บทนำ
รัชศกเฉิงหยางปีที่ห้า
แม้การว่าราชการในท้องพระโรงจะเป็กิจการบ้านเมืองแต่ฎีกาที่เข้ามาไม่เว้นแต่ละวันคือการยุ่งเื่ตำหนักในของเขาโม่เหวินหานนับั้แ่นั่งบัลลังก์ัมาไม่เคยเปิดตำหนักใน เพราะทุกครั้งเขามักจะหาเื่ผัดผ่อนได้เสมอเมื่อรั้งตำแหน่งองค์ชายก็อยู่ยังสงบเงียบไม่มีใครคิดว่าองค์ชายสามผู้นี้จะได้นั่งบัลลังก์จึงไม่มีใครใส่ใจเื่ชายาหรือทายาทแต่พอบ้านเมืองสงบดีไม่มีภัยพิบัติก็ถึงเวลาดำเนินเื่ตำแหน่งวังหลัง
“แม้เพลานี้พระองค์พระชนม์มายุยังน้อยพระวรกายแข็งแรง แต่อย่างไรถ้าคิดถึงการมีพระโอรสพระธิดาย่อมเป็การดี”
หลังว่าการฎีกาจบเสนาบดีกรมศึกษาและพิธีการก็ไม่รอให้จบประชุมแต่ก้าวเท้าออกมาก่อนที่องค์ฮ่องเต้จะหายเข้าม่านปักสีทองเพราะฎีกาที่ส่งไปหลายฉบับไม่เคยถูกนำมาใคร่ครวญจึงต้องมีผู้กล้านำเื่มากราบทูลโดยตรง
“พระองค์โปรดไตร่ตรองด้วย” หลังมีผู้เปิดเื่แล้วพรรคพวกหรือแม้จะไม่ใช่พรรคพวกก็ล้วนร้องรับ
โม่เหวินหานรู้ดีว่าวันนี้ต้องมาถึงไม่ว่าจะตำแหน่งมหาเสนาบดีจนไปถึงขุนนางขั้นสี่ก็ล้วนก้าวเท้าตามกันมาเหมือนมีการนัดแนะไว้ก่อนแล้วทั้งที่แต่ละคนอยู่คนละฝักคนละฝ่ายด้วยซ้ำแต่นี่ไม่ใช่การเป็หนึ่งใจเดียวกันหวังให้แผ่นดินมั่นคง บัลลังก์มีผู้สืบทอดแน่อย่างบางคนไม่อ้าปากก็เห็นไส้ใน หวังจะขยายอำนาจมาที่วังหลังเสียมากกว่า
ในเมื่อ้านักหนาคิดว่าจะใช้วิธีสนมนางในมาแทรกแซงราชกิจก็ลองดูเขาไม่ใช่พึ่งครองราชย์เสียหน่อย บุรุษอาภรณ์สีทองยกมุมโอษฐ์
“เช่นนั้นเจิ้งโหวก็เตรียมจัดพิธีคัดเลือกเสียออกราชโองการไปว่าขุนนางขั้นสี่ขึ้นไปมีบุตรสาวไม่ออกเรือนให้ส่งมาคัดตัวทั้งหมดรวมถึงนอกหัวเมืองและเมืองขึ้นเมืองราชส่งธิดามาคัดเลือก ผู้ขัดคำสั่งมีโทษทั้งสิ้นไม่ยกเว้นและเปิดให้มีคัดเลือกสตรีจากทุกมณฑลด้วยสำหรับผู้ที่ประสงค์ไม่มีข้อจำกัดอายุฐานะ” โม่เหวินหานจะเปิดตำหนักในที่ว่างเปล่าให้เต็มก็ครั้งนี้เขาจะเป็จักรพรรดิที่มีสนมนับร้อยให้ผู้ที่หวังจะส่งบุตรีมาหาผลประโยชน์ก็จะได้ปวดหัวจากการฝ่าฟันเื่ชิงดีชิงเด่นในวังหลังไปให้ได้เสียก่อน
จากนั้นงานคัดเลือกสนมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับั้แ่ตั้งรัชศกเฉิงหยางจักรพรรดิเทียนหลงขึ้นครองราชย์เข้าปีที่ห้าก็เกิดขึ้นสตรีที่ถูกเรียกเข้าวังมีหลายร้อยชีวิตจากการเลือกเฟ้นเบื้องต้นก็หลายขั้นตอนบัดนี้ส่วนวังหลังจึงคึกคักขึ้นมาเล็กน้อยเพราะร่างอรชรในอาภรณ์งดงามสีสันสวยงามตัดกับดอกไม้ในสวนเหมือนแข่งกันเฉิดฉายนางทั้งหมดถูกนำเข้าวังเพื่อเตรียมคัดเลือกต่อหน้าองค์ฮ่องเต้ไท่เฟยและไท่ผินที่เป็สนมแต่ฮ่องเต้องค์ก่อนที่ยังคงมีชีวิตอยู่
บุรุษร่างสูงสง่างามเหนือใครในชุดเสื้อคลุมสีแดงเืหมูปักดิ้นทองคำเปล่งประกายดวงตาที่ทอดมองเบื้องหน้าทรงเสน่ห์ซ่อนความลึกลับ ในเวลาที่ดวงอาทิตย์ฉาบแสงเริ่มอ่อนแรง ลมวสันต์พัดโชยเบาๆเขายืนอยู่ห่างอุทยานหลวงทอดมองผู้มาใหม่ในอาภรณ์หลากสีสันที่บัดนี้ดูคล้ายกลีบผกาปลิวพลิ้วไหวงดงามรับกับเสียงนกร้องขับขานในใจโม่เหวินหานกลับไม่ได้ชื่นชมทิวทัศน์นี้สักนิดกลับรู้สึกว่าตนเองเริ่มเข้าใกล้คำว่าจักรพรรดิมากตัณหามากทุกขณะ
ร่างสูงหมุนตัวกลับพร้อมถอนหายใจก่อนจะเริ่มนึกเสียใจที่ออกราชโองการเช่นนั้นไป จากนี้ปัญหาจะมีเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือเขาจะถูกพิษวังหลังย้อนกลับหรือไม่
“กลับ” โม่เหวินหานสั่งแล้วเดินนำหน้าขบวนเสด็จออกไปก่อนเหล่าขันทีและราชบริพารก็พากันเดินตามจากที่คิดว่าผู้เป็นายจะไปชมเหล่าหญิงงามที่ถูกส่งเข้ามาก่อนที่จะถึงพรุ่งนี้ที่เป็วันคัดเลือก
บุรุษผู้สวมชุดลายัหนึ่งเดียวของแผ่นดินหลังตรงกลับมาถึงตำหนักเฉียนชิงที่เป็ที่ใช้ว่าราชการและพักผ่อนเข้ายามเซิน[1]โม่เหวินหานกลับมาถึงห้องทรงงานขณะที่กำลังหยิบฎีกาเล่มหนึ่งขึ้นมาเตรียมจะอ่านขันทีหน้าตำหนักผู้หนึ่งก็เข้ามาแจ้งการมาถึงของไท่เฟยทั้งสองผู้เป็ฮ่องเต้จึงหลับตาลงชั่วครู่แล้วพยักหน้าอนุญาต
“ถวายบังคมฮ่องเต้” สองไท่เฟยยอบตัวทำความเคารพรอคำสั่งของผู้สูงศักดิ์ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสตรีทั้งสองเป็สนมของฮ่องเต้พระองค์ก่อนเนื่องจากตอนที่สิ้นพระชนม์ตำแหน่งฮองเฮาว่างอยู่และมารดา ‘เหอผิน’ ของพระองค์ก็สิ้นชีวิตั้แ่ให้กำเนิดองค์ชายสามทำให้ตำหนักฉือหนิงว่างเปล่าผู้มีอำนาจสูงสุดคือสองไท่เฟยที่เคยเป็ดำรงตำแหน่งเหลียงเฟยและเต๋อเฟยสองคนนี้ที่ประจำตำหนักยู่คัง
ความจริงการจัดการคัดเลือกสนมครั้งยิ่งใหญ่นี้ความจริงมิใช่หน้าที่กงการใดๆของไท่เฟย แต่ด้วยเทียนหลงฮ่องเต้ยังไม่มีชายามาก่อนทำให้หน้าที่ตกมาถึงไท่เฟยที่ไม่ควรจะเกี่ยวข้องและการมาครั้งนี้ก็คงไม่พ้นเื่การคัดเลือกสนมแน่แท้
“พวกเ้าอยากเติมเต็มตำหนักในกันนักก็อย่ามากวนใจเรา” โม่เหวินหานกล่าวอย่างรำคาญใจและไม่มองหน้าสตรีทั้งสองแม้ว่าพวกนางจะมีตำแหน่งเป็ไท่เฟยแล้วแต่ว่ารูปโฉมที่ดูแลอย่างดีไม่ต้องตรากตรำทำงานหนักทำให้สองไท่เฟยยังสาวอยู่มาก
เต๋อไท่เฟยที่ยังก้มหน้าอยู่นางอาศัยที่ผู้สูงศักดิ์ไม่มองมาแอบเหลือบสายตาขึ้นเพื่อมองโฉมของอีกฝ่ายแม้ว่านางจะเคยเห็นเทียนหลงฮ่องเต้มาหลายครั้งแต่ว่าทุกครั้งที่ได้เห็นก็ยังอดรู้สึกบางอย่างในจิตใจเบื้องลึกไม่ได้ก็พระพักตร์เทียนหลงฮ่องเต้ถอดแบบฮ่องเต้พระองค์ก่อนมาแทบทั้งสิบส่วนแม้ว่าผ่านมาหลายปีแล้วนางก็ยังจำครั้งแรกที่เจอฮ่องเต้พระองค์ก่อนได้ใบหน้าที่ทำให้คิดถึงคนที่จากไปแล้ว
“ทูลฝ่าา ที่พวกหม่อมฉันมาก็เพื่อสอบถามว่าพระองค์ประสงค์สิ่งใดเป็พิเศษหรือไม่ครั้งนี้มีผู้เข้าคัดเลือกสนมถึงร้อยเก้าสิบแปดนางอาจจะใช้เวลานานถ้าต้องคัดเลือกทีละคน แต่ถ้ามีสิ่งใดที่พระองค์ประสงค์อาจจะคัดเลือกง่ายขึ้นเพคะ” เหลียงไท่เฟยผู้ไม่ย่อท้อต่อหน้าที่ยังคงเอ่ยเหตุผลที่ทำให้ต้องมาขอเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฉียนชิงความจริงถ้าให้นับว่ามีผู้เข้าคัดเลือกนั้นมากกว่าพันนางแต่ทางกรมวังคัดออกไปแล้วหลายร้อยจนเหลือที่มาคัดเลือกต่อหน้าพระที่นั่งเท่านี้
“ถ้าต้องใช้เวลาสิบวันคัดเลือก พวกเ้าจะละทิ้งหน้าที่หรือ?ไม่เช่นนั้นก็รับมาให้หมดไม่ต้องคัดเลือก”เขากล่าวอย่างรำคาญใจ
“แต่ฝ่าพระบาท..” เต๋อไท่เฟยยังไม่ทันเอ่ยจบก็ถูกขัดเสียก่อน
“ไม่ต้องพูดอีก ออกไปได้แล้วเราจะอ่านฎีกา”เมื่อผู้เป็เ้าแผ่นดินสั่งไท่เฟยทั้งสองจะกล้าขัดได้อย่างไรพวกนางจึงปิดปากค้อมตัวออกไปทันทีทั้งที่ยังไม่ได้สิ่งที่ตั้งหวัง
คล้อยหลังเหลียงไท่เฟยและเต๋อไท่เฟยออกไปจากตำหนักเรียบร้อยหลี่ต้ากงขันทีผู้ดูแลใกล้ชิดก็ก้าวเท้าเข้ามาแทนพร้อมกราบทูลสิ่งที่ได้รับคำสั่งจากประสงค์ของผู้เป็นาย “รายชื่อทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
โม่เหวินหานยื่นมือไปรับม้วนกระดาษที่เขาสั่งให้หลี่ต้ากงไปตรวจสอบแล้วคลี่ออกมาอ่านทันทีจากหนึ่งร้อยเก้าสิบแปดนางแต่รายชื่อในม้วนกระดาษถูกคัดออกมาเพียงหกสิบเท่านั้น “มีเท่านี้?”
“ไม่ผิดแน่พ่ะย่ะค่ะ” หลี่ต้ากงตอบรับเสียงมั่นคง
บุรุษผู้มีใบหนาคมคิ้วกระบี่สายตาหนักแน่นทอดมองรายชื่อเ่าั้พร้อมอาการคิ้วกระตุกนี่เท่ากับว่าเขาจะต้องรับสนมนางในนับร้อยงั้นหรือสิ่งที่โม่เหวินหานสั่งหลี่ต้ากงไปคือให้นำรายชื่อของสตรีที่มาคัดเลือกแต่ขอการยกเว้นไว้แต่เพราะก่อนหน้านี้เขามีโองการสั่งให้ส่งมาทุกคนไม่ยกเว้นจึงต้องยอมเข้าคัดเลือกก่อนแล้วค่อยขอการยกเว้นภายหลัง
“พระองค์จะยกเว้นให้สตรีเหล่านี้หรือพ่ะย่ะค่ะให้กระหม่อมส่งให้ไท่เฟยจัดการดีหรือไม่”
“ไม่ต้อง เราจัดการเอง” การขอยกเว้นเหล่านี้เป็เื่ที่ครอบครัวส่งมาแต่ถ้าพวกนางไม่ประสงค์ตามบิดาตัวเขาจะคัดเข้าวังหลังอยู่ดี ไม่ว่าใครถ้าอยากอยู่ในวังหลังเขาจะรับมาให้หมดให้แย่งชิงอย่างที่พวกนาง้าได้เต็มที่
เข้ายามอู่[2]วันถัดมา โม่เหวินหานออกจะท้องพระโรงกลับเข้าไปเปลี่ยนฉลองพระองค์และอยู่พักผ่อนเสวยพระกระยาหารรอจนถึงเวลาเข้ายามเซินก็เสด็จไปตำหนักหนิงโซ่วสำหรับพิธีการคัดเลือกสนมนางใน
ทันทีที่บุรุษร่างสูงองอาจก้าวเข้าตำหนักสตรีนับร้อยก็ก้มตัวมอบอยู่กับพื้นเหมือนจุดสีสันในแผ่นภาพหลากหลายชมพูส้มเขียวฟ้าสลับกันโม่เหวินหานกวาดตามองเร็วๆ แล้วเดินผ่านไปเข้าห้องโถงด้านในที่นั่นมีบัลลังก์กว้างตั้งอยู่บนสุดและที่ด้านล่างมีเก้าอี้อี้จื้อ[3]ไม้หอมสามตัว
“ถวายบังคมเพคะ” เหล่าไท่เฟยและไท่ผินที่ได้เข้ามามีหน้าที่สำหรับคัดเลือกยอบตัวพร้อมเพรียง
โม่เหวินหานสั่งให้ทั้งสามลุกขึ้นแล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์พร้อมสั่งให้เริ่มพิธีคัดสนมนางในได้เหลียงไท่เฟยจึงส่งสัญญาณให้ผู้ดูแลด้านนอกจัดการต่อแล้วเหลียงไท่เฟย เต๋อไท่เฟยซูไท่ผินสามสนมแต่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนที่ยังอยู่ตำหนักยู่คังก้าวไปประจำที่
การคัดเลือกจะแบ่งเป็รอบรอบแรกสำหรับผู้มีความสามารถเชี่ยวด้านดนตรีร่ายรำขับร้องชนิดใดหนึ่งก่อนและถึงเป็เขียนพู่กันวาดภาพแต่งกลอนจากนั้นถึงเป็รอบของบุตรีของขุนนางตามด้วยนอกหัวเมืองจบที่เมืองราชเมืองขึ้นแบ่งตามลำดับวงศ์ฐานะที่ไม่ได้บรรจุในความสามารถเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งเพราะยิ่งรอนานก็ยิ่งเหน็ดเหนื่อยใครที่ได้แสดงตัวต่อหน้าพระพักตร์ก่อนตอนที่ใบหน้ายังอิ่มเอิบล้วนดีกว่า
“ลำดับที่หนึ่งหนิงเซียวเชี่ยวชาญระบำร่ายรำ เริ่มแสดงได้” หลังเสียงขันทีผู้รับหน้าที่ประกาศลำดับดังขึ้นหญิงร่างเล็กในชุดรัด่บนจนถึงสะโพกมีผ้าบางพลิ้วสีดำก้าวเข้ามานางเดินมาหยุดที่กลางห้องโถงแล้วตั้งท่ารอจังหวะจากเสียงบรรเลงทันทีที่เสียงกลองหลังถูกตีเริ่มจังหวะเอวเล็กคอดก็เริ่มขยับตามจังหวะ แต่ก็ได้เพียงสองสามครั้งโม่เหวินหานก็หันไปกระซิบกับหลี่ต้ากง
“รับ” หลี่ต้ากงประกาศเสียงดังสร้างความตื่นใให้ทั้งห้องโถงกว้างโดยปกติการคัดเลือกสตรีที่แสดงความเชี่ยวชาญถ้าไม่รอให้จบอย่างน้อยก็ต้องผ่านไปสักครู่แต่นี่อย่าเรียกว่าไม่รู้ความสามารถคือยังไม่รู้หน้าค่าตาด้วยซ้ำเหล่าไท่เฟยและไท่ผินต่างหันมองกันเองไม่รู้ว่าเทียนหลงฮ่องเต้ก็รีบเติมสนมเข้าวังหลังเช่นนี้
เมื่อหนิงเซียวผ่านไปจี้หลานหน่าลำดับที่สองก็เข้ามาทันทีนางเชี่ยวชาญเื่บรรเลงกู่ฉินหญิงงามก้าวมาพร้อมเครื่องดนตรีเนื้อดีและวางลงที่โต๊ะไม้ยาว นิ้วดั่งแท่งหยกขาวบรรจงวางที่สายก่อนเครื่องดีดจะส่งเสียงโม่เหวินหานก็หันไปกระซิบกับหลี่ต้ากงอีกครั้ง
“รับ”
แม้แต่หญิงงามก็แปลกใจนางยังไม่ทันได้ดีดสักจังหวะแต่ไม่อาจจะเงยหน้ามองบุคคลที่ตัดสินการคัดเลือกได้จึงต้องเก็บความสงสัยแล้วเก็บกู่ฉินขึ้นแนบอกแล้วเดินออกไปอย่างไรก็ผ่านแล้วจากนี้นางก็สนมนางในคนหนึ่ง
จนผ่านไปไม่ถึงสองเค่อ[4] สตรีที่มีความเชี่ยวชาญสามารถผ่านไปแล้วสิบคนและทั้งหมดก็ผ่านการคัดเลือกด้วย ยิ่งกว่านั้นไม่มีใครสักคนที่ได้แสดงสิ่งที่เตรียมมาหลังๆ เพียงแค่เดินมาหยุดที่กลางโถงก็ถูกประกาศว่ารับเสียแล้ว
ความจริงการคัดเลือกสนมนางในจะเป็หน้าที่ของฝ่ายในเสียมากกว่าถ้าเสียงข้างมากตัดสินว่าผ่านก็จะรับ ยกเว้นจะมีคนที่ถูกตาต้องใจฮ่องเต้จริงๆถึงจะมีรับสั่งรับด้วยองค์เอง สำหรับนางในที่ถูกรับเข้ามาจากรับสั่งของฮ่องเต้นั้นปกติก็จะได้เชิดหน้าชูตามากกว่าคนอื่นอยู่แล้วแต่นี่ทุกคนได้รับเลือกเพราะฮ่องเต้ทุกคนแล้วแบบนี้ใครจะเป็คนโปรดได้กันเล่า?
เพียงชั่วยามกว่าการคัดเลือกจากสาวงามเปี่ยมความสามารถก็จบลงทั้งที่การคัดเลือกส่วนนี้มักจะใช้เวลายาวนานที่สุดทั้งห้าสิบสามคนไม่มีใครได้แสดงจนจบแต่ผ่านถึงห้าสิบเอ็ดไม่ผ่านเพียงสองคนซึ่งทุกคนคือการรับสั่งจากฮ่องเต้เองไท่เฟยและไท่ผินไม่ได้เอ่ยใดๆ สักคำหากเป็แบบนี้ต่อไปจากที่คิดว่าการคัดเลือกอาจจะจบในวันเดียว
“เริ่มการคัดเลือกรอบต่อไปเลยหรือไม่เพคะ” สตรีผู้รับหน้าที่เป็หัวงานครั้งนี้หมุนกายหันไปทูลถามคนบนบัลลังก์ทองพร้อมก้มหน้าเอ่ยวาจา
“รออะไรเล่าเรายังยุ่งยากใจไม่พอหรือถึงต้องมาวันอื่น” โม่เหวินหานตรัสตอบคำถามเหลียงไท่เฟยเอื่อยๆเพราะเขาก็เบื่อเต็มทนที่ต้องมานั่งมองสตรีมากมายค่อยๆ เดินมาทีละคน
คำตอบของเทียนหลงฮ่องเต้สร้างความประหลาดใจต่อเนื่องนางไม่คิดว่าฮ่องเต้จะจัดการคัดเลือกสตรีถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบแปดคนในวันเดียวและยังจะรับต่อไป“แต่ตอนนี้สตรีผ่านการคัดเลือกมากถึงห้าสิบเอ็ดนางแล้วนะเพคะ”
“ใช่เื่ของไท่เฟยตัดสินแทนเราหรือ?”
“หม่อมฉันขอประทานอภัย” เหลียงไท่เฟยก้มหน้าคุกเข่าทันทีที่รู้ตัวว่ายุ่งเื่เกินควร
“ช่างเถอะ รีบคัดเลือกต่อเลย” บุรุษ้าปัดมืออย่างไม่ถือสาแล้วเริ่มการคัดเลือกรอบต่อไปหญิงจากตระกูลสูงศักดิ์จากขุนนางไม่น้อยกว่าขั้นสี่
ขั้นตอนนี้จะเป็การแบ่งเป็กลุ่มกลุ่มละห้าคนที่ผู้เข้าคัดเลือกจะเข้ามาพร้อมกันแต่ละคนจะเอ่ยนามตนและมาจากตระกูลใดขั้นตอนนี้โดยปกติจะมีเหล่าสนมผู้รับหน้าที่คอยสอบถามเื่ต่างๆหรืออาจจะมีการวัดความรู้มารยาทบ้างผลปรากฏออกมาว่าไท่เฟยและไท่ผินไม่ได้เอ่ยถามสักคำ แค่พวกนางเอ่ยปากจบเทียนหลงฮ่องเต้ก็ตัดสินใจเองทั้งหมดโดยเฉลี่ยผู้ที่ผ่านจะราวๆสองต่อสามซึ่งก็ยังเป็จำนวนที่มากอยู่ดี
เต๋อไท่เฟยผู้ที่มองหญิงงามวัยเยาว์ที่ถูกส่งมาคัดเลือกแต่ละคนแม้จะมีที่งามหมดจดบ้างมีเสน่ห์เย้ายวนบ้างหรือสดใสดั่งแสงดาวจรัสแต่บางคนก็ไม่ได้จัดว่าน่ามองขั้นได้รับเลือก ถ้านางลองนับจนหมดกลุ่มที่สองที่ผ่านการคัดเลือกเกือบจะนับร้อยแล้วแต่ก่อนนางคิดว่าเทียนหลงฮ่องเต้จะทอดแบบพระบิดาเพราะนอกจากรูปลักษณ์นิสัยหนักแน่นความเก่งกาจในการจัดการราชกิจก็ไม่ต่างกันแต่พอได้มาเห็นพิธีคัดเลือกวันนี้แล้ว เห็นที่กวงเหิงฮ่องเต้ผู้เป็บิดาคงอยากลุกขึ้นมาเตือนสติความลุ่มหลงสตรีของพระโอรสเสียหน่อย
จบขั้นที่สองก็ใกล้เข้าเวลายามซวี[5]แล้ว แสงของวันลับขอบฟ้าแล้วโคมไฟถูกนำมาเติมเต็มแสงในโถงแทน เมื่อฮ่องเต้ไม่ยอมพักผ่อนไม่เสวยกระยาหารเย็นใครจะกล้าไปขั้นที่สามจึงถูกเริ่มต่อทันที เป็สตรีที่มาจากนอกหัวเมืองนอกและเมืองราชเมืองขึ้นกว่าจะถึงขั้นนี้โม่เหวินหานก็เบื่อเต็มทนแทบจะไม่มองหน้าสตรีเหล่านี้แล้วทั้งแสงจากโคมไฟก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกล้ามากกว่าเดิม
วันนี้เขาตื่นั้แ่ยามเหม่า[6]เพื่อฝึกดาบแล้วถึงไปว่าราชการที่ท้องพระโรงออกมาก็แวะอ่านฎีกาที่ห้องทรงงาน แล้วมาจบที่การคัดเลือกสนมที่กินเวลายาวนานถึงสามชั่วยามเขาเห็นเหล่าไท่เฟยไท่ผินขยับตัวหลายครั้งแล้วแต่ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องจัดการให้จบจากนี้ก็เป็หน้าที่ของพวกนางแล้วที่ต้องจัดหาตำหนักและตำแหน่งที่เหมาะสมให้แต่ละนางแต่กลุ่มนี้ดีหน่อยที่หญิงสาวแต่ละนางดูไม่ได้อยากมารับการคัดเลือก ต้องจำใจมาแท้ๆเขาถึงคัดตกไปเกินกว่าครึ่ง ก็ไม่ใช่เื่แปลกสตรีที่ไหนจะอยากร่วมเรียงเคียงหมอนกับบุตรชายของคนที่ยึดบ้านมืองตัวเอง
“กลุ่มสุดท้ายเข้ารายงานตัว”
อย่าว่าแต่เหล่าข้าราชบริพารและเหล่าไท่เฟยไท่ผินแม้แต่บุรุษผู้อยู่บนบัลลังก์ได้ยินคำว่ากลุ่มสุดก็ผ่อนลมหายใจอย่างถูกใจที่จะหลุดพ้นจากวันที่ยาวนานเช่นนี้
“หม่อมฉัน เจิ้งหนี่เหยาจากชนเผ่าเจียงตะวันออกเพคะ” แม้คำพูดจะนอบน้อมแต่เสียงไม่อ่อนหวานท่าทางก็มีแววแข็งกร้าวเล็กๆ
“ไม่รับ”
“หม่อมฉันลี่เจียวจากชนเผ่ามู่ซานเพคะ”ชนเผ่ามู่ซานงั้นหรือเห็นทีชนเผ่านี้จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบรุนแรงจากการบุกยึดหรือลี่เจียวถึงเสียงหวานขนาดนี้
“รับ”
“หม่อมฉันหลี่เสวี่ย จากเผ่าซาเฟิง..เพคะ” สตรีผู้นี้เสียงท้ายแข็งกร้าวนัก ให้จัดอันดับสตรีเสียงแข็วกร้าวก็นับว่าเป็อันดับหนึ่งของวันนี้เลยเชียวโม่เหวินหานยกยิ้มมุมปาก 'หลี่เหวี่ย' นางผู้นี้คงไม่ใช่แค่ไม่ชอบเขาแต่ไม่ชอบทั้งราชวงศ์เสียมากกว่าบุรุษผู้เท้าคางกลับที่พิงแขนหันไปกระซิบหลี่ต้ากงอีกครั้ง
“ไม่รับ”
เมื่อการคัดเลือกจบลงในที่สุดโม่เหวินหานก็ขยับตัวสะบัดแขนระบายความเมื่อล้าแล้วลุกขึ้นทันทีพร้อมกับหญิงสาวกลุ่มสุดท้ายที่เหลือเพียงสามคนโค้งตัวเตรียมจะเดินออกจากกลางโถงบุรุษ้าที่กำลังปล่อยให้ขันทีข้างกายสวมชุดคลุมให้ก็เหลือบไปเห็นสตรีคนสุดท้ายที่กำลังหมุนตัวจากไปตาเบิกโตกว้างอย่างใยื่นมือจะรั้งนางไว้
“ช้าก่อน!” โม่เหวินหานสะบัดแขนจนทำให้ชุดคลุมตกลงที่พื้นหลี่ต้ากงที่คิดว่าตนเองกระทำสิ่งใดผิดก็รีบคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นทันที “เ้า! สตรีคนสุดท้าย” เขาจำชื่อนางไม่ได้แล้วเพราะไม่ได้ใส่ใจฟังั้แ่แรกทั้งตอนนั้นเขาก็เบื่อหน่ายอย่างมากจนไม่ได้มองรูปลักษณ์พวกนาง
ตลอดมาการคัดเลือกเทียนหลงฮ่องเต้จะรับสั่งผ่านหลี่ต้ากงตลอดครั้งนี้จึงนับเป็ครั้งแรกที่พระองค์รับสั่งโดยตรงกับสตรีที่รับคัดเลือกเมื่อเสียงดังของผู้เป็เ้าแผ่นดินรั้งไว้เช่นนี้ร่างบางในอาภรณ์สีครามเข้มจึงต้องหยุดเท้าไว้ก่อนแล้วคุกเข่าก้มศีรษะแนบอกทันที
“เ้าชื่ออะไร?” โม่เหวินหานถามโดยตรง
“หม่อมฉันหลี่เสวี่ยจากเผ่าซาเฟิงเพคะ” น้ำเสียงของนางยังไม่เปลี่ยนจากเมื่อครู่สักนิดยังแข็งกร้าวไม่ยอมสยบแม้เขาจะเป็ผู้เอ่ยถามเอง แต่เพียงเท่านี้มุมปากของบุรุษก็ยกยิ้มอย่างปีติจนไม่อาจซ่อนดีที่เวลานี้ไม่มีใครมองใบหน้าเทียนหลงฮ่องเต้อยู่จึงไม่มีใครรับรู้เื่นี้
“รับ”
[1] ยามเซิน หน่วยบอกเวลา 15.00-17.00น.
[2] ยามอู่ หน่วยบอกเวลา 11.00-13.00น.
[3]เก้าอี้อี้จื้อ เก้าอี้ที่มีพนักพิงสูงทำจากไม้คุณภาพสูงและมีความประณีตวิจิตรจากผ้าปักตกแต่งเบาะ
[4] เค่อ หน่วยวัดเวลา 1เค่อคือประมาณ15นาที
[5] ยามซวี หน่วยบอกเวลา 19.00-21.00น.
[6] ยามเหม่า หน่อยบอกเวลา 05.00-07.00น.
เปิดเื่ใหม่แล้วค่ะ ฝากด้วยนะคะรีดเดอร์
เื่นี้เป็แนววังหลังครั้งแรกเลยค่ะ กังวลว่าจะใช้คำาาศัพท์ผิด ถ้ามีตรงไหนไม่ถูกติชมได้เลยนะคะ
ฝากคอมเมนท์ ส่งใจ แปะติ้กเกอร์ให้นข.ด้วยนะคะ จะมีแรงมาลงบ่อยๆ ค่าาา
ใครที่ตามมาจากเื่ที่แล้ว ติดตามต่อกันไปเรื่อยๆ นะคะ
ฝากชิงเอ๋อร์ด้วยนะคะ น้องดื้อมาก ฮ่องเต้ปวดหัวแน่นอนค่ะ