บทที่ 27 ให้ชื่อว่าเหล้าเซียงซือ
ฟู่!
หลู่ซิวถอนหายใจยาวเหยียดออกมา จากนั้นเขาก็หมดเรี่ยวแรงราวกับลูกบอลยางที่ถูกปล่อยลม เอนหลังจะล้มลงไปกับพื้น
โชคดีที่จ้าวผิงมีสายตาและมือที่ว่องไว จึงสามารถคว้าหลู่ซิวเอาไว้ได้ทัน
“อาซิว เ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?" หลู่ต้าซานถามด้วยความกังวล
จ้าวผิงใช้โอกาสนี้จับชีพจรของหลู่ซิว ตรวจสอบเปลือกตาของเขา ดูฝ้าที่ลิ้นและอื่น ๆ ทั่วร่างกาย
ในที่สุดเขาก็พูดว่า “ท่านลุงหลู่ไม่ต้องกังวล อาซิวไม่เป็อันตรายอะไร เขาแค่อ่อนเพลียเกินไปเท่านั้น ให้นอนพักสักหน่อย พรุ่งนี้ก็สบายดีแล้ว"
“เดี๋ยวไว้ข้าจะบอกให้หลี่หู่เอากระต่ายป่ามาส่งให้ตัวหนึ่ง ท่านจะได้ทำอาหารบำรุงร่างกายให้เขากิน”
แต่หลู่ต้าซานไม่ได้มองในแง่ดี เขาทำสีหน้ามืดมนแล้วรีบดึงลูกชายออกมาไว้กับตัว จากนั้นพูดเสียงเ็าว่า “พ่อหนุ่มจ้าว ถ้าอาซิวของข้าเป็อันใดไปล่ะก็ ข้าไม่ปล่อยเ้าไปแน่”
เมื่ออีกฝ่ายเดินไปแล้ว เดิมทีจ้าวผิงก็วางแผนจะจากไปด้วย แต่เมื่อเห็นสมุดบันทึกและดินสอที่ตกเกลื่อนอยู่บนพื้น เขาก็เปลี่ยนใจ
เขาหยิบมันขึ้นมา แล้วเริ่มวาดรูป
ครั้งล่าสุดเขาได้วาดภาพที่มีการดัดแปลงกลไกจากปืนพก ซึ่งเคยเผยแพร่ให้เห็นทางอินเทอร์เน็ต
แต่คงเพราะปัญหาเื่ฝีมือ หลู่ซิวจึงทำออกมาไม่ได้
คราวนี้จ้าวผิงจึงวาดภาพหน้าไม้ขงเบ้ง*[1] ขึ้นมาแทน
อันที่จริงมันเป็ความผิดของจ้าวผิง เพราะเขาเป็คนสมัยใหม่ ซึ่งคุ้นเคยกับการยิงอาวุธด้วยมือข้างเดียวไปแล้ว แต่หน้าไม้ขงเบ้งนี้ต้องใช้มือทั้งสองข้าง
ในตอนนั้นจ้าวผิงจึงเลือกที่จะตัดมันทิ้ง
ตอนนี้ได้ลองไตร่ตรองดูแล้ว จึงได้ตระหนักว่า ความคิดของเขาก้าวหน้าเกินไป และเขาไม่ได้พิจารณาถึงเงื่อนไขของยุคนี้เลย
และนี่ก็ไม่ใช่เื่ไร้สาระ เพราะหน้าไม้ขงเบ้งได้รับความนิยมในยุคสามก๊ก ระยะหนึ่งเลย
เพียงแต่จ้าวผิงไม่รู้โครงสร้างของหน้าไม้ขงเบ้ง เคยเห็นแต่ในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
เขาวาดโครงร่างก่อน แล้วจึงเพิ่มส่วนต่าง ๆ เข้าไป หลังวิเคราะห์ทั้งหมดตามสมรรถนะของหน้าไม้ขงเบ้งแล้ว จ้าวผิงก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า เพียงแค่้าวาดโครงร่างคร่าว ๆ จ้าวผิงก็ใช้กระดาษหลายแผ่นแล้ว
ตอนนี้หลี่หู่มาตามเขากลับไปกินข้าวที่บ้านเป็รอบที่ห้าและเหวินฮุ่ยก็มาด้วยกัน เพียงเพราะนางอยากให้จ้าวผิงช่วยชิมเหล้าที่นางหมักเสียหน่อย
จ้าวผิงไม่สามารถคัดค้านได้ จึงทำได้แค่ตามทั้งสองกลับบ้านเท่านั้น
ในระหว่างมื้ออาหาร เหวินฮุ่ยก็หยิบเหล้าที่หมักเองออกมา กลิ่นใช้ได้ทีเดียว แต่ปริมาณแอลกอฮอล์น้อยไปสักหน่อย คล้ายกับเหล้าหวานที่ใช้ข้าวหมักเองของชาวบ้านในยุคปัจจุบัน
ต่อให้ปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ประมาณสามสิบดีกรี ก็ยังถือว่าดีกว่าเหล้าทั่วไปในราชวงศ์ต้าเว่ย
“เ้าน่าจะยังควบคุมความร้อนได้ไม่ดีนัก” จ้าวผิงแสดงความคิดเห็น “อย่าใช้ไฟแรง มิฉะนั้นน้ำจะระเหยออกมากเกินไป ทำให้เหล้าที่ได้ไม่มีความเข้มข้นเท่า …”
หลังมื้ออาหาร จ้าวผิงได้สอนวิธีหมักเหล้าโดยละเอียดให้เหวินฮุ่ย
สตรีนางนี้ฉลาดกว่าที่คาดคิด ในไม่ช้านางก็สามารถจับแนวทางได้เอง และสามารถต้มเหล้าที่มี 50 ดีกรีได้
มิหนำซ้ำยังรับหน้าที่ผลิตเหล้าเต็มตัวด้วย
เมื่อเห็นว่าจ้าวผิงสามารถผลิตเหล้าก้งจิ่วได้จริง หลิ่วเมิ่งหรูก็ค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับมันได้ดีขึ้นเช่นกัน บางทีสิ่งที่นางได้ดื่มอาจไม่ใช่เหล้าก้งจิ่วของจริง แต่เป็เหล้าที่ถูกคนอื่นสร้างขึ้นมาเอง
นางยังถามอีกว่า “สามี เหล้าของเรามีชื่อว่าอันใดหรือ?"
"จริงสิ ผู้มีพระคุณ… เหล้าของเรามีกลิ่นหอมมาก สมควรมีชื่อที่บ่งบอกถึงความหอมอันเลื่องลือนี้สักหน่อย” เหวินฮุ่ยเสนอความเห็น
อีกด้านหนึ่ง เฉียนลิ่วที่นอนฟังอยู่ในโรงเก็บฟางก็พูดขึ้นด้วยความขี้เล่น “พี่ผิง เหล้านี้มีกลิ่นหอมราวกับเหล้าที่เทพเซียนดื่ม ดังนั้นเราเรียกมันว่า ‘เหล้าเซียนเซียง’ ดีหรือไม่?"
“เป็ชื่อที่ดีทีเดียว” จ้าวผิงกล่าวชื่นชม
กระนั้นเขาก็ยังไม่พยักหน้าเห็นด้วยทันที ทว่ากลับจมอยู่ในห้วงความคิดอันลึกซึ้ง เพราะการขายของไม่เพียงต้องอาศัยคุณภาพดีเท่านั้น ยังต้องมีประวัติความเป็มาที่น่าสนใจ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
อย่างกระเป๋าจากซากเรืออับปาง หรือรักแท้แข็งแกร่งกว่าทองคำหรือเพชร
แล้วเื่เล่าแบบใดที่คู่ควรกับเหล้าบ้าง?
ทันใดนั้นจ้าวผิงพลันคิดถึงบ้านขึ้นมา เนื่องจากบุคคลสำคัญและนักปราชญ์ในยุคโบราณมักจะต้องละทิ้งบ้านเกิดไปไกล จากนั้นก็มีการประพันธ์บทกวีและบทเพลงมากมายใน่ของการศึกษาภาคบังคับเก้าปี เพื่อแทนอารมณ์ความคิดถึงบ้านของผู้ประพันธ์
ส่วนใหญ่คนเหล่านี้เป็ผู้มีฐานะ การได้ดื่มเหล้าสักจอก ก็สามารถทำให้พวกเขาหวนนึกถึงอดีตในบ้านเกิดได้ และคาดว่าพวกเขาจะไม่ตระหนี่ในการซื้อเหล้านี้แน่นอน
กอปรกับบทกวีและบทเพลงที่สืบทอดกันมานาน เื่ราวจะยิ่งสมบูรณ์แบบขึ้นไปอีก แม้ว่าจ้าวผิงจะไม่มีสามารถด้านประพันธ์บทกวี แต่เขาสามารถคัดลอกได้
โดยเฉพาะตอนนี้ที่จ้าวผิงเพิ่งดื่มเหล้าไปพลางคิดถึงพ่อแม่ในชีวิตก่อน พลันนึกสงสัยว่าตอนนี้พวกท่านจะเป็อย่างไรบ้าง
เขาจึงอดไม่ได้ที่จะท่องบทกวีหนึ่งออกมา
“ฟ้าเขียว ใบไม้เหลืองร่วงเกลื่อนพื้น ใบไม้ร่วงคืบคลานสู่ผืนน้ำ เหนือธารน้ำมีหมอกเย็นลอยเคว้ง อาทิตย์อัสดงสะท้อนเขาสู่ผืนน้ำ กลิ่นหญ้าหอมช่างเ็า แตกยอดสูงหนีอาทิตย์อัสดง”
“จิติญญามืดมน คอยคะนึงถึงบ้านเก่า ทุกค่ำคืน หากไร้ฝันงดงามยากนิทรา ใต้แสงจันทร์เอนกายเดียวดาวบนตึกสูง ร่ำสุราลงคอหมายดับทุกข์ ทว่ากลายกลับเป็น้ำตาคะนึงหา”
หลังจากท่องจบแล้ว จ้าวผิงก็เอ่ยว่า “งั้นเหล้านี้ให้ชื่อว่า ‘เซียงซือ’ ก็แล้วกัน”
“กล่าวกันว่าการดื่มเหล้าจะทำให้หวนนึกถึงบ้านเกิดและคนรัก ไม่ผิดจากที่กล่าวเลยสักนิด”
เฉียนลิ่วกล่าวว่า “มันทำให้ข้าคิดถึงพ่อแม่ของข้าด้วย ไอ้พวกโจรชาติชั่วนั่น …”
“ข้าก็คิดถึงครอบครัวเช่นเดียวกัน” เหวินฮุ่ยก็พูดเห็นด้วย “ผู้มีพระคุณ ชื่อที่ท่านตั้งเหมาะสมนัก"
แม้แต่หลิ่วเมิ่งหรูก็เอ่ยเสียงแ่เบาว่า “ข้าก็อยากจะคิดถึงบ้าง แต่ครอบครัวของข้าอยู่ที่ใดกัน?”
เอ่อ!
จ้าวผิงพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง
นี่ไม่ถูกต้อง
เหตุใดบรรยากาศจึงไหลไปอย่างไร้เหตุและผลเช่นนี้เล่า?
เมื่อผู้เดินทางทะลุมิติกำลังท่องบทกวีหรือประพันธ์อยู่ ผู้ชมจะต้องปรบมือเกรียวกราวกันไม่ใช่หรือ?
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงชื่นชมไร้ที่สิ้นสุด
กระทั่งเสียงนั้นลอยไปถึงหูบุคคลในวงการวรรณกรรม ทำให้ได้รับความโปรดปราน และชื่อเสียงโด่งดังราวทะยานสู่ฟ้า
แล้วเหตุใดคนเหล่านี้ถึงจมอยู่ในรสชาติของเหล้ากัน?
เหมือนไม่ได้สนใจบทกวีจากปากเขาเลยสักนิด
แต่เพียงไม่นานจ้าวผิงพลันรู้สึกปล่อยวาง
ด้วยถึงอย่างไรหมู่บ้านซีผิงก็เป็หมู่บ้านห่างไกลความเจริญ คนยากจนไม่มีแม้แต่เงินซื้ออาหาร แล้วจะมีเงินไปเรียนหนังสือได้อย่างไร
แม้ว่าก่อนหน้านี้ครอบครัวของเฉียนลิ่วจะมีเงินอยู่บ้าง แต่ผู้ชายคนนี้ไม่มีความรู้ ทั้งยังไร้ทักษะ เพียงจำคำศัพท์ได้ไม่กี่คำก็ถือว่าหรูมากแล้ว ส่วนเหวินฮุ่ยเกิดมาเป็สตรี เพิ่งจะได้มีโอกาสเริ่มเรียนรู้ แม้จะสามารถอ่านออกเขียนได้บ้าง แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการประพันธ์บทกวีและบทเพลง สำหรับหลิ่วเมิ่งหรูน่าจะรู้มาก แต่นางจำได้เพียงชื่อตัวเองเท่านั้น ไม่มีความทรงจำใดอีกเลย
การสนทนาเื่บทกวีและบทเพลงกับคนเหล่านี้ ก็ไม่ต่างจากการดีดพิณให้วัวฟัง
“อย่าใช้อารมณ์นักเลย” จ้าวผิงขัดจังหวะอารมณ์จมดิ่งของทั้งสามคนว่า “เราเป็คนขายเหล้า หากเรามัวแต่จมดิ่งกับมันซะเอง แล้วเราจะขายเหล้าได้อย่างไร?"
"วันนี้เรามาพักผ่อนเถอะ"
“ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป เหวินฮุ่ยจะรับผิดชอบในการผลิตเหล้า เฉียนลิ่วคอยเป็ลูกมือ ส่วนอวิ๋นหม่าน...”
“เอ๋ อวิ๋นหม่านอยู่ไหน?”
กระทั่งบัดนี้ จ้าวผิงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าเขาไม่เห็นอวิ๋นหม่านเลย ตอนกินข้าวร่วมกันก็ไม่อยู่ ตอนนั้นนึกเพียงว่าอวิ๋นหม่านออกไปเฝ้าเวรยามแล้ว
ทว่าตอนที่ทุกคนต้มเหล้ากันที่นี่ กลิ่นหอมของเหล้าเข้มข้นลอยฟุ้ง กลับไม่ได้ดึงดูดเขาเข้ามาเลยหรือ? จ้าวผิงอดสงสัยพลันขมวดคิ้วไม่ได้
“ผู้มีพระคุณ อวิ๋นหม่านถูกหัวหน้าหมู่บ้านถัดไปเรียกตัวไปน่ะ” เหวินฮุ่ยอธิบายว่า "ได้ยินว่ามีเสือปรากฏตัวทีู่เาด้านหลัง หัวหน้าหมู่บ้านถัดไปจึงจัดตั้งกลุ่มล่าเสือและรวบรวมนายพรานที่อยู่ในหมู่บ้านรอบข้างทั้งหมดไปร่วมกลุ่ม"
“กระต่ายที่เราวางกับดักไว้ก็ถูกส่งมาแล้ว มีมากกว่าสามสิบตัวเลย"
“มีเสือโผล่ออกมางั้นหรือ?”
จ้าวผิงไม่สนใจกระต่าย ตรงกันข้ามคือเกิดความกังวลเื่อวิ๋นหม่าน “จะมีอันตรายใดหรือไม่นั่น?”
“ไม่หรอก” เหวินฮุ่ยกล่าว “กลุ่มล่าเสือมีคนมากกว่ายี่สิบเลยเชียว ทั้งส่วนใหญ่เป็นายพรานกันทั้งนั้น ที่เหลือก็เป็ชายหนุ่มแข็งแรง หากโชคดีก็สามารถฆ่าเสือได้อีกด้วย"
“ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของข้ายังไม่เคยได้ยินเื่เลวร้ายที่เกิดกับกลุ่มล่าเสือเลย”
“อ้อ… งั้นหรือ” ตอนนี้จ้าวผิงรู้สึกโล่งใจได้แล้ว
เขาจึงไปอาบน้ำแล้วเข้านอน
เนื่องจากวันนี้เกิดปัญหาเื่ความทรงจำของหลิ่วเมิ่งหรู และนางยังอยู่ในสภาพย่ำแย่ จ้าวผิงจึงไม่ได้รบกวนนางอีก เพียงสวมกอดนางไว้ในอ้อมแขน ก่อนสูดกลิ่นหอมของนาง แล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา
แต่มีบางคนที่นอนไม่หลับ
อย่างเช่นเฝิงเจิ้งชูสองพ่อลูก
ตอนที่ตระกูลเถียนจะจากไป เขาได้ส่งพ่อบ้านให้นำเงินหนึ่งพันตำลึงจากจวนเถียนมา เมื่อเฝิงเจิ้งชูได้รู้ว่าอีกฝ่ายนำเงินออกเดินทางไปด้วย หัวใจของเขาถึงขั้นหลั่งเื
แต่เขาไม่กล้าเป็ศัตรูกับตระกูลเถียนจริง ๆ
ทำได้เพียงระบายความโกรธต่อจ้าวผิง เขากัดฟันพูด “จวิ้นเหริน ข้าไม่สนใจว่าเ้าจะใช้วิธีการใด แต่จ้าวผิงจะต้องถูกสังหารให้จงได้ หากเขายังอยู่ ข้าไม่อาจทนความคับแค้นนี้ได้จริง ๆ”
จ้าวผิงไม่เพียงแต่ขัดขวางแผนการที่เขาจะให้ลูกชายแต่งงานกับเถียนโหรวเท่านั้น ยังโกงเขาด้วยเงินหนึ่งพันตำลึงด้วย
ความเกลียดชังนี้ ไม่อาจปล่อยวางไปได้
“ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าคิดหาวิธีไว้แล้ว" เฝิงจวิ้นเหรินเองก็โกรธไม่แพ้กัน
“วิธีอันใด?” เฝิงเจิ้งชูถาม
“ท่านพ่อรู้หรือไม่ว่าเหตุใดตระกูลเถียนถึงกล้าปล่อยให้จ้าวผิง เ้าสารเลวข้างถนนรักษาเถียนโหรว?” เฝิงจวิ้นเหรินกล่าวต่อไปทันทีโดยไม่รอให้เฝิงเจิ้งชูตอบ “เพราะไอ้แก่หลินหัวคนนั้นอย่างไรเล่า”
“เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ป่วยของโรงหมอชำนาญการหมดสติ แม้แต่หลินหัวก็หมดหนทาง กลับเป็จ้าวผิงที่เข้ามาช่วยเหลือสตรีนางนั้น ตาแก่นั่นจึงคิดไปเองว่าจ้าวผิงมีทักษะด้านการรักษาโรคยอดเยี่ยม ไม่เพียงแต่เขาจะให้หนังสือรับรองของทางการ จนจ้างผิงขายสมุนไพรได้เท่านั้น แต่ยังแนะนำให้จ้าวผิงรู้จักเถียนฟู่ไห่อีกด้วย"
“เ้าหมายความว่าเขาเป็คนขายยาหรือ?” ดวงตาของเฝิงเจิ้งชูเป็ประกาย “เป็เื่จริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน”
เฝิงจวิ้นเหรินพูดต่อ "เพราะเหตุการณ์นี้หลินหัวถึงกับไล่เถาจี๋อันศิษย์ขั้นหนึ่งออกจากโรงหมอชำนาญการ ซึ่งทั้งหมดนี้เถาจี๋อันเล่าออกมาเองทั้งสิ้น”
“และเถาจี๋อันจะช่วยพวกข้าขโมยหนังสือรับรองนั่น”
“ข้าสัญญากับเขาว่า หลังจากจบงานแล้ว จะให้เถาจี๋อันมาเป็หมอฝึกหัดขั้นหนึ่งที่โรงหมอของเรา"
“หากหนังสือทางการถูกขโมยแล้ว เราก็สามารถไปยื่นเื่ร้องเรียนยังที่ว่าการอำเภอได้ เมื่อมีนายอำเภอคอยช่วยเหลือ จ้าวผิงย่อมหนีไม่พ้นจากเงื้อมมือเรา ต้องถูกปะาเช่นเดียวกับตระกูลเวิน”
“แล้วครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ตระกูลเถียนมอบให้เขาก็จะตกมาอยู่ในกระเป๋าของเรา”
“เมื่อถึงเวลานั้นข้าไม่ขอสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากขอให้ท่านพ่อช่วยพูดเกลี้ยกล่อมนายอำเภอ อย่าให้เขาปะาหลิ่วเมิ่งหรูเมียของจ้าวผิง แล้วข้าจะรับเลี้ยงนางไว้เอง”
“เอาแต่คิดถึงผู้หญิงทุกวัน ไม่ช้าก็เร็วจะต้องตายบนเรือนร่างหญิง" เฝิงเจิ้งชูก่นด่า แล้วพูดด้วยความจริงจังว่า “เื่นี้ให้เป็ไปตามที่เ้าจัดการ และต้องรับประกันว่าจะผิดพลาดไม่ได้แม้แต่น้อย ถึงแม้จะพลาด เ้าก็ควรหลีกหนีอย่าให้ตัวเองเปื้อนมลทิน ห้ามเข้าไปเกี่ยวข้อง”
“ท่านพ่อแค่รอชื่นชมได้เลย” เฝิงจวิ้นเหรินทุบอกรับประกัน “นี่เป็เพียงแผนแรกที่ข้าได้เตรียมไว้ หากแผนนี้ล้มเหลวก็ยังมีแผนสองรองรับ"
“แผนสองว่าอย่างไร?” เฝิงเจิ้งชูอดสงสัยไม่ได้
“ข้าจะส่งคำเชิญถึงหมาจิ่ว”
[1] หน้าไม้ขงเบ้ง เป็หน้าไม้ที่จูกัดเหลียง นามรอง ขงเบ้ง ประดิษฐ์ขึ้นในยุคสามก๊ก มีลักษณะเหมือนหน้าไม้ธรรมดาแต่สามารถบรรจุลูกเกาทัณฑ์ได้หลายลูก ทำให้สามารถทำการยิงได้อย่างต่อเนื่องจนกว่าลูกเกาทัณฑ์ที่บรรจุไว้จะหมด