สายหมอกยามสายที่เคยเบาบาง บัดนี้กลับข้นคลั่กและเย็นเยียบผิดปกติ มันไม่ได้ลอยล่องตามลมธรรมชาติ แต่กลับม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นโอบล้อมโรงเตี๊ยมสนธยาไว้ประดุจกำแพงที่มองไม่เห็น เส้นใยหมอกเหล่านี้เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต ราวกับงูยักษ์ขาวโพลนที่กำลังพันตัวรอบเหยื่อก่อนจะบีบให้หมดลมหายใจ
ภายในโถงล่างที่ดูเงียบสงบ อาหลาง นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวเดิม มือขวาของเขาขยับคลึงจอกสุราดินเผาเบาๆ ความรู้สึกในอุ้งมือนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ศิลาเนตรมารที่หลอมรวมกับเนื้อเยื่อของเขาบัดนี้ไม่ได้เพียงแค่รับรู้ความลับ แต่มันส่งแรงสั่นสะเทือนที่สอดประสานกับจังหวะชีพจรของโรงเตี๊ยมแห่งนี้
เขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง พลังที่เคยไหลเวียนแบบกระจัดกระจายบัดนี้กลับรวมตัวเป็นกระแสเดียวที่ทรงพลัง เหมือนสายน้ำเล็กๆ หลายสายที่ไหลมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำใหญ่ที่สามารถพัดพาทุกสิ่งไปได้ ศิลาเนตรมารไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการดูดกลืนพลัง แต่กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนี้
อู๋ซวง ในคราบหญิงรับใช้ใบหน้าจืดชืด เดินเข้ามาใกล้เขาอย่างเงียบเชียบ นางหยิบกาสุราขึ้นรินให้เขาด้วยกิริยาที่นอบน้อม ทว่าดวงตาของนางที่ซ่อนอยู่ใต้เงาผมกลับวาวโรจน์ด้วยแผนการที่ลึกล้ำ การเคลื่อนไหวของนางดูเป็นธรรมชาติจนไม่มีใครจะสงสัยว่านี่คือนางพรายผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ
"นายท่าน... ขบวน 'หงส์สวรรค์' จากสำนักบุปผาโปรยกำลังมุ่งหน้ามาทางทิศตะวันออกเจ้าค่ะ" เสียงของนางแผ่ซ่านความเย็นเยียบที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณมาร "พวกนางได้รับรายงานเรื่องกลิ่นอายมารที่ปะทุขึ้นเมื่อคืน และกำลังมุ่งหน้าไปทางหุบเขาปีศาจเพื่อปราบปราม... แต่ข้าได้จัดการเปลี่ยน 'ทิศทางของลม' ให้พวกนางแล้ว"
อู๋ซวงใช้ปลายนิ้ววาดผ่านอากาศเบาๆ ปราณมารที่ซ่อนอยู่ในรอยสักมันดาลาของนางถูกปลดปล่อยออกมาเป็นเส้นใยสีดำบางเบาที่ล่องลอยออกไปนอกประตูร้าน เส้นใยเหล่านี้แยกตัวออกเป็นสายเล็กๆ นับร้อยสาย แล้วแผ่กระจายไปในทุกทิศทางราวกับใยแมงมุมที่มองไม่เห็น
นางอธิบายด้วยรอยยิ้มเย็นชาว่า นางได้วาง "อาคมล่อใจ" ไว้ตามรายทาง กลิ่นอายมารที่นางจงใจทิ้งไว้จะทำหน้าที่เหมือนหยดน้ำผึ้งที่ล่อหมู่ภมร ขบวนจอมยุทธหญิงที่เคร่งครัดเหล่านั้นจะสำคัญผิดว่าพวกนางกำลังตามรอยมารร้ายตัวจริง ทว่าความจริงแล้ว พวกนางกำลังถูกจูงจมูกให้เดินหลงเข้ามาในเขาวงกตแห่งหมอกที่จะนำทางมาจบลงที่หน้าโรงเตี๊ยมสนธยาแห่งนี้เพียงที่เดียว
"เส้นทางที่ข้าวางไว้นั้นซับซ้อนและแยบยล" อู๋ซวงเสริมด้วยเสียงเบา "ข้าใช้ภูมิประเทศของป่าลึกและหุบเขามาเป็นส่วนหนึ่งของกับดัก ทุกครั้งที่พวกนางคิดว่าตัวเองกำลังเข้าใกล้เป้าหมาย พวกนางกลับถูกนำไปในทิศทางที่ข้าต้องการ เหมือนหนูที่วิ่งในเขาวงกตโดยคิดว่าตัวเองกำลังหาทางออก ทว่าจริงๆ แล้วกำลังวิ่งเข้าไปในกับดักที่ลึกกว่าเดิม"
"ศิษย์สาวนับสิบคน... ทุกคนล้วนเป็นพรหมจรรย์ที่ฝึกปรือปราณบุปผาอันบริสุทธิ์" อู๋ซวงกระซิบพลางโน้มตัวลง "พวกนางคือสังเวยชั้นยอดที่จะทำให้ 'จวนราคะ' ของนายท่านสมบูรณ์แบบ"
นางหยุดพักเล็กน้อยก่อนจะเสริมด้วยความตื่นเต้นที่แฝงอยู่ในเสียง "ที่สำคัญที่สุดคือ หัวหน้าขบวนของพวกนาง... นางเป็น 'ดอกบุปผาทิพย์' ที่บานสะพรั่งเพียงครั้งเดียวในรอบร้อยปี พลังปราณของนางบริสุทธิ์และเข้มข้นจนแม้แต่ข้าก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากระยะไกล หากนายท่านสามารถครอบครองนางได้... อำนาจของท่านจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด"
อาหลางยกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ รอยยิ้มพญามารปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่เหยื่อประปรายเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป เป้าหมายของเขาในครั้งนี้ยิ่งใหญ่และบ้าคลั่งกว่าเดิมหลายเท่า
"ศิลาในมือข้า... มันเพิ่งจะอัปเกรดเสร็จสิ้น" อาหลางเอ่ยพลางแบมือขวาออก แสงสีทองอำพันสลัวๆ เรืองรองออกมาจากใต้ผิวหนัง "อู๋ซวง... ข้าไม่ได้ต้องการเพียงแค่เสพสมกับพวกนางแล้วปล่อยไป แต่ข้าต้องการ 'ทุ่งแห่งราคะ' ที่จะกักขังวิญญาณของพวกนางไว้ที่นี่ชั่วนิรันดร์"
เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังหน้าต่างที่มองออกไปเห็นป่าไผ่ที่โอบล้อมโรงเตี๊ยม "การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับศิลาเนตรมารทำให้ข้าเข้าใจถึงศักยภาพที่แท้จริงของมัน มันไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือในการดูดกลืนพลัง แต่เป็นเมล็ดพันธุ์ของอาณาจักรมารที่สามารถเติบโตและขยายตัวได้"
แผนการของอาหลางคือการใช้ "เส้นใยวิญญาณ" ที่ศิลาสร้างขึ้นมาใหม่ ถักทอเข้ากับโครงสร้างของโรงเตี๊ยม เมื่อจอมยุทธหญิงเหล่านั้นก้าวเข้ามาและสูดดมกำยานคลายหฤทัยที่อู๋ซวงเตรียมไว้ เส้นใยเหล่านี้จะแทรกซึมเข้าสู่จุดชีพจรของพวกนางทีละน้อย
"กระบวนการจะเริ่มต้นด้วยการทำให้พวกนางรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย" อาหลางอธิบายแผนการของเขาอย่างละเอียด "จากนั้นเส้นใยจะค่อยๆ เชื่อมต่อกับระบบประสาทของพวกนาง ไม่ใช่การบุกรุกแบบรุนแรง แต่เป็นการผสานรวมที่นุ่มนวลจนพวกนางไม่รู้ตัว"
แทนที่จะเป็นการทำลาย อาหลางจะใช้พลังของพวกนางเป็น "เชื้อไฟ" ในการหล่อเลี้ยงโรงเตี๊ยมแห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่มิติลึกลับที่ตัดขาดจากโลกภายนอก—วิมานนิรันดร์ที่เต็มไปด้วยความสุขสมที่วนเวียนไม่รู้จบ โดยที่ร่างกายของพวกนางจะกลายเป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ และวิญญาณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมารของเขา
"ที่สำคัญที่สุดคือ พวกนางจะไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือต่อต้าน" เขาเสริมด้วยรอยยิ้มที่เย็นเยียบ "ตรงกันข้าม พวกนางจะรู้สึกเหมือนได้เข้าสู่สวรรค์ที่แสนหวาน ความสุขที่พวกนางจะได้รับจะมากกว่าสิ่งใดที่พวกนางเคยสัมผัสมาในชีวิต จนพวกนางจะไม่อยากออกไปจากที่นี่อีกเลย"
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ เถ้าแก่ร่างอ้วน และ เถ้าแก่ร่างผอม ต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัดโดยไม่ปริปากถาม พวกเขาเริ่มจัดเตรียมอาหารและสุราเลิศรสจำนวนมหาศาล ราวกับจะเตรียมรับงานเลี้ยงฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เถ้าแก่ร่างอ้วนเดินไปมาในครัวด้วยความกระตือรือร้นที่ผิดปกติ เขาหยิบยาสมุนไพรหายากที่เก็บสะสมไว้มานานออกมาใช้ ทั้งเห็ดหลินจือแห้งที่มีอายุกว่าร้อยปี รากโสมป่าที่หาได้ยากยิ่ง และใบชาพิเศษที่มีกลิ่นหอมชวนหลงใหล เขาผสมผสานส่วนผสมเหล่านี้เข้ากับเนื้อสัตว์ป่าชั้นดี สร้างเป็นอาหารที่ไม่เพียงแต่อร่อยเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติพิเศษในการกระตุ้นความรู้สึกและลดการระแวดระวัง
เถ้าแก่ร่างผอมก็ไม่น้อยหน้า เขาขุดสุราที่ฝังดินไว้ใต้โรงเตี๊ยมมานานหลายสิบปีขึ้นมา สุราเหล่านี้หมักจากผลไม้ป่าหายากและน้ำผึ้งป่าบริสุทธิ์ มีรสชาติหวานหอมและแรงแอลกอฮอล์ที่สูง แต่ดื่มแล้วไม่เมาหัว กลับทำให้ร่างกายอบอุ่นและจิตใจผ่อนคลาย
เสี่ยวเอ้อหญิงรีบเร่งจัดเตรียมห้องพักชั้นบนให้ดูโอ่อ่าและเย้ายวนใจยิ่งขึ้น ทุกมุมห้องถูกประดับด้วยดอกไม้ป่าที่มีกลิ่นหอมชวนฝัน ทว่าแฝงไปด้วยพิษที่ทำให้สติสัมปชัญญะค่อยๆ พร่าเลือน
นางเปลี่ยนผ้าปูเตียงเป็นผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ที่นุ่มนวลเหมือนเมฆ จัดวางหมอนให้ฟูนุ่มและหอมกลิ่นดอกมะลิ ในมุมห้องนางจุดธูปหอมที่ทำจากไม้จันทน์และกำยานพิเศษ ควันธูปที่ลอยขึ้นมาจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ระบบหายใจของผู้ที่อยู่ในห้อง ทำให้รู้สึกง่วงนอนและฝันดี
บนโต๊ะข้างเตียงนางวางผลไม้สดและขนมหวานรสเลิศ ข้างๆ มีเหยือกน้ำใสและแก้วคริสตัลที่เปล่งประกายระยิบระยับ ทุกสิ่งดูสมบูรณ์แบบจนไม่มีใครจะสงสัยว่าเบื้องหลังความงดงามนี้ซ่อนอันตรายร้ายแรงไว้
อาหลางเดินสำรวจไปทั่วโถงล่าง เขาใช้ฝ่ามือขวาสัมผัสไปตามเสาไม้หลักของโรงเตี๊ยม ทิ้งรอยประทับสีทองอำพันไว้ที่แกนกลางของไม้ ทุกครั้งที่เขาสัมผัส พลังมารจะไหลซึมลงสู่ใต้ดิน สร้างรากเหง้าแห่งตัณหาที่จะสูบเอาพลังวิญญาณของใครก็ตามที่พักค้างคืนที่นี่
เส้นใยพลังเหล่านี้แผ่กระจายไปใต้พื้นดินเหมือนรากไผ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เชื่อมต่อกับทุกห้องพัก ทุกมุมของโรงเตี๊ยม สร้างเป็นเครือข่ายที่ซับซ้อนและแนบแน่น เมื่อเครือข่ายนี้เสร็จสมบูรณ์ โรงเตี๊ยมแห่งนี้จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ที่หายใจและเต้นเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของอาหลาง
"การเตรียมการเกือบเสร็จแล้ว" อาหลางพึมพำกับตัวเองขณะที่เขาสัมผัสเสาไม้เสาสุดท้าย "เมื่อพวกนางก้าวเข้ามา พวกนางจะไม่สามารถออกไปได้อีก ไม่ใช่เพราะถูกขัง แต่เพราะไม่อยากออกไป"
เขาหยุดที่กลางโถงแล้วกางแขนออก พลังจากศิลาเนตรมารไหลออกมาเป็นคลื่นสีทองอำพันที่มองไม่เห็น คลื่นพลังนี้ซึมซาบไปทั่วทุกซอกทุกมุม ทำให้อากาศภายในโรงเตี๊ยมหนาแน่นขึ้นและมีคุณสมบัติพิเศษ
ใครก็ตามที่หายใจอากาศนี้เข้าไปจะรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข ความกังวลและความระแวดระวังจะค่อยๆ หายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกปลอดภัยและความต้องการที่จะอยู่ในที่นี้ต่อไป
"นายท่าน... พวกนางใกล้เข้ามาแล้วเจ้าค่ะ" อู๋ซวงเอ่ยเตือนจากหน้าประตู สายตาของนางมองทะลุม่านหมอกออกไปเห็นแสงสะท้อนจากคมกระบี่นับสิบเล่มที่วาววับอยู่ไกลๆ
นางยกมือขึ้นปิดตา แล้วใช้ประสาทสัมผัสที่เหนือธรรมชาติสำรวจขบวนที่กำลังเข้ามา "ข้าสัมผัสได้ถึงพลังปราณของพวกนาง... บริสุทธิ์และแข็งแกร่งจริงๆ เจ้าค่ะ หัวหน้าขบวนมีพลังปราณเข้มข้นที่สุด ส่วนศิษย์สาวอีกเก้าคนก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน"
เสียงฝีเท้าม้าเริ่มดังชัดเจนขึ้น พร้อมกับเสียงสนทนาของหญิงสาวที่ฟังดูเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางไกล
"หัวหน้า... ข้าเห็นแสงไฟโรงเตี๊ยมแล้วค่ะ" เสียงหนึ่งพูดด้วยความโล่งใจ
"ดีแล้ว เราจะได้พักผ่อนสักคืน" เสียงอีกเสียงตอบ "การเดินทางวันนี้ยาวนานเกินไป"
อาหลางกลับมานั่งประจำที่หลังเคาน์เตอร์ เขาปรับสีหน้าและแววตาให้กลับกลายเป็นเสี่ยวเอ้อผู้แสนซื่อและนอบน้อมอีกครั้ง มือที่สะอาดสะอ้านหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดแก้วน้ำอย่างใจเย็น ทว่าในส่วนลึกของดวงตาเขากลับเต็มไปด้วยความกระหายที่จะเริ่มต้นการสังเวยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโรงเตี๊ยมแห่งนี้
อู๋ซวงเดินไปยืนข้างประตูพร้อมที่จะต้อนรับแขก นางปรับใบหน้าให้ดูอ่อนหวานและไร้เดียงสา รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าดูอบอุ่นและเป็นมิตร ไม่มีใครจะเดาได้ว่าเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นซ่อนความโหดร้ายและแผนการที่น่าสะพรึงกลัว
เสียงฝีเท้าม้านับสิบเริ่มดังกึกก้องฝ่าสายหมอกมายังหน้าประตู กลิ่นอายของบุปผาบริสุทธิ์เริ่มโชยมาปะทะกลิ่นมารที่ซ่อนเร้น ความตื่นเต้นในอากาศหนาแน่นจนแทบจับต้องได้
อาหลางยิ้มกว้างอย่างต้อนรับ ใบหน้าของเขาเปล่งประกายด้วยความเป็นมิตรที่ดูจริงใจ แต่ในใจเขากลับนับถอยหลังไปสู่จุดเริ่มต้นของการสังเวยครั้งยิ่งใหญ่
กรงขังทองคำกำลังเปิดออกเพื่อรับหงส์สวรรค์นับสิบตัวให้เข้ามาเป็นทาสในทุ่งแห่งราคะของเขาตลอดกาล