“ฆ่าเลย ฆ่าไปเถอะ”
หลวี่อีโบกมืออย่างไม่ใส่ใจพลางชักนำพายุหมุนทมิฬเบื้องหลังให้ก่อตัวขึ้นอีกครั้งและครั้งนี้มันกลับดูทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพายุทั้งสี่ลูกก่อนหน้านี้เสียอีก
ท่าทีเยือกเย็นเช่นนี้ทำให้ไป๋ฉางเซิงเริ่มสับสนชั่วขณะหรือว่าหมอนี่จะไม่แยแสต่อความเป็นตายของหวังเหมิ่งจริง ๆ?
เขากำลังจะอ้าปากข่มขู่ต่อแต่หลวี่อีกลับสะบัดมือวูบเดียวพายุหมุนทมิฬเบื้องหลังก็พุ่งทะยานเข้าหาเจียงจืออวี๋ในทันที
นี่สรุปว่า...จะไม่สนใจชีวิตหวังเหมิ่งจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ?
“หลวี่อี แกกล้าเหรอ!”
ไป๋ฉางเซิงคำรามลั่นพลางเพิ่มแรงรัดขึ้นอีกระดับเพื่อแสดงให้หลวี่อีเห็นว่าเขาไม่ได้ขู่ และพร้อมจะสังหารหวังเหมิ่งทิ้งจริง ๆ
ทว่าหลวี่อีกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองมาทางนี้ดวงตาของเขามีเพียงความกระหายอยากที่มีต่อเจียงจืออวี๋เท่านั้น
หัวใจของไป๋ฉางเซิงร้อนรนด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นว่าหลวี่อีไม่มีท่าทีจะยอมรามือ เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดพลางมองดูร่างของหวังเหมิ่งที่ถูกพันธนาการแน่นหนาก่อนจะมอบความตายให้อีกฝ่ายอย่างฉับไว
กร๊อบ!เสียงกระดูกคอหักดังขึ้นอย่างชัดเจนเป็นสัญญาณว่ายอดฝีมือระดับโหวแห่งยุทธ์ผู้เกรียงไกรมานานนับสิบปีอย่างหวังเหมิ่งได้สิ้นใจตายตรงนี้แล้ว
หวังเหมิ่งซึ่งถูกพิษร้ายทำลายระบบประสาทจนสิ้นฤทธิ์ไม่ทันแม้แต่จะได้ส่งเสียง ลมหายใจสุดท้ายก็ขาดห้วงไปในทันที
ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือหมอนี่ตายไปโดยไม่ทันได้ลิ้มรสความทรมานนับว่าเป็นการตายที่สบายเกินไปเสียหน่อยสำหรับคนอย่างมัน
ทว่าตอนนี้ไป๋ฉางเซิงไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องความเจ็บปวดของหวังเหมิ่งเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หลวี่อีไม่ได้หันกลับมามองแม้แต่แวบเดียว!
ท่าทีเช่นนี้ต่อให้ไป๋ฉางเซิงจะทึ่มแค่ไหนก็ดูออกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ความสนใจที่หลวี่อีมีต่อเจียงจืออวี๋นั้นดูจะล้ำหน้าความสำคัญของหวังเหมิ่งไปไกลมาก
ไม่ใช่แค่ล้ำหน้า...แต่มันคือการไม่เห็นหวังเหมิ่งอยู่ในสายตาเลยต่างหากในแววตาของชายผู้นี้มีเพียงเจียงจืออวี๋เท่านั้น!
เจียงจืออวี๋มีดีอะไรนักหนาแค่เห็นหน้าครั้งเดียวถึงกับคลั่งไคล้ได้ขนาดนี้เชียวเหรอ?
ไป๋ฉางเซิงขุ่นเคืองในใจยิ่งนักแต่เมื่อเห็นพายุหมุนทมิฬพุ่งเข้าหาหญิงสาวต่อให้จะโมโหแค่ไหนเขาก็ต้องคลี่คลายวิกฤตตรงหน้าให้ได้ก่อน
อัสนีและเพลิงสวรรค์หลอมรวมเป็นหนึ่งการโจมตีนี้คือพลังขีดสุดเท่าที่ไป๋ฉางเซิงจะสำแดงออกมาได้
ทว่าพลังทำลายล้างขนาดเท่าช่วงแขนที่พุ่งแหวกราตรีจนเกิดแสงสว่างวาบกลับถูกพายุหมุนทมิฬกลืนกินเข้าไปจนหมดสิ้นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ริบหรี่อยู่ในวงพายุก่อนจะดับวูบไปอย่างถาวร
ไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ชัดเจนว่าทันทีที่สายฟ้ามุดหายเข้าไปในพายุพันธะเชื่อมโยงระหว่างเขากับพลังนั้นก็ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง
ตั้งแต่เริ่มโจมตีจนกระทั่งพลังสลายไปไป๋ฉางเซิงไม่อาจสั่นคลอนพายุนั่นได้เลยแม้แต่น้อย
ฝ่ายเจียงจืออวี๋ที่ยืนเผชิญหน้ากับพายุทมิฬที่โหมกระหน่ำเข้ามาก็ขมวดคิ้วแน่น
สถานการณ์ในตอนนี้หลุดลอยเกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว
เดิมทีพวกเขาวางแผนจะใช้ชีวิตของหวังเหมิ่งมาต่อรองกับหลวี่อีเพื่อแลกกับโอกาสรอดชีวิตของเธอและไป๋ฉางเซิง แต่ในตอนนี้หลวี่อีกลับนิ่งเฉยต่อความตายของหวังเหมิ่งจนน่าประหลาดใจมันต้องมีจุดพลิกผันบางอย่างเกิดขึ้นแน่
และสิ่งเดียวที่ทำให้หลวี่อีเปลี่ยนเป้าหมายได้อย่างเด็ดขาดเพียงนี้...
‘เคล็ดวิชาเต๋า!’
เจียงจืออวี๋ใจหายวาบ!หลวี่อีดูออกว่ามันคือเคล็ดวิชาเต๋าอย่างนั้นเหรอ?
ก่อนหน้านี้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานหากเธอไม่ต้านรับการโจมตี หลวี่อีก็คงจะพุ่งเป้าไปที่ไป๋ฉางเซิงแทน
ด้วยความจำเป็นบีบคั้นเธอจึงจำต้องฝืนสำแดงเคล็ดวิชาเต๋าออกมา
แต่ตอนนี้...
ทุกอย่างที่วางแผนมาไม่มีอะไรผิดพลาดเลยช่องโหว่เพียงจุดเดียวคือเจียงจืออวี๋ไม่ได้คาดคิดว่า หลวี่อีจะรู้จัก‘เคล็ดวิชาเต๋า’!
ผู้ที่รู้จักเคล็ดวิชาเต๋าย่อมตระหนักถึงมูลค่ามหาศาลและความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของมัน
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้หลวี่อีปักใจแน่วแน่ว่าจะต้องชิงตัวเธอไปให้ได้
กว่าจะชิงความได้เปรียบมาได้แต่พริบตาเดียวกลับเหมือนติดอยู่ในทางตันอีกครั้ง
สภาพของไป๋ฉางเซิงย่ำแย่ถึงขีดสุดส่วนพลังจิตของเธอก็เหือดแห้งจนเกลี้ยง อย่าว่าแต่จะสู้ต่อเลยแค่การโจมตีที่หลวี่อีซัดออกมาในตอนนี้ พวกเขาก็แทบไม่มีปัญญาจะรับมือได้แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นเจียงจืออวี๋ก็ตัดสินใจทันที
เธอตายได้แต่ไป๋ฉางเซิงห้ามตายเด็ดขาด
หลวี่อีมุ่งเป้าหมายมาที่เธอเพียงคนเดียวดังนั้นหากเธอยิ่งอยู่ห่างจากไป๋ฉางเซิงมากเท่าไหร่โอกาสรอดชีวิตของเขาก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
เธอมองสบตาไป๋ฉางเซิงจากระยะไกลสื่อสารความเด็ดเดี่ยวผ่านแววตาให้อีกฝ่ายรับรู้
ด้วยใจที่เชื่อมถึงกันไป๋ฉางเซิงเข้าใจความหมายของเจียงจืออวี๋ได้ในทันที
และเพราะเข้าใจนี่เองหัวใจของเขาจึงบีบรัดด้วยความกังวล แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากเจียงจืออวี๋ก็หมุนตัววิ่งทะยานไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเขาทันที
“หึ เพิ่งจะคิดหนีเอาป่านนี้เหรอ?”
หลวี่อีเห็นท่าทางนั้นก็ยกยิ้มที่มุมปากร่างของเขาเลือนหายไปจากจุดเดิมในพริบตา และไปปรากฏกายขวางหน้าเจียงจืออวี๋ไว้
เขาโบกมือเบาๆ พายุหมุนทมิฬอีกลูกก็ก่อตัวขึ้นขวางหน้า ประสานกับลูกเดิมที่ตามมาจากด้านหลังกลายเป็นกรงขังพายุที่ปิดล้อมเธอไว้ทั้งหน้าและหลัง
เจียงจืออวี๋ขมวดคิ้วเครียดพยายามเปลี่ยนจังหวะการก้าวเท้าเพื่อหลบหลีก แต่เพียงไม่กี่ก้าวหลวี่อีก็มาดักหน้าไว้อีกครั้ง
พายุหมุนทมิฬสี่สายในตอนนี้เปรียบเสมือนปราการสวรรค์ที่ขวางกั้นเจียงจืออวี๋ไว้ จะรุดหน้าก็ไม่ได้จะถอยหลังก็ไม่พ้น!
ยามนี้หลวี่อีดูเหมือนจะไม่รีบร้อนแล้วเขาชูมือขวาขึ้นช้า ๆ พายุหมุนทั้งสี่เริ่มบีบวงล้อมเข้าหาเจียงจืออวี๋อย่างช้า ๆแต่ยังไม่ได้เข้าจู่โจมโดยตรง
“สาวน้อย เธอน่าจะรู้นะว่าฉันต้องการอะไร?”
“มาตกลงกันหน่อยดีไหม ส่งของชุดนั้นมาให้ฉันทั้งหมด แล้วฉันจะปล่อยพวกเธอไป”
น้ำเสียงของหลวี่อีดังขึ้นในกระแสเสียงนั้นแฝงไปด้วยความกระหายอยากและร้อนรน
เป็นไปตามคาดเขามุ่งเป้ามาที่เคล็ดวิชาเต๋าจริง ๆ
เจียงจืออวี๋ยิ้มออกมาเมื่อหลวี่อีเผยความต้องการที่แท้จริง เธอกลับเริ่มสงบลงได้
“ของอะไร? ไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่านายพูดถึงอะไร”
ระหว่างที่พูดเธอแอบชำเลืองมองไปทางไป๋ฉางเซิงที่อยู่ไกลออกไปทว่าคำตอบของเธอทำให้หลวี่อีไม่พอใจนัก
เขาส่ายหัวเบาๆ แววตาฉายแววระอาใจ
“ของล้ำค่าขนาดนี้ เด็กสาวตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะควบคุมไหวได้ยังไง?”
“ส่งมันมาดี ๆ แล้วฉันจะปล่อยพวกเธอไป”
“ไม่อย่างนั้น ฉันคงต้องใช้กำลังแย่งชิงมันมาเอง!”
แย่งชิงอย่างนั้นเหรอ?
“พลังจิตของฉันไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่านายเท่าไหร่ นายจะแย่งชิงไปยังไง?”
“และนายก็น่าจะรู้ดีว่า ถ้าฉันต้องการฉันสามารถลบความทรงจำทั้งหมดของตัวเองทิ้งได้ทุกเมื่อ”
หลวี่อีพยักหน้าไม่ได้ปฏิเสธความจริงข้อนี้
“แต่ว่า...”
สิ้นเสียงของหลวี่อีไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาเบาหวิวขึ้นมาจากนั้นทั้งร่างก็เริ่มลอยเคว้งขึ้นไปในอากาศอย่างควบคุมไม่ได้
เขาพยายามดิ้นรนสุดชีวิตแต่ก็ต้านทานกระแสลมบ้าคลั่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ไม่ได้เลย
“เธอคงเป็นห่วงเจ้าตัวเล็กนี่มากเลยใช่ไหมล่ะ?”
“ถ้าฉันบอกว่า หากเธอไม่ส่งของที่ฉันต้องการมาฉันจะปลิดชีพเจ้าตัวเล็กนี่เสียล่ะ?”
ให้ตายเถอะ...พลิกไปพลิกมา สุดท้ายพี่ชายคนนี้กลายเป็นตัวประกันไปซะอย่างนั้น?
ไป๋ฉางเซิงรู้สึกเหมือนมีคำสบถติดอยู่ที่คอหอยแต่พออ้าปากจะด่า กระแสลมแรงก็กรอกเข้าปากจนเขาไม่อาจส่งเสียงใด ๆ ออกมาได้เลย
ทว่าก่อนที่เจียงจืออวี๋จะได้แสดงท่าทีใดๆ เสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้น และเป็นคำตอบแทนเจียงจืออวี๋ในทันที
“ชีวิตของเขา... ไม่ใช่สิ่งที่แกจะพรากไปได้ง่าย ๆ หรอกนะ”