ความฝันไม่มีจุดเริ่มต้น มีเพียงสนามรบที่เขายืนอยู่กลางมัน เืสีดำไหลรินจากร่างที่ล้มทับกันเป็ชั้นท้องฟ้าแตกร้าว ความว่างเปล่าสีดำสนิทรุกคืบเข้ามาจากรอยปริ สิ่งที่เขาจดจำได้ไม่ใช่สิ่งเ่าั้ หากเป็ดวงตาของชายชราที่ยืนอยู่กลางซากปรักหักพัง ดวงตาที่มองเขาราวกับรู้ว่าเขาจะมาถึงตรงนี้ รู้มานานก่อนที่เขาจะเกิดเสียด้วยซ้ำ
ริมฝีปากของชายชราขยับ เสียงดังขึ้นประหนึ่งลอดมาจากใต้น้ำลึก บิดเบือนและห่างไกล ทว่าคำนั้นแทงทะลุเข้ามาได้
"...เ้าจงอย่าหยุด..."
แสงในดวงตาคู่นั้นมอดลงพร้อมกับโลกที่พังทลายในชั่วพริบตา เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า
"หลินเย่! หลินเย่! จะนอนฝันหวานไปถึงเมื่อไรกัน!"
เสียงะโแทรกผ่านหน้าต่างไม้เก่าที่บวมพองจากความชื้น ลอดเข้ามาในห้องที่มีเพียงเตียงไม้กับผ้าห่มบางจนแทบนับเส้นด้ายได้ อากาศภายในเย็นและนิ่งกลิ่นไม้อับชื้นอยู่กับเขามาตลอดห้าปี เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นเส้นเืที่ขมับปูดขึ้นเล็กน้อยแล้วคลายลง เขานอนนิ่งมองเพดานไม้ที่ขึ้นราดำเป็ดวงรอให้ซากฝันจางลงดังทุกครั้ง
ดวงตาคู่นั้นกลับยังค้างอยู่ที่ขอบความคิด ไม่ยอมเลือนหาย ราวกับถูกประทับไว้จากข้างใน ไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นจากภายนอกหลินเย่ลุกขึ้นโดยไม่รีบร้อน ก้มเก็บก้อนหินที่วางไว้ตรงขอบเตียงั้แ่เมื่อคืน เปิดหน้าต่างแล้วขว้างออกไปโดยไม่มองเป้า มือเล็กเกินกว่าจะกำหินก้อนนั้นได้มิด หากแม่นพอที่จะไม่ต้องเล็ง
"โอ๊ย—!" เสียงร้องของหลินจ้าวดังขึ้นพร้อมเสียงเท้าวิ่งหนี เสียงหัวเราะของเด็กสายรองคนอื่นไล่ตามไปจนไกล
หลินเย่ปิดหน้าต่างลงั้แ่เสียงหัวเราะยังไม่ทันขาด ป้ายไม้เก่าตั้งอยู่ริมผนังในมุมที่แสงเช้าส่องไปไม่ถึง เนื้อไม้ผิวแตก สีซีดจนเกือบหมด ทว่ารอยสลักยังลึกพอที่จะอ่านออกเมื่อนิ้วแตะลงไป
"หลินมู่" "ฉินหรง"
ชื่อบิดากับมารดา หลินเย่ยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง นิ้วแตะขอบป้ายเบาๆ แล้วถอนมือออกโดยไม่ได้ตั้งใจจะถอน มันเป็เพียงนิสัยที่ฝังในร่างกายมาห้าปี แตะแล้วก็ปล่อย เพราะรู้ว่าถือไว้นานเพียงใดก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน คืนฤดูหนาว ปีที่เขาอายุเจ็ด ไม่มีผู้ใดอธิบาย มีเพียงคำของผู้าุโที่โยนมาเ็าอย่างคนแจ้งเื่ดินฟ้าอากาศ
"เด็กสายรองสองคนออกภารกิจแล้วไม่กลับมา เป็เื่ธรรมดา"
ไม่กลับมา ไม่ใช่จากไป เขาจำความต่างของสองคำนั้นได้ดีกว่าที่ผู้ใดจะคิด ไม่มีใครตอบว่ามันหมายความว่าอะไร เขาหยุดถามั้แ่ปีที่สอง เพราะรู้แล้วว่าการถามไม่ได้ทำให้ได้คำตอบ มันเพียงทำให้คนอื่นอึดอัด
"ข้าไปก่อนขอรับ"
เขาพูดกับป้ายไม้ เหมือนทุกเช้า ประตูผุพังปิดลงเงียบเชียบ หลินเย่สะพายตะกร้าสานเก่าที่รอยถักเริ่มหลุดลุ่ยตามขอบ ก้าวออกไปในแสงเช้าที่ยังอ่อนลานหินมุมสุดของเขตสายรองคึกคักั้แ่ฟ้ายังแดงอยู่ที่ปลายขอบกระดานไม้ตั้งอยู่กลางลาน ขอบไม้ดำมันจากนิ้วมือนับร้อยที่แตะผ่านทุกเช้า เด็กสายรองหลายสิบชีวิตมุงล้อม เอื้อมมือแย่งแผ่นภารกิจกันจนไหล่ชนไหล่ เสียงโต้เถียงระงมไปทั่วลาน
แผ่นภารกิจดีๆ มีอยู่ไม่กี่แผ่น ใครคว้าได้ก่อนก็ได้ไป หลินเย่ยืนอยู่ที่ชายขอบ สายตากวาดผ่านช้าๆ ไม่แย่ง ไม่รีบ แล้วหยุดที่ตำแหน่งเดิมทุกเช้า มุมต่ำสุดของกระดานที่ไม่มีใครเหลียวแล ภารกิจระดับหนึ่งดาว เก็บหญ้าชิงเหอหนึ่งร้อยต้น ณ เขาหมอกเขียว เดินข้ามูเาสองลูกใช้เวลาทั้งวัน ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีเกียรติยศ ค่าตอบแทนต่ำจนไม่น่าเอ่ยถึง จึงไม่มีใครแย่ง และนั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกมันเสมอ
"ข้าเลือกภารกิจนี้ขอรับ"
ผู้คุมวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมอง กวาดตาจากเด็กอายุสิบสองที่ตัวเล็กกว่าเด็กรุ่นเดียวกันครึ่งหัว ลงไปที่แผ่นไม้ในมือ แล้วกลับขึ้นมาที่ใบหน้าเขาอีกครั้งก่อนยิ้มมุมปาก
"อีกแล้วรึ ข้าเห็นเ้าเลือกแต่ภารกิจนี้มาเป็เดือนแล้ว ไม่เบื่อบ้างหรือไร"
"ไม่ขอรับ"
ผู้คุมมองเขานิ่งไปครู่หนึ่ง มุมปากที่ยกยิ้มอยู่นั้นขยับเหมือนจะเอ่ยสิ่งใดต่อแล้วกลับกลายเป็ส่ายหน้าเบาๆ แทน
เขารับแผ่นไม้ไปโดยไม่อธิบาย ร่างกายต้องแข็งแกร่งก่อนสิ่งอื่นใด และความแข็งแกร่งไม่ได้มาจากวันเดียว หากมาจากระยะทางที่สะสมทีละก้าว ส่วนคนอื่นจะคิดว่าเขาโง่หรือขี้ขลาดก็ปล่อยให้คิดไปเส้นทางจากตระกูลสูู่เาค่อยเปลี่ยนไปตามระยะ พื้นหินกลายเป็ดินอัดดินอัดกลายเป็ดินหยาบสีชาดที่ยังชุ่มความชื้นจากคืนที่ผ่านมา กิ่งก้านทอดต่ำลงจนเกือบแตะศีรษะ อากาศเย็นขึ้นทีละน้อยพร้อมกับกลิ่นดินและใบไม้ผุที่หนาขึ้นตามความสูง
ฝีเท้าของเขาสม่ำเสมอ เมื่อใกล้ลำธาร เสียงคำรามและเสียงไม้ปะทะดังขึ้นจากทางซ้าย กลุ่มเด็กสายรองกำลังรุมล้อมหมูป่าเขี้ยวเหล็กจนดินโคลนกระเด็นเสียงะโและเสียงร้องปนกัน คนพวกนั้นเลือกทางของตน รวมกลุ่มล่าเอาเนื้อไปขาย เสี่ยงาเ็แลกเงินก้อน กลิ่นคาวเืสดลอยตามลมมาถึงจมูกก่อนที่ตาจะเห็น หลินเย่มองเพียงชั่วขณะ แล้วเดินผ่านไปในทิศเดิมเมื่อข้ามยอดเขาลูกที่สอง หมอกสีเขียวอ่อนปกคลุมหุบเขาด้านล่าง ยอดไม้โผล่พ้นขึ้นมาประปราย เขาหยุดเดิน เงยหน้าขึ้นมองเขาหมอกเขียว มีบางอย่างขยับในท้องเมื่อเข้าใกล้ที่นี่ ไม่ใช่แดด ไม่ใช่ความเหนื่อย เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรรู้เพียงว่ามันก่อตัวมาได้สักพักแล้ว และวันนี้ชัดกว่าทุกวัน มือกระชับขอบตะกร้าแน่นขึ้นเล็กน้อย
บ่ายคล้อย ตะกร้าเต็มจนขอบโก่ง เขานั่งพักพิงโขดหินริมลำธาร มองขึ้นไปบนฟ้าผ่านช่องเรือนยอดที่แสงส่องลงมาเป็ลำ ท้องฟ้าครามใส เมฆเคลื่อนช้าน้ำในลำธารไหลผ่านหินกรวดด้วยเสียงเบาสม่ำเสมอ แล้วดวงตาของชายชราในฝันก็ลอยขึ้นมาอีกครั้ง
หลินเย่หลับตา กำนิ้วลงบนเข่า เขาไม่รู้ว่าฝันนั้นหมายความว่าอะไร ไม่รู้ว่าชายชราผู้นั้นคือใคร รู้เพียงว่าดวงตาคู่นั้นเคยเห็นมาจากที่ไหนสักแห่ง ครั้นถามว่าที่ไหน เมื่อไร เขาก็ตอบตัวเองไม่ได้ เหลืออยู่เพียงความรู้สึกว่ามันสำคัญเขาลืมตา หยิบตะกร้า ยันกายลุกขึ้นยืน ลมูเาพัดผ่านตอนที่เขากำลังจะหันหลัง ความรู้สึกในท้องที่มีอยู่ตลอดวันกระเพื่อมขึ้นผิดปกติ คราวนี้มันมีทิศทางดึงไปทางซ้าย ไปทางที่หมอกหนาแน่น เขาหันไปมองทางนั้น ไม่มีอะไร มีเพียงป่าและหมอกทึบ
แดดเริ่มเอียงแล้ว ไม่ควรลึกเข้าไปกว่านี้ ป่าลึกยามใกล้ค่ำไม่ใช่ที่ของเด็กสายรองมือเปล่า เขารู้ดี ฝีเท้ากลับขยับไปทางซ้ายเองโดยไม่ได้สั่ง เพียงสิบก้าว เขาบอกตัวเอง แค่ดูว่ามีอะไรอยู่หรือไม่ แล้วจะกลับสิบก้าวกลายเป็ยี่สิบ ยี่สิบกลายเป็ห้าสิบ เสียงลำธารเบาลงจนหายไปข้างหลัง เหลือเพียงเสียงใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าตัวเอง ความรู้สึกในท้องหนักขึ้นทุกก้าวที่เข้าไปใกล้ ราวกับร่างกายรู้ว่ากำลังเข้าหาบางสิ่ง ทั้งที่หัวยังไม่มีคำตอบว่าคืออะไร
แล้วเขาก็เห็นมัน
กลางพื้นที่โล่งเล็กๆ ที่หมอกจางลง ต้นไม้ขาวเงินต้นหนึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยว ลำต้นบางสีขาวอมเงิน รากแผ่ออกกว้างและฝังลึกในดินดำที่ชื้นผิดปกติ จากรากนั้นมีปราณไหลออกมาเบาๆ ต่อเนื่อง ไม่มีเสียงนกแม้แต่ตัวเดียวในรัศมีนี้ สิ่งที่ตรึงฝีเท้าของเขาไว้ไม่ใช่ต้นไม้ หากเป็แสงสีแดง งอกอยู่ระหว่างรากสองเส้นที่หนาที่สุด ใบเรียวยาวสีแดงเข้มดั่งเืที่เพิ่งไหล ขอบใบมีเงาดำบางเคลือบอยู่ ราวกับสิ่งที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเป็แสงหรือความมืด มันไม่ใช่สมุนไพรที่ควรอยู่ในป่าแถบนี้
เพียงแค่มอง ความรู้สึกในท้องของหลินเย่ก็ปะทุขึ้นจนแทบสะดุ้ง มือของเขายื่นออกไปเอง ราวกับร่างกายตัดสินใจก่อนที่สมองจะทัน จับที่โคนแล้วถอนขึ้นช้าๆ รากสีดำยาวกว่าที่คิด พลังปราณในนั้นหนาแน่นจนรู้สึกได้ผ่านนิ้ว อุ่นและมีน้ำหนักอย่างสิ่งมีชีวิต
ทันทีที่รากพ้นดิน อากาศรอบตัวสั่นะเืครู่หนึ่ง ราวกับสิ่งที่ถูกผูกไว้เพิ่งถูกปลดปล่อย หลินเย่ยืนนิ่ง สมุนไพรสีแดงนอนอยู่บนฝ่ามือ อุ่นเหมือนถ่านที่ขี้เถ้ากลบไว้ ลวดลายบนใบขยับเบาๆ ดุจมีชีวิต และในทุกอึดใจที่เขาจ้องมองจังหวะการหดตัวของใบก็ตรงกับจังหวะการเต้นของหัวใจเขาพอดีเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทว่ารู้อยู่อย่างหนึ่ง ของแบบนี้ยิ่งมีคนเห็นน้อยยิ่งดีหลินเย่พับมือปิดมันไว้ เก็บลงกระเป๋าข้างเอวอย่างรวดเร็วให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเดินออกมาโดยไม่มองหลัง ฝีเท้าเร็วกว่าปกติเล็กน้อยแต่ยังสม่ำเสมอ แสงบ่ายทอสีทองส้มตามแนวสันเขา ลงมาถึงระดับที่บอกว่าเวลาเหลือไม่มาก
ระหว่างทางลง เขาหยุดกลางป่าใต้ต้นการบูรั์ กวาดสายตารอบกายให้แน่ใจก่อนว่าไม่มีใครอยู่ในรัศมี แล้วล้วงมือลงกระเป๋าข้างเอว สมุนไพรสีแดงยังอุ่นอยู่ในฝ่ามือ เขาจ้องมันสักครู่ ก่อนจะได้ยินเสียงพูดคุยดังมาจากเบื้องหน้า จึงเก็บมันกลับเข้าที่ สะบัดชายเสื้อคลุมลงทับกระเป๋าข้างเอวเสียก่อนจะเงยหน้าขึ้นกลุ่มเด็กสายรองสี่คนพุ่งออกมาจากแนวป่า สองคนแบกหมูป่าเขี้ยวเหล็กตัวใหญ่ เืยังหยดจากเขี้ยวที่หักบิ่น กลิ่นคาวเืผสมเหงื่อโชยมาแรงจนรู้สึกได้ที่หลังลำคอ หลินจ้าวยืนอยู่หน้าสุด ร่างกำยำ หลังเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ที่เห็นผ่านเสื้อขาด แววตาคมจ้องมาที่หลินเย่
"นี่ ไม่คิดจะทักทายพี่น้องร่วมชะตากรรมบ้างรึ เ้าเย่" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมกับที่เขาขยับหมูป่าบนบ่า เปิดทางเดินให้อีกฝ่ายไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "เดินเงียบปานแมวป่าเพียงลำพัง หากไม่ใช่คนบ้า ก็คงซ่อนคมไว้"
หลินเย่ไม่ตอบ มีเพียงใบหน้าแน่นิ่งเป็คำตอบ เด็กข้างกายคนหนึ่งที่ยังหอบหายใจอยู่กระแทกด้ามมีดลงกับต้นขาตัวเอง
"พี่ใหญ่ เ้านี่หยิ่งนัก ทำตัวเหมือนพวกสายหลัก ทั้งที่เป็แค่สุนัขรับใช้เรือนร้างเหมือนพวกเรา" เขาถ่มน้ำลาย "หรือเพราะไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอน กิริยาถึงได้ทรามเช่นนี้"
ทันทีที่คำพูดหลุดจากปาก ดวงตาของหลินเย่ช้อนขึ้นคนพูดผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว หลินจ้าวยกมือขึ้นห้าม
"หยุดปาก" แล้วหันมามองหลินเย่ เสียงที่ออกมาคราวนี้ไม่มีเสียงหัวเราะปนอยู่แล้ว "โลกภายนอกโหดร้ายกว่าในรั้วตระกูลหลินนัก หากยังเดินเพียงลำพัง สักวันจะถูกกลืนกินโดยไม่มีใครจดจำชื่อเ้าได้"
"ขอบพระคุณพี่จ้าวที่เตือน" หลินเย่ประสานมือ เสียงเรียบและตรง "ทว่าทางของข้า มีเพียงข้าที่เลือกเดิน โปรดหลีกทางด้วยขอรับ"
เด็กที่เพิ่งถูกห้ามปากเม้มริมฝีปากแน่น เบนสายตาไปทางอื่น อีกคนที่แบกหมูป่าอยู่ด้านหลังกลับชำเลืองมองหลินเย่ใหม่อีกรอบ ช้ากว่าครั้งแรกเล็กน้อย
หลินจ้าวถอนหายใจยาว แล้วโบกมือ
"ไปเถอะ"
หลินเย่เดินผ่านไปโดยไม่หันกลับ
"ภารกิจหนักเกินก็มาทำกับพวกข้าได้!"
เสียงะโไล่หลังค่อยจางหายไปในความเงียบของป่าหอภารกิจยามบ่ายเงียบงัน แสงเอียงลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเป็แถบ จับฝุ่นที่ลอยอยู่กลางอากาศให้เห็นชัด ผู้คุมวัยกลางคนเอนกายบนเก้าอี้ไม้ เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังตามจังหวะลมหายใจที่ช้าลงเรื่อยๆ ใบหน้ามันวาวจากความง่วงที่ไม่ยอมปล่อย
หลินเย่วางตะกร้าลงบนพื้น เสียงตุบเบาๆ ทำให้ผู้คุมสะดุ้งตื่น ถลึงตาดูครู่หนึ่งด้วยสายตาฝ้าฟาง แล้วพ่นควันยาสูบออกมา กวาดมองกองหญ้าอย่างส่งเดช ปลายนิ้วเขี่ยดูบนยอดตะกร้าเพียงชั่วอึดใจก่อนตัดสิน
"หนึ่งร้อยต้น ครบก็เอาไป" เหรียญทองแดงสิบเหรียญถูกโยนลงบนโต๊ะที่มีคราบน้ำมัน กระเด็นกระดอนแล้วหยุดนิ่ง
"เ้าเด็กนี่ มาทุกวัน ทำงานเดิม ไม่เหนื่อยบ้างหรือไร" ผู้คุมหาวยาว "รีบเก็บเงินแล้วไสหัวไปเสีย ข้าจะนอนต่อ"
หลินเย่เก็บเหรียญโดยไม่เอ่ยคำ สมุนไพรสีแดงอยู่ในกระเป๋าข้างเอว ไม่ใช่ในตะกร้า และผู้คุมที่ตรวจแค่ยอดตะกร้าก็ไม่มีทางรู้ เขาประสานมือเล็กน้อยแทนการลา แล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองเรือนเก่าทรุดโทรม ประตูไม้ผุพังจนลงกลอนไม่ได้แล้ว หลินเย่จุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก แสงรำไรส่องลงบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยฝุ่นและผนังไม้ที่มีรอยร้าวตามอายุ เขาวางสมุนไพรสีแดงลงตรงกลาง แล้วนั่งขัดสมาธิบนเตียงฟาง ปรับลมหายใจให้ราบเรียบ
เขาตั้งใจจะลองหยิบมันมาสำรวจว่าเป็สมุนไพรอะไรกันแน่ ยังไม่ทันแตะต้อง แสงสีแดงก็ะเิออกจากกระเป๋าข้างตัว ละอองแสงแผ่กระจายเต็มห้อง ลอยวนรอบตัวเขาครู่หนึ่ง ก่อนพุ่งเข้าสู่รูขุมขนและจุดชีพจรพร้อมกัน
"อ๊าก—"
เสียงหลุดออกมาก่อนกลั้นได้ กระดูกทุกชิ้นลุกไหม้พร้อมกัน ิัแดงฉานเหงื่อพุ่งออกมาแล้วกลายเป็ไอก่อนจะไหลลง สติเซถลาไปแตะขอบความมืดแล้วดึงกลับมาเองด้วยแรงดื้อดึง หลินเย่ไม่ขยับ กัดฟันกรอดเขาเคยเห็นเด็กสายรองหลายคนกรีดร้องเมื่อกระดูกปรับตัว เคยเห็นคนล้มสลบจากความเจ็บที่น้อยกว่านี้ หากดิ้นตอนนี้ปราณอาจกระจายและทำร้ายเส้นลมปราณตัวเอง เขารู้เพียงเท่านี้จึงได้แต่ฝืนนิ่ง ััแต่ละชั้นที่ถูกดันออกไปทีละชั้นเืซึมตามไรฟัน มือกำพื้นไม้แน่นจนข้อนิ้วขาวหลินเย่ฟื้นขึ้นมาบนพื้นห้องไม้ ลมหายใจหอบถี่ ความร้อนในจุดตันเถียนยังไม่มอด กระดูกลั่นทั่วร่างเป็เสียงกรอบแกรบ เวลาผ่านไปเนิ่นนานในความเงียบกว่าทุกอย่างจะสงบลง
เขากำมือขวาช้าๆ พลังไหลตามเส้นลมปราณ หนักและต่อเนื่อง ชั้นที่เคยอุดตันอยู่ใต้ข้อมือซ้ายบางลง เขากดนิ้วลงที่จุดนั้น รองรับแรงโดยไม่สั่นเมื่อเช้ายังทำเช่นนี้ไม่ได้ วันแล้ววันเล่าของการฝึกยังไม่เท่าคืนเดียวที่มีสมุนไพรสีแดงต้นนั้น
ท้องร้องเบาๆ เขาไม่ได้กินอะไรั้แ่เช้า แสงตะเกียงกะพริบ เงาของเขาบนผนังไม้นิ่งกว่าเดิม
เขาหันมองออกไปที่หน้าต่าง ข้างนอกมีเสียงเด็กสายรองคุยกันจางไปตามลม พูดเื่ภารกิจ เื่อาหาร เื่ที่ตระกูลสายหลักดูถูกพวกเขา เสียงที่เขาได้ยินมาตลอดห้าปี คืนนี้มันกลับดังมาจากระยะที่ไกลกว่าเดิม ทั้งที่ผนังห้องยังอยู่ที่เดิม
ลิ้นแตะมุมปาก รู้สึกได้ถึงรสคาวจางๆ เืจากไรฟันที่ยังไม่หาย เขาเช็ดออกด้วยแขนเสื้อ แล้วลุกขึ้นไปหาน้ำ ท้องยังร้องอยู่ ทว่าเสียงนั้นเบากว่าเสียงเืที่เต้นอยู่ในหูของเขา