คนผู้นั้นใช้ไม้แคะฟันจิ้มมาชิมชิ้นหนึ่งสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แล้วเขาก็หยิบชิ้นที่สองและสาม กินไปอย่างรวดเร็วเพียงครู่เดียวหัวใจไก่ที่อยู่บนจานก็หมดเกลี้ยง
“อร่อยมาก!” เขาเลียริมฝีปากอยากกินอีกจึงก้มมองเข้าไปในหม้อดิน “นอกจากหัวใจไก่แล้วยังมีอะไรอีก?ข้าขอสักสองสามไม้”
นางซูได้ยินดังนั้นก็ดีใจเจอคนชอบกินเสียที นางรีบตอบไปว่า “มีไส้ไก่กับกึ๋นไก่เ้าค่ะ...”
เมื่อมีลูกค้าคนแรกการค้าขายก็ราบรื่นขึ้น ล่าช่วนตั้งราคาไว้ไม้ละสามอีแปะซึ่งแพงกว่าหมั่นโถวเพียงหนึ่งอีแปะเท่านั้น นับว่าเป็ของดีราคาถูก แต่นั่นแหละเพราะว่าต้นทุนมันต่ำมาก
หลังจากขายมาทั้งเช้าประมาณการคร่าวๆ ได้สามสิบไม้ รวมรายได้เก้าสิบอีแปะหักค่าซื้อเครื่องในยี่สิบอีแปะ และเครื่องเทศประมาณสิบอีแปะเหลือกำไรตั้งหกสิบอีแปะแน่ะ
วันแรกก็ทำยอดขายได้เท่านี้นางซูจึงดีใจเป็อย่างยิ่ง ในใจที่เคยห่อเหี่ยวพลันโล่งอกเมื่อเห็นว่าใกล้เวลาเที่ยงแล้ว แม้จะยังขายไม่หมด แต่นางก็เก็บแผงด้วยความยินดี
นางซื้อผักและผลไม้จากคนขายผักข้างๆแล้วพาเย่ชิงชิงไปซื้อเครื่องในที่แผงไก่และเป็ดเมื่อวาน
นางซูคำนวณในใจแค่่บ่ายก็สามารถทำล่าช่วนได้เต็มหม้อดินใหญ่ส่วนตอนกลางคืนนางก็ยังสามารถปักผ้าได้อีกด้วย หากรวมกันทั้งวันแล้วจะสามารถเก็บเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียวตอนนี้พวกนางไม่ต้องห่วงเื่การเตรียมเสบียงฤดูหนาวแล้ว!
การใช้ชีวิตที่มีรายได้และเป้าหมายนางยิ่งคิดก็ยิ่งมีกำลังใจ สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไร้กังวลได้
นางซูแบกตะกร้ากลับบ้านอย่างมีความสุขแล้วนำล่าช่วนที่เหลืออีกสิบกว่าไม้ไปที่บ้านของพี่เจียงและลุงขาเป๋
แม้ไม่ใช่ของมีค่าอะไรมากมายแต่ก็ถือว่าเป็ของหายาก และเป็การตอบแทนน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่นางเคยได้รับ
พี่เจียงเป็คนชอบกินเผ็ดพอดีนางชิมไปไม้หนึ่งก็เอาแต่บอกว่าอร่อย นางจึงรับจานไว้โดยไม่เกรงใจพร้อมกับชูนิ้วโป้งให้
“ซูเหนียงจื่อเก่งกาจจริงเชียว ปกติสามีของข้าชอบดื่มเหล้าสองสามแก้วของสิ่งนี้เหมาะมากสำหรับเป็กับแกล้ม ดูท่าคงค้าขายเจริญรุ่งเรืองน่าดู!”
นางซูได้ยินก็ยิ้มหน้าบานพลางหัวเราะ“เป็สิ่งที่ชิงชิงช่วยออกความเห็นให้เ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจชนิดที่ไม่อาจปิดมิด
พี่เจียงร้อง‘ไอ๊หยา’ อย่างแปลกใจ “เด็กตัวเล็กๆเพียงเท่านี้น่ะหรือ...นี่สินะที่ใครๆ ก็ว่ากันผู้ที่รอดตายเพราะภัยพิบัติย่อมมีโชคตามมา ชิงชิงรอดจากไข้ทรพิษได้ชีวิตนี้ย่อมมีแต่สิ่งดีๆ อีกมาก!”
“ฮิฮิ ข้าขอรับคำอวยพรจากท่านเ้าค่ะ”
พี่เจียงกล่าวต่อไปว่า“พวกเ้าเพิ่งย้ายมา ยังไม่ได้ปลูกอะไรเลยมารับผักที่บ้านข้าไปไว้กินก่อนเถิด!”
ก่อนหน้านี้นางซูเคยมาขอเมล็ดผักจากพี่เจียงไปปลูกในลานบ้านนางจึงรู้สถานการณ์ปัจจุบันของครอบครัวนี้เป็อย่างดี
เมื่อเริ่มขายล่าช่วนก็ไม่มีเวลาไปเก็บผักป่าแล้ว อีกอย่างผักป่าก็มีรสขมฝาด ไม่ใช่ของดีอันใด...นางซูทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ที่บ้านพี่เจียงมีผักสดเหลือเยอะขายให้พวกเราก็ดีเ้าค่ะ ข้าจะได้ไม่ต้องแบกมาจากในเมือง”
“เ้ามีล่าช่วนก็ยังคิดถึงข้าแล้วผักแค่นี้จะมาคิดเล็กคิดน้อยกับข้าทำไมกัน?” พอพูดถึงเื่ขายผักพี่เจียงก็ดูไม่ค่อยพอใจ
นางซูรีบกุมมือของนางไว้พลางกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่แค่วันสองวันเ้าค่ะหากหวังพึ่งพากันไปนานๆ ก็ย่อมรับมาเปล่าๆ ไม่ได้ พี่เจียงไม่เห็นด้วยข้าจะถือว่าเป็คนแปลกหน้าไปนะเ้าคะ ต่อไปข้าคงต้องขอรบกวนท่านอีกมาก”
คำพูดนี้ก็มีเหตุผลพี่เจียงเป็คนใจกว้าง จึงตกลงในทันทีว่า “เช่นนั้นของหนึ่งชั่งข้าจะขายให้เ้าถูกกว่าข้างนอกสองอีแปะ ตกลงตามนี้แล้วกันนะ”
ถูกกว่าข้างนอกสองอีแปะคงประหยัดค่าผักแต่ละวันไปได้ไม่น้อยนางซูรู้สึกขอบคุณและจำยอมรับความหวังดีของอีกฝ่าย
จากนั้นก็ไปยังบ้านของลุงขาเป๋เขาทำอาหารค่อนข้างเร็ว เวลานี้เขาได้จัดสำรับและเริ่มกินอาหารกลางวันแล้ว
“บังเอิญมาถูกเวลาพอดีเชียว” นางซูหัวเราะพลางเคาะประตูที่เปิดอ้าอยู่“ข้ามาเพิ่มกับข้าวให้ลุงหวงเ้าค่ะ”
โต๊ะอาหารตั้งอยู่ใต้ซุ้มองุ่นในลานบ้านอาหารเรียบง่ายแค่ผัดถั่วฝักยาวกับเนื้อตากแห้ง และข้าวขาวหนึ่งชามลุงขาเป๋ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านเถียนซินเมื่อสิบปีก่อน และเป็ชายโสดมาตลอดทุกคนต่างเรียกเขาว่า หวงขาเป๋
“พวกเ้าช่างมีน้ำใจนัก” ลุงหวงขาเป๋ยิ้มเขามองจานที่นางยกมา “นี่มันของแปลกใหม่อะไรกัน?”
นางซูอดไม่ได้ที่จะอธิบายเื่ล่าช่วนให้เขาฟังและกล่าวถึงการขายของในเมือง สุดท้ายก็ถามว่า “ไม่ทราบว่าลุงหวงกินเผ็ดได้หรือไม่เ้าคะ?”
ลุงหวงขาเป๋กินเผ็ดได้เขาเดินกระโผลกกระเผลกเข้าไปในครัวหยิบเหล้าข้าวของตัวเองออกมา แล้วหัวเราะว่า“ของสิ่งนี้คล้ายกับเนื้อเสียบไม้ของชาวหูค้าขายในเมืองเป็อย่างไรบ้าง?”
ชาวหู?นางซูตะลึงเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะเป็ผู้ที่เคยเห็นโลกกว้างนางตอบพลางกล่าวว่า “เพิ่งขายเป็วันแรกเ้าค่ะยังต้องสังเกตดูอีกสองสามวัน”
นางหวังว่าล่าช่วนจะเป็ที่นิยมแพร่หลายเพื่อที่จะได้ยึดเป็อาชีพหลัก นางและบุตรจะได้ไม่ต้องกังวลเื่ปากท้องอีกต่อไป
จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อยนางซูต้องรีบกลับไปทำอาหาร ลุงหวงขาเป๋ก็ไม่รั้งไว้ นางจึงรีบกล่าวลา
่บ่ายเป็การล้างทำความสะอาดและปรุงอาหารรวมถึงเหลาไม้เสียบด้วย สิ่งที่น่าแปลกใจคือเย่จื้อเฟิงก็มาช่วยงานแถมยังทำได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย
นางซูเห็นพฤติกรรมของบุตรชายที่เริ่มกลับมาใกล้เคียงกับคนปกติมากขึ้นนางก็รู้สึกยินดียิ่ง
่ที่เย่จื้อเฟิงอายุหนึ่งถึงสองขวบเขาเคยเป็เด็กที่ร่าเริงสดใส ต่อมาก็ล้มป่วย ไข้ขึ้นจนสมองเลอะเลือนเขาจึงเหม่อลอยมาโดยตลอด ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ตามปกติอีกเลย สิ่งของใดๆที่อยู่ในมือ เขาก็จะนำเข้าปากไปหมด ต้องใช้เวลาสองถึงสามปีในการสอนจนกระทั่งเขาเลิกพฤติกรรมนี้ได้
เย่ชิงชิงคิดว่านี่อาจเป็ผลมาจากน้ำวิเศษในมิติแม้จะไม่เห็นผลทันที แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็ค่อยไปตามธรรมชาติเช่นนี้จะไม่ทำให้ใครสงสัยแน่นอน
เมื่อเห็นว่าทุกคนมีงานทำกันหมดเย่ชิงชิงก็สะพายตะกร้าตัดสินใจขึ้นเขาเพื่อไปขุดเก่อเกินมาต้มแกงและถือโอกาสนี้นำส้มออกมาให้พวกเขากินอีก