เมืองจิ่วเย่ว์
หลังจากที่เดินทางต่อ กู้เฉินใช้เวลาั้แ่เช้าจรดค่ำในการเดินทางมาถึงเมืองจิ่วเย่ว์ การเดินทางของเขาราบรื่นเป็อย่างมาก ไม่พบคนที่ตามมาเพื่อฆ่าเขาอีก
แม้ว่าจะพบผู้คนระหว่างเดินทาง หรือพบพวกสัตว์ในป่าบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรสร้างปัญหาให้กับเขา
ดังนั้น เขาจึงเดินทางอย่างราบรื่น จนมาถึงเมืองจิ่วเย่ว์ในที่สุด
เมื่อยืนอยู่ในแถวของคนที่จะเข้าเมือง กู้เฉินพบว่าเมืองจิ่วเย่ว์ สมกับเป็เมืองระดับกลาง มีขนาดใหญ่กว่าเมืองเล็กมากทีเดียว คาดว่าคงจะมีคนอาศัยอยู่ในเมืองไม่ต่ำกว่าหลายพันคนอย่างแน่นอน
เมืองจิ่วเย่ว์ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงหินขนาดใหญ่ ด้านหน้าทางเข้ามีประตูไม้บานใหญ่ที่เก่าแก่ ใครจะเข้าเมืองต้องต่อแถวอย่างเป็ระเบียบ รอรับการตรวจสอบจากทหารยามในชุดเกราะที่เฝ้าอยู่ที่หน้าประตู
ในเื่การตรวจสอบ กู้เฉินได้ถามคนที่ต่อแถวอยู่ด้วยกันแล้ว ฟังว่าการตรวจสอบไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ตอบคำถามทหารยามสองสามอย่าง แล้วก็จ่ายเงินค่าผ่านทางห้าเหรียญทองเท่านั้น ก็สามารถเข้าไปในเมืองจิ่วเย่ว์ได้แล้ว
การตรวจสอบเช่นนี้ ไม่ถือว่ามีความปลอดภัยอะไร เพราะคนสามารถโกหก เพื่อเข้าสู่เมืองจิ่วเย่ว์ได้
แต่เหมือนว่าเ้าเมืองจะไม่สนใจ เนื่องจากเขาเชื่อว่าภายในเมืองของเขา จะไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาอย่างแน่นอน
เพราะคนที่กล้าสร้างปัญหา ต้องเผชิญกับความโกรธของเขา ผู้ซึ่งเป็ถึงผู้ฝึกตนระดับปราณปฐี!
กู้เฉินต่อแถวอยู่ไม่นานนักก็ถึงคิวของเขา หลังตอบคำถามทหารยามในชุดเกราะสองสามอย่าง เขาก็จ่ายเงินห้าเหรียญทอง เพื่อเข้าไปในเมืองโดยไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อเข้ามาในเมือง สิ่งแรกที่กู้เฉินทำคือการหาโรงเตี๊ยม ถ้าไม่หาโรงเตี๊ยมก็ไม่รู้ว่าวันนี้เขาจะไปซุกหัวนอนที่ไหน เขาไม่ใช่เ้าของร่างคนเดิมที่สามารถอดทนนอนในโพรงไม้ได้
หลังจากสอบถามทางชาวเมืองบางคน เขาก็พบโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อเื่ความสะอาดและหรูหราระดับหนึ่ง ค่าเข้าพักต่อคืนอยู่ที่ยี่สิบเหรียญทอง
กู้เฉินไม่ลังเลที่จะเข้าพักที่นี่ เมื่อจัดการจ่ายค่าเข้าพักเรียบร้อย เขาก็ออกไปหาร้านอาหาร เพื่อทานอาหารเย็น
สองวันมานี้ เขาได้แต่กินเนื้อกระป๋องปรุงรส อยากที่จะเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ความจริงที่โรงเตี๊ยมก็ขายอาหารด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เขาอยากลิ้มลองอาหารจากร้านอาหารที่อร่อยที่สุดในเมืองมากกว่า อยากจะรู้ว่ารสชาติของมัน สู้กับอาหารในโลกปัจจุบันได้หรือไม่
กู้เฉินเดินไปตามเส้นทางในเมืองจิ่วเย่ว์ มองดูผู้คนในชุดจีนที่เดินสัญจรผ่านไปมาด้วยอารมณ์ความรู้สึกเล็กน้อย
บรรยากาศแบบนี้ เหมือนกับในหนังกำลังภายในบางเื่ที่เขาเคยได้ดูมาในชีวิตที่แล้ว คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีโอกาสได้มาัักับตัวเองเช่นนี้
จะว่าไปแล้ว ภายในเมืองจิ่วเย่ว์ตอนกลางคืน ไม่มืดเลยสักนิด เนื่องจากมีหินผลึกแสง ซึ่งสามารถให้แสงสว่างได้ ติดอยู่บนเสาไม้หลายจุดในเมือง
กู้เฉินใช้เวลาเดินอยู่ไม่นานก็มาถึงร้านอาหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็ร้านอาหารอันดับหนึ่งของเมืองจิ่วเย่ว์ และขึ้นชื่อว่ามีอาหารที่อร่อยมากที่สุด ซึ่งทำโดยพ่อครัวแม่ครัวฝีมือดี ที่ได้รับการยอมรับจากเ้าเมืองจิ่วเย่ว์
กู้เฉินเข้าไปในร้าน หามุมเงียบๆ นั่ง แล้วสั่งอาหารมาสองสามอย่าง
ร้านอาหารแห่งนี้เป็สไตล์โบราณ มีขนาดใหญ่มากทีเดียว ผู้คนภายในร้านเองก็คับคั่ง ส่วนมากจะเป็บรรดาผู้มีอันจะกิน มีเงินเหลือใช้มาทานอาหารที่นี่ เนื่องจากอาหารที่นี่ค่อนข้างที่จะแพง ไม่ถูกเลยสักนิด อาหารหนึ่งอย่างราคาก็ยี่สิบเหรียญทองแล้ว
กู้เฉินนั่งรออาหารอยู่ไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟ เขาเริ่มทานด้วยความคาดหวังว่ามันจะอร่อยสมคำเล่าลือหรือไม่
แต่เขาก็ต้องผิดหวัง อาหารสองสามอย่างที่เขาสั่งมา ล้วนไม่ถูกปากของเขา มันไม่มีรสชาติมากนัก ค่อนข้างที่จะจืดชืด แต่อย่างน้อยก็พอทานได้
กู้เฉินรีบกิน จากนั้นก็จ่ายเงินและออกจากร้านไป
“พรุ่งนี้สำนักกระบี่ดาราจะมาเปิดรับศิษย์ที่เมืองจิ่วเย่ว์” ขณะที่เดินกลับไปโรงเตี๊ยม กู้เฉินพึมพำเล็กน้อย
นี่คือเื่ที่เขาได้ยินผู้คนพูดกันอย่างออกรสภายในร้านอาหาร จากที่เขาอ่านตำราข้อมูลมา สำนักกระบี่ดาราแห่งนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน มันเป็ถึงหนึ่งในหกขุมอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรัซ่อนแห่งนี้
ซึ่งหกขุมอำนาจอันยิ่งใหญ่ประกอบด้วย สำนักกระบี่ดารา สำนักหิมะเยือกแข็ง สำนักเพลิง์ นิกายเต๋า ตำหนักโลหิต และราชวงศ์หลง
ซึ่งมักจะถูกผู้คนในอาณาจักรัซ่อนเรียกว่า สามสำนัก หนึ่งนิกาย หนึ่งตำหนักและหนึ่งราชวงศ์
ในบรรดาหกขุมอำนาจ ราชวงศ์หลงมีความแข็งแกร่งมากที่สุด แต่มันก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรที่ราชวงศ์หลงจะแข็งแกร่งที่สุด
หากว่าไม่แข็งแกร่งที่สุดจะปกครองอาณาจักรัซ่อนได้อย่างไร ส่วนอีกห้าขุมอำนาจนั้น มีความแข็งแกร่งค่อนข้างที่จะทัดเทียมกัน
และด้วยเหตุที่มีความแข็งแกร่งค่อนข้างที่จะทัดเทียมกันนี้เอง ทำให้มีความขัดแย้งต่อกันหลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีการสู้กันชนิดที่ตายกันไปข้างหนึ่งขึ้น เหตุผลไม่มีอะไรมาก นอกจากหากทำเช่นนั้น มีแต่ผลเสีย ไม่มีผลดีเกิดขึ้น
[ระบบแนะนำให้โฮสต์เข้าร่วมกับสำนักกระบี่ดารา]
ในเวลานี้เอง จู่ๆ เสียงระบบก็ดังขึ้นมาภายในใจของกู้เฉิน
“หืม? ทำไม?” กู้เฉินอดถามด้วยความประหลาดใจไม่ได้
[โฮสต์ลองคิดดู หากว่าโฮสต์เข้าร่วมกับสำนักกระบี่ดารา ทุกเดือนทางสำนัก จะมีทรัพยากรการฝึกตนให้ แบบนี้ไม่ดีเหรอ ยิ่งโฮสต์แข็งแกร่งมากขึ้นก็จะได้ทรัพยากรการฝึกตนมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว โฮสต์ก็สามารถหาสิ่งของล้ำค่ามาแลกเปลี่ยนกับระบบได้มากขึ้นเช่นกัน]
ระบบพูดให้ฟังอย่างใจเย็น
กู้เฉินพลันขบคิดเื่นี้ สุดท้ายก็พบว่า มันเป็อย่างที่ระบบว่ามาจริงๆ หากเข้าร่วมสำนัก ก็จะได้รับทรัพยากรการฝึกตนทุกเดือน เื่นี้ถือเป็เื่ที่ดีจริงๆ แต่ทันใดนั้นเขาก็เอะใจถึงบางอย่าง ต้องพูดออกมา “สรุปก็คือเธออยากจะทำธุรกิจ?”
[แน่นอน ใครไม่อยากทำ ในตอนนี้โฮสต์จนเกินไป จนไม่สามารถแลกเปลี่ยนอะไรที่ล้ำค่าหรือมีราคาที่ต้องจ่ายสูงจากระบบได้ ดังนั้นระบบจึงต้องกระตุ้นโฮสต์ด้วยความหวังดีสักหน่อย] ระบบตอบอย่างชอบธรรม
มุมปากของกู้เฉินกระตุก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี ต้องเลิกสนใจระบบ และรีบเดินกลับไปที่โรงเตี๊ยม
จบบทที่ 11