19. บทที่ 19
เมื่อทุกคนกลับมาถึงบ้าน หลี่เฟยเจินก็วางเด็กชายที่อยู่บนหลังเขานอนลงบนพื้นพรม ที่นั่งเล่นประจำของพวกเขาในห้องนั่งเล่น ก่อนจะวิ่งไปตามคุณแม่ที่อยู่ในห้องหนังสือ
“อาช่าง นายช่วยไปบอกให้พี่จงชางเตรียมรถที คุณแม่มาจะได้รีบไปโรงพยาบาลกัน”
เฉินหวงช่างทำตามโดยไม่คิดอะไรให้มากความ เขาคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้
เมื่อหลี่เฟยฮุ้ย ให้เพื่อนสนิทไปตามคนขับรถตามที่น้องสาวแอบกระซิบบอกแล้ว เขาก็วางหลี่เฟยหย่าลง
เ้าตัวน้อยเดินเข้าไปหาคนป่วย ก่อนจะหยดน้ำตกมรกตให้เด็กชายที่นอนไม่ได้สติอยู่ แค่พอให้เขาบรรเทาอาการลง ไม่ได้ให้กินมันจนหายดีเพราะเธอไม่รู้ ว่าทำไมเพื่อนใหม่ของเธอถึงได้ออกมานอนหมดสติอยู่ข้างนอกแบบนี้
แต่ดูจากรอยช้ำที่มุมปากและรอบช้ำตามแขนนี้อีก ไม่รู้ว่าเนื้อตัวภายใต้ร่มผ้าจะขนาดไหน ทางที่ดีพาไปโรงพยาบาลจะดีที่สุด อย่างน้อยๆ จะได้มีหลักฐานการรักษาและคุณหมอจะได้เป็พยานให้ด้วย เผื่อเกิดเื่ไม่คาดคิดอะไรขึ้นมา
หลังจากได้กินน้ำตกมรกตไปแล้ว อาการหอบของเขาก็เบาลงตัวที่ร้อนเป็ไฟ ก็น่าจะลดอุณหภูมิไปหลายองศาเลยทีเดียว
ซ่งผู่เย่วรีบเข้ามาในห้อง หลังจากลูกชายคนรองไปตาม ระหว่างทางก็ฟังสถานการณ์ของเด็กชาย ที่พวกเขาพากลับบ้านมาด้วย
เมื่อเธอเห็นอาการของเด็กชายแล้ว ว่าน่าเป็ห่วงจริงๆ จึงรีบบอกให้ลูกชายเธอช่วยพาเขาไปขึ้นรถที่เตรียมพร้อมอยู่ที่หน้าบ้าน
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลโดยที่เด็กๆ ขอตามไปด้วย ก็พาคนไข้ไปให้คุณหมอรักษาทันที
ซ่งผู่เย่วรีบเดินเข้าไปหาคุณหมอ เมื่อเขาออกมาจากห้องตรวจแล้ว และเตรียมจะย้ายคนไข้ไปห้องรวม เธอจึงได้แจ้งให้ขอห้องเดี่ยวแทน
หลังแจ้งสิ่งที่้าแล้ว คุณหมออู๋เฝิงชายวัยกลางคนเ้าของไข้แอบสังเกตซ่งผู่เย่วเงียบๆ แต่เมื่อเห็นว่าเธอดูห่วงใยและขอห้องเดี่ยว ที่เป็ส่วนตัวให้เด็กชายคนไข้ของเขาแล้ว ก็ไม่น่าจะใช่คนที่จะทำร้ายเด็กชายได้ เขาจึงถามออกมาอย่างรอบคอบ
“ผมขอถามได้รึเปล่า คุณเป็อะไรกับคนไข้หรือครับ สภาพของเขาภายในบอบช้ำมาก เนื้อตัวในร่มผ้าเขียวช้ำไปหมด เหมือนโดนทารุณกรรมเลยครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ซ่งผู่เย่วก็ใก่อนจะส่ายหัวปฏิเสธทันที ก่อนที่คุณหมอจะเข้าใจผิดว่าเธอทารุณกรรมเด็ก
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ใช่ญาติหรือคนรู้จักเด็กชายคนนี้ ลูกๆ ของฉัน พวกเขาไปเล่นที่สวนแถวบ้าน ก็เลยช่วยกันพามาส่งโรงพยาบาลเท่านั้นค่ะ”
เธอชี้ไปที่พวกเด็กๆ ทั้งสี่คน พวกเด็กๆ ก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น ว่าเป็เื่จริงตามที่คุณแม่ของพวกเขาพูด
“ใช่ค่ะคุณลุงหมอ หย่าเออร์ไปเจอพี่ชายคนนี้นอนหมดสติอยู่ใต้ต้นไม้ในสวนค่ะ”
เ้าตัวน้อยยกมือขึ้น ขอพูดแทรกเพื่อยืนยันความจริงอีกเสียง ว่าเป็เธอที่เป็คนเจอ
“เป็นอย่างนี้นี่เอง ผมเข้าใจแล้วครับ เื่นี้คงต้องแจ้งตำรวจแล้วละ แต่คงต้องรอให้คนไข้ฟื้นขึ้นมาก่อน”
คุณหมออู๋เฝิงพูดออกมาอย่างโล่งใจ ดีที่เขาไม่พูดกล่าวหาโต้งๆ ออกไป ต้องขอบคุณประสบการณ์ชีวิตหลายปีของเขา ไม่งั้นคงกล่าวหาคนทำความดีไปซะแล้ว
เด็กๆ เดินตามพยาบาล ที่เข็นเตียงย้ายห้องตามที่ซ่งผู่เย่วแจ้งไว้ ซ่งผู่เย่วเองก็แยกตัวไปจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ เมื่อพยาบาลยื่นค่ารักษาให้ ก่อนที่จะเข็นเตียงออกไป
เข้ามาในห้องแล้ว หลังจากพยาบาลออกจากห้องไป เ้าตัวน้อย ก็ให้พี่ใหญ่อุ้มขึ้นมานั่งบนเตียงคนไข้ เพราะที่นั่งในห้องไม่พอต้องเอาไว้ให้คุณแม่นั่งด้วย?
“คงต้องรอนานเลยกว่าเขาจะฟื้นขึ้นมา น้องหิวรึยังให้พี่ไปซื้ออะไรมาให้กินไหม”
เฉินหวงช่างถามน้องสาวแสนซน ที่เท้าคางมองว่าที่เพื่อนใหม่แก้เบื่อ รอให้เขาตื่นมาทำความรู้จักกันอย่างรอคอย
“หิวค่ะ พวกพี่ชายไปหาซื้อของกินมาเยอะๆ เลยนะคะ ซื้อมาเผื่อคุณแม่กับเพื่อนหย่าเออร์ด้วยค่ะ เผื่อเขาตื่นมาแล้วหิว”
เหล่าพี่ชายทั้งหลายได้ฟังแล้วก็ต้องทำหน้าสงสัยเพื่อนจากไหนกัน ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่มีเวลามาถาม ว่าไปทำความรู้จักกันตอนไหน เท่าที่น้องสาวเล่ามา เด็กผู้ชายคนนี้หมดสติมาตลอดเลยนะ
“ก็พี่ชายคนนี้ไงคะเพื่อนหย่าเออร์ เราเจอกันแล้วถึงจะยังไม่ได้คุยกัน แต่ก็ได้ช่วยเหลือ นี่ถือเป็โชคชะตา เราเป็เพื่อนกันแล้วค่ะ!”
เ้าตัวน้อยชี้ไปที่คนป่วย ที่ยังคงนอนหลับไม่รู้เื่อะไร และเอาเื่โชคชะตาที่คุณยายชอบพูดกับคุณย่าบ่อยๆ มาอ้างบ้าง อย่างจริงจัง
“อ๋า… อย่างนี้นี่เอง น้องเป็เพื่อนกันแล้วนี่เองสินะ…”
หลี่เฟยเจินผู้ซื่อตรงของบ้าน พูดลากเสียงอย่างเก็บอาการไม่อยู่กับความคิดของน้องสาว เ้าตัวน้อยนี่คนเขายังไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเลยคิดบังคับกันเป็เพื่อนซะแล้ว!
“ถ้าอย่างนั้นอาฮุ้ยนายอยู่กับน้องรอคุณน้าแล้วกัน ฉันกับอาเจินไปซื้ออาหารเอง”
เฉินหวงช่างที่เอ็นดูในความคิดแปลกๆ ของเ้าตัวน้อย แบ่งหน้าที่ให้ทุกคนก่อนจะออกไปกับหลี่เฟยเจิน
“หย่าเออร์ ลูกไปนอนเบียดพี่เขาอย่างนั้นไม่ได้นะคะ”
ซ่งผู่เย่วที่ไปจัดการค่าใช้จ่ายเรียบร้อยแล้วเข้ามาเห็นลูกสาวตัวน้อยของเธอ นอนคว่ำหน้าใช้มือเท้าคางอยู่ปลายเตียงข้างๆ ขาคนป่วยอยู่ ก็พูดห้ามออกมาอย่างอดไม่ได้
“คุณแม่ หย่าเออร์ตัวนิดเดียวเท่านี้เอง ไม่เบียดค่ะ”
แก้ตัวกับคุณแม่พร้อมกับทำมือประกอบ ยืนยันว่าตัวเองตัวนิดเดียวจริงๆเสร็จ ก็ทำหน้าอ้อนขออยู่ตรงนี้ต่อ เธออยากเฝ้าใกล้ๆ นี่นา เพื่อนเธอตื่นมาจะได้เจอเธอคนแรก
เด็กชายที่ไข้ลดลงไปเยอะแล้วก็ได้สติ พยายามลืมตาแสนหนักอึ้งขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงสนทนากันของผู้ใหญ่และเสียงเล็กๆ ของเด็ก
“โอ๊ะ! พี่ชายตื่นแล้วค่ะคุณแม่ พี่ใหญ่”
หลี่เฟยหย่าส่งเสียงออกมาอย่างดีใจเมื่อเห็นเด็กชายตรงหน้าพยายามลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ พอเห็นเขาน่าจะปรับสายตาได้แล้วเ้าตัวน้อยก็ส่งรอยยิ้มประจำตัวให้เพื่อนใหม่อย่างน่ารัก
“ตื่นแล้วหรือจ๊ะ รู้สึกยังไงบ้างบอกน้าได้ ไม่ต้องกลัวนะคะ ที่นี่โรงพยาบาล”
ซ่งผู่เย่วถามเด็กชายตรงหน้า เมื่อเห็นเขามองรอบๆ อย่างหวาดระแวง ก็พูดปลอบใจอย่างอ่อนโยน
เด็กชายที่อ้าปากเตรียมพูดแล้ว แต่คอกลับแห้งเหมือนกลืนเม็ดทราย แทบไม่มีเสียงออกมาเลย
“พี่ใหญ่ขอน้ำค่ะ พี่ชายคงเจ็บคอแน่เลย”
เ้าตัวน้อยรับแก้วน้ำอุ่นจากพี่ชาย มายื่นให้เพื่อนใหม่ที่ยังไม่รู้ชื่อตรงหน้าอย่างใส่ใจ
“ขอบคุณครับ”