เสียงร้องด้วยความเ็ปสลับกับเสียงครางกระเส่าของซูหลันดังเล็ดลอดออกมาจากห้องทำคลอดเป็ระยะๆสร้างความกดดันให้แก่ผู้ที่รอคอยอยู่เบื้องนอก
บรรดาผู้าุโระดับสูงหลายคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงต่างก็พอจะจับต้นชนปลาย และรับรู้เื่ราวสถานการณ์สุดช็อกนี้มาบ้างแล้ว...นี่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์! การถือกำเนิดของ 'บุตรแห่ง์(ผู้มีกายาเซียน)' อย่างแท้จริง!
หลายคนรีบกรูกันเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลังประสานมือแสดงความปีติยินดี และกล่าวคำอวยพรเยินยอ ‘หวงไท่’ อย่างออกรสต่างหวังว่าการประจบสอพลอในวันนี้ จะช่วยให้พวกเขาได้รับความโปรดปรานและส่วนแบ่งผลประโยชน์มากขึ้นในอนาคต
ทว่า...ในขณะนี้ จิตใจของหวงไท่ไม่ได้จดจ่อ หรือให้ความสนใจกับคำเยินยอเ่าั้เลยแม้แต่น้อย
ชายชราผู้มีชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบร้อยปีเพิ่งจะเคยัักับความรู้สึก 'โล่งอก' และสามารถละทิ้งความกังวลหนักอึ้งในใจไปได้ก็วันนี้เอง เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าหลังจากจบเื่วุ่นวายทั้งหมดนี้ เขาจะวางมือ สละตำแหน่งผู้นำตระกูล ส่งมอบอำนาจบริหารทั้งหมดให้แก่‘อัครเดช’ ดูแลรับ่ต่อ ส่วนตัวเขา... จะขอปลีกวิเวก เข้าไป ‘ปิดด่านฝึกตน’ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ เพื่อมุ่งมั่นเค้นพลัง ทะลวงกำแพงก้าวข้ามไปสู่ 'ขอบเขตราชันยุทธ์' ให้จงได้
ซึ่งตอนนี้...เขาเหลือระยะทางอีกเพียงแค่ 'ครึ่งก้าว' เท่านั้น!และนอกจากนี้...
(ฮิฮิ...ใกล้ถึงเวลา ‘กินอาหาร’ แล้วสินะ...)
โดยไม่มีใครสังเกตเห็นหรือได้ยินเสียงหัวเราะอันแ่เบานี้ ใบหน้าเหี่ยวย่นของหวงไท่ ก็แสยะยิ้มกว้างฉีกยิ้มจนมุมปากแทบจะฉีกถึงรูหู สีหน้าและแววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็วิปริตและน่าสะพรึงกลัวอย่างประหลาด!
ทว่า... มีเพียง‘ผู้าุโคนสนิท’ ของเขารายหนึ่งเท่านั้นที่บังเอิญหันไปเห็น 'ภาพเหตุการณ์สุดสยอง'นี้เข้าเต็มสองตา
(เมื่อกี้มัน...เกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย!?... ทำไมแวบหนึ่งข้าถึงมองเห็นใบหน้าของท่านผู้นำ... กลายสภาพเป็ ‘หน้าของสัตว์ประหลาด’ ไปได้วะ!?) ผู้าุโท่านนั้นสะดุ้งเฮือกรีบกะพริบตาขยี้ตารัวๆ แต่เมื่อเพ่งมองอีกครั้ง ใบหน้าของหวงไท่ก็กลับมาเคร่งขรึมเรียบเฉยตามปกติ เขาจึงได้แต่ส่ายหัว พยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปสงสัย่นี้ข้าคงจะดูบอลดึก พักผ่อนน้อยเกินไป ตาเลยฝาด หลอนไปเองแน่ๆ
“เอาล่ะ!ในเมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว... ข้ามีเื่สำคัญ ‘ระดับคอขาดบาดตาย’ที่จะต้องชี้แจง และออกคำสั่งขั้นเด็ดขาด!”
จู่ๆหวงไท่ก็กระแทกไม้เท้าลงพื้น เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจและดุดัน
บรรดาผู้าุโหลักในตระกูลต่างรีบหุบปาก เก็บอาการลิงโลด และยืนตัวตรงแน่ว รอรับฟังคำสั่งอย่างพร้อมเพรียงดูจากบรรยากาศแล้ว ต้องเป็เื่ซีเรียสระดับชาติแน่นอน
หวงไท่กวาดสายตามองทุกคนก่อนจะกำชับเสียงแข็ง สั่งห้าม สั่งปิดปากผู้าุโทุกคนห้ามแพร่งพรายความลับ เื่การถือกำเนิดของทายาทผู้มีกายาเซียนออกไปสู่โลกภายนอกเด็ดขาด ให้ประกาศแค่ว่าเป็ทายาทกายา์ธรรมดาก็พอ
เขาจำเป็จะต้องรอเวลาซื้อเวลาประวิงออกไป ให้เด็กน้อยคนนี้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถปกป้องตัวเองได้ซะก่อน ถึงจะวางใจปล่อยข่าวได้
หากปล่อยให้พวกขุมกำลังศัตรูล่วงรู้ความจริงว่าตระกูลหวง ได้ให้กำเนิดอัจฉริยะ 'กายาเซียน' ซึ่งเป็ภัยคุกคามระดับสูงสุดออกไปล่ะก็... รับรองได้เลยว่าพวกมันจะต้องแห่กันส่งมือสังหารระดับพระเขี้ยวมาลอบฆ่าเด็กคนนี้ ทุกวี่ทุกวันแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่ๆ
“ต...แต่ว่า ท่านผู้าุโสูงสุดขอรับ!... เหตุการณ์ระดับ ‘การถือกำเนิดของบุตรแห่ง์’เช่นนี้... มันจะมี 'ปรากฏการณ์ฟ้าดิน' เกิดขึ้นเสมอ! ซึ่งพลังอานุภาพของมัน รุนแรงเกินกว่าที่เราจะปกปิดหรือปิดตาชาวเมืองได้มิดนะขอรับ!”
ผู้าุโบางคนเอ่ยแย้งขึ้นมาด้วยสีหน้ากังวล
“อืม...ข้ารู้...”
หวงไท่ลูบเคราพลางพยักหน้าสีหน้าเคร่งขรึมลง เขาเงยหน้าขึ้นมองทะลุหลังคาตำหนัก ออกไปสู่ท้องฟ้าเบื้องบน
ตอนนี้เหนือน่านฟ้าของคฤหาสน์ตระกูลหวงเริ่มปรากฏเค้าลางของพายุหมุนพลังปราณขนาดั์ ก่อตัวม้วนเกลียวดำทะมึนขึ้นแล้วซึ่งพายุนี้ คือสัญญาณเตือนภัยตามธรรมชาติ ที่จะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีสมบัติระดับพระเ้า หรือยอดอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไป! ให้พวกเ้าจงใจปล่อยข่าวลือกระจายข่าวออกไปให้ทั่วเมืองเลยว่าตระกูลหลักของเราได้ให้กำเนิด 'ทายาทผู้มีกายา์'ด้วยบารมีและชื่อเสียงอันน่าเกรงขาม ของว่าที่คุณพ่ออย่าง ‘นพเก้า’ ซึ่งเป็จักรพรรดิยุทธ์รุ่นเยาว์รับรองได้เลยว่า คงไม่มีไอ้หน้าโง่ หรือขุมกำลังไหน กล้าเสี่ยงตาย บุกมาทำร้ายหรือลอบสังหารคนในตระกูลของเราอย่างแน่นอน!”
หวงไท่ตัดสินใจเด็ดขาดด้วย 'ไพ่ตาย' ระดับจักรพรรดิยุทธ์ที่เดินได้ส่ายได้อย่างหลานชายของเขาต่อให้เป็ตระกูลคู่แข่งอันดับหนึ่งอย่าง ‘ตระกูลฉิน’คิดจะส่งมือสังหารระดับพระกาฬมาลอบฆ่าเด็ก พวกมันก็ไม่มีทางรอดพ้นสายตาและเรดาร์ตรวจจับของนพเก้าไปได้หรอก ยกเว้นเสียแต่ว่า พวกมันจะสิ้นคิดถึงขั้นส่งยอดฝีมือ ‘ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์’ สายลอบเร้นบุกมาลงมือด้วยตัวเองเท่านั้น ซึ่งมันเป็ไปได้ยากมาก
ภายในห้องทำคลอดของตำหนักการแพทย์...
ท่ามกลางความวุ่นวายของทีมหมอตำแยาุโสามพ่อแม่ลูก (หวงเม่ย,อัครเดช, นพเก้า) กำลังยืนเกาะขอบเตียงลุ้นตัวโก่ง และคอยส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ
บนเตียงนอน...‘ซูหลัน’ กำลังดิ้นทุรนทุราย เหงื่อแตกซิก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปแสนสาหัสตลอดชีวิตการฝึกฝนวิทยายุทธ์ที่ผ่านมา ต่อให้นางจะต้องผ่านการฝึกฝนนรกแตกหรือเสี่ยงเป็เสี่ยงตายเฉียดนรกมานับครั้งไม่ถ้วนแต่นางก็ไม่เคยต้องมาเผชิญกับความเ็ปทรมาน ระดับทะลวงขีดจำกัดมนุษย์เท่ากับการคลอดลูกครั้งนี้มาก่อนเลยในชีวิต!
“ใกล้แล้วเ้าค่ะคุณผู้หญิง!!อดทนเบ่งอีกนิดเดียวนะเ้าคะ! หัวเด็กโผล่ออกมาแล้ว!!”
หัวหน้าหมอตำแยชราเหงื่อแตกพลั่กไหลย้อยเข้าตา นางกำลังใช้สองมือค้ำยันและประคองศีรษะทารกน้อยให้ออกมาอย่างระมัดระวังที่สุด
“ซูหลัน...เ้าทำใจดีๆ ไว้! อดทนอีกนิดเดียวนะ!”
นพเก้ายืนบีบนวดฝ่ามือที่เย็นเฉียบของหญิงสาวคอยส่งเสียงปลอบโยนให้กำลังใจอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง
ในห้วงวินาทีที่เรี่ยวแรงของนางใกล้จะเหือดแห้งและรู้สึกเ็ปจนทนไม่ไหว แทบจะสลบคาเตียงอยู่นั้นเอง... นางก็ััได้ถึง 'ฝ่ามืออันอบอุ่น'ของชายหนุ่ม ที่กำลังกอบกุมมือของนางไว้แน่น
พร้อมกันนั้น...เขาก็ได้แอบถ่ายเท ‘พลังปราณศักดิ์สิทธิ์’ ของขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์บริสุทธิ์จำนวนมหาศาลไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างนุ่มนวลและเชื่องช้า พลังนั้นช่วยหล่อเลี้ยงปรับสภาพร่างกาย สมานาแ และเติมเต็มพละกำลังที่สูญเสียไปของนางให้กลับมาฟื้นฟูอย่างน่าอัศจรรย์
นางลอบปรายตามองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกประหลาดและซับซ้อนในใจ... (นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย!?... เวลาผ่านไปไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง...จากที่เกลียดขี้หน้ากัน... ตอนนี้ ข้าดันกำลังจะกลายมาเป็ 'คุณนายตระกูลหวง'และเป็แม่ของลูกเขาไปเสียแล้วเหรอ!?)
“อุแว้!!อุแว้!!!”
และหลังจากที่ต้องทนเ็ปทรมานมาเนิ่นนานในที่สุด! เสียงร้องกังวาน ใสแจ๋วของเด็กทารกแรกเกิด ก็ดังก้องสะท้อนกรีดร้องทะลุออกจากห้องทำคลอด กระจายดังไปไกลถึงเบื้องนอกตำหนัก!
“ส...สำเร็จแล้วเ้าค่ะ!! ยินดีด้วยนะเ้าคะท่านผู้าุโ!เด็กปลอดภัยสมบูรณ์ดีทุกประการเ้าค่ะ!!”
หัวหน้าหมอตำแยถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกรอยยิ้มเปื้อนน้ำตาปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น
่เวลาอันตึงเครียดแสนบีบคั้นหัวใจได้ผ่านพ้นไปแล้ว บรรยากาศภายในและภายนอกห้อง เปลี่ยนเป็ความชื่นมื่นโล่งอกเป็ปลิดทิ้ง
“หืม!!?เดี๋ยวนะ! ก... เกิดปรากฏการณ์บ้าอะไรขึ้นเนี่ย!!?... น... นี่มัน ปรากฏการณ์ ‘ปลุกกายาวิเศษ’ ใช่หรือไม่!!?”
จู่ๆผู้าุโท่านหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ประตูก็เบิกตากว้างแหกปากร้องลั่นด้วยความตื่นตะลึง!
ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยพานพบ หรือเห็นเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้มาก่อนเลย โดยปกติแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ที่จะสามารถ‘ปลุก’ หรือเปิดใช้พร์กายาวิเศษของตนเองได้นั้น จะต้องผ่านการฝึกปรือบ่มเพาะพลังอย่างหนักหน่วง จนกว่าร่างกายจะบรรลุ ‘เงื่อนไข’ของระดับพลังที่กำหนดไว้เสียก่อน
ทว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้ามันกลับตาลปัตรทารกน้อยผู้นี้ ดันสามารถ 'ปลุกพลังกายาวิเศษ' ของตนเอง ให้ตื่นขึ้นมาแผลงฤทธิ์ได้ทันทีที่คลอดออกมาจากท้องแม่ นี่มันเป็เื่ฝืนกฎ์และมหัศจรรย์พันลึกเกินไปแล้ว!!
“ข...ข้าไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ!!”
“รังสีอำนาจััพลังงานอันบริสุทธิ์และน่าเกรงขามเช่นนี้... ม... มันคือ ‘กายาระดับเซียน’ของแท้แน่นอน!!”
หวงไท่ยืนตัวสั่นงันงก เอามือกุมขมับ รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนคล้ายจะเป็ลมด้วยความปีติ!ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของตระกูลหวง พวกเขาไม่เคยมีวาสนา ได้ต้อนรับการถือกำเนิดของอัจฉริยะล้างโลกระดับมหากาฬขนาดนี้มาก่อนเลย
ตูมมมม!!!
และในเสี้ยววินาทีนั้นเองปรากฏการณ์ฟ้าดินสุดอลังการ ก็อุบัติขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
พายุหมุนบนท้องฟ้าะเิกระจายตัว สาดแสงสีทองอร่าม สาดส่องลงมาอาบไล้ทั่วบริเวณคฤหาสน์ตระกูลหวง
เมื่อเห็นดังนั้นบรรดาผู้าุโและองครักษ์เงา ที่รอคอยสแตนด์บายอยู่รอบนอก ต่างก็รีบรับคำสั่งกระจายกำลังกันออกไปปิดล้อมตรึงกำลังคุ้มกันคฤหาสน์ตระกูลหวงเอาไว้ทุกทิศทุกทางอย่างแ่าพร้อมกับงัดอาวุธขึ้นมาเตรียมพร้อมรบ หากมีไอ้โม่ง หรือผู้บุกรุกหน้าไหนกล้าลอบเข้ามาสอดแนมพวกเขาได้รับคำสั่งเด็ดขาดให้สังหารทิ้งให้สิ้นซาก โดยไม่ต้องปรานี ปราศรัยใดๆทั้งสิ้น!
ขณะเดียวกัน...ภายในห้องทำคลอด
ร่างบอบบางของทารกน้อยแรกเกิดดันลอยตัวขึ้นกลางอากาศอย่างน่าอัศจรรย์ ร่างกายของเด็กน้อยเปล่งประกาย แผ่รัศมี 'แสงสีแดงฉาน'สว่างจ้า ร้อนแรงประดุจดวงตะวัน!
อุณหภูมิภายในห้องพุ่งปรี๊ดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ความร้อนระอุนั้นแผดเผา ทำลายข้าวของเครื่องใช้รอบข้างจนเริ่มไหม้เกรียมลุกเป็ไฟ!
โชคยังดีที่มีคุณพ่อยอดมนุษย์อย่าง‘นพเก้า’ ยืนสแตนด์บายคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ
เขาไม่รอช้ารีบสะบัดมือกางม่านบาเรียพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าไปโอบรัด ปิดกั้นและกักเก็บพลังงานความร้อนมหาศาลนั้นเอาไว้ ภายในโดมพลังงานอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ภรรยา และทีมแพทย์ได้รับอันตรายจากแผลไฟลวก
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งรัศมีแสงสีแดงก็ค่อยๆ อ่อนแสง และหดตัวกลับเข้าไปในร่างของทารก ร่างของเด็กน้อยค่อยๆ ลอยละลิ่ว ร่อนลงมาสู่อ้อมกอดของ 'ซูหลัน' ผู้เป็แม่อย่างนุ่มนวล
และสิ่งที่สะกดสายตาของทุกคนก็คือบริเวณกึ่งกลางหน้าผากของทารกน้อย ปรากฏรอยปานรูปลักษณ์คล้าย‘สัญลักษณ์ดอกไม้สีชาด’ ประทับเด่นหลา เปล่งประกายงดงามอยู่
“น...นี่มัน... สัญลักษณ์ของ ‘กายาอาทิตย์สีชาด’ จริงๆ ด้วย!!”
ซูหลันเบิกตากว้างน้ำตาแห่งความปีติยินดี ทะลักท้นออกมาอาบสองแก้!นางโอบกอดลูกน้อยไว้แนบอกด้วยความรักทะนุถนอม
นางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าสิ่งที่สามีของนางพูดพร่ำอธิบายก่อนหน้านี้มันจะกลายเป็จริงทุกประการ
ความระแวงสงสัยเริ่มมลายหายไป ความเชื่อใจ และความรู้สึกดีๆ ที่นางมีต่อนพเก้า เริ่มผลิบานและก่อตัวเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างเงียบๆ
ในฐานะองค์หญิงรัชทายาทนางย่อมรู้ดีว่า ด้วยคุณสมบัติและพร์ระดับ 'กายาเซียนประจำราชวงศ์'ของบุตรชายคนนี้ ในอนาคตข้างหน้าเขาจะได้รับความชอบธรรม มีสิทธิ์ขาดในการสืบทอดราชบัลลังก์โดยสมบูรณ์แบบไร้ข้อกังขาและไร้ผู้ต่อต้านอย่างแน่นอน
“โอ้โห!...หลานชายปู่!! ฮ่าๆๆ! ข้าได้หลานชายโว้ย!!”
อัครเดชดีใจจนเนื้อเต้นะโโลดเต้นเหมือนเด็กๆ เขารีบโผเข้าไปสวมกอด หวงเม่ย ผู้เป็ภรรยาแน่นด้วยความชื่นมื่นสุดเหวี่ยง
“ซูหลันร่างกายของเ้าเพิ่งจะผ่านศึกหนักมา เ้ายิ่งจำเป็จะต้องรีบฟื้นฟู สมานาแนะ!เอ้า! กินนี่ซะก่อน! ข้าเกรงว่า ร่างกายที่อ่อนแอของเ้าจะไม่มีพลังปราณหลงเหลืออยู่เพียงพอ ที่จะใช้ป้อนนมหล่อเลี้ยงทารกจอมพลังคนนี้ได้!”
นพเก้าพูดพลางล้วงมือเข้าไปในมิติเก็บของก่อนจะหยิบเอา โอสถฟื้นฟูสภาพร่างกาย ระดับ 7 เม็ดยาที่มีรัศมีเรืองรองออกมาหนึ่งขวดยื่นส่งให้นาง
“ม...ไม่ได้นะ!! ของสิ่งนี้... มันล้ำค่าเกินไป!!”
ซูหลันเบิกตากว้างตกตะลึง รีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็พัลวัน นางรู้ซึ้งถึงมูลค่าของมันดี
(ผู้ชายคนนี้บ้าไปแล้วหรือเปล่า!!ถึงได้งัดเอาสมบัติล้ำค่า ระดับที่ใช้ต่อชีวิตคนตายได้ออกมาแจกจ่ายราวกับขนมลูกอมแบบนี้! นี่มันคือ 'โอสถระดับ 7'เชียวนะ!! ต่อให้เป็ระดับเชื้อพระวงศ์ในวังหลวงพวกเขาก็ยังต้องเก็บหอมรอมริบ ซุกซ่อนหวงแหนมันไว้ ใช้เยียวยาชีวิต ในยามาหรือในสถานการณ์เป็ตายร้ายแรงจริงๆ เท่านั้น!)
“ฮ่าๆๆ!เ้ารับๆ ไปเถอะน่า แม่ยอดยาหยี! ขอบอกเลยนะ ว่าการปฏิเสธของขวัญแบบนี้...มันเป็การ ‘ดูถูก’ ความร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี ของสามีผู้นี้มากเกินไปแล้วนะจ๊ะ!”
นพเก้าหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีเขาไม่สนคำปฏิเสธ ยัดเยียดขวดโอสถใส่มือนางก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบโอสถแรร์ไอเทมระดับเดียวกันออกมาโชว์อีกขวดจากช่องทรัพยากรไร้ก้นบึ้งของเขาเขาทำตัวป๋า เปย์แหลก ประหนึ่งแจกทาน โดยไม่มีทีท่าว่าเสียดายหรือหวงแหนสมบัติเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
ซูหลันอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ!นางงุนงง สับสนกับพฤติกรรมรวยล้นฟ้าของสามีหมาดๆ ผู้นี้สุดๆ!
อย่างไรก็ตามนางก็ี้เีจะคิดมาก หรือหาเหตุผลมาขัดศรัทธา จึงยอมอ้าปากรับโอสถวิเศษที่นพเก้าป้อนเข้าปากแต่โดยดี
ทันทีที่โอสถละลายลงคอพลังงานอันบริสุทธิ์และอบอุ่น ก็แผ่ซ่าน ไหลเวียนไปเยียวยาสมานแผลและฟื้นฟูความเหนื่อยล้าทั่วทั้งร่างกายของนางอย่างรวดเร็ว
นางหลับตาลงโคจรพลังปราณเพื่อดูดซับฤทธิ์ยาพลางครุ่นคิดถึงเส้นทางชีวิตและอนาคตที่เปลี่ยนไปแบบกะทันหัน (ตอนนี้... ข้ากลายเป็ 'แม่คน' เต็มตัวแล้วสินะ!... แล้วข้ายังควรจะกลับไปสวมรอยไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนเวทมนตร์อยู่อีกไหมเนี่ย?)
แม้ภาระหน้าที่ความเป็แม่จะเข้ามาเยือนเร็วกว่ากำหนด แต่ไฟแห่งความทะเยอทะยานในใจของนางก็ยังคงลุกโชนนางยังคงปรารถนาที่จะไล่ตามความฝันไต่เต้าปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกผู้ฝึกยุทธ์อยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“ที่รักจ๋า~แล้วพวกเราควรจะตั้งชื่อ ให้หลานชายตัวน้อยคนนี้ ว่าอะไรดีล่ะจ๊ะ?” หวงเม่ยหันไปยิ้มถามสามีด้วยความตื่นเต้น
“เอ่อ...เื่สำคัญแบบนี้... พ่อว่าลูกเก้าในฐานะคนเป็พ่อ สมควรจะเป็คนตัดสินใจตั้งชื่อให้ลูกตัวเองจะเหมาะสมกว่านะ!”
อัครเดชรีบโบ้ยโยนเผือกร้อนให้ลูกชายทันทีเขารู้ตัวดีว่าตัวเองเป็พวกเซนส์ห่วยเื่การตั้งชื่อคนสุดๆขืนให้เขาตั้งชื่อหลาน มีหวังคงได้ชื่อเชยะเิแหงๆ ขนาดชื่อของ 'นพเก้า'เอง... ตอนเกิดมาก็ยังเป็ผลงานการตั้งชื่อของภรรยาของเขาเลยด้วยซ้ำ
“อะแฮ่ม!งั้นต่อไปนี้ลูกชายคนแรกของข้า จะมีชื่ออันไพเราะเพราะพริ้งว่า... ด-”
“หยุดเลยนะ!!สต๊อป!!” หวงเม่ยเบรกหัวทิ่ม! รีบพูดแทรก ขัดจังหวะลูกชายทันควัน!
“ไอ้ลูกบ้า!...แกคงไม่ได้คิดมักง่าย จะตั้งชื่อลูกของตัวเองว่า ‘ไอ้แดง’ตามสีแสงตอนเกิดหรอกใช่ไหมฮะ!?”
นางเอามือกุมขมับถอนหายใจเฮือก นางััได้ถึงหายนะรู้สึกได้เลยว่าเซนส์และรสนิยมการตั้งชื่อของลูกชายคนนี้ แม่งห่วยแตก ป่วยหนักพอๆกับพ่อของมันไม่มีผิดเพี้ยน พวกผู้ชายตระกูลนี้ชอบมักง่ายเอาแต่จะหยิบเอาเหตุการณ์ หรือสิ่งของที่เห็นอยู่ตรงหน้า มารวมๆกันแล้วตั้งเป็ชื่อส่งเดชอยู่เรื่อย
“เอ่อ...ซูหลันที่รัก... ในเมื่อข้าหัวไม่แล่นงั้นเ้าที่เป็แม่ช่วยรับหน้าที่ตั้งชื่อให้ลูกของเราทีจะได้ไหมจ๊ะ?”
นพเก้ารีบโยนไม้ต่อหันไปยิ้มแห้งๆ ขอความช่วยเหลือจากภรรยาหมาดๆ ทันทีเขาไม่อยากจะเสี่ยงเถียงกับมารดาให้เสียบรรยากาศ แถมลึกๆ เขาก็แอบคิดจะตั้งชื่อว่าไอ้แดงจริงๆนั่นแหละ! รอดตัวไป!
“อืม...ข้าคิดเอาไว้ในใจสักพักแล้วล่ะ...”ซูหลันก้มมองหน้าลูกน้อย ด้วยแววตาอ่อนโยน “ข้าคิดว่า... เขาควรจะใช้ชื่อว่า...‘ซูไท่หยาง’ (ความหมาย: พระอาทิตย์ดวงโต/สุริยันผู้ยิ่งใหญ่)”
“โอ้!ซูไท่หยาง!... ความหมายดีเยี่ยม ยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีมาก! ข้าเห็นด้วย!ดีกว่าปล่อยให้สองพ่อลูกคู่นี้ มันตั้งชื่อกันเองเยอะเลย!”
อัครเดชพยักหน้ารัวๆเห็นดีเห็นงามด้วยทันที ถึงแม้เขาจะไม่รู้หลักไวยากรณ์ หรือความหมายลึกซึ้งอะไรมากแต่แค่ฟังดูอลังการกว่าชื่อ 'ไอ้แดง' เขาก็พร้อมจะโหวตสนับสนุนสุดตัวแล้ว!
“เอาล่ะๆ...พวกเราหมดหน้าที่แล้ว! ปล่อยให้หนุ่มสาว เขาได้ใช้เวลาส่วนตัว พูดคุยทำความเข้าใจปรับจูนหัวใจกันกระหนุงกระหนิงสองคนเถอะจ้ะ... ป่ะ! ตาแก่เราออกไปข้างนอกกันเถอะ!”
หวงเม่ยยิ้มกรุ้มกริ่มขยิบตาส่งซิกให้สามี ก่อนที่สองผัวเมียจะเดินควงแขนถอยฉากออกไปจากห้องอย่างรู้จังหวะ!ทิ้งสเปซให้ครอบครัวป้ายแดงได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง
เมื่อประตูห้องปิดลงภายในห้องทำคลอดอันเงียบสงบ จึงหลงเหลือเพียงแค่ นพเก้า, ซูหลัน และทารกน้อย'ซูไท่หยาง' ที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอดแม่
“เอาล่ะ...เ้ามีเื่ค้างคาใจ อะไรอยากจะถามข้าก็ถามมาได้เลย วันนี้ข้าอารมณ์ดีจะยอมตอบความจริงให้เ้าฟังทุกอย่างเลย!”
นพเก้าลากเก้าอี้มานั่งไขว่ห้างอยู่ข้างเตียง เขารู้สึกสบายใจ และผ่อนคลายขึ้นมากในเมื่อเื่ราวมันเปิดเผยมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาก็ไม่มีความจำเป็ หรืออยากจะปิดบังความลับอะไรกับนางอีกต่อไป
“ค...คำถามแรก!... เ้ารู้ได้อย่างไร... ว่าตัวตนที่แท้จริงของข้า คือ ‘ซ่งอวี้หาน’!?”
ซูหลันยิงคำถามแทงใจดำซึ่งเป็ข้อสงสัยที่คาใจนางมากที่สุด ออกมาเป็คำถามแรก
“อ้อ...เื่นั้นน่ะรึ?... เพราะว่า ข้าเป็ผู้มีพร์เกิดมาพร้อมกับ ‘เนตรหมื่น์’ (เนตรหมื่นพิภพ) ยังไงล่ะ!”
นพเก้าตอบหน้าระรื่นโดยใช้ทักษะการ 'แถเนียน' ปรุงแต่งดัดแปลงความจริงบางส่วนนำเอาชื่อระบบมาอ้างเป็พร์กายภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงการพาดพิงอธิบายเื่ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มันซับซ้อนเกินกว่านางจะเข้าใจได้
“สรุปก็คือ...เ้ารู้ตัวตน และรู้ความลับของข้า มาั้แ่แรกพบเลยอย่างงั้นรึ!?”
ซูหลันขมวดคิ้วแน่นรู้สึกว่าคำอธิบายของชายหนุ่มมันดูทะแม่งๆ และขัดแย้งกับความเป็จริงสุดๆ!
(ถ้าเขามีตาทิพย์มองทะลุรู้ความจริงมาั้แ่แรก... แล้วทำไม ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา...ไอ้หมอนี่ มันถึงได้ทำตัวเป็สุนัขบ้า คอยตามจองล้างจองผลาญหาเื่เตะตัดขาข้าตลอดเวลาเลยล่ะ!? (ตอนที่นางปลอมเป็ชายและสนิทสนมกับฉินโหย่วเอ๋อ)... การกระทำมันย้อนแย้งกันเกินไปแล้ว!)
“เอ่อ...เื่นั้นข้า...”
นพเก้าอึกอักพูดไม่ออก! จะให้เขาตอบความจริงได้ยังไงล่ะ ว่าิญญาในอดีต (เ้าของร่างคนเก่า)แม่งหูหนวกตาบอด หึงหวงจนหน้ามืดตามัวต่างหาก! และเขาเพิ่งจะมาเข้าร่างมีระบบโกงเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ขืนเล่าไป มีหวังรังแต่จะทำให้เื่มันยุ่งยากและถูกมองว่าเป็คนบ้าเปล่าๆ
เขาจึงเลือกใช้วิธี'รูดซิปปากเงียบ' ยิ้มกลบเกลื่อน และปล่อยเบลอข้ามคำถามนี้ไปดื้อๆ!
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มผลัดกันยิงคำถาม แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำความรู้จัก ปรับจูนทัศนคติและทำความเข้าใจพื้นเพของกันและกันให้มากขึ้น ช่วยไม่ได้นี่นา...ในเมื่อตกกระไดพลอยโจน จับพลัดจับผลู มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ข้ามขั้นจนกลายมาเป็ 'สามีภรรยา'(แถมมีพยานรัก) กันขนาดนี้แล้ว... การเรียนรู้นิสัยใจคอกันและกันย่อมเป็พื้นฐานสำคัญที่สุด ของการสร้างครอบครัว
“แล้ว...อนาคตต่อจากนี้ล่ะ เ้าวางแผนชีวิต ไว้ยังไงบ้าง?... เ้ามีความคิดที่อยากจะหวนกลับคืนสู่ 'ราชวงศ์' ไปทวงบัลลังก์คืนไหม?”
นพเก้าเปลี่ยนเื่เอ่ยถามถึงประเด็นที่เปราะบาง และสำคัญที่สุดสำหรับเป้าหมายชีวิตของนาง
“ตอนนี้...ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ข้าจำเป็จะต้องฝึกฝน บ่มเพาะตัวเองให้แข็งแกร่งและมีอำนาจมากกว่านี้เสียก่อน”
แววตาของซูหลันทอประกายมุ่งมั่นและเ็ปลึกๆ...
นางวางแผนเอาไว้ในใจนานแล้วว่าเมื่อใดก็ตามที่นางสามารถฝึกฝน เค้นพลังทะลวงขึ้นสู่ 'ขอบเขตราชันยุทธ์'ได้สำเร็จ นางจะงัดเอาสัญญารัก อาศัยคอนเน็กชัน และขุมกำลังอำนาจของ‘ตระกูลฉิน’ (ตระกูลอันดับหนึ่ง) มาเป็กองกำลังสนับสนุนในการยกทัพ บุกไปบีบคั้นไล่ต้อน 'พี่ชายทรราช' ให้สละราชบัลลังก์!
สถานการณ์ในวังหลวงตอนนี้เลวร้ายถึงขีดสุดกษัตริย์ (เสด็จพ่อของนาง) ถูกลอบวางยาพิษ ประชวรหนักขั้นโคม่าไม่ได้สติมาหลายปีแล้ว
พี่ชายสารเลวของนางจึงฉวยโอกาสนี้ก่อรัฐปะายึดอำนาจ ตั้งตนเป็ใหญ่ และสั่งระดมพล กวาดล้างสังหารล้างบางบรรดาพี่น้องร่วมสายเืทุกคนที่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้าน ซึ่งนางเองก็คือหนึ่งในเป้าหมายระดับ VIP ที่ถูกหมายหัว
นางไม่มีทางยอมรับหรือก้มหัวให้กับความอยุติธรรมนี้เด็ดขาด หากปล่อยปละละเลย ให้ทรราชผู้เหี้ยมโหด ไร้มนุษยธรรมเช่นนี้นั่งปกครองบ้านเมืองต่อไป อนาคตของอาณาจักรคงมีแต่จะพังพินาศนำพาประชาชนไปสู่ความอดอยากยากแค้น และต้องเผชิญกับทะเลเืนองแผ่นดินอย่างแน่นอน!
“อืม...ก็ได้ ไม่เป็ไร ข้าเคารพการตัดสินใจของเ้า หากเ้าปรารถนาที่จะใช้ชีวิตสงบสุขหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล ข้าก็ยินดีต้อนรับ และพร้อมจะดูแลเ้าไปตลอดชีวิต!”
นพเก้ายิ้มบางๆเอื้อมมือไปลูบผมของนางอย่างอ่อนโยน
“แต่ทว่า!...หากวันใดวันหนึ่ง... เ้าเกิดเปลี่ยนใจ อยากจะสวมชุดเกราะ ยกทัพไป‘ทวงราชบัลลังก์’ ของเ้าคืนมาล่ะก็!... เ้าจงจำเอาไว้เสมอว่า... เ้ายังมีข้า!สามีสุดหล่อคนนี้ ยืนหยัดเคียงข้างเป็แบคอัปให้เ้าอยู่ทั้งคน!... อย่าลืมสิ!ตอนนี้ สามีของเ้าน่ะ... มีพลังอำนาจอยู่ในระดับ 'จักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุด' เลยนะ!!”
นพเก้ายืดอกโอ้อวดระดับพลัง (ชาติที่แล้ว) ของตัวเองอย่างหน้าไม่อาย เขาไม่ได้คิดจะปิดบังความลับเื่นี้กับภรรยาอยู่แล้ว
อะไรนะ!!!!
ซูหลันเบิกตากว้างอ้าปากค้าง! ช็อกจนแทบหยุดหายใจ!
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่ายอดฝีมือระดับปรมาจารย์ ผู้ที่แข็งแกร่ง ทรงอำนาจที่สุดใน ‘วังหลวง’ อาณาจักรสีชาด(ในปัจจุบัน)... ก็ล้วนมีระดับพลังบ่มเพาะ ตันอยู่ที่ 'จักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุด' เช่นเดียวกัน!
ซึ่งปรมาจารย์เ่าั้ก็คือ 'หัวหน้าอัศวินองครักษ์' (ผู้ซึ่งจงรักภักดีรับใช้เสด็จพ่อของนาง) และ 'ท่านราชครู' (ผู้ซึ่งเป็อาจารย์ และหนุนหลังพี่ชาย ลำดับที่ 1 ของนาง)!
แต่นี่...สามีหมาดๆ ของนาง... ผู้ซึ่งเพิ่งจะมีอายุอานามเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น!! กลับสามารถฝึกปรือ ก้าวะโขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดทัดเทียมกับพวกปรมาจารย์เฒ่าเ่าั้ได้แล้วเนี่ยนะ!!?
มันเป็เื่ที่ปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ และน่าเหลือเชื่อ เกินกว่าที่สามัญสำนึกของมนุษย์จะรับไหว ต่อให้ไอ้หมอนี่มันจะเริ่มนั่งสมาธิฝึกวรยุทธ์มาั้แ่ตอนเป็ไข่ในท้องแม่ มันก็ไม่น่าจะสามารถอัปเลเวล แข็งแกร่งได้ไวแสง อลังการดาวล้านดวงขนาดนี้ได้สิ!!
ทว่า...ความใก็ถูกแทนที่ด้วยความหวังอันเจิดจ้า
หากคำพูดของเขาเป็ความจริงล่ะก็นางเชื่อมั่นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า หากขอเวลาให้นางได้ฝึกปรือร่วมมือกับเขาอีกแค่ไม่เกิน 10 ปีด้วยขุมกำลังและแบคอัประดับจักรพรรดิยุทธ์ของเขา นางจะสามารถยกทัพไปบดขยี้กำราบศัตรูทุกฝ่าย และทวงบัลลังก์คืนมาได้อย่างง่ายดาย ประดุจพลิกฝ่ามือ
“เอ่อ...ขอโทษนะ... ที่ข้าต้องละลาบละล้วง ถามเื่ส่วนตัวนิดนึง... ตอนนี้...เ้ามีทรัพย์สมบัติ หรือทุนรอน ซุกซ่อนสะสมไว้มากน้อยแค่ไหนรึ?”
หลังจากโพล่งคำถามที่ดูละโมบโลภมากออกไป ซูหลันก็เพิ่งจะรู้ตัว นางหน้าแดงก่ำร้อนผ่าวด้วยความเขินอายขั้นสุด!
(โอยยย...ข้าอยากจะบ้าตาย! เพิ่งจะก้าวเท้า เหยียบเข้ามาอยู่ในบ้านฝ่ายชายได้แค่วันเดียว!...ข้าก็ดันใจกล้าหน้าด้าน เอ่ยปากขอดู 'บัญชีทรัพย์สิน'และคลังสมบัติของทางฝั่งสามีซะแล้ว!! พฤติกรรมแบบนี้...มันดูหน้าเงิน หน้าเื และ ‘น่ารังเกียจ’ เกินไปไหมเนี่ย!!ข้าไม่ได้ตั้งใจจะสูบเืสูบเนื้อเขานะ! ข้าแค่ต้องประเมินงบประมาณในการทำาเฉยๆ!) นางก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาชายหนุ่ม
แต่สำหรับนพเก้า...การที่ภรรยาเอ่ยปากถามเื่เงินทอง... มันถือเป็ 'โอกาสทอง' ชั้นเยี่ยมที่เขาจะได้งัดเอาความรวย ออกมาขิง โชว์ป๋าเพื่อเรียกคะแนนความไว้เนื้อเชื่อใจ และสร้างความประทับใจให้แก่นาง
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง...สะบัดมือวูบ!
ฟรึ่บ! ฟรึ่บ!!ฟรึ่บ!!!
ทันใดนั้น!...สารพัดสมบัติล้ำค่า,อาวุธระดับตำนาน, ตำราเวทมนตร์, และขวดหยกบรรจุ 'โอสถศักดิ์สิทธิ์' หลากหลายระดับ (ั้แ่ปฐี ยันเซียน)... ก็พรั่งพรู หลั่งไหลออกมาจากมิติเก็บของ...กองพะเนินเทินทึก เรียงรายเป็ูเาย่อมๆ ส่องประกายเจิดจ้า แสบตาไปหมดอยู่บนพื้นห้องต่อหน้านาง!
โอ้ววว...มาย... ก๊อด!!!
ซูหลันถึงกับอ้าปากค้างกรามค้าง!ตาโตเท่าไข่ห่าน! ตะลึงงันไปกับกองสมบัติมหาศาลตรงหน้า!
(นี่มันคลังสมบัติระดับชาติชัดๆ!...เหตุใดสามีอายุ 18 ของนาง ถึงได้ ร่ำรวยมหาศาล อู้ฟู่ล้นฟ้าบ้าเืขนาดนี้เนี่ย!!! เขารวยกว่าคลังสมบัติในวังหลวงของอาณาจักรข้าซะอีกมั้งเนี่ย!!)
“เอาล่ะๆ!ตื่นเต้นพอแล้ว!... เ้าเพิ่งจะคลอดลูกมาเหนื่อยๆ... รีบนอนหลับพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายซะเถอะ! เดี๋ยวเื่งานบ้าน งานเรือน และธุระจิปาถะอื่นๆ...ข้าจะสั่งให้ ‘หัวหน้าแม่บ้าน’ เข้ามารับ่ ดูแลจัดการให้เองไม่ต้องห่วง!”
นพเก้าลูบหัวนางเบาๆอย่างอ่อนโยน สารภาพตามตรง... เขาเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์หรือความรู้เื่การเลี้ยงเด็กอ่อนมาก่อนเลยในชีวิต (ทั้งในชาตินี้และชาติก่อน)ขืนให้เขาลงมือ ชงนม เปลี่ยนผ้าอ้อมเอง... มีหวังลูกได้สำลักนมหรือผ้าอ้อมรัดคอเละเทะแน่ๆ! ให้พวกมืออาชีพจัดการน่ะ ดีที่สุดแล้ว!
ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป เขาก็ไม่ลืมที่จะล้วงกระเป๋า หยิบเอาขวดหยกบรรจุ 'โอสถวิเศษ(ระดับ 5 ขึ้นไป)' ออกมาอีกกว่า 'สิบขวด'!!... แล้วยัดใส่มือของซูหลันดื้อๆ!
กิริยาท่าทางของเขาตอนแจกสมบัติล้ำค่าระดับนี้มันช่างดูชิลๆ ชุ่ยๆ... ราวกับกำลังยัดเหรียญสิบบาทให้หลานไปซื้อขนมกินเล่นที่โรงเรียน อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว
ณห้องโถงรับประทานอาหาร...
ในค่ำคืนนี้บรรดาผู้าุโระดับแกนนำของตระกูลหลักได้รับคำสั่งเรียกตัวให้มารวมตัวเปิดการประชุม วาระลับสุดยอดกันอีกครั้ง
และแน่นอนว่าเ้าภาพผู้เปิดวาระการประชุมในคืนนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็ ‘หวงไท่’(ผู้นำสูงสุด) นั่นเอง
ชายชราหน้าตาเคร่งเครียดไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาเปิดฉาก รายงานสรุป 'แผนการฏลับ' และความพยายามก่อฏของ 'หวงไค่' (ผู้นำสายรอง ลำดับที่สอง) ให้ทุกคนในที่ประชุมรับทราบทันที!
สาเหตุที่การประชุมครั้งนี้เขาจงใจ สั่งแบน 'ไม่เชิญ' ผู้นำสายรองคนอื่นๆเข้าร่วมด้วยนั้นก็เป็เพราะในสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้เขาไม่สามารถไว้ใจใครได้อีกแล้ว เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า... ท่ามกลางพวกสายรองจะยังมี 'ไส้ศึก' หรือหนอนบ่อนไส้แฝงตัวคอยคาบข่าวไปบอกศัตรูอีกกี่คน!
“ฮึ่ม!!ไอ้สวะเนรคุณ!! บังอาจวางแผน ลอบเข้ามาควบคุม แทรกแซง ‘ศพของบรรพบุรุษ’ผู้ทรงเกียรติของเราอย่างงั้นรึ!!? พวกมันทำเกินไปแล้ว!พวกมันสมควรตาย สมควรโดนสับเป็หมื่นๆ ชิ้น!!”
เมื่อได้รับฟังความจริง...บรรดาผู้าุโทุกคน ก็โกรธแค้นจนเืขึ้นหน้า! ทุบโต๊ะด่าทอกันอย่างเดือดดาล!
การกระทำของหวงไค่ในครั้งนี้มันล้ำเส้น ก้าวล่วงจุดอดทนของพวกเขาสุดๆ! การคิดจะลบหลู่ศพบรรพชน ก็ว่าหนักแล้ว แต่นี่...มันดันหน้ามืดตามัวถึงขั้นไปลักลอบจับมือ ผูกมิตรกับ พรรคมาร ซะด้วย!!
ในสถานการณ์วิกฤตฉุกเฉินระดับนี้พวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่ามีเพียงทางออกทางเดียว ที่จะใช้แก้ปัญหาและตัดไฟแต่ต้นลมได้ นั่นก็คือ การประกาศวาระล้างบาง กวาดล้างตระกูลสาขาที่สองให้สิ้นซากถอนรากถอนโคนเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู
หลังจากปรึกษาหารือวางแผนกลยุทธ์กันเสร็จสรรพ
พวกเขาลงมติเป็เอกฉันท์ว่าจะจัดเตรียมกองกำลังบุกจู่โจมสายฟ้าแลบ มุ่งตรงไปถล่มคฤหาสน์ของตระกูลสาขาที่สองทันทีในคืนนี้
พวกเขาไม่อาจคาดเดาหรือรู้ล่วงหน้าได้เลยว่า พวกพรรคมารนอกรีตจะเริ่มลงมือเปิดฉากโจมตีตามแผนฏเมื่อไหร่ ดังนั้นการชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ
อย่างไรก็ตามพวกเขาหาได้มีความหวาดหวั่น หรือหวาดกลัวต่อขุมกำลังของศัตรูไม่ ก็ในเมื่อตอนนี้ตระกูลหลักของพวกเขามีแบ็กอัปสุดแกร่งอย่างจักรพรรดิยุทธ์รุ่นเยาว์ คุ้มกะลาหัวอยู่ทั้งคน การจะบดขยี้ยกทัพไปกำจัด กวาดล้างไอ้พวกฏปลายแถวเ่าั้ มันก็คงง่ายดาย หมูตู้ไม่ต่างอะไรกับการเอาน้ำร้อนไปสาดรังมด
ปัง!!
“แย่แล้วขอรับ!!ท่านผู้นำ!!... ไอ้ฏ ‘หวงไค่’... มันไหวตัวทัน แอบหลบหนีออกจากคฤหาสน์ไปแล้วขอรับ!!”
จู่ๆบานประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของผู้าุโหน่วยสอดแนมเงาคนหนึ่งที่วิ่งกระหืดกระหอบ หน้าตาตื่นตระหนกเข้ามารายงานข่าวร้าย
“อะไรนะ!!?”
ทุกคนในห้องประชุมผุดลุกขึ้นยืนเบิกตากว้างด้วยความงุนงง สับสน!
(ไอ้เฒ่านั่นมันรู้ตัวล่วงรู้ถึงแผนการล้างบางของพวกเราในคืนนี้ ได้ยังไงกันวะ!!? หรือว่า...ในหมู่พวกเราที่กำลังนั่งประชุมอยู่นี้จะมี ‘หนอนบ่อนไส้’ แฝงตัวอยู่จริงๆ!!?)
“รายงานมาซิ!มีเป้าหมายหลบหนีรอดสายตาพวกเ้าไปได้ทั้งหมดกี่คน!?”
หวงไท่ยกมือขึ้นปรามสั่งให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้การมัวแต่ระแวงสงสัยหรือจับผิดคนกันเอง รังแต่จะสร้างความแตกแยก บั่นทอนกำลังใจและตกเป็เครื่องมือสร้างผลประโยชน์ให้แก่ศัตรูเปล่าๆ
“ร-เรียนท่านผู้นำ! มีเป้าหมายหลบหนีไปได้ทั้งหมด 12 คน ขอรับ! ส่วนใหญ่เป็บรรดาผู้าุโระดับแกนนำ ของสาขาสอง... รวมถึง ไอ้เฒ่า‘หวงไค่’ และหลานชายของมัน ‘หวงอี้เฟย’ ด้วยขอรับ!”ผู้าุโหน่วยสอดแนม รีบก้มหน้ารายงานตัวเลข
“บัดซบเอ๊ย!ดูเหมือนว่าพวกตัวการสำคัญ ที่ทรยศตระกูล จะนกกระจอกตื่น ไหวตัวหลบหนีเอาตัวรอดไปได้หมดเกลี้ยงเลยสินะ!! แล้วแบบนี้ พวกเราจะเอายังไงกันต่อดีล่ะขอรับท่านผู้นำ!?”
ทุกคนในที่ประชุมหันขวับไปมองหน้าหวงไท่เพื่อรอฟังคำสั่งชี้ขาด
หวงไท่นั่งหลับตา นิ่งเงียบ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ ชายชราทำเพียงแค่ วางฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะก่อนจะออกแรง 'ตบโต๊ะเบาๆ' สองครั้ง...
ความหมายแฝงของภาษากายอันเ็านี้เป็ที่รู้กันดีในหมู่ระดับสูง มันคือคำสั่ง 'กวาดล้าง' หมายความว่าให้ส่งกองกำลังบุกเข้าไปในคฤหาสน์ของตระกูลสาขาที่สองแล้วลงมือสังหาร ล้างบางทุกคนที่เหลืออยู่ให้หมดสิ้น อย่าให้เหลือรอดแม้แต่ชีวิตเดียว!!
“ท่านผู้าุโสูงสุดขอรับ!แล้วสถานการณ์ที่สุสานบรรพชนล่ะ? มีความผิดปกติหรือมีความเคลื่อนไหวอะไรน่าสงสัยเกิดขึ้นบ้างไหม?”
อัครเดชเอ่ยถามแทรกขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง เขากลัวเหลือเกินว่าไอ้พวกฏ จะอาศัยจังหวะชุลมุนวุ่นวายที่ทุกคนกำลังโฟกัสอยู่กับการกวาดล้างสาขาสองลอบเข้าไปขโมยขุดศพของบรรพบุรุษออกไปทำพิธีสร้างหุ่นเชิดซอมบี้
“เื่นั้นไม่ต้องเป็ห่วงทางหน่วยของเราได้จัดกำลังคนซุ่มจับตาดู เฝ้าระวังพื้นที่สุสานอย่างเข้มงวดตลอด 24ชั่วโมง จนถึงตอนนี้ยังไม่มีสิ่งใดผิดปกติหรือมีใครเล็ดลอดเข้าไปได้เลย”
ผู้าุโหน่วยสอดแนมรายงานด้วยความมั่นใจ
ตามกฎระเบียบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดของหน่วยสอดแนมเงา การจัดเวรยามเฝ้าระวัง จะต้องใช้เ้าหน้าที่ประกบกัน ‘สามคน’ต่อหนึ่งจุด และทั้งสามคนจะต้องสลับกัน ส่งวิทยุรายงานสถานการณ์ตรวจเช็กความปลอดภัยในทุกๆ พื้นที่รับผิดชอบทุกๆ หนึ่งก้านธูป (15 นาที)อย่างเคร่งครัด ห้ามคลาดสายตาเด็ดขาด
ซึ่งนี่คือกฎเหล็กข้อห้ามระดับชาติหากมีเ้าหน้าที่คนใดบกพร่อง ละเลยหน้าที่ หรือฝ่าฝืนกฎข้อนี้ บทลงโทษสถานเดียวก็คือการปะาชีวิตตัดหัวเสียบประจาน
ด้วยระบบป้องกันที่เข้มงวดรัดกุมระดับนี้เขาจึงกล้าเอาหัวเป็ประกันเลยว่า ไม่มีทางที่จะมีคนทรยศ หรือไส้ศึกเล็ดลอดแฝงตัวอยู่ในหน่วยงานของเขาได้
อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาทสมาชิกในที่ประชุมก็ยังคงรู้สึกไม่ค่อยวางใจ
หลังจากพิจารณาจัดสรรกำลังพลเรียบร้อยพวกเขาได้ตกลง ส่งแบ่งกำลังผู้าุโระดับแกนนำส่วนหนึ่ง แยกย้ายออกไปตระเวนตรวจสอบความเรียบร้อย และคุมเข้มตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆรวมถึงสุสานบรรพชนให้แ่ายิ่งขึ้น
ในขณะที่กองกำลังรบหลักส่วนใหญ่ได้รับคำสั่งบุกทะลวง จู่โจมสายฟ้าแลบ เข้าไปล้อมกรอบคฤหาสน์ของตระกูลสาขาที่สอง
ปฏิบัติการสังหารหมู่จึงเริ่มต้นขึ้นพวกเขาลงมือสังหาร กวาดล้างสมาชิกทุกคนที่ยังหลงเหลืออยู่ในคฤหาสน์อย่างเืเย็นและไร้ความปรานี ก่อนจะส่งม้าเร็ว กระจายข่าวอัปยศ การฏและการกวาดล้างนี้ ส่งต่อไปยังตระกูลสาขาย่อยทั้งหมดที่เหลืออยู่เพื่อเป็การ 'เชือดไก่ให้ลิงดู' สร้างความหวาดกลัว และข่มขวัญ ไม่ให้มีใครหน้าไหนกล้าคิดแข็งข้อหรือเอาเยี่ยงอย่างไอ้พวกทรยศอีก
ในขณะเดียวกันนพเก้าในชุดพรางตัวก็กำลังลอยตัวแฝงกายสังเกตการณ์สถานการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดอยู่บนยอดต้นไม้สูงรอบนอกคฤหาสน์
เมื่อเขาปะติดปะต่อเื่ราวและวิเคราะห์จากรูปการณ์ เขาก็คาดเดาได้ทันทีว่า การที่ 'หวงไค่'และ 'หวงอี้เฟย' สามารถล่วงรู้แผนการและสามารถหลบหนี เล็ดลอดผ่านตาข่ายฟ้าแหยปลาของตระกูลหวงออกไปได้อย่างหวุดหวิด
พวกมันจะต้องได้รับความช่วยเหลือและรับการสนับสนุนจากบุคคลภายนอก ผู้มีทักษะวิชา ‘เร้นกาย’ ขั้นสูง ซึ่งยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดคอยชี้ช่องทางหนีทีไล่ให้
ซึ่งผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในความคิดของเขาก็คือหัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬ
เขาเชื่อมั่นล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่าการที่ระดับบอสใหญ่ของพรรคมาร ยอมลดตัว ยื่นมือเข้ามาสอดแทรก ช่วยเหลือพาตัวหมากไร้ค่าอย่างหวงไค่ หลบหนีออกไปได้ พวกมันจะต้องมีผลประโยชน์ หรือสมบัติล้ำค่าความลับสุดยอด บางอย่างของตระกูลหวงที่ไอ้แก่หวงไค่ขโมยหยิบฉวยติดไม้ติดมือออกไปด้วย สิ่งนั้นน่าจะเป็เป้าหมายที่แท้จริงของพวกพรรคมาร
เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่อง...(เวลาเช้าตรู่)
ปฏิบัติการกวาดล้างและการกู้คืนความสงบเรียบร้อยก็ได้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด
ต้องยอมรับและยกนิ้วให้เลยว่า ประสิทธิภาพและฝีมือการจัดการของหน่วยลอบสังหารตระกูลหวงนั้นทำงานได้เฉียบขาดเนียนกริบ และหมดจดสมบูรณ์แบบมาก
สภาพภายในคฤหาสน์ของตระกูลสาขาที่สองบัดนี้เงียบเหงา วังเวง และสะอาดสะอ้าน ไร้ที่ติ ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นถูกจัดวางเข้าที่อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ไร้ซึ่งร่องรอยการต่อสู้ไร้ซึ่งคราบเืสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนตามพื้นดิน หรือกำแพงเลยแม้แต่หยดเดียว
สิ่งเดียวที่ขาดหายไปและบ่งบอกถึงความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้ก็คือ ไร้ซึ่งวี่แวว และเงาหัวของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าพวกเขางัดเอาวิชาลับหรือเทคนิคการทำลายศพรูปแบบไหนมาใช้ ถึงสามารถจัดการ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนทั้งบ้านแล้วเก็บกวาดซ่อนเร้นอำพรางศพทั้งหมดให้หายสาบสูญไปในอากาศธาตุได้อย่างแเีขนาดนี้
ในเวลาต่อมา หวงไท่ได้ออกประกาศแถลงการณ์อย่างเป็ทางการเปิดเผยความชั่วร้าย และพฤติกรรมการก่อฏทรยศหักหลังของตระกูลสาขาที่สองให้ทุกคนในตระกูลได้รับทราบถ้วนหน้า
พร้อมกันนั้นเขาก็ได้มีมติโยกย้าย มอบหมายอำนาจ ‘ฉันทามติ’ ในการสับเปลี่ยนเวรยาม คุมกุญแจดูแล‘หอเก็บคัมภีร์’ หอสมุดศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลไปมอบให้แก่ ‘ตระกูลสาขาที่สี่’เป็ผู้รับผิดชอบดูแลแทน
ความจริงแล้วลึกๆ ในใจ หวงไท่ก็อยากจะมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้ให้แก่ตระกูลสาขาที่สามดูแลมากกว่า
แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนแกนนำของตระกูลสาขาสามเพิ่งจะถูกศาลเตี้ย พิพากษาลงโทษปะาไปหมาดๆทำให้ ‘ตระกูลสาขาสาม’ ในตอนนี้ตกอยู่ในสภาวะไร้หัว ขาดแคลนเสาหลักผู้นำอย่างหนักเขาจึงไม่มีทางเลือกจำเป็ต้องปล่อยให้ ‘ตระกูลสาขาที่สี่’ซึ่งมีฐานอำนาจและอิทธิพลอ่อนแอ ด้อยกว่าสาขาที่หนึ่งอยู่หลายขุม เป็ฝ่ายแบกรับภาระเผชิญหน้าฝ่าฟันมรสุม และบริหารจัดการอำนาจใน่วิกฤตเปลี่ยนผ่านนี้ไปก่อน
ในฐานะผู้นำตระกูลหลักบทบาทหน้าที่ของพวกเขาในเกมการเมืองนี้ก็เป็เพียงแค่พญาเสือ ที่นั่งจิบชานั่งสังเกตการณ์อยู่บนูเา ปล่อยให้พวกฝูงหมาป่า (ตระกูลสาขาย่อย)มันรบราฆ่าฟัน กัดกันแย่งชิงอำนาจ แย่งผลประโยชน์กันเองก็เท่านั้น
ซึ่งเมื่อตัดตระกูลสาขาสองที่ถูกลบชื่อทิ้งไปแล้วสถานการณ์การเมืองภายในของตระกูลหวงในปัจจุบัน ก็เรียกได้ว่าหดตัวลง เหลือขุมกำลังแกนนำให้แข่งขันกันขับเคี่ยวอำนาจ เพียงแค่ ‘สองตระกูลสาขา’ หลักๆ เท่านั้น
ส่วน‘ตระกูลสาขาที่สาม’ นั้น... แม้จะขาดเสาหลักผู้นำไป แต่พวกเขาก็ยังคงมีไพ่ตาย ชิ้นสำคัญที่ทำให้ตระกูลหลักไม่กล้าหักหาญน้ำใจ หรือทำอะไรวู่วาม ทำให้พวกเขารู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่
ไพ่ตายที่ว่านั้นก็คือภายในตระกูลสาขาสาม ยังมีผู้าุโยอดนักปรุงยา ระดับ 3 ดาวแฝงตัวปรุงยาอยู่ที่นั่นหนึ่งคน
แถมยังมีแนวโน้มศักยภาพสูงปรี๊ดที่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้าุโท่านนี้จะสามารถทะลวงขีดจำกัดก้าวขึ้นเป็‘นักปรุงยาระดับ 4ดาว’ ผู้ทรงเกียรติได้สำเร็จ
หากขืนพวกเขาบีบคั้นรังแกคนของตระกูลสาขาสามมากเกินไป จนทำให้ท่านนักปรุงยาเกิดอาการงอน โกรธเคืองและตัดสินใจฉีกสัญญา หอบผ้าหอบผ่อน ย้ายสำมะโนครัวหนีออกจากตระกูลไปล่ะก็...
ต่อให้เป็ตระกูลั์ใหญ่อย่างตระกูลหวงอสุราทองคำก็ไม่มีอำนาจ หรือข้ออ้างใดๆ ที่จะสามารถไปเหนี่ยวรั้งหรือห้ามปรามการจากไปของเขาได้ เพราะในหน้าประวัติศาสตร์และธรรมเนียมปฏิบัติของเมืองเวสสุวรรณแห่งนี้ ไม่มีไอ้หน้าโง่หรือขุมกำลังไหนกล้าเสียมารยาท ละเลยการให้ความเคารพยำเกรง ต่อ‘นักปรุงยาระดับกลาง’ ผู้กุมชะตาชีวิตคนหรอก เพราะหมอปรุงยาเหล่านี้สามารถชี้เป็ชี้ตาย และดึงดูดเครือข่ายยอดฝีมือให้มารุมกระทืบศัตรูแทนตัวเองได้สบายๆ
ณโกดังตึกร้างทรุดโทรมแห่งหนึ่ง... ในสลัมเมืองเก่า เขตพื้นที่ ที่เคยถูกสัตว์อสูรบุกถล่มทำลายทิ้ง
ภายในโกดังอันมืดมิดและอับชื้นหวงไค่กำลังกัดฟันแน่น เหงื่อตก เขากำลังใช้มือที่สั่นเทาเทราดน้ำยาสมานแผลสีเขียวข้น ลงบนรอยแผลสดฉกรรจ์ที่บริเวณท่อนแขนขวา
ครั้งนี้ถือว่าโชคชะตายังเข้าข้างที่เขาไหวตัวทันและหลบหนีออกมาได้ฉิวเฉียด แม้จะแลกมาด้วยอาการาเ็เล็กน้อย แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกเ็ปและกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้วยความฉุกละหุก และเวลาที่กระชั้นชิด ทำให้เขาไม่มีโอกาสหรือเวลาพอที่จะอพยพคนในครอบครัว และญาติพี่น้องของสาขาสองให้หนีรอดออกมาพร้อมกับเขาได้เลย
เขาทำได้เพียงแต่สวดมนต์ภาวนา หวังลมๆ แล้งๆ ว่า... ‘พี่ชาย’ (หวงไท่) ผู้มีจิตใจเด็ดขาดอำมหิตจะยังคงหลงเหลือความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจในสายเืความเป็พี่น้องอยู่บ้าง
เพราะในความเป็จริงแล้วสมาชิกครอบครัว และญาติๆ ทุกคนในตระกูลสาขาที่สองล้วนเป็เพียงคนธรรมดาผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่หรือมีส่วนรู้เห็นอะไรด้วยเลย นอกจากบรรดาผู้าุโแกนนำบางส่วนที่สมรู้ร่วมคิด ก็มีเพียงแค่ตัวเขาเอง และหวงอี้เฟย ที่เป็ตัวตั้งตัวตี วางแผนก่อการฏ ทรยศต่อตระกูลในครั้งนี้
ฟรึ่บ!!
จู่ๆท่ามกลางความเงียบงัน เงาสีดำทะมึนของสิ่งมีชีวิตบางอย่างก็โผล่พรวด! ทะลวงผุดขึ้นมาจากพื้นคอนกรีตอย่างรวดเร็วดุจภูตผี!โดยปราศจากเสียงฝีเท้า หรือรังสีอำมหิตให้ััได้เลยแม้แต่น้อย
ชิ้งงง!!
ปฏิกิริยาตอบสนองฉับไว!หวงอี้เฟยชักกระบี่ยาวคู่กายออกมาจากฝักเสียงดังลั่น ก่อนจะพุ่งทะยานก้าวออกไปยืนขวางหน้าผู้เป็ปู่ ตั้งท่าเตรียมพร้อมปะทะทันที!
“ช้าก่อน!อี้เฟย! ลดดาบลง!”
หวงไค่รีบยกมือซ้ายขึ้นห้ามปรามหลานชายเสียงหลง
เมื่อเขาเพ่งมองดูรูปลักษณ์ของผู้มาเยือนชัดๆเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก บุรุษลึกลับในชุดคลุมสีดำผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬ พันธมิตรในเงามืดของเขานั่นเอง
หากเมื่อคืนนี้ไม่ได้สหายผู้นี้ส่งนกพิราบสื่อสารลอบส่งข่าวแจ้งเตือนภัยให้เขารู้ตัวล่วงหน้าล่ะก็ ป่านนี้ตัวเขาและหลานชายคงได้กลายเป็ผีเฝ้าคฤหาสน์ถูกกวาดล้างตายโหงไปพร้อมกับคนอื่นๆ แล้ว
“ไอ้ของสิ่งนั้นน่ะเ้าฉกมันติดมือออกมาด้วยหรือไม่!?”
หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬเอ่ยถามเข้าประเด็นทันที น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ เ็าและไร้อารมณ์ความรู้สึกใดๆ ดุจเครื่องจักรสังหารเช่นเดิม
“แค่กๆ ข-ของสำคัญระดับนั้น มันก็ต้องอยู่ที่นี่ อยู่กับตัวข้าอยู่แล้วสิ! ท- ท่านหัวหน้าพรรคท่านยังคงยึดมั่น และไม่ลืมข้อตกลงลับระหว่างพวกเราใช่หรือไม่!?”
หวงไค่กระแอมไอเอ่ยถามกลับด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวงกังวล
ลึกๆ แล้ว เขาแอบกลัวว่าอีกฝ่ายจะเล่นแง่หักหลังพลิกลิ้น กลับคำพูดในสถานการณ์ที่เขาสูญเสียอำนาจ หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็หมาจนตรอกไร้ที่ซุกหัวนอนแบบนี้ ข้อต่อรองเพียงชิ้นเดียวที่เขาสามารถงัดเอามาใช้ต่อรอง เพื่อรักษาชีวิตและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับพรรคมารได้ก็มีเพียงแค่บันทึกลับเล่มสีดำเล่มนี้เท่านั้น!!
บันทึกเล่มนี้คือสุดยอดคัมภีร์ต้องห้ามที่ถูกจัดเก็บซ่อนเร้น ปิดผนึกด้วยอาคมเวทมนตร์ขั้นสูงสุดมันถูกเก็บรักษาไว้บนหิ้งบูชาชั้นบนสุดของหอสมุดเก็บคัมภีร์ตระกูลหวง ซึ่งมีเพียงผู้นำสูงสุดอย่างหวงไท่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่ถือครองกุญแจมิติ สำหรับเปิดเข้าไปนำคัมภีร์เล่มนี้ออกมาได้!
วีรกรรมความเลวร้ายระดับมาสเตอร์พีซนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10ปีก่อน ในค่ำคืนงานเลี้ยงฉลองเทศกาลประจำปี หวงไค่ได้วางยาสลบยามอาศัยจังหวะชุลมุน ลอบแฝงตัวเข้าไปในหอสมุด แล้วทำการสับเปลี่ยน เอาคัมภีร์เล่มปลอมที่ทำเลียนแบบขึ้นมาไปวางสอดไส้สับเปลี่ยนไว้บนหิ้งแทน
ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเขาได้แอบซุ่มศึกษาค้นคว้า พยายามงัดแงะเปิดอ่านบันทึกลับเล่มนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะใช้คาถาอาคมหรือการทดสอบวิธีไหน หน้ากระดาษทุกหน้าภายในคัมภีร์ กลับปรากฏเพียงแค่ความว่างเปล่าสีขาวโพลนไร้ซึ่งตัวอักษร หรือร่องรอยของข้อมูลใดๆ ปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่บรรทัดเดียว
จนถึงวินาทีนี้ ก็ยังไม่มีใครในตระกูลหวงรวมถึงตัวเขาเองสามารถไขปริศนาหรือล่วงรู้ความลับที่แท้จริงที่ซุกซ่อนอยู่ภายในคัมภีร์เล่มนี้ได้เลย
“ข้าขอเอาเกียรติยศและชีวิตเป็เครื่องสาบานในนามของ ‘พรรคเหยี่ยวทมิฬ’!”
หัวหน้าพรรคมารเอ่ยคำสาบานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ต่อให้เขาจะมีพื้นเพมาจากขุมกำลังฝ่ายมารนอกรีตที่ชาวบ้านรังเกียจก็ตาม แต่เขาก็เป็คนที่มีอุดมการณ์ และยึดมั่นในหลักการสัจจะลูกผู้ชายเหยี่ยวทมิฬไม่เคยผิดสัญญากับใคร เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับองค์กรนักฆ่าและสายลับก็คือความน่าเชื่อถือ และเครดิตในการซื้อขายแลกเปลี่ยนข่าวกรอง หากเขาตระบัดสัตย์พลิกลิ้นเพียงครั้งเดียว ธุรกิจสายลับของเขา คงพังทลายล่มสลาย ไม่มีใครกล้าจ้างงานอีกแน่นอน
เมื่อได้ยินคำสาบานหวงไค่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ ค่อยๆ หยิบเอา 'บันทึกลับปกสีดำ'สภาพเก่าคร่ำคร่า ส่งยื่นให้มันลอยละลิ่วพุ่งตรงไปหาหัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬอย่างเชื่องช้า
หัวหน้าพรรคมารยื่นมือรับคัมภีร์ไว้ด้วยความทะนุถนอมก่อนที่เขาจะใช้เล็บนิ้วโป้ง กรีดปลายนิ้วชี้ของตัวเองจนเืออก แล้วหยด 'หยดเื'สีแดงสด ป้ายลงไปบนหน้าปกของคัมภีร์เล่มนั้น
วูบ!!!
ในชั่วอึดใจปาฏิหาริย์ก็บังเกิด!
หน้ากระดาษที่เคยว่างเปล่าขาวโพลนมาตลอดสิบปี จู่ๆ ก็ปรากฏแสงสีทองอร่าม สว่างวาบขึ้นมา รอยหมึกสีดำค่อยๆก่อตัว เรียงร้อยถักทอ กลายเป็อักขระเวทมนตร์โบราณลึกลับสุดพิสดาร ลอยเด่นซ้อนทับ ปรากฏขึ้นมาบนหน้ากระดาษอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
“ฮ- เฮ้ย!!น- นี่มัน! ท่านทำสิ่งนี้ ได้ยังไงกัน!!?”
หวงไค่เบิกตากว้างอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนกรามแทบหลุด รู้สึกงุนงงสับสน ประหนึ่งถูกค้อนทุบหัว
(ไอ้วิธี‘หยดเืปลดผนึก’ แบบควายๆ สิ้นคิดแบบเนี้ย!... กูก็เคยทำ! เคยลองหยดเืตัวเองทดสอบมาเป็ร้อยเป็พันรอบแล้วโว้ย!! แต่แม่งเสือกไม่ได้ผล!!แล้วทำไมพอมึงหยดเืปุ๊บ คัมภีร์แม่งเสือกตื่น ปลดผนึกให้หน้าตาเฉยเลยวะ!!?)
“หึ!คนนอกอย่างพวกเ้า คงไม่รู้สินะ... ว่าคัมภีร์เล่มนี้มันถูกลงอาคม‘ผูกมัดสายเื’ เอาไว้ มีเพียงสายเืบริสุทธิ์ของตระกูลหลัก สายตรงเท่านั้นที่จะสามารถกระตุ้นปลดผนึกปลุกอักขระเนื้อหาที่ซ่อนอยู่ให้ปรากฏขึ้นมาได้”
หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬแสยะยิ้มเ็า ก่อนจะเอ่ยเปิดเผยความลับสุดยอดที่ทำให้สองปู่หลานถึงกับช็อกตาตั้ง
“จ- เ้าว่ายังไงนะ!!!?ล- เืตระกูลหลักงั้นรึ!!?”
ในวินาทีนั้นหวงไค่ และหวงอี้เฟยหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกสัญชาตญาณความหวาดระแวงพุ่งปรี๊ดขึ้นสู่ขีดสุด
(หรือว่า!...การนัดหมายส่งมอบของในวันนี้มันคือ ‘กับดัก’ มรณะ!!เป็แผนการซ้อนแผนที่ไอ้เหยี่ยวทมิฬมันแอบไปร่วมมือกับพวกตระกูลสายหลักวางแผนหลอกล่อให้พวกกูเอาคัมภีร์มาคืน!!)
“พวกแกนี่มัน...ปัญญาอ่อนสิ้นดี!”
หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬกลอกตาบน ส่ายหน้าด้วยความสมเพชเวทนา
เขารู้สึกได้เลยว่าอาการของสองปู่หลานคู่นี้มันเข้าขั้นหลอนประสาท และหวาดระแวงไปเองเพราะโดนความกดดันจากการถูกไล่ล่าจนสติแตกไปแล้ว
ถ้าหากเขาเป็สายลับที่ตระกูลหลักส่งมาเพื่อหวังจะจับกุมตัวพวกมันจริงๆ ล่ะก็ เขาไม่จำเป็ต้องมาเสียเวลาเล่นละครหลอกเอาคัมภีร์แบบนี้เลยแค่เขาสะกิดบอกพิกัดซ่อนตัวของพวกมันให้หวงไท่รู้ ป่านนี้พวกมันคงโดนกองทัพตระกูลหวงมารุมล้อมจับกระทืบตายคาที่ไปั้แ่ชั่วโมงแรกแล้ว
เมื่อถูกด่าดึงสติสองปู่หลานก็เริ่มได้คิด ความรู้สึกหวาดระแวงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความอับอาย หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ
จริงของมันถ้าอีกฝ่าย้าจะจับกุมพวกเขา มันก็แค่เป่านกหวีดเรียกพวกมาล้อมจับก็จบเื่แล้ว
แต่ทว่า เมื่อตัดประเด็นเื่กับดักทิ้งไปความสงสัยใคร่รู้มันก็ดันทะลักล้น จุกอกจนเก็บไว้ไม่อยู่
(ถ้าไม่ได้เป็สายให้ตระกูลหลักแล้วทำไมไอ้บอสพรรคมาร ถึงได้มีสายเืสายตรงของตระกูลหลักไหลเวียนอยู่ในตัวได้วะ!? หรือว่า...มันจะเป็ลูกนอกสมรส ลูกชู้ที่บรรดาผู้าุโระดับสูงคนใดคนหนึ่ง แอบไปไข่ทิ้งซุกซ่อนเอาไว้ในอดีต!!?)
หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬไม่ได้สนใจหรือใส่ใจที่จะตอบคำถามที่ฉายแววอยู่ในดวงตาของสองปู่หลานเลยสักนิด เขาปิดคัมภีร์เก็บซุกเข้าสาบเสื้อก่อนจะเอ่ยประโยคปริศนา ชวนงุนงง ออกมาเป็รอบที่สอง
“หึๆ...พวกเ้าสองคน ปู่หลานน่ะควรจะกราบขอบคุณ์ และรู้สึกโชคดีซะด้วยซ้ำที่สามารถหลบหนีเอาชีวิตรอดออกมาจากเงื้อมมือของหวงไท่ได้ทันเวลา!...”
ดวงตาของหัวหน้าพรรคมารฉายแววเยือกเย็น และน่าสะพรึงกลัวอย่างประหลาด
“เพราะถ้าหาก...พวกเ้าพลาดท่า ถูกหวงไท่จับตัวเอาไว้ได้ล่ะก็!...ข้าขอรับประกันเลยว่าพวกเ้าจะถูกไอ้แก่ปิศาจนั่นสูบพลัง จับกินกลืนลงท้อง จนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกหรือซากศพไว้ให้ทำพิธีเผาเลยล่ะ!!”
หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬแสยะยิ้ม เปิดเผยความจริงอันดำมืดสุดสยอง ที่ทำเอาผู้ฟังถึงกับขนหัวลุกชัน
หวงไค่และหวงอี้เฟย นิ่งอึ้ง... สบตากันชั่วครู่ ด้วยความรู้สึกสับสน หวาดกลัวและเย็นวาบไปถึงขั้วกระดูกสันหลัง พวกเขาหันขวับกลับไปจ้องหน้าหัวหน้าพรรคมารไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ย หรือตั้งคำถามอะไรแทรกขึ้นมา พวกเขาทำได้เพียงกลืนน้ำลายดังเอื้อกและยืนรอฟังคำอธิบายอย่างใจจดใจจ่อ
ดูเหมือนว่าภายใต้ฉากหน้าอันทรงเกียรติของตระกูลอสุราทองคำจะมีความลับระดับมหากาฬบางอย่างที่น่ากลัวและวิปริตเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการถึง ซุกซ่อนแฝงตัวอยู่มาโดยตลอด
ทว่า...ในเสี้ยววินาที ที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดสุดขีดนั้นเอง!
ฮุ้ยยยยยย!!!เฟี้ยววว!!!
โดยไม่ทันให้ตั้งตัวหรือมีสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า
ก็ปรากฏลูกศรเวทมนตร์สีแดงสดดุจโลหิต สองดอก! พุ่งแหวกอากาศ ทะลวงกำแพงโกดังเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียง!
ฉึก!! ฉึก!!!
ลูกศรมรณะทั้งสองดอกพุ่งทะลวงเจาะทะลุเข้าที่บริเวณหน้าอกข้างซ้ายของหวงไค่ และ หวงอี้เฟย อย่างจังและแม่นยำราวจับวางคมศรทะลวงฝังลึก ตัดขั้วหัวใจของทั้งคู่ในชั่วพริบตา! ความเร็วระดับแสงของมันเร็วเกินกว่าที่อดีตยอดฝีมืออย่างพวกเขา จะสามารถตอบสนองหรือตั้งการ์ดป้องกันตัวได้ทัน!!
“จ-เ้า!! อ- ไอ้คนทรยศ!!”
หวงไค่เบิกตาค้างกระอักเืคำโต เขากัดฟันจ้องมองไปที่หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเดือดดาล อาฆาตแค้น และผิดหวังสุดขีด
เห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้งเลยว่าไอ้บอสพรรคมารมันเตรียมการตระบัดสัตย์ หักหลัง หมายมั่นจะฆ่าปิดปาก ส่งพวกเขาลงนรกหลังจากที่ได้สมบัติคัมภีร์เวทมนตร์ไปสมใจอยากแล้ว!!
ไม่ทันให้เขาได้อ้าปากด่าทอหรือสาปแช่งต่อ จู่ๆ สองปู่หลานก็ััได้ถึงความรู้สึกสยดสยองคล้ายกับมีสิ่งมีชีวิตปริศนาบางอย่าง ดิ้นขลุกขลัก พยายามมุดไช ชอนไชกัดกินทำลายเครือข่ายเส้นลมปราณ (เส้นเมอริเดียน) ภายในร่างกายของพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง!
“ท-ท่านปู่!!... ช- ช่วยข้าด้วย!! ข้าเจ็บ!! อ๊ากกกก!!”
หวงอี้เฟยผู้ซึ่งมีระดับพลังและร่างกาย อ่อนแอที่สุด ทนรับความทรมานไม่ไหวร่างของเขาทรุดฮวบ ล้มกลิ้งลงไปดิ้นทุรนทุราย ชักเกร็งอยู่บนพื้นคอนกรีต น้ำตาแห่งความเ็ปและเืสดๆ พุ่งทะลักไหลออกทางทวารทั้งเจ็ด
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะต้องมาจบชีวิต ตายอนาถ ไร้ค่าเหมือนหมาข้างถนนแบบนี้
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดสั่งเสียหรือโอดครวญต่อ อวัยวะทุกสัดส่วนภายในร่างกายของเขาก็เริ่มปูดบวม ขยายขนาดพองโตขึ้นราวกับลูกโป่งที่ถูกสูบลมจนเกินพิกัด
แผละ!!! โพละ!!!
ร่างของหวงอี้เฟยะเิแตกกระจาย!!ประดุจลูกแตงโมที่ถูกค้อนทุบแหลก! เศษเนื้อ, กระดูก, เืและอวัยวะภายในสาดกระเซ็น กระจุยกระจาย ปลิวว่อน เปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งผนังโกดัง!ภาพสยดสยอง ชวนคลื่นไส้เกินบรรยาย!
“ม่ายยยยยยย!!!อี้เฟยยยย!!!”
หวงไค่แผดเสียงร้องะโ โหยหวนด้วยความเ็ปและรวดร้าว น้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือแทบขาดใจ
หลานชายสุดที่รักอัจฉริยะผู้เป็ดั่งแก้วตาดวงใจที่เขาเฝ้าฟูมฟัก ทะนุถนอมชุบเลี้ยงและฝากฝังความหวังเอาไว้มาตลอดชีวิต... บัดนี้ กลับต้องมาจบชีวิตถูกะเิเป็เศษซากเนื้อ ไปต่อหน้าต่อตา!! จะไม่ให้หัวใจของคนเป็ปู่แหลกสลายเ็ปเจียนตายได้อย่างไร!!
แต่ทว่า ความเศร้าโศกก็ดำเนินไปได้เพียงแค่เสี้ยววินาทีเพราะหลังจากนั้นไม่นาน วัฏจักรความตายก็เวียนมาซ้ำรอยเดิม
ร่างกายของหวงไค่ก็เกิดปฏิกิริยาปูดบวมพองอืด ก่อนจะะเิ ‘ตู้ม!!’ แตกสลาย กลายเป็เศษชิ้นเนื้อสาดกระเซ็นตามหลานชายของมันไปติดๆปิดตำนานสองปู่หลานจอมฏแห่งตระกูลอสุราทองคำอย่างเป็ทางการ
หืม!!?
หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬขมวดคิ้วแน่นรู้สึกประหลาดใจ และตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า
เขาสาบาน ยืนยันด้วยเกียรติของนักฆ่าได้เลยว่าตัวเขาไม่ได้เป็คนลงมือปล่อยลูกศร หรือลอบโจมตี สองปู่หลานคู่นี้เลยแม้แต่น้อย
ฮุ้ยยยย!!!จิ๊บๆ!!
เสียงร้องเจื้อยแจ้วประหลาดหูดังก้องสะท้อนขึ้นมา ท่ามกลางกองเืและเศษซากเนื้อ
จู่ๆปรากฏร่างของ ‘นกหัวโต’ สีแดงเพลิง รูปร่างอวบอ้วน น่ารักน่าชัง จำนวนสองตัวกำลังกระพือปีกใบจิ๋ว ขยับบินลอยตัว ทะลุทะลวง พุ่งพรวดออกมาจากกองเืซากศพของอดีตสองปู่หลาน
พวกมันบินลอยละล่องวนเวียนอยู่กลางอากาศ ก่อนจะหันควับ สะบัดหัวมา จ้องมองเขม็ง ล็อกเป้าหมายมาที่‘หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬ’ อย่างเอาเื่!
เพียงแค่สบตากับนกหัวโตทั้งสองตัวหัวหน้าพรรคมารก็ถึงกับขนลุกซู่ สันหลังเย็นวาบสัญชาตญาณเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัยระดับสูงสุด
เขาคาดคะเนประเมินระดับคลื่นพลังและรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวนกอ้วนทั้งสองตัวนี้ มันมีความรุนแรงเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับขอบเขตผู้พิทักษ์ยุทธ์ขั้นสูงสุดเลยทีเดียว!ซึ่งระดับพลังของมันห่างเหินจากตัวเขาที่เพิ่งทะลวงขึ้นมาอยู่ ขอบเขตราชันยุทธ์ขั้นต้นเพียงแค่ครึ่งก้าว หรือหนึ่งเส้นด้ายบางๆ เท่านั้น
“ข-ข้าขอเสียมารยาท เอ่ยปากถาม! ไม่ทราบว่าสหายผู้ซ่อนเร้นท่านเป็ใครกันแน่!!?”
หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬะโถามออกไปในความมืดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ระแวดระวังขั้นสุด!
มือขวาของเขาแอบเอื้อมไปสอดไพล่หลังคว้าด้ามกริชอาบยาพิษ อาวุธคู่กายออกมาเตรียมพร้อม เขาพยายามกวาดสายตาสอดส่องััพลัง เพื่อค้นหาตรวจสอบพิกัดที่ซ่อนตัวของอีกฝ่าย และเพื่อชั่งน้ำหนักดูว่าบุคคลปริศนาผู้นี้มาดีหรือมาร้าย เป็มิตรหรือศัตรูกันแน่!
“บอกความลับที่ซ่อนอยู่ในบันทึกลับเล่มนั้นมาซะ!แล้วข้าจะยอมใจดี ปล่อยให้มึงเดินกลับบ้านไปแบบมีชีวิต!”
จู่ๆน้ำเสียงราบเรียบ เ็า แต่ทรงพลังอำนาจ กดดันดุจมัจจุราชก็ดังกังวานลอยล่องออกมาจากมิติความว่างเปล่าเบื้องบน
“อ...อ่าาา~~”
เมื่อได้ยินข้อเรียกร้องหัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬก็แอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รู้สึกประหลาดใจนิดๆ
(หึ!ขอแค่นี้เองรึ? ด้วยระดับพลัง และความแข็งแกร่งอันไร้เทียมทานของอีกฝ่ายเขาสามารถลงมือ หรือกำราบจับตัวข้าไปทรมานเค้นความลับได้สบายๆ ด้วยซ้ำ การที่เขายอมเอ่ยปากเจรจาแลกเปลี่ยนกันดีๆแบบนี้... ดูท่า อีกฝ่ายคงจะไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายหรืออยากจะเป็ศัตรูกับข้าสักเท่าไหร่นัก)
ความจริงแล้วในตอนแรกนพเก้า ผู้ชักใยอยู่เื้ันกหัวโตะเิเื ก็ตั้งใจว่าจะลงมือเชือดไอ้บอสพรรคมารทิ้งหมกป่าไปพร้อมกับสองปู่หลานให้สิ้นซากนั่นแหละ
ด้วยอานุภาพของ‘ศาสตร์มารลึกลับ’ ที่เขา เขาสามารถใช้วิชาโเี้ล้วงิญญา ่ชิงความทรงจำและความลับทั้งหมดจากดวงจิตของอีกฝ่ายหลังจากตายแล้วได้สบายๆ
อย่างไรก็ตามในจังหวะที่เขาแอบเปิดใช้งานสกิลโกง'เนตรหมื่นพิภพ' เพื่อสแกนดูข้อมูลสเตตัสของเหยื่อก่อนลงมือนั้น เขาก็ต้องชะงักกึก และเปลี่ยนใจ ล้มเลิกแผนลอบสังหารไปอย่างกะทันหัน
เพราะผลลัพธ์ข้อมูลสเตตัสที่ระบบแสดงขึ้นมาโชว์หราอยู่ตรงหน้ามันมีความเหนือความคาดหมาย และเซอร์ไพรส์หักมุมระดับโลกแตกซุกซ่อนอยู่
[ข้อมูลสถานะ:หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬ (ชื่อจริง: ภัทรชนน หวง)]
· อายุ: 36 ปี (อายุขัยคงเหลือ: 666ปี)
· ระดับการฝึกปรือ: ขอบเขตราชันยุทธ์ (ระดับ 4) ขั้นที่2 ขั้นต้น (ปริมาณความจุพลังปราณ: 124,000 เมตร)
· ทักษะการต่อสู้หลัก:
· มวยไทยรัตนห้าธาตุ (วิชาระดับ์ ขั้นสูง)
· เคล็ดวิชาเลียนแบบธรรมชาติ (วิชาระดับเซียนขั้นสูงสุด)
· ย่างก้าวเทพรัตติกาล (วิชาตัวเบาระดับเทพเ้าขั้นต้น)
· อัญเชิญเทพโลหิต (วิชาอัญเชิญระดับเซียน ขั้นสูง)
· เคล็ดวิชาบ่มเพาะหลัก: เทพเงารัตติกาล(วิชาระดับเทพเ้า ขั้นต้น)
· พร์สายเื: นักฆ่าแต่กำเนิด
· ค่าพลังเทพ: 0
· สถานะโชคชะตา: บุตรแห่งโชคชะตา (Child of Destiny)
ประวัติย่อ:หลังจากเกิดเหตุการณ์ 'โศกนาฏกรรมล้างเื' ในตระกูลหวง เมื่อ 20 ปีก่อน... เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเอง ตกเป็ 'เครื่องสังเวย'บูชายัญของ 'หวงไท่' (ปู่แท้ๆ)...เด็กน้อย ‘ภัทรชนน’ จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากตระกูลเร่ร่อนใช้ชีวิตพเนจรอยู่ข้างถนนนานถึง 5 ปี ก่อนจะจับพลัดจับผลูถูกดึงตัวเข้าร่วมองค์กรนักฆ่า กลายเป็สุดยอดสายลับของ 'พรรคเหยี่ยวทมิฬ'ด้วยพร์ด้านการลอบสังหารที่โดดเด่นเป็เลิศและผลงานระดับโบว์แดง ในการลอบฆ่ายอดฝีมือแบบ 'ข้ามระดับพลัง'ได้สำเร็จบ่อยครั้ง... ทำให้ชื่อเสียงและอิทธิพลของเขา ในโลกมืดพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด! ส่งผลให้ ‘หัวหน้าพรรคคนเก่า’ เกิดความหวาดระแวงกลัวโดนเลื่อยขาเก้าอี้ จึงสั่งระดมพลตามล่าสังหารเขา ระหว่างการหลบหนีตายเขาได้หลงเข้าไปใน ‘มิติลับสืบทอด’ ของเทพเ้ารัตติกาลและด้วยศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด เขาจึงได้รับเลือกให้เป็ 'ผู้สืบทอด'มรดกของเทพเ้า หลังจากฝึกวิชาจนสำเร็จ และออกจากมิติลับ...เขาก็บุกไปเด็ดหัว สังหารหัวหน้าพรรคคนเก่าล้างแค้น... และสถาปนาตัวเองขึ้นนั่งแท่นเป็ 'หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬ' คนใหม่ที่ทรงอำนาจที่สุดแทน!
(เชี่ยยย!!...โลกมันกลม หรือ์จงใจเล่นตลกกันแน่วะเนี่ย!!)
นพเก้าถึงกับอึ้งกิมกี่ยืนเกาหัวแกรกๆ ดูเหมือนว่า... ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ คนที่สาม ที่เขาต้องตามล่าหาตัวเพื่อทำภารกิจก่อตั้งสำนักมันจะไม่ได้อยู่ไกลตัว หรือหายากหาเย็นอะไรเลย ดันเดินมาเสนอหน้าเสิร์ฟผลงานให้ถึงที่ซะงั้น
และที่น่าช็อกยิ่งไปกว่านั้นก็คือถ้าไม่นับ 'ซูหลัน' (ภรรยาหมาดๆ) และ 'ซูไท่หยาง'(ลูกชายเพิ่งเกิด) ไอ้บอสพรรคมารคนนี้... มันก็นับเป็สายเืเป็บุคคลที่มีความสัมพันธ์ผูกพัน เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับ ‘ครอบครัวในอดีต’ของเขาโดยตรงเลยนะเว้ย
เขาจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าสมัยเด็กๆ อัครเดช ผู้เป็พ่อเคยเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังว่า ในอดีตเขาเคยมีพี่ชายร่วมสายเือยู่คนหนึ่งแต่โชคร้าย... พี่ชายคนนั้น ดันด่วนจากไป ประสบ อุบัติเหตุเสียชีวิตไปั้แ่ยังเล็ก
แต่จากข้อมูลความจริงที่ระบบแฉออกมาโชว์ให้ดูชัดๆในตอนนี้ มันยืนยันนั่งยันเลยว่า ไอ้หัวหน้าพรรคเหยี่ยวทมิฬคนนี้ แม่งคือพี่ชายแท้ๆที่แกล้งตาย หนีออกจากบ้านของเขานี่หว่า!!
“ท...ท่านผู้าุโขอรับ!?”
เหยี่ยวทมิฬร้องเรียกเสียงหลง ตัวสั่นสะท้านเป็เ้าเข้า
จู่ๆเขาก็รู้สึกสยิวขนลุกซู่ ััได้ถึงรังสีสายตาแปลกๆ และความรู้สึกประหลาดคล้ายกับมีมือิญญาที่มองไม่เห็นนับร้อยนับพันข้าง กำลังลูบไล้ ลูบคลำไปทั่วเรือนร่างของเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง
(นี่กูโดนไอ้เฒ่าโรคจิตลวนลามทางสายตาเหรอวะเนี่ย!!)
“อะแฮ่มๆ!โทษทีๆ พอดีข้าเหม่อไปหน่อย อืม... ศักยภาพและโครงสร้างกระดูกของเ้านี่ดูดีไม่เลวเลยนะหายากจริงๆ เอาล่ะ วันนี้ถือว่าโชคดี ข้าอารมณ์ดีเป็พิเศษ เ้ารีบคายข้อมูลความลับเื่บันทึกลับเล่มนั้นมาให้ข้าฟังซะดีๆแล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า!”
นพเก้ารีบกระแอมไอดึงสติ ดัดเสียงเข้ม กลบเกลื่อนความเขินอาย ทำฟอร์มเป็ยอดฝีมือเฒ่าผู้ใจดี
“ร- เื่นี้... ข้าน้อยคงไม่อาจปริปากบอกท่านได้หรอกขอรับเพราะเนื้อหาในบันทึกเล่มนี้มันถือเป็ความลับสุดยอด ประจำตระกูลหวงข้าน้อยไม่มีสิทธิ์ และไม่สามารถแพร่งพราย นำความลับของตระกูลไปเปิดเผยให้คนนอกรับรู้ได้เด็ดขาดขอรับ!”
เหยี่ยวทมิฬกัดฟันปฏิเสธเสียงแข็ง อ้างหลักการเื่ความจงรักภักดี(?) ต่อตระกูลขึ้นมาบังหน้าทันที
“เหอะ!ถุย! มึงพูดจาเข้าข้างตัวเองซะราวกับว่ามึงเป็คนสายเืตระกูลหวงอย่างงั้นแหละนะ!”
นพเก้าถึงกับพูดไม่ออกกรอกตาบน ไอ้พี่ชายเวรนี่!... มึงปิดบัง แฝงตัวเป็บอสพรรคมารมาตั้งนานแต่พอจวนตัว มึงดันกล้าอ้างสิทธิ์ โชว์ป๋า เปิดเผยพื้นเพ ปูมหลังสายเืตัวเองออกมาดื้อๆ หน้าด้านๆ แบบนี้เลยเหรอวะ มึงไม่เนียนไปเรียนมาใหม่ไป๊!
“ท- ท่านผู้าุโช่างตาทิพย์ยิ่งนักขอรับ ใช่แล้ว ข้าน้อยผู้นี้... ก็มีสายเืเป็คนของตระกูลหวงเช่นเดียวกันขอรับ!!”
เหยี่ยวทมิฬรีบสวมรอย ยืดอกรับสารภาพอย่างไม่อายปาก
ในใจของเขาหวังลึกๆว่าหากเขาอ้างอิงชื่อตระกูลใหญ่ขึ้นมาข่ม อีกฝ่ายที่เป็ผู้ใหญ่ อาจจะมีความเกรงใจหรือไว้หน้าตระกูลหวงบ้าง แล้วยอมถอยทัพจากไปดีๆ โดยไม่เกิดการปะทะเืตกยางออก
เขาประเมินความเสี่ยงดูแล้วคาดการณ์ว่าชายลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่น่าจะมีระดับพลัง แข็งแกร่งถึงขั้น‘ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์’ แน่นอน
อย่างไรก็ตามด้วยความมั่นใจในสุดยอด'วิชาเร้นกาย ลอบเร้นในเงามืด' (ระดับเทพเ้า) ของเขาหากศัตรูไม่ได้มีพลังห่างชั้นเหนือล้ำไปจนถึงระดับ 'เทพศักดิ์สิทธิ์'(ขอบเขตพระเ้า) ล่ะก็ เขามั่นใจเต็มร้อยว่าถ้าเขาคิดจะเผ่นหนีเอาตัวรอดก็ไม่มีใครหน้าไหนในโลกนี้สามารถไล่ตามจับหางจุกตูดเขาได้ทันหรอก
“หึ!ถ้าพูดดีๆ แล้วไม่ชอบ ชอบให้ใช้กำลังบังคับ งั้นก็คงช่วยไม่ได้แล้วล่ะมั้ง!”
นพเก้าถอนหายใจยาวก่อนจะแสยะยิ้มเหี้ยม!
วูบ!!!
สิ้นเสียงคำราม!นพเก้าก็ะเิ ‘พลังปราณธาตุทอง’ บริสุทธิ์ คลื่นพลังสีทองอร่าม ะเิแผ่ซ่านสว่างวาบ เจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน!
“รูปแบบที่8!... อสุรากลืน์!!!”
ฟรึ่บ!!
ในชั่วเสี้ยววินาที!ร่างเงาของมนุษย์ั์อสุราสีทองอร่าม ก็พุ่งทะยาน แหวกอากาศโผล่พรวดพุ่งเข้าชาร์จ จู่โจม มาจากทางด้านหลังของเหยี่ยวทมิฬ ดุจสายฟ้าฟาด!
เหยี่ยวทมิฬสัญชาตญาณอันตรายทำงานเต็มสูบ! เขาหันขวับ สับเท้าหมุนตัวกลับหลังหันอย่างรวดเร็ว!ก่อนจะงัดเอา 'กระบวนท่าไม้ตาย' ก้นหีบ ของสุดยอดวิชา‘มวยไทยรัตนห้าธาตุ’ ออกมาตอบโต้ สวนกลับการโจมตีทันที!
“เชือดเฉือนพสุธา!!!”
ตูมมม!!
เหยี่ยวทมิฬแผดเสียงคำราม ะเิคลื่นพลัง ‘ปราณธาตุลม’ มหาศาล หมุนวนเป็พายุทอร์นาโดห่อหุ้มหมัดขวาของเขาเอาไว้! พลังอัดฉีด จนหมัดขวาแปรสภาพ ก่อรูปลักษณ์กลายเป็ 'หัวช้างเอราวัณ'มหึมา ที่มีงาคู่แหลมคมดุจใบมีด! พุ่งทะลวง แหวกอากาศสวนกลับเข้าปะทะกับกรงเล็บอสุราอย่างจัง!
ตู้มมมม!!!!แคล็กก!!!
เสียงะเิกัมปนาทดังกึกก้องสะท้านปฐี! คลื่นกระแทก ซัดทำลายล้างโกดังร้างจนพังพินาศราบเป็หน้ากลอง!
พร้อมกับเสียง‘กระดูกแตกหัก’ ลั่นดังสนั่น! พลังหมัดหัวช้างของเหยี่ยวทมิฬถูกทำลายป่นปี้ในพริบตา!แรงปะทะอันมหาศาลอัดกระแทกส่งร่างของเขาให้ลอยละลิ่ว ปลิวกระเด็นถอยครูดลากยาวไปกับพื้นคอนกรีต ไกลออกไปกว่าสามสิบเมตร!! ทิ้งรอยไถลเป็ร่องลึกยาวเหยียด จากส้นรองเท้าของเขาไว้บนพื้นดินอย่างชัดเจน
(อั่ก!! ย-ยอดมนุษย์!! แข็งแกร่ง บ้าบอ โคตรพ่อโคตรแม่แกร่งเกินไปแล้ว!!)
เหยี่ยวทมิฬกระอักเื ทรุดคุกเข่าลงกับพื้น หอบหายใจแฮกๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความช็อกและหวาดกลัวสุดขีด
เขามั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่าเมื่อครู่นี้อีกฝ่ายทำเพียงแค่ยื่นกรงเล็บสกัดการโจมตีออกมาแบบชิลๆโดยใช้พลังปราณเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น!! แต่กลับสามารถบดขยี้ทลายกระบวนท่าไม้ตายสุดยอด ของยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์อย่างเขาได้ราวกับบี้มดปลวก!!
เดี๋ยวนะ!!...แต่ทำไมกระบวนท่าโจมตีของไอ้ปีศาจนั่น มันถึงได้ดูคุ้นตา และคลับคล้าย กับวิชาประจำตระกูลของข้ายิ่งนัก!!?
เมื่อฝุ่นควันแห่งการทำลายล้างค่อยๆ จางลง...
เหยี่ยวทมิฬก็เบิกตากว้าง จ้องมองเขม็งไปยังร่างของผู้ชนะที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง!
แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องทะลุผ่านช่องเมฆที่เปิดอ้าอาบไล้เผยให้เห็นเรือนร่างของชายหนุ่มรูปงาม ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบ ดุจเทพบุตรจุติ!เขากำลังเดินทอดน่อง ย่างสามขุม เอามือไพล่หลัง ก้าวออกมาจากร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ด้วยท่วงท่าสง่างาม เยือกเย็น และทรงอำนาจ ประดุจจักรพรรดิผู้ครองโลก