คุณย่าย้อนเวลาไปแก้ไขชะตาชีวิต (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 46 เชื่อผมนะ

            หลังจากรู้ว่าหูเสี่ยวเถาถูกปล่อยตัวและไม่ได้รับโทษหนักเหมือนอย่างที่คิด และยิ่งรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังในการช่วยเหลือหูเสี่ยวเถาในครั้งนี้เป็นคนสกุลฉั่ว ฉินซูเม่ยก็รู้สึกเสียใจและไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นเธอกับสามีก็ทำอะไรไม่ได้ การตัดสินโทษขึ้นอยู่กับพยานและหลักฐาน และบังเอิญว่าพยานในที่เกิดเหตุจากฝั่งของเธอมีเพียงลูกสามคน แต่ทางฝั่งของหูเสี่ยวเถา นอกจากจะมีหูเสี่ยวเถากับซูซ่างเฉวียนแล้ว ยังมีพนักงานทำความสะอาดคนหนึ่งมาเป็นพยานด้วย

            พนักงานทำความสะอาดคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเจิ้งเหยาหรือพี่สะใภ้เจิ้งที่ถูกผู้พันซ่งห้าวหนานหย่าขาด เพราะผู้พันซ่งคิดว่าที่ซ่งเวินหนี่กล้าวางแผนทำร้ายฉินซูเม่ยเป็นเพราะคำยุยงของภรรยา ไม่อย่างนั้นน้องสาวผู้อ่อนต่อโลกของเขาคงไม่กล้าทำเรื่องเลวร้าย จนทำให้น้องสาวต้องแต่งงานไปกับผู้ชายสารเลวอย่างปิงต๋า และคงไม่ต้องถูกพ่อสามีอย่างปิงเต๋อชวนย่ำยีทุกคืน

            ตอนนั้นซ่งห้าวหนานไม่กล้าพอที่จะลุกขึ้นมาสู้เพื่อน้องสาว กว่าที่เขาจะช่วยน้องสาวให้หย่ากับปิงต๋าได้ ซ่งเวินหนี่ก็กลายเป็นคนเสียสติไปแล้ว และตัวเขาเองก็ถูกปิงเต๋อชวนและผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังของปิงเต๋อชวนไล่ออกจากราชการ

            ซ่งห้าวหนานพาน้องสาวที่เสียสติกับลูกสาวขี้โรคกลับไปอยู่บ้านเกิด ตอนนั้นเองที่เขาตัดสินใจหย่าขาดจากภรรยา แต่เจิ้งเหยาจะยอมหย่ากับสามีได้อย่างไร เธอค้านหัวชนฝา ทั้งยังให้ครอบครัวของเธอไปกดดันครอบครัวของสามี แต่ซ่งห้าวหนานไม่ใช่ซ่งห้าวหนานคนเดิมที่จะเกรงใจครอบครัวของพ่อตาแม่ยายอีกแล้ว เขาลงมือจัดการกับคนในครอบครัวของภรรยาจนบาดเจ็บสาหัส

            เจิ้งเหยาที่ไม่เคยเห็นด้านที่น่ากลัวของสามีมาก่อน ยิ่งได้ยินเขาบอกว่าหากเธอยังไม่ยอมหย่า เขาจะทำให้เธอตกอยู่ในสภาพเดียวกับซ่งเวินหนี่ สุดท้ายเจิ้งเหยาก็หย่าขาดจากซ่งห้าวหนาน

            หลังจากหย่า เจิ้งเหยาก็เข้าไปหางานในตัวอำเภอไม่ว่าจะเป็นคนงานล้างจาน คนงานทำความสะอาด หรือแม้แต่คนงานรับจ้างทั่วไปในตลาด เพราะหลังจากที่ซ่งห้าวหนานทำร้ายคนในครอบครัว คนในครอบครัวก็ไม่ยอมให้เธอกลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมอีก เรียกว่าชีวิตของเจิ้งเหยาในเวลานั้นตกต่ำเป็นอย่างมาก

            และเมื่อไม่นานมานี้ฉั่วหลิวหย่งให้คนไปพาเธอมาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดที่โรงเรียนอนุบาลในปักกิ่ง โดยฉั่วหลิวหย่งมอบหมายงานให้เธอทำอย่างหนึ่งคือการเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ให้กับหูเสี่ยวเถา เพื่อแลกกับห้องพักขนาด 20 ตารางเมตรในปักกิ่งหนึ่งห้องและเงินอีกห้าพันหยวน 

            เจิ้งเหยาไม่ต้องเสียเวลาคิด ถึงแม้ห้องพักที่เธอได้รับเป็นเพียงห้องขนาดเพียง 20 ตารางเมตรและตั้งอยู่ในเขตที่พักอาศัยชานเมือง แต่ถึงอย่างนั้นห้องพักนั้นเธอก็ได้มาเปล่าๆ โดยไม่ต้องเสียเงิน แถมฉั่วหลิวหย่งยังโอนชื่อให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเธอทันทีที่เธอมาถึงปักกิ่ง ต่อให้เธอทำงานเก็บเงินไปทั้งชีวิต เธอก็ไม่มีปัญญาหาเงินมาซื้อบ้านหรือห้องพักในปักกิ่งได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเธอจะต้องเสียเวลาไปคิดให้เปลืองสมองทำไม

            อีกอย่างเธอก็พอจะรู้จักฉั่วหลิวหย่งมาบ้าง และรู้ว่าฉั่วหลิวหย่งรักน้องสาวของเขามากขนาดไหน โดยเฉพาะเรื่องพินัยกรรมของจูต้าเจียง ฉั่วหลิวหย่งคิดว่าที่จูต้าเจียงเขียนพินัยกรรมเพื่อประจานน้องสาวและหลานชายของเขา จะต้องมีคนคอยยุยงอยู่เบื้องหลัง และคนคนนั้นต้องเป็นไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยอย่างไม่ต้องสงสัย

            เจิ้งเหยาจึงคิดว่าการที่ฉั่วหลิวหย่งตามหาเธอและให้เธอมาเป็นพยานให้หูเสี่ยวเถาที่ปักกิ่ง คงเพราะฉั่วหลิวหย่งต้องการให้เธอมาช่วยแก้แค้นไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยอย่างแน่นอน และนี่ก็เป็นเหตุผลข้อที่สองที่เธอตอบตกลงกับฉั่วหลิวหย่งว่าจะมาอยู่ที่ปักกิ่ง และเธอยินดีเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ให้หูเสี่ยวเถา เพราะเธอก็อยากแก้แค้นไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยเหมือนกัน ถ้าไม่เพราะสองสามีภรรยาคู่นั้น สามีก็จะไม่หย่ากับเธอ ทำให้เธอต้องกลายเป็นคนไร้ญาติและไม่มีโอกาสได้เจอกับลูกสาวไปตลอดชีวิต

            “ที่รัก คุณยังเสียใจกับเรื่องคดีอยู่เหรอ” ไป๋จิ้งถิงเดินเข้ามากอดภรรยา 

            “ฉันเสียใจที่จับคนที่มาทำร้ายลูกของเราเข้าคุกไม่ได้” ฉินซูเม่ยกัดริมฝีปากอย่างอดกลั้น “ฉันรู้ว่าทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับพยานและหลักฐาน แต่พยานที่พวกเขาหามาเป็นพยานเท็จ คุณก็รู้ว่าพี่สะใภ้เจิ้ง ไม่สิ...ฉันจะไม่เรียกผู้หญิงใจร้ายคนนั้นว่าพี่สะใภ้อีกแล้ว คุณก็รู้ว่าเจิ้งเหยากับครอบครัวของเราไม่ถูกกัน ที่หล่อนยอมมาเป็นพยานเท็จให้กับป้าหูก็เพราะหล่อนอยากมาแก้แค้นเรา”

            “ซูเม่ย ที่คุณบอกว่าเจิ้งเหยาอยากมาแก้แค้นเราก็ไม่ผิด แต่คุณคงไม่รู้ใช่ไหมว่าหลังจากที่เราย้ายมาอยู่ที่ปักกิ่ง ครอบครัวของพี่ใหญ่ซ่งต้องเจอกับอะไร” 

            “พี่ใหญ่ซ่ง? คุณอภัยให้เขาแล้วเหรอคะ” ฉินซูเม่ยถามสามีอย่างแปลกใจ “คุณบอกว่าคุณจะไม่ให้อภัยเขาตลอดชีวิตไม่ใช่เหรอ”

            “ตอนนี้ผมก็ยังไม่ให้อภัยเขา น้องสาวของเขาทำกับคุณถึงขนาดนั้น ผมให้อภัยเขาไม่ได้หรอก แต่ที่ผมยังเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ซ่งก็เพราะผมยังให้เกียรติที่เขาอายุมากกว่าผมเท่านั้นเอง”

            ฉินซูเม่ยกอดสามี เธอรู้ดีว่าสามีผิดหวังและเสียใจในตัวของซ่งห้าวหนานขนาดไหนที่ฝ่ายนั้นบีบบังคับให้สามีของเธอกับไห่อู๋เซินต้องลาออก แม้ว่าสามีของเธอตั้งใจจะลาออกอยู่แล้วก็ตาม “ฉันเข้าใจ หรือต่อให้คุณจะอภัยให้เขา ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะคะ ยังไงความช่วยเหลือและความผูกพันที่พวกคุณมีให้กันมันก็มีมานานแล้ว ความรู้สึกแบบนั้นมันตัดกันไม่ได้ง่ายๆ หรอกค่ะ”

            “ช่างมันเถอะ ยังไงเรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว” ไป๋จิ้งถิงพูดต่อ “หลังจากที่เราย้ายมาปักกิ่ง ซ่งเวินหนี่ต้องแต่งงานกับปิงต๋า ชีวิตหลังแต่งงานของเธอไม่ดีเท่าไหร่ ได้ยินมาว่า...เธอต้องปรนนิบัติปิงต๋ากับปิงเต๋อชวนทุกวัน”

            “ปรนนิบัติทั้งพ่อทั้งลูก? นี่มันจะเลวร้ายเกินไปแล้ว” ฉินซูเม่ยตกใจอย่างที่สุด และเธอก็รู้สึกขยะแขยงเมื่อนึกไปถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มเกเรคนนั้น

            “ซ่งเวินหนี่รับเรื่องนี้ไม่ไหวจนกลายเป็นคนเสียสติ พี่ใหญ่ซ่งจึงขอหย่าให้น้องสาว ก็ไม่รู้ว่าปิงเต๋อชวนไปทำอะไรต่อ ถึงแม้เขาจะยอมให้ซ่งเวินหนี่กับปิงต๋าหย่ากัน แต่พี่ใหญ่ซ่งก็ถูกไล่ออก สวัสดิการและเงินที่ควรจะได้รับก็ไม่ได้ พี่ใหญ่ซ่งก็เลยพาซ่งเวินหนี่กับซ่งอู๋เยว่กลับไปอยู่ที่ชนบท”

            “แล้วเจิ้งเหยาทำไมต้องแค้นเราด้วยล่ะคะ”

            “พี่ใหญ่ซ่งตัดสินใจขอหย่ากับหล่อนด้วยน่ะสิ เพราะพี่ใหญ่ซ่งคิดว่าที่ซ่งเวินหนี่ต้องมาเป็นแบบนี้ก็เพราะมีหล่อนยุยง ถ้าหล่อนไม่พูดให้ความหวังกับซ่งเวินหนี่เรื่องของผม เรื่องเลวร้ายทั้งหมดมันคงไม่เกิดขึ้น” แม้ไป๋จิ้งถิงจะรู้สึกกระดากที่ต้องพูดว่าเรื่องทั้งหมดอาจเป็นเพราะเขา แต่เขาก็ยังอยากเล่าให้ภรรยาฟัง

            ฉินซูเม่ยจับน้ำเสียงที่ผิดปกติของสามีได้ “คุณไม่ต้องคิดว่าทั้งหมดมันเป็นเพราะคุณเลยนะคะ เพราะคุณไม่เคยไปให้ความหวังกับซ่งเวินหนี่อยู่แล้ว และคุณก็บอกหล่อนไปอย่างชัดเจนแล้วว่าคุณเห็นหล่อนเป็นแค่น้องสาว แม้แต่ตอนที่ฉันย้ายเข้าไปอยู่ที่ค่ายทหารกับคุณ ซ่งเวินหนี่ก็ยังไม่ยอมแพ้ เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะหล่อนไม่ยอมรับความจริงเองต่างหาก ส่วนที่ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะมีเจิ้งเหยาคอยยุยงหรือเปล่า เราไม่จำเป็นต้องไปสนใจหรอกค่ะ”

            “ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะเห็นใจ ปกติแล้วพี่ใหญ่ซ่งเป็นคนดีมากนะ เพียงแต่เขารักซ่งเวินหนี่มากเกินไป”

            “เขาจะรักน้องสาวของเขามากมันก็ไม่ผิดหรอกค่ะ แต่ผิดที่วิธีสอนและวิธีการแก้ปัญหาที่เขาใช้มากกว่า” ฉินซูเม่ยรีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะเธอมีเรื่องอื่นที่อยากรู้มากกว่า “เราไม่ต้องพูดเรื่องของพี่ใหญ่ซ่งแล้วล่ะค่ะ เรามาพูดเรื่องของเจิ้งเหยาดีกว่า คุณบอกว่าที่เจิ้งเหยายอมมาเป็นพยานเท็จให้กับป้าหูก็เพราะหล่อนอยากแก้แค้นเรา แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเจิ้งเหยาถึงย้ายมาอยู่ที่ปักกิ่งได้ แล้วทำไมหล่อนถึงรู้จักกับป้าหู”

            “ทนายความที่มาว่าความให้ป้าหูเป็นคนของฉั่วหลิวหย่ง”

            ฉินซูเม่ยขมวดคิ้วคิด เธอเคยได้ยินคนชื่อนี้มาจากไหน สักพักเธอก็ทำตาโต “ฉันนึกออกแล้ว ฉั่วหลิวหย่ง เขาเป็นพี่ชายของฉั่วหลิวอิงใช่ไหมคะ”

            “อืม...ผมสืบมาได้ว่าซูซ่างจิ่นไปขอความช่วยเหลือจากฉั่วหลิวหย่งให้มาช่วยทำคดีนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าซูซ่างจิ่นจะต้องแต่งกับฉั่วหลิวอิง” พูดถึงตรงนี้ไป๋จิ้งถิงก็หัวเราะเยาะ “ตอนที่ต้าเจียงถูกบังคับให้แต่งงานก็เป็นเหตุการณ์ทำนองนี้เหมือนกัน คุณคิดว่าฉั่วหลิวอิงจะมีชื่อเสียงย่ำแย่ขนาดไหนที่ต้องหาผู้ชายมาแต่งงานด้วยวิธีนี้”

            “มันต้องย่ำแย่มากแน่นอนค่ะ เพียงแต่ว่า...” ฉินซูเม่ยทำหน้ากลุ้มใจ “ถ้ามีครอบครัวฉั่วเข้ามาเกี่ยวมันต้องมีเรื่องยุ่งยากตามมาแน่นอน ฉันเป็นห่วงความปลอดภัยของเด็กๆ เราย้ายพวกเขาไปเรียนที่โรงเรียนเอกชนที่อยู่ใกล้ๆ นี้ดีไหมคะ เสียเงินมากขึ้นหน่อย แต่ลูกก็จะอยู่ใกล้เรามากขึ้น”

            “ผมไปทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้ลูกแล้ว” ไป๋จิ้งถิงจ้องภรรยาไม่วางตา “เรื่องความปลอดภัยของพวกคุณปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผม แต่ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากถาม”

            “เรื่องอะไรเหรอคะ”

            “วันนั้นที่คุณพูดว่าจะต้องให้คุณตายอีกกี่ครั้งครอบครัวซูถึงจะพอใจ ยังมีที่ซูซ่างจิ่นพูดว่าคุณย้อนเวลา มันหมายความว่ายังไง?”

            ฉินซูเม่ยทำใจกับเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว วันนั้นเธอสติหลุดจึงเผลอพูดคำพูดพวกนั้นออกไป ซูซ่างจิ่นยังมาถามคำถามที่ไม่น่าถามขึ้นมาอีก ด้วยความฉลาดของสามี เธอจ้องหน้าสามีอย่างไม่หลบสายตา “ถ้าฉันบอกว่าฉันเป็นคนที่ย้อนเวลากลับมาคุณจะเชื่อไหมคะ”

            แม้ในใจจะรู้สึกว่าเรื่องน่าเหลือเชื่อนี้มันเป็นไปไม่ได้ แต่หลายครั้งที่ภรรยาแนะนำเขาไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ หรืออย่างตอนที่เขาออกไปปฏิบัติภารกิจ ถ้าไม่ได้รับคำเตือนจากเธอ แม้แต่ชีวิตเขาคงรักษาไว้ไม่ได้ “ผมเชื่อคุณ”

            ฉินซูเม่ยยิ้มให้สามี แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวในชาติที่แล้ว “ชาติที่แล้วฉันกับซูซ่างจิ่นแต่งงานเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามประเพณี แต่ฉันอยู่กินกับเขาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส จนมาวันหนึ่งฉันไปได้ยินความจริงว่าซูซ่างจิ่นกับฉินซิ่วหลานแอบคบกันลับหลัง และลูกบุญธรรมที่ฉันรับเลี้ยงก็เป็นลูกของพวกเขา...”

            ฉินซูเม่ยเล่าเรื่องในอดีตของตัวเองให้สามีฟัง แต่น้ำเสียงของเธอไม่ได้เหลือความเศร้าและความเสียใจอีกแล้ว เธอเล่าเหมือนกับว่าเธอกำลังเล่านิทานให้สามีฟังเท่านั้น “ส่วนเรื่องที่ว่าซูซ่างจิ่นย้อนเวลากลับมาตอนไหน ฉันก็เพิ่งรู้จากปากเขาวันนั้นเหมือนกัน”

            ไป๋จิ้งถิงตั้งใจฟังเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อจนจบ เขาไม่ได้ไม่เชื่อคำพูดของภรรยา แต่เขาสงสารที่เธอถูกคนใกล้ตัวทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจจนเสียชีวิต “ซูเม่ย ตอนนี้คุณมีผมกับลูกๆ เราจะไม่ปล่อยให้คุณต้องโดดเดี่ยว และผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณได้”

            “ฉันรู้ค่ะ” ฉินซูเม่ยกอดสามี “แล้วฉันก็ไม่เคยคิดว่าคุณกับเด็กๆ เป็นตัวแทนของใคร ส่วนเรื่องของซูซ่างจิ่น ฉันก็ไม่คิดถึงมันอีกแล้ว ตอนนี้ฉันมีความสุขกับครอบครัวของเรามาก แต่ก็ยังมีคนคอยมาสร้างปัญหาให้เราไม่เลิก”

            “ผมบอกแล้วว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณ คุณเชื่อผมนะ”

    คล้ายกับเรื่องคุณย่าย้อนเวลาไปแก้ไขชะตาชีวิต (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน