บทที่ 22
แตกฉานในห้วงดวงจิต
หลายวันผ่านมาหลังจากที่จางอี้นั้นสำเร็จเทคนิค่ดวงจิตที่นักพรตชุดขาวผู้นั้นมอบให้ทำความเข้าใจกับพวกมันอยู่สักพักนึง จนตอนนี้จางอี้เริ่มแตกฉานเกี่ยวกับมันมาก
เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับวิธีใช้งานห้วงดวงจิตนี้และก็เริ่มสามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของตนเองจากมันได้
การสร้างห้วงดวงจิตขึ้นมามันไม่ใช่เื่ง่ายๆการสร้างมันต้องใช้พลังงานมหาศาลไม่เพียงเท่านั้นยังต้องเข้าใจเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้จึงสร้างโลกจำลองขึ้นมาได้
แต่ว่ามันเองก็ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์หลังจากที่ได้ลองฝึกฝนภายในสถานที่แห่งนี้จางอี้จึงเข้าใจว่าในสถานที่แห่งนี้นั้นสำคัญอย่างไร
จริงๆแล้วเทคนิคในการสร้างโลกจำลองแห่งนี้ขึ้นมาการต่อสู้ด้านในมันเป็การนำเอาความสามารถของตนเองขัดเกลาตนเองไปเรื่อยๆ
เพื่อที่จะทะลวงขีดจำกัดของตนเองขึ้นไปนั่นคือแก่นแท้ของวิชานี้จางอี้ได้ต่อสู้กับตนเองในจินตนาการเป็คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับตน
เมื่อแข็งแกร่งเทียบเท่ากันเพราะแบบนั้นจำเป็จะต้องหาวิธีการเอาชนะเมื่อสามารถหาวิธีเอาชนะได้แล้วความสามารถก็จะเพิ่มระดับขึ้นไป
หลังจากที่ความสามารถเพิ่มระดับตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ก็จะแข็งแกร่งเท่ากับตนเองที่ถูกยกระดับขึ้นมา
เมื่อเป็เช่นนั้นก็จำเป็จะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองไปเรื่อยๆเท่านั้นจึงสามารถเอาชนะศัตรูที่ตนเองสร้างขึ้นมาในโลกแห่งนี้ได้
นั่นคือแก่นแท้มันคือการยืมพลังของตนเองเพื่อขัดเกลาตนเองไปเรื่อยๆในตอนแรกที่ได้รับมาจางอี้รู้สึกว่าทักษะนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไหร่
แต่เมื่อฝึกฝนมันมาประมาณ 3-4วันและแตกฉานเกี่ยวกับมันมากขึ้นจึงทำให้เขานั้นรู้ว่าทักษะนี้มีประโยชน์มากเพียงใด
มันสามารถขัดเกลาและสัญชาตญาณการต่อสู้ในการพัฒนาตนเองของจางอี้ได้เรื่อยๆ
เมื่อมีสถานที่ในการฝึกฝนเช่นนี้จางอี้ก็ต้องแบ่งเวลาในการฝึกฝนตัวของเขาฝึกฝนจากการบ่มเพาะการล่าสัตว์อสูรและก็การฝึกในห้วงดวงจิตแบ่งเป็ระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน
ตอนนี้ระดับฝีมือนั้นเพิ่มขึ้นมาแม้ว่าระดับพลังนั้นจะยังติดอยู่ที่ขอบเขตรากฐานขั้นปลายแต่คาดการณ์ว่าอีกไม่นานระดับของตนเองก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก
ใน่ยามเช้าของวัน
จางอี้แต่งกายด้วยชุดลูกศิษย์ของสำนักกระบี่์เตรียมตัวขึ้นไปบนเขานี่เป็ครั้งแรกที่จะได้ขึ้นไป้าหลังจากที่ตนมาอยู่สถานที่แห่งนี้เก็บตัวฝึกใต้เขามาเป็เวลานาน
เหตุผลที่ต้องขึ้นไปในวันนี้ก็เป็เพราะว่าต้องไปรับเบี้ยเลี้ยงรายเดือนสำหรับลูกศิษย์ของสำนักกระบี่์แน่นอนว่าจะได้รับเบี้ยเลี้ยงรายเดือนแตกต่างกันออกไป
โดยเบี้ยเลี้ยงรายเดือนที่จะได้รับมันจะคำนึงถึงหน้าที่และก็สถานที่ที่ตนเองอยู่
อารามที่สามารถได้รับเบี้ยเลี้ยงรายเดือนที่มากที่สุดก็คงจะไม่พ้นอารามฝึกยุทธ์ที่เป็เหมือนกับเสาหลักของสำนักกระบี่์
โดยเบี้ยเลี้ยงที่จะได้รับมันเองก็แตกต่างกันออกไปส่วนใหญ่แล้วทางสำนักจะทำการจัดสรรสิ่งที่เรียกว่าทรัพยากรในการฝึก
ไม่ว่าจะเป็อย่ายกระดับหรือแม้กระทั่งโอสถที่สามารถช่วยทำให้ขัดเกลาและผ่านระดับได้ก็จะถูกนำเอามามอบให้เป็ทรัพยากรในการฝึกฝนของเหล่าลูกศิษย์ภายในสำนัก
ในโลกใบนี้วิถีแห่งการบ่มเพาะมันไม่ได้เพียงแค่ขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเองเพียงอย่างเดียว
ปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องโดยมี 1 อย่างที่สามารถช่วยส่งเสริมการบ่มเพาะได้นั่นก็คือโอสร
โอสถหรือว่ายาเป็สิ่งที่ช่วยสามารถบ่มเพาะได้ นักหลอมยาหรือว่านักกลั่นยาที่เก่งกาจสามารถสร้างยาจากสมุนไพริญญาให้หลอมรวมออกมาและกลายเป็สิ่งที่สามารถช่วยให้บ่มเพาะง่ายดายขึ้น
บางครั้งสำหรับผู้ที่บ่มเพาะพลังของพวกมันเองก็จะติดอยู่ในระดับคอขวดเป็ระดับที่จะยกขึ้นไปสู่ระดับที่สูงกว่าไม่สามารถทะลวงได้
บางคนใช้เวลานับปีหรือนับ 10ปีในการทะลวงแต่ว่าโอสถฝึกฝนก็จะมีส่วนเข้ามาช่วยเหลือเกี่ยวกับพวกเื่เ่าั้
มันสามารถทำให้ระดับของผู้บ่มเพาะยกระดับขึ้นอย่างง่ายดายพวกมันมีราคาที่สูงเป็อย่างมากขนาดสิ่งที่ถูกขายอยู่ภายในตลาดราคาของมันเองยังสูงจนคนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถซื้อได้
ทว่า…สำนักกระบี่์นั้นถือว่าโชคดีโดยรากฐานของสำนักมันไม่ได้เปลี่ยนเพียงแค่สำนักบ่มเพาะในสายทางเดียว
โดยสำนักบ่มเพาะอย่างสำนักกระบี่์เป็สำนักที่มีอารามฝึกกลั่นยาอยู่ด้วยแน่นอนว่ามีลูกศิษย์เข้าไปในอารามนั้นไม่น้อย
แถมคนที่เข้าไปก็ถือว่าเป็คนที่มีความสามารถเลยทำให้ทางสำนักนั้นมีทรัพยากรในด้านโอสถถือครองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าสำนักกระบี่์จะเชี่ยวชาญในด้านการฝึกฝนวรยุทธและสายทางการบ่มเพาะแห่งวิถียุทธ์แต่ว่าอารามกลั่นยาของสำนักกระบี่์ในโลกเบื้องล่างแห่งนี้ ก็เป็รองเพียงแค่สำนักโอสถ์เพียงเท่านั้น
เนื่องจากว่าโอสถนั้นถือว่าเป็สิ่งสำคัญในการบ่มเพาะเบี้ยเลี้ยงรายเดือนโอสถส่วนใหญ่จะถูกแจกจ่ายให้กับพวกที่ขัดเกลาในวิถีแห่งการฝึกฝนยุทธ
สำหรับจางอี้ที่เป็คนเฝ้าูเาแน่นอนว่าคงจะได้รับเพียงแค่เบี้ยเลี้ยงจากเงินทองเท่านั้น
หลังจากที่เดินทางขึ้นมาถึง้าูเาใน่ยามเช้านี่คือูเาแรกของสำนักกระบี่์ตามคำบอกเล่าของตาเฒ่าเกาเทียนฉีบอกว่าเบี้ยเลี้ยงจะถูกแจกจ่ายอยู่ที่อารามจัดการทางด้านทิศตะวันออก
เมื่อเดินทางขึ้นมาถึงจางอี้ก็ไม่รีรอเดินทางมุ่งตรงไปยังอารามจัดการทางทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว
เมื่อเดินทางมาถึงเนื่องจากว่าวันนี้เป็วันแจกจ่ายเบี้ยเลี้ยงรายเดือนของสำนักเลยทำให้มีผู้คนมากมายมารวมตัวอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ผู้คนจำนวนมากที่รวมตัวอยู่เบื้องหน้าเป็เหล่าลูกศิษย์น้อยใหญ่ของสำนักเมื่อเดินทางมาถึงก็เห็นผู้คนมากมายกำลังมุงดูบางอย่าง
จางอี้ด้วยความสนอกสนใจจึงยื่นหน้าของตนเองและมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นจางอี้จำได้ว่าชายที่กำลังยืนรับเบี้ยเลี้ยงอยู่ด้านหน้าอารามคนผู้นั้นเป็คุณชายหลัวแห่งอาณาจักรฟ้าคราม
อัจฉริยะที่เข้ามาในรุ่นเดียวกับเขาเห็นคนผู้นั้นกำลังรับเบี้ยเลี้ยงอยู่โดยในถาดเบี้ยเลี้ยงของมัน เต็มไปด้วยกล่องยาโอสถหลายกล่องแล้วก็มีเงินอีกจำนวนมาก
ทรัพยากรเช่นนั้นกล่าวได้ว่าสามารถบ่มเพาะเหล่าลูกศิษย์ได้อีกนับสิบคนเลยทีเดียวเมื่อเห็นว่าคนผู้นี้ได้รับเบี้ยเลี้ยงมากมายจึงทำให้ผู้คนมากมายต่างพากันอิจฉาแต่ก็ยังมีคนที่ชื่นชม
จางอี้ยืนมองอยู่ไกลๆพยักหน้าทำความเข้าใจ ‘คนที่มีความสามารถ จะถูกประเมินจากสำนักและก็จะมอบทรัพยากรฝึกฝนให้มากขึ้นสิ ’
‘ เพราะแบบนั้นคนผู้นั้นที่เป็คนมีความสามารถก็เลยได้รับทรัพยากรมากกว่าคนอื่น’
แม้ว่าจะมีคนมากมายภายในสถานที่แห่งนี้ที่ไม่พอใจที่คุณชายหลัวแห่งอาณาจักรฟ้าครามได้ทรัพยากรไปมากมายขนาดนั้น
แต่ก็ไม่มีผู้ใดก็เอ่ยปากขัดแย้งเพราะคนพวกนี้มีเส้นสายในตระกูลไม่น้อยแถมยังเป็คนที่มีความสามารถ
“ ได้ยินว่าสายเืระดับราชันย์ของคุณชายรั้วทำให้ตอนนี้อีกเพียงก้าวเดียวก็ไปอยู่ในระดับติดต่อสู้แล้วเป็ศิษย์รุ่นใหม่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”
“ นั่นสิความสามารถระดับนี้อีกไม่นานคงก้าวไปสู่ลูกศิษย์ระดับที่2 ของสำนักอย่างแน่นอน ” คนที่เดินผ่านด้านหลังของจางอี้สนทนา
จางอี้ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเื่นั้นรีบเดินเข้าไปแล้วรับเบี้ยเลี้ยงของตนเองยืนรออยู่สักพักก็ถึงคราวที่ตนเองนั้นต้องรับเบี้ยเลี้ยง ‘ มาแล้วมาแล้วตาของข้าแล้ว ’
จบบท