานเป็ทีม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามทิ้งโอกาสที่จะโจมตีจุดสำคัญของคู่ต่อสู้ได้
2พี่น้องหุ่ย ตอนนี้ ได้ทำการฝึกฝนต่อสู้กับชิว เหวินเจี้ยน เป็การส่วนตัว เพื่อที่เขาจะได้ชี้แนะในจุดบกพร่องต่างๆได้
.
.
.
แล้วพวกเขาก็เริ่มฝึกกันต่อไปเรื่อยๆ
ส่วนทางด้านของ หลิว เฟ่ยหงส์ที่ได้ไล่ตามพวกประมุขของทั้ง3สำนักมาทันแล้ว
ตอนนี้พวกเขาก็ได้อยู่ในป่าแห่งเมืองลับแลกันเรียบร้อยแล้วและได้ค้นพบกับถ้ำแห่งหนึ่งที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลยจากการตรวจสอบของพวกเขา
หลิว เฟ่ยหงส์ ก็ได้กล่าวออกมาว่า “ทางด้านในของถ้ำแห่งนี้ จะต้องมีอะไรน่าสนใจอย่างแน่นอนพวกเราจะเข้าไปตรวจสอบกัน”
ชิง หานคง ก็ได้กล่าวตอบ “ขอรับท่านอาจารย์ พวกเราพร้อมที่จะเข้าไปตรวจสอบกันแล้วขอรับ”
พวกประมุขทั้ง3คนต่างคิดว่า พวกเขามีหลิว เฟ่ยหงส์ ติดตามมาด้วยแล้ว ยังไงก็สบายหายห่วง เผลอๆพวกเขาไม่จำเป็ที่จะต้องลงมือเองเลยด้วยซ้ำ
หลิว เฟ่ยหงส์ที่รู้ว่าประมุขทั้ง3คนคิดอะไรอยู่ เขาจึงกล่าวดักออกมาว่า “ข้าว่า ถ้าข้าเจอสัตว์อสูรระดับต่ำเข้าละก็พวกเ้า3คนจะต้องช่วยกันจัดการกับมัน แต่ถ้าเจอสัตว์อสูรระดับกลางละก็ ฮึ ฮึ ฮึ...ข้าจะหนีมันเป็คนแรกเลย~!”
ประมุขทั้ง3คนต่างเสียวสันหลังวูบกันไปหมดถ้าเกิด หลิว เฟ่ยหงส์ หนีไปจริงๆขึ้นมาแล้วมีหรือที่พวกเขา3คนจะมีโอกาสรอดไปจากสัตว์อสูรระดับเมฆาแท้จริงได้กัน
แต่ไม่นาน หลิว เฟ่ยหงส์ก็ได้กล่าวออกมาว่าแบบขำๆว่า “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าแค่ล้อเล่นเอง ทำเป็ใกลัวกันไปได้อีกอย่างข้าก็จะมาล่าพวกสัตว์อสูรระดับกลางอยู่แล้วด้วย ทำไมข้าถึงจะต้องหนีมันด้วยหละ”
.
.
.
กลุ่มของ หลิว เฟ่ยหงส์ก็ได้ค้นหาเส้นทางกันต่อไป