ไอเดนเด็กชายวัยเก้าขวบยืนอยู่ตรงหน้ากล่องสี่เหลื่อมที่วางอยู่บนโต๊ะ นี่เป็กล่องที่ เมอรี่ ผู้เป็อาจารย์มอบให้ไว้ก่อนที่จะเดินทางจากไปเมื่อวันก่อน ซึ่งเมอรี่กล่าวไว้ว่ากล่องจะสามารถเปิดออกได้เมื่อเขาจากไปแล้วหนึ่งวัน
ลมโชยเข้ามาทำให้สมุดจดบันทึกถูกพัดกระเพื่อมจนได้ยินเสียงกระดาษ เด็กชายหยิบกำไลข้อมือที่อยู่บนกล่องวางทับไว้บนสมุดจดบันทึก ซึ่งนี่คือกำไลที่ นีฟส์ เด็กหญิงที่เลี้ยงดูไอเดนั้แ่เธออายุ 10 ขวบ เมื่อเธออายุได้ 19 ปี เธอได้วางกำไลไว้ใต้ฝ่ามือของไอเดน ในคืนก่อนที่จะเดินทางจากไปพร้อมกับเมอรี่
“ขอเปิดดูให้หายคาใจหน่อยซิ”
ด้วยความตื่นเต้น มือค่อย ๆ เปิดฝากล่องมีอาการสั่นเล็กน้อย ความสนใจทั้งหมดเพ่งไปยังสิ่งของข้างใน
“ห๊า ล้อกันเล่นหรืออย่างไรเนี่ย”
เด็กชายจับจ้องไปยังสิ่งของข้างในกล่องสักพัก หยิบขึ้นมองด้วยแววตาสงสัย
ปรากฏว่าสิ่งของข้างในกล่องเป็ แท่งเหล็ก ดูเหมือนจะไม่ใช่แท่งเหล็กธรรมดา แต่เป็แท่งเหล็กที่มีกลไกบางอย่าง
ข้างในกล่องยังเหลือของอีกสามอย่างยังไม่ถูกหยิบขึ้นมา
ของอีกชิ้นถูกหยิบขึ้นมามีสายสีเงินไม่สะท้อนแสงห้อยกับนาฬิกาสำหรับพกพา เปิดฝาออกมองไปที่เข็มเป็เวลา 11:17
“กระดาษแผ่นพับ กับจดหมายหนึ่งฉบับ”
“เขียนอะไรไว้เอ่ย”
คู่มือการใช้งาน หมุนปลายแท่งเหล็กที่มีสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ไปทางด้านขวา ปรับได้สามระดับ เมื่อไม่ได้ใช้งานแล้ว ให้หมุนปลายแท่งเหล็กด้านตรงข้ามที่มีสัญลักษณ์ดวงจันทร์ไปทางด้านซ้าย
ไอเดนรีบออกจากห้องลงไปยังลานกว้าง เพราะกำลังเล่นกับของที่ยังไม่รู้จักดี อาจทำให้ห้องเกิดความเสียหาย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในห้องหนังสือเมื่อตอนนั้น
“ขอลองดูหน่อย…เอ่อ หมุนปลายเหล็กแบบนี้”
ปลายเหล็กได้ถูกหมุนไปด้านขวาตามคู่มือ กลไกบางอย่างได้ทำงาน แท่งเหล็กยืดได้ออก ยาวท่วมศีรษะเด็กอายุเก้าขวบประมาณศอกหนึ่ง
ลูบไล้แท่งเหล็กที่ยาวออกมาเป็กระบอง ด้วยความชื่นชอบและหลงใหลเป็อย่างมาก
“ขอตั้งชื่อว่า เอ่อ...” มองไปยังสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
“กระบองตะวันราตรี”
“เท่ สุดๆ”
ควงกระบองรอบตัว
“ขอจัดหนักจัดเต็มสักหน่อย ทักษะเสริมกำลังกาย!!”
ไอเดนก้าวเท้าพุ่งไปด้านหน้าด้วยความว่องไว ย่อตัวในชั่วพริบตาแล้วะโขึ้นสูง ฟาดกระบองลงมาหยุดไว้เพียงคืบเดียวก่อนจะถึงพื้นดิน แรงลมปะทะกับพื้นดิน ทำให้เศษใบไม้ในบริเวณนั้นพัดกระจายออกเป็สองทาง ไอเดนควงกระบองรอบตัวเพิ่มความเร็วทีละนิด ค่อยๆ เดินทีละก้าว
“ทักษะเสริมความว่องไว”
โน้มตัวลงเคลื่อนไหวไปด้านหน้า มือได้ควงกระบองสลับไปมาซ้ายขวา แล้วหมุนตัวฟาดไปด้านหน้า ความเร็วจากแรงเหวี่ยงทำให้เกิดคลื่นลม หลังจากฟาดไปแล้วชั่วขณะหนึ่ง
ไอเดนมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ผสานสองทักษะ”
แสงเปล่งออกจากตัวชั่วพริบตา เป็ครั้งแรกที่ใช้ทักษะผสานด้วยความคึกคะนอง พุ่งตัวแล้วะโสุดแรง
“ตอนนี้ล่ะ ทักษะลึ...”
วิสัยทัศน์การมองเห็นได้เปลี่ยนไป ไอเดนมองตรงไปด้านหน้าเห็นถนนทอดยาวออกไปไกล ก้มมองลงมา
“สะ สูง ฉันไม่ถูกกับความสูงอย่างนี้”
ไอเดนโดดสูงกว่าหลังคาบ้าน ตื่นตระหนกมือไม้แหวกว่ายอยู่กลางอากาศ
วันถัดมา
เมื่อในบ้านเหลือกันอยู่สองคน ไอเดนต้องรีบตื่นลงมาทำอาหารก่อน เพราะวิลเลมอายุเก้าสิบสามปี ซึ่งเป็ผู้รับไอเดนมาเลี้ยงั้แ่แบเบาะ ชายชราไม่สามารถทำอาหารเช้าได้แน่ แต่ก็น่าแปลกใจ ในตอนที่เดินมาถึงห้องครัว
วิลเลมกำลังเตรียมวัตถุดิบอย่างลุกลี้ลุกลน อย่างกับว่าไม่เคยทำอาหารกินเองเลยสักครั้ง ทั้งที่ก่อนจะรับทารกมาเลี้ยงจากชายปริศนา เขาก็อาศัยอยู่คนเดียวมาโดยตลอด
สิ่งนี้แสดงให้ไอเดนเห็น วิลเลมมีความรับผิดชอบมาก ถึงบางทีจะพูดจาโผงผางโอ้อวดไปบ้าง
“ให้ข้าทำเองเถอะปู่ ข้าขอเถอะนะ”
แม้จะเห็นถึงความตั้งใจ แต่เด็กน้อยอายุเก้าขวบในสายตาของวิลเลม เคยได้เห็นทักษะการทำอาหารของชายชรามาแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับโลกก่อน วิลเลมเหมือนคนที่ทำเป็แค่เทน้ำร้อนลงในถ้วยบะหมี่ แต่เปลี่ยนเป็เทน้ำร้อนลงในข้าวสาลีแทน
“เ้านั่งรออาหารเช้าทุกวันเหมือนกับข้า จะทำอาหารได้รึ”
ทั้งคู่จะนั่งรออาหารจากเมอรี่ทุกเช้า ด้วยความพิถีพิถันใส่ใจทุกรายละเอียดของเมอรี่ จึงใช้เวลานานพอสมควรกว่าอาหารจะถูกยกออกมาโดยนีฟส์ ส่วนวิลเลมจะใช้่เวลานี้ เล่าเื่อะไรไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคนแก่ ตอนแรกไอเดนฟังอย่างตื่นเต้น แต่่หลังๆฟังหูไว้หู อยากนั่งอยู่เงียบๆบ้างในบางเช้า
“แต่ข้าเคยช่วยทำอาหารเที่ยงหลายต่อหลายครั้ง”
ไอเดนถึงจะจำได้ เคยช่วยนีฟส์ทำอาหารแค่สองครั้ง เพราะเธอมักจะบอกเสมอให้เป็หน้าที่ของเธอเอง แต่ทักษะการทำอาหารที่ติดตัวมาั้แ่อยู่โลกก่อน ไอเดนจึงมั่นใจในตนเองพอสมควร จะต้องทำอาหารได้แน่
“ให้ข้าทำเองดีกว่า” วิลเลมยังคงปฏิเสธ ถึงเขาจะทำไม่เป็แต่ไม่อยากนั่งรอให้เด็กอายุเก้าขวบทำอาหารให้
“เครื่องปรุงอาจารย์เมอรี่เตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว ข้าจำสูตรอาหารได้” ไอเดนพูดอย่างนุ่มนวลพร้อมให้เหตุผลประกอบ เพื่อให้ชายชราไว้วางใจ ถึงแม้ว่าจะจำสูตรอาหารของโลกนี้ไม่ได้ แต่ขอเชื่อใจในฝีมือของตนเองเอาไว้ก่อน
“ถ้าอย่างนั้น ข้าต้องพึ่งเ้าแล้ว”
วิลเลมยังคิดเข้าข้างตนเอง ถึงจะให้ไอเดนลองสักครั้งก็ไม่ได้เสียหายอะไร ท้ายที่สุดถ้าไอเดนทำไม่ได้ เขาจะเป็คนทำอาหารเอง เพื่อจะได้กู้หน้าและแสดงให้เห็น ตาแก่คนนี้ดูน่าเคารพเพียงใด
หลังจากวิลเลมเดินออกไปจากห้องครัว
ไอเดนถอนหายใจโล่งอก กวาดสายตามองไปรอบๆ ทุกอย่างถูกวางไว้อย่างเป็ระเบียบ สายตามาหยุดลงตรงวัตถุดิบที่ชายชราเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ แต่เลือกเดินไปยังที่เก็บเครื่องปรุงและเครื่องเทศก่อน มีขวดเครื่องเทศอยู่หลายขวด แต่ยังไม่รู้ว่าเครื่องเทศขวดไหนจะเข้ากันกับวัตถุดิบ ดึงฝาจุกไม้ออกจากขวด ลองสูดดมกลิ่นของเครื่องเทศข้างใน
“ฮัดชิ้ว! ฮาดชิ้ว!” ไอเดนใช้นิ้วชี้ถูจมูกไปมา เพื่อให้ละอองกลิ่นไม่ติดจมูก
“ผงพริกไทยดำเหรอ?”
......................
“ข้ายังไม่เคยให้อะไรกับเ้า...”
วิลเลมกินเสร็จก่อน เขาเอาสิ่งของบางอย่างวางไว้บนโต๊ะให้ไอเดนได้เห็น
“เข็มขัดเส้นนี้ ข้าเคยใช้เมื่อสมัยยังหนุ่มๆ” ชายชรานั่งหลังตรงพูดด้วยเสียงเข้ม
เนื่องจากเป็ผู้เกิดใหม่ ไอเดนรู้และเข้าใจดีั้แ่ยังเป็ทารกอายุแปดขวบ วิลเลมมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เพราะกำลังหลบจากสิ่งที่เป็ภัย หรือหลบจากสายตาของใครบางคนที่มีพลังและอำนาจมากพอ จะทำลายเขาและครอบครัวของเขาได้
“เ้าไม่ชอบรึ” ชายชราเห็นไอเดนมองเข็มขัดสีหน้านิ่ง
“ไม่หรอก ข้าจะรับไว้”
ไอเดนไม่สามารถปฏิเสธน้ำใจของผู้าุโกว่าได้ เป็เื่จริงที่ว่านี่คือของชิ้นแรกที่เคยได้รับจากวิลเลม อีกอย่างคนมีความรับผิดชอบสูงและระมัดระวังตัว จะให้สิ่งของที่อาจจะเป็ต้นเหตุให้ตนเองเดือดร้อนไปเพื่ออะไร ไอเดนจึงได้รับไว้ แต่ยังมีความเป็กังวล
“ขอบคุณครับปู่” ไอเดนยื่นมือไปหยิบเข็มขัด
เมื่อหมดเื่พูดคุยแล้ว วิลเลมหยิบไปป์เตรียมเดินเข้าไปในหมู่บ้านตามปกติ
เมื่อเห็นอย่างนั้น “ปู่วันนี้ข้าขอไปด้วย” ไอเดนรีบลุกขึ้นเตรียมเดินออกไปพร้อมกับชายชรา
วิลเลมมองไอเดนกำลังเดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทางกระตือรือร้น แล้วเขาก้มลงมองไปป์ในมือ
“กินให้เสร็จเสียก่อน ทำความสะอาดให้เรียบร้อยแล้วค่อยเดินตามถนนไป เ้าจะเจอกับหมู่บ้าน”
“ปู่ให้ข้าไปคนเดียว ไม่กลัวข้าโดนปีศาจจับกินรึ” ไอเดนนึกคำพูดของวิลเลมเคยพูดเอาไว้เมื่อครั้งก่อน จึงพูดยอกย้อนออกไป
“ข้าเดินอยู่ทุกวันยังไม่เห็นมีปีศาจสักกะตัว เ้าเชื่อด้วยรึ”
“เชื่อก็บ้าแล้ว งั้นข้าจะตามไปทีหลัง”
ไอเดนนั่งลงกินอาหารเช้าตามเดิม เงยขึ้นมองวิลเลมเดินออกจากบ้าน เด็กน้อยกินพลางมืออีกข้างหนึ่งหยิบเข็มขัดที่ชายชราให้ขึ้นมาดู เป็เข็มขัดหนัง แต่แปลกตรงที่ไม่มีความหยาบบนผิวของเข็มขัด ความรู้สึกคล้ายๆ ััผิวผ้า มีความยืดหยุ่นสูงสามารถดึงให้ยืดออกได้ยาวกว่านิ้วหนึ่ง คืนรูปเดิมได้ทันทีหลังจากปล่อยมือ มีที่สำหรับยึดติดอุปกรณ์หรืออาวุธให้ติดกับเข็มขัด
“แปลกจริงๆ มันทำมาจากหนังของตัวอะไรเนี่ย”
เมื่อชื่นชมเข็มขัดจนพอใจแล้ว ไอเดนรีบกินให้เรียบร้อย เก็บภาชนะบนโต๊ะนำไปทำความสะอาด เก็บกวาดห้องครัวให้เรียบร้อย
“เฮ้อ__เสร็จเสียที” มือปาดเหงื่อที่หน้าผาก
ไอเดนกลับมายังโต๊ะอาหาร หยิบเข็มขัดเดินขึ้นไปบนห้อง หยุดอยู่ตรงหน้ากล่องสี่เหลื่อม ข้างในมีแท่งเหล็กที่มีชื่อว่า กระบองตะวันราตรี
ไอเดนถอดเข็มขัดที่ใส่อยู่ออก เปลี่ยนมาใส่เข็มขัดที่วิลเลมให้มา หยิบแท่งเหล็กตะวันราตรีขึ้นมาเหน็บไว้ด้านหลังเป็แนวนอน ด้วยความเป็กังวล ไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้น ถึงแม้จะเป็เื่เล็กๆ น้อยๆ ก็ตามแต่ ซึ่งมันอาจทำให้เสียใจทีหลัง ทำไมไม่คิดให้รอบคอบเสียก่อน จึงะโขึ้นลง ลองดูว่าแท่งเหล็กจะหลุดกระเด็นออกจากหลังหรือไม่ แต่ไม่มีท่าทีว่าจะหลุด จากนั้นไขว้มือไปจับปลายแท่งเหล็กที่เหน็บอยู่ข้างหลังสะเอว โยกขึ้นโยกลง ดึงออกมา แล้วใส่เข้าไปเหมือนเดิม
“เซฟ!! ทุกอย่างเตรียมพร้อม”
ไอเดนพร้อมที่จะเดินออกไปนอกบริเวณบ้านหลังนี้เป็ครั้งแรกด้วยตัวคนเดียว แต่ไม่ได้มีความกลัวใดๆ กลับมีเพียงความตื่นเต้น เพราะกำลังจะได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ หลังจากอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ไม่เคยออกไปด้านนอกกว่าเก้าปี ก่อนจะเดินออกจากห้อง กลับมีสิ่งของบางอย่างดึงดูดความสนใจ กำไลข้อมือถูกวางไว้ข้างหมอน ไอเดนหยิบกำไลข้อมือขึ้นมา
“เธอรู้เข้าจะเสียใจไหมนะ ฉันยังไม่เคยใส่เลยสักครั้ง”
ถึงอยากเก็บไว้อยากดีไม่ให้มีรอยขีดข่วน แต่ได้ตัดสินใจปลดสลักกำไลข้อมือออก เพื่อให้รูกว้างขึ้นกว่าเดิม ใส่กำไลที่ข้อมือข้างซ้าย ปิดสลักล็อกไว้ไม่ให้กำไลข้อมือขยับไปมา ระหว่างเดินแกว่งแขน ใช้มือข้างขวาจับกำไลข้อมือที่ใส่อยู่ข้างซ้ายบิดไปมา
“เซฟ”
เดินลงมายังห้องโถงในบ้านหลังใหญ่ แต่กลับมีไอเดนยืนอยู่เพียงลำพัง เงียบงันจนรู้สึกวังเวง ทำให้อ้างว้างโดดเดี่ยวในจิตใจมาเสียดื้อๆ เหมือนความเหงากำลังเดินเข้ามาโอบกอด ถึงมันจะไม่มีรูปร่าง แต่ััมันได้ผ่านความรู้สึก ออกมายืนอยู่หน้าประตูรั้วหน้าบ้าน ใช้มือผลักกลางบานประตูไม้ ให้เปิดออกสองทางพร้อมกัน เหมือนมีลมพัดมาจากด้านหลัง บอกให้รีบก้าวเท้าเดินออกไป
ไอเดนเดินออกมาได้สามก้าว ได้ยินเสียงจากด้านหลังจึงหันกลับไป ประตูบ้านค่อยๆ ปิดลง เหมือนเป็สัญญาณให้ก้าวเดินหน้าต่อไป