นายท่าน..ชายวัยกลางคนด้านหลังเรียกลู่หานเบาๆ
เพราะมีเสียงที่คุ้นหูดังขึ้นเขาจึงหันไปพยักหน้าก่อนจะมองออกไปทางทิศด้านหลังโรงเตี้ยม
‘’ท่านต้องการไปที่ด้านหลังหรือไม่ “ คนสนิทของลู่หานเอ่ยขี้นไม่ต้องรอให้เจ้านายอนุญาติเขาก็ค่อยๆเข็นรถเข็นออกไปช้าๆ
ลู่หานหัวเราะเบาๆให้กับการคิดเองเออเองของชายที่ด้านหลังเขายังไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าเขาอยากจะหลบไปไหน นับว่ารู้ใจเขาอย่างยิ่ง
เมื่อสักครู่หลังจากที่ได้สนทนากับคุณหนูไป๋ผู้นั้นไปสองสามคำแม้ใช้ระยะเวลาไม่นานมาก แต่เขามั่นใจว่านอกจากหน้าตาที่คล้ายกันแล้วที่เหลือระหว่างพวกนางแทบไม่มีสิ่งใดเชื่อมโยงกันได้อีกเลย ทั้งนิสัยใจคอ การวางตัวและ…สภาพร่างกายของคนทั้งสองหากเป็นคนในความทรงจำของเขา ช่วงฤดูอากาศเปลี่ยนแปลงเช่นนี้นางคงนั่งหนาวสั่นอยู่ในอ้อมกอดของเขาแล้ว
ลู่หานเพียงยิ้มขื่อให้กับตนเอง สายตากวาดมองไปรอบตัว เวลานี้แม้แขกยังคงพลุกพล่านหนาแน่นแต่เขารู้ตัวเองดีว่าไร้อารมณ์จะมาร่ำสุราทักทายใครได้อีกแล้ว
“ เราไปกันเถอะ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกนางก็แล้วกัน “ เขาเอ่ยปากบอกแก่คนด้านหลัง ก่อนที่คนสองคนจะใช้เส้นทางลับตาหลบลี้ออกไปจากบริเวณนั้น
ระหว่างทางบนรถม้าก่อนจะกลับเข้าไปในเมือง
“ข้าอยากจะแวะไปที่ที่หนึ่งก่อน “ ลู่หานเอ่ยออกมาจากภายในรถม้า
รถม้าคันโตแล่นเลี้ยวอ้อมออกไปตามทางดินเหลืองอีกด้านของกำแพงเมืองทันทีโดยไม่จำเป็นต้องสื่อความกันมากมาย
สุสานบรรพชนตระกูลลู่
เนินสุสานขนาดไม่ใหญ่เป็นแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปไม่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างหรือมีขนาดใหญ่โตเทียบเท่าตระกูลอื่นๆเสียด้วยซ้ำ
เขาลงจากรถเข็นก้าวเดินสั้นๆ ประคองตัวไม่ให้ล้ม นั่งคุกเข่าที่ด้านหน้าป้ายหลุมศพแห่งหนึ่ง นิ้วมือที่เห็นข้อนิ้วชัดเจน ไล่เก็บถอนวัชพืชที่ขึ้นอยู่ไม่กี่ต้นบริเวณโดยรอบจนหมดก่อนทรุดตัวหลับตา พิงศีรษะเอียงไปยังป้ายบนหลุมนั้น ปากเอ่ยถามคนด้านข้างเสียงเบา
“ คิดถึงข้าบ้างหรือไม่ “ แม้ไร้เสียงตอบกลับ แต่สักพักเขากลับเผยยิ้มออกมา
“ ไม่ได้เล่นซวิน* ให้เจ้าฟังมานานแล้ว “ มือข้างหนึ่งพลันหยิบเอาเครื่องเป่าขนาดเล็กออกมาจากอกเสื้อบทเพลงสะท้อนความอ้างว้างส่งเสียงแว่วหวานกังวาลไปตามสายลม
“ เพราะหรือไม่ “ เขาเอ่ยถามนาง
นางเงยหน้าที่คลุมไว้ด้วยผ้ายาวเหมือนเคยก่อนพยักหน้าช้าๆ ดวงตามีแต่รอยยิ้มละไม
“ ฝนกำลังจะตกแล้ว เราเข้าบ้านกันเถอะ “ ลู่หานเอ่ยขึ้นมือข้างหนึ่งยังกำซวินที่เพิ่งเป่าจบไว้ในขณะที่อีกข้างโอบกอดสตรีร่างบางที่นั่งอิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของเขา
นางซุกหน้าเข้าไปในอ้อมอกเขาแทนคำตอบ
เขาหัวเราะเบาๆก่อนรวบนางขึ้นทั้งตัวโอบอุ้มนางกลับเข้าบ้านดุจของล้ำค่าในมือ
นางไม่ควรจะหนาวเพราะสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนาแต่เขากลับกอดกระชับร่างงามให้แน่นขึ้นอีก
อากาศภายนอกหนาวเย็น นางเพิ่งฟื้นจากความเป็นความตายไม่นานแม้จะรอดมาได้ แต่เพราะสูญเสียธาติหยางไปเกือบสิ้นพลังชีวิตถูกใช้ไปจนเกือบหมดในคราวเดียวจึงไม่สามารถทนหนาวได้เหมือนก่อนสุขภาพเสื่อมโทรมลง แม้จะเดินเหินก็ยังไม่คล่องแคล่ว หลายคราเขากลัวว่านางจะปลิวตามลมไปเลยเสียด้วยซ้ำ
เขาจงใจอุ้มนางเดินช้าๆ แอบจูบนางที่หน้าผากอย่างแผ่วเบาด้วยเกรงว่านางจะกลัว เกรงว่านางจะไม่คุ้นเคยกับการกระทำแปลกๆช่วงนี้ของเขา
ภาพของนางตอนที่ถูกเขาขโมยจูบแรก มันเกิดขึ้นหลังจากที่นางเพิ่งดีขึ้นได้ไม่กี่วันตอนนั้นแม้จะเป็นแค่การฉกโฉบลงไปสัมผัสเพียงแผ่วเบาที่ริมฝีปากแต่นางกลับตาโตหน้าแดง ลามไปทั้งตัว หลังจากนั้นก็เอาแต่หลบหน้าเขาทั้งวัน
แต่นางหารู้ไม่ว่าเขาเองก็ตื่นเต้นไม่ต่างกัน หลังจากนั้น เขาเพียรหาเหตุมากอดนางได้ตลอดเวลาแต่ร่างเล็กบอบบางยังตัวสั่น ไม่รู้เพราะกลัวเขาหรือเพราะไม่คุ้นชินกันแน่
เสียงเป่าซวินเป็นบทเพลงที่ผู้คนนิยมใช้สารภาพรักกับสตรีในดวงใจเขาไม่เชื่อว่านางจะไม่รู้ถึงสิ่งที่สื่อออกไป
ทุกวันนี้ เขากลายเป็นคนที่พูดมาก สรรหาเรื่องเล่าต่างๆที่เคยพบเจอมาให้นางฟังแม้จะนั่งคุยกัน กระทั่งกอดนางไว้ในอ้อมแขน เพียงแต่หากไม่มีผ้าคลุมหน้า นางมักจะนั่งหันข้างให้เขาหลบเลี่ยงบาดแผลข้างแก้ม เป็นเรื่องเดียวที่นางอึดอัดเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
นางเคยขอร้องให้เขาเลิกทำงานเสี่ยงอันตรายแต่เขาหยุดไม่ได้ เพราะเดินอยู่ตรงขอบปากเหว ต่อให้ไม่อยากไปต่อ ก็ยากจะถอยหลังกลับ
นอกจากเรื่องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายของเขาที่ทำให้นางไม่มีความสุขสำหรับเรื่องอื่นๆนั้น กลับตรงข้าม สายตาอยากรู้อยากเห็นของนางทำประหนึ่งว่าโลกใบนอกจากบ้านหลังนี้แล้วก็มีแต่เขาเท่านั้น
หลังใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ดูแลอาการบาดเจ็บของนางไปได้กว่าสองเดือนยาที่เก็บไว้จึงไกล้หมด แม้หิมะจะตกหนัก แต่สำหรับเขามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่จะไปหาซื้อยามาเพิ่มเติม
หากไม่มีพวกมันต่างหากถึงจะเรียกว่าพบปัญหาเข้าเสียแล้ว
นางขอติดตามเขาไปด้วยเพียงแต่เขาไม่อนุญาติเพราะสุขภาพของนางไม่เหมาะกับการเดินทาง
การไปครั้งนี้ นึกไม่ถึงว่าแค่จะเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อยากลับถูกสหายเก่าไล่ฆ่าถึงสองครั้ง และเป็นอีกครั้งที่เขาต้องแบกร่างกายอ่อนปวกเปียกของตัวเองเพื่อหนีตาย
เขาไม่กล้าหนีกลับขึ้นเขาไปหานางเพราะเกรงว่าจะถูกสะกดรอย
แต่ใช้วิธีเร้นกายไปยังที่ต่างๆปลอมตัวเป็นคนอื่น หนีไปหนีมาก็กินเวลากว่าครึ่งเดือน กระทั่งสลัดกลุ่มคนเหล่านั้นออกไปได้
ตอนที่เขากำลังลัดเลาะหาทางกลับไปหานางปลอมตัวเดินปะปนอยู่กับกลุ่มคนในเมือง
ตรงถนนกลางเมืองที่มีคนพลุกพล่านที่สุดเขาพบว่ามีชาวบ้านเดินหลบหลีกอะไรสักอย่างเป็นทาง บางส่วนก็ยืนมุงดูอย่างขบขัน ที่ด้านหลังยังมีเสียงเหยียดหยามดูถูกดูแคลน เด็กบางคนยังไล่ปาผักและไข่เน่าใส่คนที่ยืนอยู่ตรงกลางฝูงชนนั้น
เป็นนางนั่นเอง
นางเปิดเผยใบหน้าที่มีรอยตะขาบจากคมมีดกรีดเป็นทางยาวผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมใส่ชุดสีแดงที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกสุนัขสีขาวขนยาวตัวใหญ่สองตัวถูกจูงเดินนำหน้า หญิงผู้นั้นไม่ได้สนใจว่าผู้คนรอบตัวจะขว้างปาอะไรใส่จะพูดถึงอย่างหยาบคายเพียงใด กระทั่งหลบหลีกหรือตอบโต้ก็ไม่ทำ ได้แต่เดินไปข้างหน้าเท่านั้น
สุนัขสองตัวพลันเห่ามาในทิศที่เขายืนอยู่พอดี
นางหันหน้ามามองเขาแว่บหนึ่งก่อนจะดึงจูงสหายสองตัวไปอีกทาง
ที่ถนนทางเดินกลับบ้าน นางนั่งรอเขาเงียบๆที่ข้างทาง
“ เจ้ากำลังทำอะไร “เพราะโมโหที่นางไม่ดูแลตัวเองแม้จะกดข่มโทสะที่กำลังปะทุอยู่ในใจไม่ให้ตะคอกใส่นาง แต่น้ำเสียงที่แปล่งออกมาก็ใช่ว่าจะปกติ
นางกอดเขาที่เอวน้ำตาพลันไหลริน
ที่แท้เพราะเขาสัญญาว่าจะกลับไปหานางไม่เกินสองวันแต่กลับหายไปนับสิบ แม้จะลงเขามาตามหา ก็ไม่กล้าสอบถามชาวบ้านจึงได้แต่ทำตัวเองให้เป็นจุดเด่น ตกเป็นเป้าสายตาคนทั้งเมืองเพียงเพราะหวังว่าเขาจะสังเกตเห็นนางเอง
แม้จะเป็นวิธีที่โง่และบ้าบิ่นที่สุดแต่นับว่าได้ผลตามประสงค์ของนางจริงๆ
เพียงแต่เขาไม่ชอบวิธีนี้วิธีที่นางต้องใช้ศ้กดิ์ศรีเพื่อแลกกับความปลอดภัยของเขา
และน้ำตาของนางช่างร้อนลวกใจจนดับโทสะไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกผิดแทน
เพราะหนึ่งคนเดินไม่ถนัดอีกคนก็ร่างกายไม่เอื้อ กว่าจะเดินเท้าถึงบ้านก็ใช้เวลาดีกดื่นค่อนคืน ทำให้นางล้มป่วยลงอีกครั้ง
เขาไม่กล้าทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้จึงไม่ได้ลงไปตามหมอ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้ ในใจเขามีนางสตรีที่เขาต้องการจะปกป้อง เขาอยากเห็นนางมีความสุข ไม่ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ และต้องไม่มีใครมาดูถูกนางได้อีก
นั่นคือช่วงเวลาที่เขาตัดสินใจได้แล้ว
หากเขาไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นผู้ล่าเขาจะต้องเป็นผู้ถูกล่าไปตลอดชีวิต
หลังจากนางหายป่วยได้สองวัน เขาก็ขอนางแต่งงาน
แต่นางปฏิเสธไม่ว่าจะพูดอย่างไรนางก็ไม่ยินยอม
“ หากเปลี่ยนเป็นข้าที่ถูกกรีดหน้า เจ้าจะยังแต่งให้ข้าไหม “ เพียงแค่เห็นเขายกมีดขึ้นมา นางก็รีบปรี่เข้ามาดึงมือเขาไว้อย่างร้อนรนรับปากจะแต่งให้เขาพร้อมน้ำตา
ในหุบเขาเวิ้งว้างกว้างใหญ่ที่อบอวลไปด้วยความรัก พวกเขากราบไหว้ฟ้าดินภายใต้ความเงียบสงัดมีเพียงเสียงสายลมเย็นเยียบส่งต่อคำอำนวยพรพัดผ่านร่างคู่รักที่มีหัวใจตรงกัน ท่ามกลางแสงแรกของวันใหม่ที่สาดส่องไปตามทางเดินเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตคู่ของคนทั้งสอง
ชั่วขณะที่เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ได้เห็นดวงตาสดใสเปล่งประกายตรงหน้าหัวใจของเขาก็ถูกนางครอบครองไว้ทั้งดวงอย่างลึกซึ้งถึงกระดูกไร้หนทางหลบหนีออกมาได้อีก
*ซวิน (埙) เป็นเครื่องเป่าเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนานเจ็ดพันปีซวินส่วนใหญ่ทำด้วยหินหรือกระดูกสัตว์ ต่อมาจึงค่อยๆพัฒนาและทำด้วยเครื่องปั้นดินเผา