เงา หงส์

    เงา หงส์ 15.

    “วันนี้หมอว่างไหมคะฉันว่าจะชวนหมอเข้าเมืองน่ะค่ะ” เว่ยจินเยว่เอ่ยขึ้นขณะที่กินแซนวิชไปได้เพียงเล็กน้อย


    “ไม่ว่างหรอกผมมีคนไข้สำคัญน่ะ ทานเสร็จนี้ผมก็คงต้องกลับขึ้นตึกไปดูแลคนไข้ต่อ” หมอหนุ่มตอบอย่างสุภาพ เว่ยจินเยว่หน้าเสียแต่เธอก็เก็บอาการเอาไว้อย่างมิดชิดแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหมอหนุ่มหมอหนุ่มยิ้มตอบและหันไปทางอื่นเสีย


    “ค่ะงั้นฉันไม่รบกวนแต่จะเป็๲อะไรมากไหมถ้าฉันจะให้หมอเดินไปส่งฉันที่รถ” หญิงสาวพูดต่ออย่างสุภาพ


    “ไม่มีปัญหาอยู่แล้วเดี๋ยวเสร็จจากนี้ผมจะเดินไปส่งคุณที่รถเอง” หมอหนุ่มพูดจบก็เป็๲เวลาเดียวกันที่เขายกกาแฟขึ้นกระดกเป็๲ครั้งสุดท้าย และเมื่อเว่ยจินเยว่วางแก้วลง เขาจึงลุกขึ้นเดินไปส่งเว่ยจินเยว่ทันที ท่ามกลางสายตาของพยาบาลสาวในตึกที่มองมาอย่างอิจฉา เว่ยจินเยว่ชำเลืองมองพยาบาลสาวๆแล้วอมยิ้มอย่างมีชัย หมอหนุ่มเปิดประตูรถให้ก่อนที่เธอจะก้าวขึ้นไปนั่งในที่ของคนขับแล้วค่อยๆขับรถออกไปช้าๆ 


    เว่ยจินเยว่ขับรถออกไปจนรับสายตาแล้ว หมอเฉิงจึงเดินกลับขึ้นตึกไปทันที และได้พบกับจางจื่อลู่ ที่ระเบียงทางเดิน หญิงสาวมองหน้าหมอเฉิงด้วยสายตาจ้องจับพิรุธ

    แต่ถ้าว่าหมอเฉิงพยายามหลบสายตายิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงความผิดปกติเป็๞อย่างมาก


    “หมอเฉินค่ะฉันขอคุยอะไรด้วยหน่อยได้ไหมคะ” จื่อลู่เอ่ยขึ้นในขณะที่หมอเชิงกำลังจะเดินสวนไป


    “เอ่อ ก็ได้มีอะไรหรือ” หมอหนุ่มถาม


    “เมื่อวานหลังจากที่กลับจากโรงพยาบาลจื่อฟ่านมีอาการแปลกๆ” จางจื่อลู่พูด


    “แปลกอย่างไร” หมอเฉิงถาม ทั้งที่ในใจเขารู้ดีเป็๞ที่สุด


    “เพิ่งกลับมาเหมือนจะร้องไห้ด้วยและเข้าห้องหายไปไม่ออกมาอีกเลยจนกระทั่งเช้าไม่รู้เธอเป็๞อะไรหมอพอจะทราบไหมคะ” จางจื่อลู่ทำท่าถาม หมอหนุ่มนิ่งขรึมไม่กล่าวคำใดเขาเอามือทั้งสองเท้าระเบียงแล้วหันหน้ามองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย


    “ไม่มีอะไรหรอกเขาคงจะเหนื่อยหรือเปล่า” หมอเฉินตอบ แต่ไม่หันไปสบตากับจางจื่อลู่ตรงๆ


    “หมอเฉิงกับจื่อฟ่าน ที่จริงควรจะเป็๞คู่รักที่เหมาะสมกันมากนะคะ หนุ่มหล่อกับสาวสวย” จื่อลู่พูดขึ้นอย่างกะทันหันหมอจึงชำเลืองดูสาวน้อยข้างตัวและอมยิ้ม


    “แต่มันคงเป็๞ไปไม่ได้เพราะผมกับพี่สาวของคุณต่างกันเกินไป” หมอหนุ่มกล่าวทำตัวแต่ในความรู้สึกเขาก็ปวดร้าวเช่นกัน


    “ต่างยังไงหรอคะ” จางจื่อลู่ถามอีก


    “ผมไม่อาจเป็๞คนที่รั้งพี่สาวของคุณเอาไว้ทั้งๆที่รู้ว่าถ้าเขาอยู่ที่นี่เขาจะไม่มีความสุขหรอกนะ” หมอเฉิงกล่าว


    “คุณรู้ดีได้อย่างไรจื่อฟ่านอาจจะมีความสุขมากก็ได้” จื่อลู่พูดพร้อมกับหันมาเผชิญหน้ากับหมอหนุ่ม


    “คุณดูไม่ออกจริงๆหรอว่าจื่อฟ่านรู้สึกอย่างไรกับคุณ” หญิงสาวพูด สายตาจะต้องไปที่ใบหน้าของหมอหนุ่มอย่างไม่ค่อยพอใจ


    หมอเฉิงไม่ตอบ ยังคงมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายเช่นเดิม


    “จื่อฟ่านรักหมอ หมอรู้ตัวหรือเปล่า” จางจื่อลู่พูด หมอเฉิงตะลึงชั่วขณะไปกับคำพูดที่เขาเพิ่งได้ยินจากปากของจางจื่อลู่พยาบาลผู้ช่วยที่อยู่กับเขามานาน


    “หมอจะมามัวห่วงเ๹ื่๪๫นั้นเ๹ื่๪๫นี้อยู่ได้ ฉันเชื่อว่าหมอเองก็รักจื่อฟ่านเช่นกัน แต่ถ้าหมอปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็๞ไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลยแล้วหมอจะเสียใจ” จื่อลู่พูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินสะบัดหน้าจากไป 


    ทิ้งให้หมอเฉิงยืนอยู่ที่เดิมด้วยอาการเศร้าซึม เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ทั้งที่เขาอยากบอกความรู้สึกของตัวเองออกไปแต่ก็ไม่กล้าพอ ต่อให้กล้าที่จะพูดแต่เขาเองก็ไม่กล้าที่จะทำลายอนาคตของคนที่เขารักได้ การปล่อยให้จางจื่อฟ่านกลับไปที่วอชิงตันมันคงจะเป็๞การดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังทั้งเขาและเธอนั่นเอง


    …………………………………………


    เช้าวันที่ทุกคนรอคอยมาถึง นั่นคือวันที่ผู้เฒ่าจางเหมินได้ออกจากโรงพยาบาลเพื่อไปรักษาตัวต่อที่บ้าน ทุกคนมีสีหน้าที่มีความสุขกันถ้วนหน้าโดยเฉพาะผู้เฒ่าจางที่รู้สึกว่าจะเบิกบานกว่าทุกคนเป็๞พิเศษ 


    “รับยาแล้วกลับบ้านได้ครับ” หมอเฉิงพูดอย่างอ่อนโยนกับผู้เฒ่าจางหลังจากที่ตรวจอาการครั้งสุดท้าย แต่สายตาเขาอดที่จะชำเลืองไปยังจางจื่อฟ่านที่ยืนอยู่ใกล้ๆไม่ได้ แต่ทว่าหญิงสาวกับไม่มีท่าทีที่จะหันมามองดูเขาแม้แต่นิดเดียว หมอหนุ่มจึงถอนใจเบาๆ แต่ก็เก็บอาการไว้อย่างที่สุด


    “ได้กลับบ้านซะที ขอบคุณหมอมากที่ดูแลตลอด ถ้าไม่ได้หมอผมก็คงกลับบ้านเก่าไปแล้วฮ่าๆๆ” ผู้เฒ่าจางพูดอย่างอารมณ์ดีเช่นเคย


    จางจื่อฟ่านจัดการเก็บของใช้ทั้งหมดของพ่อทุกอย่างเพื่อกลับบ้าน โดยมีน้องสาวช่วยโดยตลอด หมอเฉิงยังคงแอบรอบชำเรืองมองหญิงสาวอยู่เรื่อยๆ โดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวแต่ทว่าเธอกลับทำท่าทีไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย จางจื่อลู่ผู้สังเกตเห็นเหตุการณ์โดยตลอดหญิงสาวรู้สึกหมั่นไส้หมอเฉิงที่ไม่รีบทำอะไรสักทีจึงเดินเข้ามายืนข้างๆแล้วกระซิบจะซาบเบาๆโดยไม่ให้พี่สาวได้ยิน


    “ยังไม่รีบอีก” จื่อลู่เอ่ยขึ้นเบาๆพร้อมกับกระทุ้งที่สีข้าง เมื่อเธอก้าวเข้ามาอยู่ด้านหลังหมอเฉิงและทำทีเป็๞ว่าสาละวนอยู่กับการเก็บของ หมอเฉิงสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อหันไปมองพบว่าเป็๞จื่อลู่หมอหนุ่มก็ได้ยิ้มแหยๆ


    “เดินเข้าไปคุยกับเธอสิ” จื่อลู่เซ้าซี้


    “จะให้คุยว่าอย่างไรล่ะ” หมอหนุ่มถามมาด้วยหน้าตาซื่อๆ


    “ก็สารภาพไปเลยสิ มันจะไปยากอะไรเธอเองก็รู้สึกตรงกันกับหมออยู่แล้วแต่จะให้เธอเป็๞คนเอ่ยก็คงจะไม่ได้” จางจื่อลู่กระซิบกระซาบ


    “ที่นี่คงจะไม่เหมาะหรอก” หมอหนุ่มตอบ เมื่อได้ยินอย่างนั้นจางจื่อลู่ก็ทำหน้ามุ่ยทันที


    “แล้วที่ไหนจะเหมาะจะได้พูดเมื่อไหร่ พ่อกลับจากโรงพยาบาลไปถึงบ้านพรุ่งนี้เช้าจื่อฟ่านก็จะไปจากที่นี่แล้ว แล้วถ้าเธอไปแล้วหมอจะเสียใจฉันเองช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ ที่มาบอกนี่ก็เพราะว่าหวังดี อยากให้หมอกับจื่อฟ่านรู้ใจตัวเอง ถ้าเป็๞ฉันๆคงจะไม่สนใจเหตุผลใดๆทั้งปวงหรอกถ้ารู้อยู่ว่าอีกฝ่ายก็มีใจขนาดนี้” จางจื่อลู่พูดเบาๆอย่างมีโมโหเพราะอีกฝ่ายไม่ได้ดั่งใจของเธอ


    หมอหนุ่มไม่กล่าวคำใดเขาทำทีเป็๞เก็บสายน้ำเกลือและเครื่องมือต่างๆของแพทย์ โดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมองสาวน้อยที่พูดกับกระซิบกระซาบอยู่ข้างๆเขา


    จางจื่อฟ่านเงียบสงบเหมือนกับว่าเธอเตรียมใจมาพร้อมแล้วที่จะไม่พูดคำใดอีก หญิงสาวมีสีหน้าเศร้าหมอง แต่ก็ยังทำหน้าที่ของลูกสาวคนโตอย่างไม่มีที่ติ เธอประคองผู้เป็๞พ่อลงจากเตียงคนป่วยเพื่อขึ้นรถเข็น แต่ทันใดนั้นผู้เฒ่าจางก็เซถลาคล้ายจะล้มลงหมอเฉิงจึงรีบเข้าประคองเข้าอีกด้านหนึ่งซึ่งจังหวะนี้ทั้งสองจึงสบตากันโดยบังเอิญ ต่างคนต่างยืนนิ่งอย่างถูกสะกด


    หมอเฉิงมองหน้างานนั้นด้วยสายตาเศร้าหมองแต่ก็ไม่อาจพูดคำใดออกมา จางจื่อฟ่านจ้องสายตากลับได้เพียงชั่วอึดใจเธอก็บ่ายหน้าหนีไปทางอื่นเสีย ภายในใจของเธอเสมอด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจจะกล่าว เธอไม่อาจจ้องตาเขาเป็๞เวลานานได้ เพราะกลัวว่าความรู้สึกทั้งหมดที่เธอพยายามลืมมันจะวนเวียนกลับมาอีก แล้วมันอาจจะทำให้เธอไม่สามารถตัดใจจากเขาได้ หญิงสาวรู้สึกได้ขอบตาที่ร้อนผ่าวของตัวเองนั่นหมายความว่าน้ำตากำลังจะไหลออกมา จางจื่อฟ่านเก็บซ่อนความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้ภายในใจ 


    “พ่อเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะค่อยๆนั่งลงค่ะ” จางจื่อฟ่านพยุงพ่อนั่งลงบนรถเข็นอีกครั้ง


    “ไม่เป็๞ไร ไม่เป็๞ไรพ่อแค่เซนิดเดียว คงเป็๞เพราะนานแล้วที่ไม่ได้ยืนขึ้นสักทีเส้นสายมันคงจะยึดน่ะ ไม่ต้องห่วงๆ” ผู้เป็๞พ่อกล่าวแต่มืออีกข้างจับแขนหมอเฉิงไว้แน่น 


    “ค่อยๆครับผู้เฒ่า” หมอนเฉิงพยุงอีกด้านหนึ่งของผู้เฒ่าอย่างมั่นคง


    เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วทั้งหมดจึงออกจากห้องทันทีโดยมีหมอเฉิงเข็นรถเข็นของผู้เฒ่าจางเหมินนำออกไปข้างหน้า ไปสู่ลานจอดรถซึ่งมีรถของตระจาง จอดรอไว้พร้อมแล้ว เมื่อคนป่วยขึ้นรถเสร็จกลับจางจื่อลู่มองหน้าหมอเฉิงเพื่อกระตุ้นให้หมอเฉิงรีบพูดความในใจกับพี่สาวของเธอ แต่ทว่าหมอเฉิงกับนิ่งเฉยเสีย หญิงสาวจะขึ้นรถทันทีแล้วปิดประตูดังปัง 


    หลังจากที่จื่อลู่ขึ้นรถไปเรียบร้อยแล้ว จางจื่อฟ่านชำเลืองมองหมอหนุ่มครั้

    งหนึ่งด้วยหางตา แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่พูดคำใดหญิงสาวถึงขึ้นรถ และสั่งออกรถทันที